นางซูไม่อาจกล้ำกลืนยอมรับโดยง่ายแม้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เย่เจียอวี้ใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้ไม่เห็นบุตรทั้งสองอยู่ในสายตาแม้แต่น้อยเลยหรือ?
เมื่อก่อนเขารังเกียจบุตรชายที่โง่งมและบุตรสาวที่อัปลักษณ์ก็ช่างเถิดแต่บัดนี้ทั้งสองมิได้ต่างจากคนทั่วไปแล้วมิหนำซ้ำยังยอดเยี่ยมกว่าคนเหล่านั้นเสียอีก
ผู้คนทั้งหลายกล่าวไว้ว่ามนุษย์มีชีวิตจิตใจแม้แต่วัวเหลืองมันยังรู้จักรักลูกเย่เจียอวี้กลับเลวร้ายกว่าสัตว์ใช้แรงงานเสียอีก! นางซูนับถือเถาอี๋เหนียงนักที่มีคารมคมคาย พลิกแพลงเก่ง และมักยุยงให้คนแตกคอกันได้เสมอ
แม้ว่านางจะออกจากสกุลเย่มานานแล้วและไม่แยแสความคุ้มครองจากเย่เจียอวี้ ทว่าความเป็นบิดาของเขานั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงสุดท้ายแล้วนางก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี
“ท่านแม่ยังใส่ใจเรื่องนี้อยู่หรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงชงชากุหลาบให้นางถ้วยหนึ่งสีอมแดงสดใส กลิ่นหอมฟุ้งแตะจมูก
นางซูยื่นมือไปรับถ้วยกระเบื้องมาถือไว้ก้มหน้าสูดกลิ่นกุหลาบหอมกรุ่น “ใส่ใจอันใด? บัดนี้พวกเราแม่ลูกไม่ได้อดอยาก ไม่ต้องทนหนาวเย็นมีชีวิตที่สุขสบายไม่ขัดสนเช่นนี้ จะคิดถึงความทุกข์ในอดีตไปทำไมกัน?”
แม้ในยามที่สกุลเย่ยังไม่ตกต่ำชีวิตของนางก็ไม่เคยผาสุกอย่างเช่นในตอนนี้ มีแม่สามีคอยกดดันขมวดคิ้วทำหน้าถมึงทึง ต่อให้ปรนนิบัติอย่างไรก็ไม่พอใจเช่นนั้น
สามีก็มิได้เผื่อแผ่ความรักทั้งยังมีอี๋เหนียงที่ริษยาคอยสร้างความทุกข์ระทมให้ทุกวันอาการของบุตรชายก็ยิ่งสร้างความเจ็บปวดให้แก่นางอย่างแสนสาหัสเรียกได้ว่าเหนื่อยกายไม่สบายใจโดยแท้
นางซูหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตไม่เคยมีวันใดที่ผ่อนคลายเลยแม้แต่วันเดียว เมื่อเทียบกับปัจจุบันแล้วช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว “ข้าเพียงรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนพวกเจ้าเท่านั้น”
“เพราะสายเลือดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงพอจะเข้าใจความรู้สึกไม่เป็นธรรมของนางซูของบางสิ่งเจ้าอาจไม่ได้ต้องการมันจริงหรอก แต่พออีกฝ่ายไม่ให้เจ้าก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราพึงได้รับเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงกล่าว“เขาไม่เห็นเราเป็นลูก เราก็ไม่จำเป็นต้องนับถือเขาเป็นบิดาต่างคนต่างเป็นคนแปลกหน้าก็พอแล้ว”
นางซูมิคาดคิดว่าบุตรสาวจะมองข้ามไปได้ถึงเพียงนี้นางยังจำได้ว่าเมื่ออายุห้าหกขวบ เย่ชิงชิงยังเคารพนับถือในตัวบิดาแต่หลังจากที่ป่วยหนักครั้งนั้น นางคงจะเปลี่ยนไปแล้ว
“ข้ากังวลไปเองสินะ” นางซูถอนหายใจยาวสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปจนหมดสิ้น ชีวิตคนเราย่อมมีขึ้นมีลงนางได้มีชีวิตที่สงบสุขเช่นทุกวันนี้นับว่าเป็นความโชคดี “วันเกิดของเจ้าใกล้เข้ามาแล้วปีนี้แม่จะจัดงานให้เจ้าอย่างดีเลย”
วันเกิดหรือ?เย่ชิงชิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอเลือกรายการอาหารได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้าเด็กฉลาด! วางใจเถิด มีแต่ของโปรดเจ้าทั้งนั้น~” นางซูเห็นบุตรสาวทำท่าทางเหมือนแมวหิวโซ ก็ส่ายหน้าหัวเราะอย่างอดไม่ได้
สองแม่ลูกสนทนาเรื่องสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่งก็สลัดเรื่องผู้รับใช้เทพในหัวแล้วหันมาเตรียมเครื่องเซ่นไหว้สำหรับเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าแทนบ้านของพวกนางจับฉลากได้ขนมจื่อฉาง [*] ซึ่งเป็นของหวานที่อร่อยแต่วิธีทำยุ่งยากเล็กน้อย
ก่อนอื่นต้องนำข้าวสาลีป่ามาบดและคั้นน้ำออกต้มให้เดือดเพื่อขจัดความฝาดจากนั้นเทใส่แป้งสาลีและแป้งข้าวเหนียวในขณะที่น้ำยังร้อนอยู่สุดท้ายนวดให้เข้ากันจนเป็นแป้งสีเขียวสด
จากนั้นใช้ไม้คลึงแป้งแผ่ให้เป็นแผ่นบางๆนำไปนึ่งในลังถึงจนสุก จึงนำไส้ที่คั่วสุกไว้แล้วมาใส่ม้วนให้เป็นแท่งคล้ายไส้กรอกก็เป็นอันเสร็จสิ้น
แป้งสีเขียวนุ่มฟูรสชาติไม่ได้หวานเลี่ยนแต่อย่างใด ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของหญ้าสดอบอวลและติดตรึงยาวนาน ส่วนไส้มีให้เลือกหลายชนิดตามความชอบและเมื่อเติมกุ้งแห้งตัวเล็กๆ ลงไปเล็กน้อยก็ยิ่งเพิ่มรสชาติให้หอมและอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก
อย่าคิดว่าเย่ชิงชิงเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กจ้อยนางสามารถกินได้ถึงสองแท่งรวดในคราวเดียวส่วนเย่จื้อเฟิงที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตนั้นเขากินได้ถึงห้าแท่งที่มีไส้แตกต่างพร้อมกันได้เลย!
นอกจากขนมจื่อฉางแล้วนางซูก็เตรียมผลไม้ไว้อีกมากมาย รวมถึงขนมหวานและของว่างอื่นๆ ที่ชอบอีกนิดหน่อย
เมื่อสามปีก่อนโรคไข้ทรพิษระบาดมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าต้องว่างเว้นไปเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อเป็นการชดเชยแด่องค์เทพการจัดงานในปีนี้จึงยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมา
ผู้รับใช้เทพที่แต่ละหมู่บ้านจัดเตรียมไว้ทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน เด็กหญิงสวมชุดสีชมพูอ่อนส่วนเด็กชายสวมชุดสีฟ้าอ่อน ทุกคนเป็นเด็กน้อยที่ได้รับคัดเลือกมามีอายุใกล้เคียงกัน ใบหน้างดงามน่าชมสีชมพูและสีฟ้าอ่อนช่างดูสดใสและเป็นเอกลักษณ์
เหล่าผู้รับใช้เทพถือโคมไฟกระดาษสีแดงสดเดินเรียงเป็นสองแถวขนานไปพร้อมกันตามหลังขบวนรถบุปผาขึ้นภูเขาเพื่ออัญเชิญรูปปั้นเทพธิดาอวี่ฮวานับเป็นภาพที่สง่างามยิ่งนัก
วันนี้เย่ชิงชิงสวมชุดเรียบง่ายสีอ่อนรวมอยู่ในกลุ่มผู้คนเพื่อชมความคึกคัก แม้ว่านางจะไม่ได้เป็นผู้รับใช้เทพแต่นางซูก็ยังให้นางถือศีลอดเป็นเวลาสามวัน
นางเดินไปพร้อมกับเย่จื้อเฟิงและหยางหลิ่วทั้งสามคนถือถังหูหลู [**] เดินตามขบวนไปห่างๆ พูดคุยและหัวเราะกันอย่างสบายใจ
อารามชิงหัวตั้งอยู่บนยอดเขาอิ๋งซานที่ชานเมืองตีนเขาโอบล้อมด้วยป่าไม้ร่มรื่นเย็นสบายผู้คนทั้งชายและหญิงจากในเมืองล้วนอาบน้ำชำระร่างกายแล้วเดินเท้าขึ้นเขาอิ๋งซานเพื่อรับรูปปั้นเทพธิดาอวี่ฮวา แสดงจิตศรัทธา
“ช่างคึกคักนักเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงเคี้ยวถังหูหลูแล้วเอ่ยด้วยคำที่ไม่ค่อยชัด“ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าถึงเพียงนี้มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“เพราะเทพธิดาอวี่ฮวาทรงบำเพ็ญมหากุศลอันยิ่งใหญ่อย่างไรเล่า...” หยางหลิ่วรู้สึกประหลาดใจที่เด็กสาวไม่รู้เรื่องนี้ ขณะที่กำลังจะอธิบายสายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นตาอยู่เบื้องหลังฝูงชน “ดูนั่น!ตรงนั้นคือเกาเฟิงนี่นา”
เย่ชิงชิงหันไปมองตามเสียงพอดีกับที่เกาเฟิงเงยหน้าขึ้นมา สายตาของทั้งสองจึงบังเอิญประสานกันจากระยะไกล
หลายคนที่นี่เป็นคนรู้จักกันทั้งนั้นพวกนางจึงไม่วายต้องหยุดรอครู่หนึ่ง เย่ชิงชิงมองเขาเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า“ขาไม่ดีหรือ?”
“พูดถึงใคร?” เกาเฟิงเลิกคิ้ว “ข้าเดินได้ว่องไวราวกับบินได้อยากลองดูหรือไม่เล่า?”
“พอแล้ว เลิกทะเลาะกันเสียที” เย่จื้อเฟิงยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองคอยเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แล้วพูดติดตลกกับเกาเฟิง “เดินช้าขนาดนี้กลัวน้องชิวเหมยของเจ้าเห็นหรือ?”
เพราะต้องเก็บผลเฉ่าเหมยเย่จื้อเฟิงจึงได้ไปบ้านเกาเฟิงหลายครั้ง เขาเลยสนิทกับสหายผู้นี้เป็นอย่างดีและในหมู่บ้านซั่งเหอ ใครเล่าจะไม่รู้ว่าเจิงชิวเหมยได้มอบใจให้เขาตั้งแต่ยังเล็ก
เชิงอรรถ
[*]ขนมจื่อฉาง (籽肠糕) มีลักษณะคล้ายขนมกุยช่ายหรือก๋วยเตี๋ยวหลอดทำจากแป้งแผ่นบางม้วนเป็นแท่ง
[**]ถังหูหลู (糖葫芦) ซานจาสดเสียบก้านไม้ยาวเคลือบน้ำตาล