ย้อนเวลาสู่ยุค 80 : สาวอวบผงาดฟ้า เปลี่ยนชะตามหาเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 โดนดี

            แม่เฒ่าหูรู้ดีว่าบ้านใหญ่ไม่เต็มใจให้ตนอยู่กินข้าวเย็นด้วยแต่ก็ยังด้านได้อายอดอยู่ต่อ

            เมื่อสองวันก่อนสองพี่น้องไปซื้อพวกมะเขือเทศที่ตัวอำเภอมา มื้อเย็นวันนี้ถิงถิงก็เลยทำแกงไข่ใส่มะเขือเทศหม้อใหญ่

            เพราะเติมน้ำลงไปเยอะแต่ละคนก็เลยได้แกงไข่ใส่มะเขือเทศไปคนละถ้วยเล็กๆ

            อาหารหลักคือข้าวสวยขาวสะอาดราวกับหิมะ

            หูหลันเยวี่ยชอบกินข้าวสวยเป็นพิเศษยิ่งเวลากินแกงไข่ใส่มะเขือเทศ ถ้าไม่ได้กินคู่กับข้าวสวยเธอก็จะรู้สึกเสียดายแกงถ้วยนั้น

            กลิ่นหอมของข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จใหม่ๆลอยฟุ้งเตะจมูก กระตุ้นความอยากอาหารจนห้ามใจไม่อยู่

            ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศหรือข้าวสารในท้องถิ่นชนบทที่ยังไม่ได้ร่ำรวยนักเวลานี้ นับว่าเป็นของหายากทั้งสิ้น

            แม่เฒ่าหูอยู่มาจนป่านนี้จำนวนครั้งที่ได้กินข้าวสวยกับมะเขือเทศยังนับครั้งได้

            ข้าวสวยหอมกรุ่นกับมะเขือเทศตรงหน้าทำให้แม่เฒ่าหูต้องกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว

            หูหลันเยวี่ยเห็นว่าแม่เฒ่าอยากกินใจจะขาดก็แสยะยิ้ม

            หูฉางหมินแนะนำแม่เฒ่า"แม่ครับ เอาน้ำแกงมะเขือเทศราดข้าวสวยสิ อร่อยกว่าเยอะเลย"

            ครั้งแรกที่กินแกงมะเขือเทศกับข้าวสวยหูหลันเยวี่ยแนะนำให้เอาน้ำแกงมะเขือเทศราดข้าวสวยกินจะอร่อยกว่าหูฉางหมินกับคนอื่นๆ ก็เลยทำตาม ไม่นึกเลยว่ารสชาติจะแตกต่างกันจริง

            หูฉางหมินรู้สึกว่ากินแบบนั้นอร่อยจริงๆก็เลยแนะนำให้แม่กินแบบเดียวกัน

            รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูที่หูฉางหมินมีต่อแม่เฒ่า

            แม่เฒ่าหูตอบรับในลำคอแล้วก็เห็นคนอื่นๆ ราดแกงมะเขือเทศลงบนข้าวสวยตามที่หลันเยวี่ยบอกเธอก็เลยทำตามดูบ้าง

            พอแม่เฒ่าหูกินข้าวสวยที่ราดแกงมะเขือเทศไปคำหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม "อร่อยจริงๆ!ไอ้ลูกชายคนโต ฉันเห็นช่วงนี้พวกแกกินแต่เนื้อไม่ก็กินข้าวสวยกับมะเขือเทศพวกแกไม่ได้จ่ายค่าปรับให้หลานคนเล็กไปแล้วเหรอ ทำไมถึงยังมีเงินเหลืออยู่ได้ล่ะ?"

            หูฉางหมินรีบตอบ"จ่ายค่าปรับให้ยายาไป บ้านเราก็แทบไม่เหลือเงินแล้วครับที่มีกินเพราะว่าช่วงนี้เยวี่ยเยวี่ยกับถิงถิงขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายได้เงินมานั่นแหละ"

            "หาของป่ามันได้เงินดีขนาดนั้นเลยเหรอ? พวกแกรวมๆแล้วได้เงินกันเท่าไหร่?" แม่เฒ่าหูเริ่มซักไซ้ด้วยความอยากรู้

            "คุณย่าคะ พวกเราได้เงินกันมาไม่เท่าไหร่หรอกค่ะที่บ้านพวกเรากินดีอยู่ดีช่วงนี้ ก็เพราะพ่อขายข้าวสาลีเก่าไปหนึ่งกระสอบแล้วก็หนูเพิ่งกลับมาจากในเมืองค่ะ" หูหลันเยวี่ยรีบตอบเธอรู้ดีว่าถ้าตนเองไม่รีบพูด พ่อก็คงจะพูดความจริงออกไป

            ถ้าแม่เฒ่ารู้ว่าหาของป่ามันได้เงินดีขนาดนี้หล่อนจะต้องยุให้บ้านรองกับบ้านสามขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายบ้างเป็นแน่

            ของป่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติใครๆ ก็มีสิทธิ์ใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้

            แต่หูหลันเยวี่ยไม่อยากให้บ้านรองกับบ้านสามได้เงินจากสิ่งเหล่านี้

            ตอนที่พูดหูหลันเยวี่ยก็ดึงแขนถิงถิงเบาๆ ในขณะที่คนอื่นไม่ทันสังเกต

            สองพี่น้องเหมือนจะรู้ใจกันถิงถิงจึงรีบกลืนข้าวสวยในปาก "คุณย่าคะพี่สาวหนูพูดถูกแล้ว พวกเราได้เงินมาไม่เท่าไหร่จริงๆ ค่ะบ้านเราจ่ายค่าปรับยายาไปเยอะมาก ช่วยไม่ได้ที่ไม่ค่อยมีเงินหนูเลยขึ้นเขากับพี่สาวไปหาอะไรมาขาย วันทั้งวันได้เงินไม่ถึงห้าเหมาถึงมันจะไม่คุ้มค่าเหนื่อยเท่าไหร่ แต่ยังไงพวกหนูก็ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของบ้านค่ะ!"

            สองพี่น้องคนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ หลอกล่อแม่เฒ่าจนอยู่หมัดถึงหูฉางหมินจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

            จ้าวหงเหมยยิ่งไม่มีทางที่จะพูดอะไรออกมาอยู่แล้ว

            แม่เฒ่าหูก็เลยเชื่อจริงๆว่าต่อให้ขึ้นเขาไปหาของพวกนั้นมาขายก็ได้เงินมาไม่เท่าไหร่

            เดิมทีแม่เฒ่าตั้งใจจะชวนบ้านรองกับบ้านสามให้ไปหาของป่ามาขายเลียนแบบสองพี่น้องหลันเยวี่ย

            ในเมื่อหาของป่ามันได้เงินไม่มากแม่เฒ่าเลยคิดว่าไม่คุ้มที่จะเหนื่อยเหมือนสายตัวแทบขาดไปหาเงินน้อยนิดแค่นั้น

            หลังจากกินข้าวเย็นที่บ้านใหญ่แล้วแม่เฒ่าหูก็กลับบ้านอย่างอิ่มหนำสำราญ

            ตอนที่เธอกลับมาบ้านสามของอาสามยังกินข้าวเย็นกันอยู่เลย

            อาหารเย็นของพวกเขาเรียบง่ายมากแป้งจี่กินกับมันฝรั่งผัดปรุงรส เพราะใส่น้ำมันแค่เล็กน้อยในจานก็เลยดูไม่ค่อยมีน้ำมัน

            พอนึกถึงอาหารที่บ้านใหญ่แม่เฒ่าหูก็คิดว่าถ้าตอนนั้นตนเองเลือกที่จะอยู่กับบ้านใหญ่เวลาพวกเขากินของอร่อยๆ ก็คงไม่พลาดที่จะแบ่งให้ตนกินบ้าง

            แม่เฒ่าหูรู้ดีว่าตนจะกลับไปอยู่บ้านใหญ่ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้วเพราะที่นั่นไม่มีที่ให้ตนอยู่

            เมื่อรอจนบ้านสามกินข้าวเย็นเสร็จแล้วแม่เฒ่าหูถึงเอ่ยปาก "ฉันคุยกับยัยหนูเยวี่ยดีๆแล้ว พวกเราเข้าใจความหวังดีของยัยหนูผิดไปที่ยัยหนูให้เจี้ยนหมิงเป็นหัวหน้าห้องก็เพื่อตัวเจี้ยนหมิงเอง"

            เธอก็เลยเล่าเหตุผลที่หูหลันเยวี่ยให้หูเจี้ยนหมิงเป็นหัวหน้าห้องและพูดถึงตัวอย่างที่หูหลันเยวี่ยยกมากับพวกอาสาม

            อาสามคิดทบทวนดูอย่างถี่ถ้วนก็รู้สึกว่าการที่ลูกชายได้เป็นหัวหน้าห้องก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรเสียหาย

            สะใภ้สามกลับไม่คิดเช่นนั้นแต่แม่ย่ากับสามีเชื่อมั่นว่าการที่หูเจี้ยนหมิงเป็นหัวหน้าห้องคือเรื่องดีตอนนี้ถึงเธอพูดอะไรไป ทั้งสองคนก็คงไม่ฟัง

            หลังจากไปโรงเรียนได้สามวันหูเจี้ยนหมิงก็ไม่ยอมไปโรงเรียนอีกเลย

            เมื่อลูกชายไม่ยอมไปโรงเรียนอาสามก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเขาเป็นพ่อประเภทที่ไม่พอใจอะไรก็พร้อมจะใช้ไม้กวาดฟาดลูกชาย

            "หูเจี้ยนหมิง ทำไมแกไม่ไปโรงเรียน?" อาสามเหวี่ยงไม้กวาดใส่ลูกชายที่ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ

            หูเจี้ยนหมิงกลัวโดนตีแต่ก็ยังไม่ยอมไปโรงเรียน "พวกนั้นหัวเราะเยาะผมแล้วก็ทุกครั้งที่เรียนวิชาภาษาศาสตร์หูหลันเยวี่ยก็จะให้ผมขึ้นไปเขียนหนังสือบนกระดานดำคนอื่นก็หัวเราะเยาะว่าผมเขียนหนังสือไม่สวย แถมเธอยังให้ผมนำเพื่อนๆ อ่านบทเรียนถ้าผมอ่านไม่ดี เธอก็จะให้ผมยืนฟังครับ"

            พูดไปหูเจี้ยนหมิงก็ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ

            พอได้ยินเหตุผลที่ลูกชายไม่ยอมไปโรงเรียนอาสามกลับไม่เข้าข้างลูก "ไอ้เด็กไม่ได้เรื่อง!พี่สาวแกทำไปก็เพื่อแกทั้งนั้น แกไม่รู้หรือไง?"

            สะใภ้สามคิดว่าพอสามีรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเขาจะปกป้องลูกชาย ที่ไหนได้ กลับตำหนิลูกชายเสียอย่างนั้น

            คราวนี้สะใภ้สามทนไม่ไหวแล้ว"หูฉางซาน หูหนวกไปแล้วรึไง? แกไม่ได้ยินรึไงว่าหูหลันเยวี่ยรังแกลูกชายเรา?"

            "สะใภ้สาม! ที่ยัยหนูเยวี่ยให้เจี้ยนหมิงนำเพื่อนๆ อ่านบทเรียนหรือให้ขึ้นไปเขียนหนังสือบนกระดานดำ นั่นก็เพื่อตัวเขาเองทั้งนั้น!ถ้าครูปล่อยปละละเลยนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง แกคิดว่านั่นเป็นครูที่ดีรึไง?"เดิมทีแม่เฒ่าหูไม่ได้ตั้งใจจะสอดปากแต่กลัวว่าเมียของอาสามจะทำให้เรื่องมันแย่ลงไปอีก

            แม่เฒ่าหูรู้สึกจริงๆว่าสิ่งที่หูหลันเยวี่ยทำกับหูเจี้ยนหมิงไม่ใช่การทำร้าย แต่เป็นการแสดงความรัก

            อาสามลังเลเล็กน้อยแต่พอได้ยินว่าแม่เห็นด้วยกับสิ่งที่หูหลันเยวี่ยทำ เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป

            อาสามเงื้อไม้กวาดขึ้นมาอีกครั้ง"หูเจี้ยนหมิง ตอนนี้แกก็ไสหัวไปโรงเรียนได้แล้วตั้งใจฟังที่พี่สาวพูด ถ้าแกยังทำให้พวกเราชื่นใจบ้างไม่ได้ พ่อจะลงโทษ!"

            "หูฉางซาน แกไม่สงสารลูก แต่ฉันสงสาร" พูดจบสะใภ้สามก็กระชากหูเจี้ยนหมิง "ลูกแม่เราไม่ไปเรียนแล้ว แม่จะพาแกไปกินของอร่อยๆ ที่บ้านยาย"

            พอหูเจี้ยนหมิงได้ยินว่าจะไม่ได้ไปโรงเรียนแถมยังจะได้ไปกินของอร่อยๆ ที่บ้านยาย ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

            อาสามฟาดไม้กวาดลงไป"ไสหัวไปโรงเรียนได้แล้ว"

            แม่เฒ่าหูชี้หน้าด่าสะใภ้สามด้วยความโกรธ"หวังหงสยา นังโง่หลานชายสุดที่รักของฉันโดนแกเลี้ยงจนเสียคนไปหมดแล้วต่อไปเรื่องการศึกษาของเจี้ยนหมิง ฉันที่เป็นย่ากับพ่อของเขาจัดการเองถ้าแกยังจะเข้ามายุ่งอีก ก็ไสหัวกลับบ้านเกิดของแกไปซะ แล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก!"

             

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาสู่ยุค 80 : สาวอวบผงาดฟ้า เปลี่ยนชะตามหาเศรษฐี 【จบ】 ที่คุณอ่าน