เทียนฉินมองสัตว์อสูรสองตัวที่เหลือด้วยสายตาเย็นชา ก่อนบังคับดาบเพลิงนภาพุ่งเข้าใส่พวกมันอีกครั้งอย่างรวดเร็ว สัตว์อสูรตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้กับดาบมากที่สุด มันยกขาหน้าข้างหนึ่งตะปปเข้าต้านดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างแรง แต่เนื้อกับเหล็กมีหรือที่จะต้านทานกันได้ เพียงแค่ดาบเพลิงนภาตัดผ่านนิ้วเท้าของมันที่กางเล็บออกมาด้วยความมั่นใจ ก็ขาดออกจากกันง่ายดายราวกับผ่าเต้าหู้
สัตว์อสูรอีกตัวพุ่งกระโจนเข้าใส่หวังช่วยเหลือเพื่อนของมัน กลับถูกคลื่นกระบี่สายหนึ่งเสียบเข้าที่ลำคอทะลุออกไปยังบั้นท้าย ก่อนจะล่วงตกกระแทกพื้นเลือดสาดขาดใจตายไปอีกตัว
ส่วนเจ้าของกระบี่ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นจงลู่อันที่เหาะตามมาทันจึงได้วาดกระบี่เข้าสังหารสัตว์อสูรตัวนั้นอย่างรวดเร็ว ส่วนสัตว์อสูรตัวที่บาดเจ็บอยู่คิดจะหนีไปตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว เมื่ออีกสามคนตามมาถึงพวกเขาก็เข้ารุมสังหารจนร่างของแหลกเละไม่เหลือชิ้นดี
เทียนฉินหันมองดูสถานการณ์โดยรอบก็เห็นว่าไม่มีอันตรายแล้ว จึงได้เก็บดาบเพลิงนภากลับเข้าฝักแล้วเดินไปหาชายคนนั้นเพื่อดูอาการทันที
"อย่าพึ่งเอ่ยอะไรออกมา! รีบกินยารักษาบาดแผลก่อน!"
เทียนฉินหยิบยาฟื้นฟูร่างกายให้ชายคนนั้นพร้อมกับเอ่ยบอกอย่างง่ายๆ
"เอ่อ! ขอบคุณ!"
ชายคนนั้นรับยามายัดใส่ปากของตนเองพร้อมกับนั่งลงขับเคลื่อนพลังปราณเพื่อย่อยเม็ดยานั้นทันที หลังจากผ่านไปไม่นานเมื่อเม็ดยานั้นถูกย่อยสลายจนหมดแล้ว ชายคนนั้นจึงลืมตาถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็ยยังไม่หายดีนัก แต่มันก็ยังฝืนลุกขึ้นยืนเพื่อขอบคุณพวกเขาอีกครั้ง
"เกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้ากัน?"
จงลู่อันเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเท่าที่เขามองดูบริเวณรอบๆนี้นั้น ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเคยมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง อีกทั้งทั่วบริเวณมีทั้งเศษชิ้นส่วนของสัตว์อสูรและซากศพของมนุษย์ ซึ่งมันผิดปกติมากเกินไปที่จะมีการต่อสู้เช่นนี้ได้ เพราะจากการตรวจสอบระดับพลังของชายคนนี้แล้ว มันก็มีระดับพลังสูงถึงก่อกำเนิดขั้นกลาง แล้วคนที่มากับมันจะมีระดับพลังที่ต่ำกว่าอย่างนั้นรึ?
"พวกข้ามีกันอยู่กันเจ็ดคน ซึ่งแต่ละคนมีระดับก่อกำเนิดทั้งนั้น!"
ชายคนนั้นกล่าวออกมาพร้อมกับดวงตาเหม่อลอย
"เพียงแต่เมื่อพวกเราเข้ามาได้ไม่นาน ก็ถูกสัตว์อสูรกลุ่มใหญ่มากกว่ายี่สิบตัวเข้ารุมล้อม จนเกิดการต่อสู้อย่างที่พวกเจ้าได้มาเห็นนั่นแหละ!"
"เจ้าหมายถึงเมื่อเจ้าและคนในกลุ่มเข้ามาในป่ามรณะ ก็ถูกฝูงสัตว์อสูรเข้าโจมตีทันทีเลยอย่างนั้นรึ? อีกทั้งพวกเจ้ายังไม่สามารถสู้กับสัตว์อสูรพวกนั้นได้อีกด้วย!"
เทียนฉินขมวดคิ้วในขณะที่เอ่ยถามชายคนนั้นด้วยความสงสัย เพราะการรวมกลุ่มกันในระดับพลังก่อกำเนิดถึงเจ็ดคน แต่กลับถูกโจมตีโดยสัตว์อสูรจนหนีเอาตัวรอดกันไม่ได้เช่นนี้ แสดงว่าระดับพลังของทุกคนไม่น่าจะสูงมากนัก อีกทั้งอาจจะไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมกันสักเท่าไหร่หรือเปล่า?
"ใช่แล้ว! สัตว์อสูรที่พวกข้าเจอนั้นมันดุร้ายมาก และพวกข้าไม่สามารถต้านทานพวกมันได้เลย!"
ชายหนุ่มดูท่าหดหู่เมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งน้ำตา ซึ่งเทียนฉินทำได้เพียงส่ายหัวและไม่ถามคำถามอะไรอีกต่อไป จากนั้นจึงเดินไปสำรวจร่างสัตว์อสูรพวกนั้นแทน ปล่อยให้จงลู่อันสอบถามมันต่อไป
"ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรในป่ามรณะจะค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้น และราวกับว่าพวกมันจะดุร้ายมากกว่าเก่า!"
เสิงเจิ้นจู้ที่ตรวจดูร่างของสัตว์อสูรอยู่เห็นเทียนฉินเดินเข้ามา จึงได้เอ่ยบอกความกังวลในสิ่งที่มันคิดอยู่ในใจ
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"เทียนฉินถามกลับไปทันที
"ข้าเคยเข้ามากับอาจารย์ของข้าครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นบริเวณชายขอบอย่างนี้ ข้าไม่เคยพบเห็นสัตว์อสูรเลยแม้แต่น้อย พวกสัตว์อสูรส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ลึกเข้าไปในป่าด้านใน!"
เสิงเจิ้นจู้เอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงผิดแปลกไปเล็กน้อยจนเทียนฉินสังเกตุได้ จึงเอ่ยถามออกมาด้วยความตกใจ
"หรือเจ้าสงสัยว่าพวกมัน กำลังหาวิธีออกไปด้านนอกอย่างนั้นรึ?"
เสิงเจิ้นจู้แหงนหน้าขึ้นมองเทียนฉินก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"มีความเป็นไปได้อยู่หลายส่วน!"
"หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกสัตว์อสูรพวกนี้มันจะรู้ได้อย่างไรว่าทางออกอยู่ทางไหน?"
เทียนฉินเอ่ยถามอีกครั้งอย่างสงสัย เพียงแต่ว่าไม่นานเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงหลุดปากออกมาเสียงดัง
"หรือพวกมันรับรู้ได้ถึงความผันผวนของม่านพลังกัน?"
เสิงเจิ้นจู้หลี่ตามองเทียนฉินก็รู้สึกว่าชายคนนี้น่าสนใจ ที่สามารถมองสถานการณ์ตรงหน้าออกได้อย่างรวดเร็ว หากได้เป็นศัตรูคงจะน่ากลัวไม่ใช่น้อย
"ตอนที่เข้ามาไม่ใช่ว่าเจ้าสัมผัสได้ถึงพลังชั่วร้ายอย่างนั้นหรอกหรือ?"
เทียนฉินได้ยินก็พยักหน้ายอมรับ พลางส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจสอบตราประทับครึ่งวงกลมที่อยู่ในแหวนมิติ ถึงแม้ตราประทับนั้นจะสงบลงบ้างแล้ว แต่เขารู้สึกได้ว่าภายในป่ามรณะนี้ต้องมีพลังของพวกปีศาจอยู่แน่ๆ ที่สำคัญจากการตรวจสอบซากสัตว์อสูรพวกนี้ หากการสันนิษฐานของเขาไม่ผิดพลาด สาเหตุที่สัตว์อสูรพวกนี้กร้าวร้าวขึ้นย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังชั่วร้ายนี้อย่างแน่นอน
"ข้าสอบถามจนละเอียดหมดแล้ว พวกเขามาจากนิกายจิตนิรันดร์..."
เสียงของจงลู่อันทำลายความเงียบของพวกเขาทั้งสองจนต้องหันมามอง จากนั้นเขาจึงเล่าสิ่งที่ได้ยินจากชายหนุ่มให้เทียนฉินและเสิงเจิ้นจู้ได้รู้ พวกมันเจ็ดคนเป็นศิษย์ของอาวุโสหลักภายในนิกายจิตนิรันดร์ มีสองคนที่มีพลังถึงระดับก่อกำเนิดขั้นสูง ซึ่งได้ฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรหนีไปก่อนหน้านั้นแล้ว ส่วนคนที่เหลือห้าคนมีสามคนที่มีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นกลางรวมถึงตัวชายคนนั้นด้วย ส่วนสองคนที่เหลือมีพลังเพียงระดับก่อกำเนิดขั้นต้นเท่านั้น และได้ถูกสัตว์อสูรฆ่าตายไปหมดแล้ว
"เป็นคนนิกายเดียวกันแท้ๆ กลับหนีเอาตัวรอดแบบนี้ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ!!"
เสิงเจิ้นจู้เอ่ยด้วยควาโมโหเมื่อได้รู้ความจริงจากปากของจงลู่อัน
"แล้วจะเอาอย่างไรกับมันดี?"
เทียนฉินมองไปทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่กับจ้งตี่โหวและลู่เหล่าหยา ก่อนเอ่ยถามออกมาเสียงเบา
"ในสภาพร่างกายแบบนั้นมันไม่สามารถอยู่ในป่ามรณะนี้ได้แล้ว พวกเราคงต้องส่งมันกลับออกไปด้านนอกก่อน!"จงลู่อันเอ่ยตอบ
"อืม! ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่พวกเจ้าเถอะ! ข้าจะอยู่คอยระวังหลังให้แล้วกัน!"
เทียนฉินเอ่ยบอกไปตรงๆ จากนั้นจึงกระโดดขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพวกของจงลู่อันมากนัก ก่อนจะปกปิดกลิ่นอายของตนหายจนหายลับไปในอากาศ
"มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ? แล้วทำไมน้องเทียนถึงต้องคอยระวังหลังให้พวกเราด้วย!"
จงลู่อันมองเทียนฉินหายลับไปก็หันมาถามเสิงเจิ้นจู้ด้วยความสงสัย
"เรื่องของสัตว์อสูรที่ดุร้ายพวกนั้นนั่นล่ะ!"
"หากพวกเราสองคนคาดเดาไม่ผิดล่ะก็ ทันทีที่ม่านพลังเปิดออกพวกสัตว์อสูรเหล่านั้นจะกรูกันออกมาทาง
นี้ เพื่อพยายามออกไปด้านนอกกันแน่!"เสิงเจิ้นจู้เอ่ยตอบกลับมาเสียงเครียด
จบตอนที่ 176