หลี่เหว่ยเฉียงยังคงสงบนิ่ง ไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็น แม้ภายในใจจะร้อนรุ่มเพียงใด เขารู้ดีว่าการขัดขืนมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ทว่าในชั่วพริบตาบตา ร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เธอคือหลินฮวา สหายหญิงที่หลี่เหว่ยเฉียงแอบมีใจให้
"ใจเย็นก่อนเถิด ท่านทหาร" หลินฮวากล่าวเสียงหวานแต่หนักแน่น "ตอนนี้สหายหลี่กำลังจะหมั้นหมายกับฉัน หากท่านจับเขาไป งานมงคลก็คงต้องล่ม"
เหล่าทหารชะงัก หันไปมองหน้าหญิงสาวที่กล้าขวางทางพวกเขาด้วยความประหลาดใจ
"สหายหญิง ท่านอย่าได้เข้ามาขวางทางการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา" หัวหน้าทหารกล่าวเตือน
"ฉันรู้ดี สหาย" หลินฮวาตอบ "แต่ท่านลองคิดดู หากสหายหลี่เป็ปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติจริง เขาจะกล้าประกาศหมั้นหมายกับฉันอย่างเปิดเผยเช่นนี้หรือ"
หัวหน้าทหารครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกน้อง "พวกเราไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน หากสหายทั้งสองโกหก ฉันจะกลับมาเอาหัวสหายทั้งสองคน จำไว้"
หลี่เหว่ยเฉียงมองหลินฮวาด้วยความซาบซึ้งใจ หากไม่ใช่เพราะเธอ เขาคงถูกจับไปแล้ว และอาจต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย
"ขอบคุณมากสหายหลินฮวา" หลี่เหว่ยเฉียงกล่าวอย่างจริงใจ "หากไม่ใช่เพราะสหาย ผมคง..."
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว สหายเหว่ยเฉียง" หลินฮวายิ้มให้เขาอย่างอบอุ่น "ฉันรู้ว่าสหายไม่ได้ทำอะไรผิด"
"แต่ว่า..." หลี่เหว่ยเฉียงยังคงกังวล
"ไม่ต้องห่วง" หลินฮวาพูดตัดบท "ถ้าหากทหารแดงมาตามสืบจริงๆ สหายเหว่ยเฉียงค่อยมาหมั้นหมายฉันไว้ก็ได้" เธอพูดติดตลก พลางหัวเราะเบาๆ
"ถ้าหากว่าสหายเหว่ยเฉียงรังเกียจฉันล่ะก็..."
"ฉันจะรังเกียจสหายได้อย่างไร" หลี่เหว่ยเฉียงพูดอย่างหนักแน่น "สหายได้ช่วยชีวิตของฉันไว้"
หลินฮวามองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม ทั้งคู่จ้องมองกันด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ก่อนที่หลินฮวาจะตั้งสติ
"พวกเราต้องไปแล้ว สหายเหว่ยเฉียง" หลินฮวากล่าว "ก่อนที่ใครจะมาเห็นเรา"
หลี่เหว่ยเฉียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินจากไปทันที
ที่อีกฝากหนึ่งของตรอกแต่เมื่อหลินเสี่ยวเหยาเห็นใบหน้าของหลินฮวา ความทรงจำอันเ็ปจากชาติก่อนก็ผุดขึ้นมา
ใบหน้าของหลินฮวานั้น... ช่างเหมือนกับหลินเสี่ยวถง น้องสาวของเธอในชาติก่อน!
หลินเสี่ยวถง... น้องสาวที่เธอรักและเจิ้งห้าวคนรักที่เธอไว้ใจ ทั้งสองได้ร่วมมือกันหักหลังเธออย่างเืเย็น ปล่อยให้เธอตายอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงซอมบี้ที่หิวกระหาย
ความเ็ป และความคับแค้นใจจากชาติก่อน พุ่งเข้ามาในหัวของหลินเสี่ยวเหยาเหมือนพายุโหมกระหน่ำ
'หลินเสี่ยวถง เจิ้งห้าว พวกแกตามฉันมาถึงที่นี้เพื่ออะไร? เพื่อให้ฉันแก้แค้นพวกแกอย่างนั้นหรือ?' หลินเสี่ยวเหยาคิดในใจ ดวงตาของเธอแข็งกร้าวขึ้น
เมื่อเธอเห็นชายหญิงทั้งสองเดินจากไป หลินเสี่ยวเหยาก็มุ่งหน้าไปที่ลานจอดเกวียนเพื่อเตรียมตัวกลับหมู่บ้านไป๋เหอ
ระหว่างทาง สายตาของเธอเหลือบไปเห็นร่างของหญิงวัยกลางคนอายุราว 50 ปี นอนหมดสติอยู่ข้างทาง เธอเหลือบมองสองข้างทางไม่มีผู้คนเนื่องจากฝูงชนวิ่งหนีพวกทหารกันไปหมด หลินเสี่ยวเหยาไม่รอช้า รีบตรงไปดูอาการทันที
"คุณป้า... คุณป้า เป็อย่างไรบ้างค่ะ" หลินเสี่ยวเหยาร้องเรียกพร้อมกับค่อยๆ ประคองร่างนั้นขึ้นมาพิงกับต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
หลินเสี่ยวเหยาล้วงหยิบขวดน้ำออกมาจากตะกร้า รินน้ำใส่ฝ่ามือแล้วลูบหน้าผากของหญิงวัยกลางคนเบาๆ ทำซ้ำไปมาหลายครั้งจนกระทั่งเปลือกตาของเธอเริ่มขยับ
"อือ..." หญิงวัยกลางคนครางออกมาเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
"คุณป้า รู้สึกตัวแล้วหรือค่ะ" หลินเสี่ยวเหยาถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
"ฉัน... ฉันเป็อะไรไป" หญิงวัยกลางคนถามอย่างงุนงง
"คุณป้าเป็ลมไปค่ะ ฉันเจอคุณป้านอนอยู่ข้างทาง" หลินเสี่ยวเหยาตอบตามความเป็จริง
"ขอบใจเ้ามากจ๊ะหนู" หญิงวัยกลางคนกล่าวขอบคุณ
"ไม่เป็ไรค่ะ คุณป้ารู้สึกเป็อย่างไรบ้าง" หลินเสี่ยวเหยาถาม
"ป้ายังรู้สึกวิงเวียนศรีษะอยู่เล็กน้อย" เธอตอบกลับมา
หลินเสี่ยวเหยาทำทีเป็ล้วงหยิบขวดยาแผนโบราณที่เธอแกะฉลากออก มาจากตะกร้า ทั้งที่ความจริงแล้วเธอนำออกมาจากมิติ เธอส่งขวดยาให้หญิงวัยกลางคนพร้อมกับพูดว่า
"หนูพอมียาติดตัวมาบ้าง ยานี่อาจช่วยคุณป้าได้"
หญิงวัยกลางคนรับขวดยาไปเปิดดม ก่อนจะกินตามที่หลินเสี่ยวเหยาแนะนำ
"ขอบคุณมากจ๊ะหนู" หญิงวัยกลางคนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
"ไม่เป็ไรค่ะ คุณป้าพักผ่อนอีกสักครู่ เดี่ยวอาการน่าจะดีขึ้นค่ะ" หลินเสี่ยวเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ป้าชื่อหวังลี่จู ป้าอาศัยอยู่ที่เมืองจินหลง แถวถนนไปรษณีย์ ถ้าหนูเข้ามาในเมืองก็แวะมาหาป้าได้นะ" หญิงวัยกลางคนเอ่ยกล่าว
"ได้ค่ะคุณป้า ส่วนหนูชื่อหลินเสี่ยวเหยา มาจากหมู่บ้านไป๋เหอค่ะ" หลินเสี่ยวเหยาแนะนำตัวกลับด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่ป้าหวังลี่จูจะขอตัวลากลับบ้าน หลินเสี่ยวเหยามองตามหลังป้าหวังลี่จูไปจนลับตา
ก่อนที่เธอจะเดินกลับ สายตาของเธอเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มครึ้ม เมฆฝนสีเทาลอยต่ำลงมาจนเกือบจะบดบังแสงอาทิตย์
"ดูท่าวันนี้ฝนคงจะตกหนักแฮะ" หลินเสี่ยวเหยาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกจากถนนมาถึงจุดจอดเกวียน หลินเสี่ยวเหยาพบว่าเกวียนของหมู่บ้านได้ออกไปนานแล้ว คงเป็เพราะเธอกลับมาช้าเกินไป หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับหมู่บ้านไป๋เหอด้วยตัวเอง
"ไม่เป็ไร แค่เดินกลับเอง ไม่ไกลเท่าไหร่" หลินเสี่ยวเหยากล่าวให้กำลังใจตัวเอง
หญิงสาวเดินผ่านถนนดินแคบ ๆ ที่ทอดยาวผ่านทุ่งนาสีเขียวขจี ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของเธอเบา ๆ ขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงาม เสียงฟ้าร้องดังขึ้น พร้อมกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา
หลินเสี่ยวเหยาชะงักฝีเท้า สายตาของเธอเหลือบไปเห็นศาลาริมทางที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่หญิงสาวส่ายหน้า "ไม่ได้หรอก เธออยู่คนเดียวจะไม่ค่อยปลอดภัยถ้ามีคนไม่ดีผ่านมาล่ะ.. "
หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินไปบริเวณที่ไม่มีผู้คน เธอหันซ้ายหันขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น ก่อนจะเอาจักรยานนำออกมาภายนอกมิติ อย่างระมัดระวังไม่ให้ใครเห็น เธอขึ้นคร่อมจักรยาน ปั่นอย่างชำนาญไปตามถนนดิน แม้ว่าสายฝนจะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
แต่แล้วจู่ ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม ลมพัดแรงขึ้น เสียงฟ้าร้องคำรามลั่น ไม่นานนัก ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก หลินเสี่ยวเหยาขบกรามแน่น เธอไม่สามารถเอาเสื้อกันฝนออกมาจากมิติได้ เพราะกลัวว่าจะทำให้ผู้คนสงสัย เธอจึงต้องยอมปั่นจักรยานฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำต่อไป
เมื่อเข้าใกล้เขตหมู่บ้าน หลินเสี่ยวเหยาก็ชะลอจักรยานแล้วเก็บมันเข้าไปในมิติอีกครั้ง เธอเดินก้มหน้าฝ่าสายฝนที่ยังคงตกหนักต่อไป ตอนนี้เป็เวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว ท้องฟ้ามืดจนแทบมองไม่เห็นทาง ผู้คนส่วนใหญ่กลับเข้าบ้านเพื่อไปหลบฝนกันหมดแล้วไม่มีใครทำงานในท้องทุ่ง หลินเสี่ยวเหยาเดินผ่านทุ่งนาที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนกระทบใบไม้ดังเป็ฉากหลัง
ในที่สุดเธอก็มาถึงบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านที่เป็บ้านของเธอและเสี่ยวิ
หลินเสี่ยวเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นแสงไฟสลัว ๆ ลอดออกมาจากหน้าต่างบานเล็ก
"เสี่ยวิ! พี่กลับมาแล้ว!" หลินเสี่ยวเหยาะโเรียกน้องชายพร้อมกับผลักประตูเข้าไป
"พี่เสี่ยวเหยา!" เสียงใส ๆ ของเสี่ยวิดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็ก ๆ ที่วิ่งเข้ามาสวมกอดเธอ
"พี่ตัวเปียกหมดเดี่ยวพี่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย" หลินเสี่ยวเหยาพูดพลางลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู
เสี่ยวิพยักหน้ารับแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องของตัวเอง หลินเสี่ยวเหยามองตามน้องชายด้วยสายตาอบอุ่น หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอจะเดินไปที่ห้องครัวเพื่อนำอาหารแช่แข็งในห้างสรรพสินค้ามาอุ่นไว้เพื่อเตรียมขึ้นโต๊ะอาหาร
"เสี่ยวิ! มาทานข้าวเร็ว พี่ซื้อของอร่อย ๆ มาฝากด้วย!" หลินเสี่ยวเหยาะโเรียกน้องชายอีกครั้ง
เสี่ยวิวิ่งออกมาจากห้องด้วยดวงตาเป็ประกาย หลินเสี่ยวเหยายิ้มกว้างเมื่อเห็นแววตาเป็ประกายของน้องชาย เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะ มีข้าวสวยร้อน ๆ ผัดผักกาดดองกับหมูสามชั้น ซุปผักกาดขาวเต้าหู้ และไข่เจียวร้อนๆ
"ว้าว! พี่สาวกับข้าวน่ากินจังเลย" เสี่ยวิอุทานออกมาด้วยความดีใจ
"น้องเล็กทานข้าวให้อร่อยนะ" หลินเสี่ยวเหยาพูดพลางตักข้าวให้เสี่ยวิ
สองพี่น้องนั่งทานข้าวด้วยกันเสร็จเรียบร้อย หลินเสี่ยวิเก็บถ้วยชามไปล้าง หลินเสี่ยวเหยาเอ่ยห้ามทันที
"เสี่ยวิ น้องไม่ต้องล้างถ้วยหรอกเดี่ยวพี่สาวทำเอง มาดูพี่มีอะไรมาฝาก" เธอเรียกน้องชายตัวน้อยที่กำลังจะล้างชามในห้องครัวเก่าๆ อย่างเบิกบาน
ดวงตากลมโตของเสี่ยวิเป็ประกายเมื่อเห็นข้าวของในตะกร้าหวาย มีทั้งข้าวสารหอมกรุ่น เนื้อหมูสามชั้นชิ้นโต เครื่องปรุงรสต่างๆ และที่พิเศษสุดคือลูกอม1 ห่อ
"ว้าว! ลูกอม!" เสี่ยวิร้องอย่างดีใจ เขารีบหยิบลูกอมขึ้นมาแกะกินทันที
หลินเสี่ยวเหยาลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเล่าเื่ราวในวันนี้ให้ฟัง
"วันนี้พี่ไปรับของจากโรงงานมาขายที่ตลาดมืดจ้ะ ได้เงินมาตั้ง 15 หยวนแน่ะ"
"15 หยวน!" เสี่ยวิเบิกตากว้างด้วยความใ "เยอะจัง พี่สาวเก่งที่สุดเลย!"
หลินเสี่ยวเหยาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู
"แต่พี่ว่าพวกเราไม่ควรบอกใครนะว่าได้เงินมาเยอะขนาดนี้ พี่กลัวคนไม่ดีจะมาแย่งเอาเงินของพวกเราไป" เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เสี่ยวิต้องเก็บเป็ความลับนะ อย่าไปบอกใครเข้าใจไหม?"
"ครับ ผมสัญญาว่าจะไม่บอกใคร" เสี่ยวิพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
หลินเสี่ยวเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอรู้ดีว่าในยุคสมัยที่ยากลำบากเช่นนี้ เงินทองเป็สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง เธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอกับน้องชายมีเงินเก็บมากมาย เพราะนั่นอาจนำอันตรายมาสู่พวกเขาได้
หลังจากล้างถ้วยชามเสร็จ หลินเสี่ยวเหยาก็รู้สึกถึงอาการปวดหัวตุบ ๆ ที่เกิดขึ้นเป็พัก ๆ เธอเดินโซเซไปยังห้องนอน หยิบยาเม็ดและน้ำสะอาดออกมาจากมิติส่วนตัว ก่อนจะทานยาแล้วทิ้งเธอตัวลงนอนอย่างอ่อนแรง