บทที่ 36 ข้าเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน?
“ท่านแม่พูดกับท่านอยู่นะ พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะร้องไห้ทำไมเนี่ย? เรื่องดีงามขนาดนี้!” หลี่ซื่อรู้สึกว่าบรรยากาศค่อนข้างน่ากระอักกระอ่วนจึงรีบคลี่คลายสถานการณ์ “ฮ่า ๆๆๆ...ท่านแม่ ท่านจะลำเอียงไม่ได้นะ ในเมื่อท่านจะสอนหนังสือให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ก็อย่าลืมเด็กในท้องข้าด้วยนะเจ้าคะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ท่านก็ต้องสอนให้ด้วยนะ”
หลี่ซื่อหาได้มีเรื่องการเรียนอยู่ในสมองไม่ นางคิดแค่ว่าสิ่งที่เด็กคนอื่นได้รับ ลูกของนางก็ควรจะได้รับดุจเดียวกัน
เย่อวี๋หรานกลับเข้าใจได้ว่าทำไมหลิ่วซื่อถึงร้องไห้ แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเจ้าของร่างเดิมเอาไว้ นางยังคงตีหน้าเย็นชาตำหนิหลิ่วซื่อไปประโยคหนึ่ง “พวกไม่รู้ดีรู้ชั่ว”
แล้วทำท่าว่าไม่อยากเสวนากับนางอีก หันไปตอบรับคำของหลี่ซื่อ ให้คำมั่นสัญญากับนาง “ตกลง ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่ต้องเรียนหนังสือ พวกเจ้าที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเรียนเหมือนกัน คำที่ข้าเคยพูดไว้ไม่ได้จะพูดไปเปล่า ๆ แต่เพราะพวกเจ้ายังมีงานต้องทำ ดังนั้นจึงยังคงไว้ตามเดิม รอจนฤดูกาลเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลงแล้วค่อยเริ่ม เจ้าเจ็ดกับต้าเป่าเอ้อร์เป่านั้นทั้งวันว่างงานไม่มีอะไรทำ ไม่อาจปล่อยให้เสียเวลาเปล่า จึงให้พวกเขาเริ่มเรียนก่อน”
“ท่านแม่ อย่างนั้นก็หมายความว่าท่านแม่ทำคาบพิเศษให้พวกเขาน่ะสิเจ้าคะ?” ไม่รอให้หลี่ซื่อพูด หลินซื่อพลันกระโดดออกมาประท้วง “ท่านแม่บอกไว้แล้วว่าใครเรียนได้ดีคนนั้นก็จะได้กินไข่ ท่านแม่สอนน้องเจ็ดกับต้าเป่าเอ้อร์เป่าก่อน ถึงตอนนั้นไข่ทั้งหมดก็ต้องตกเป็นของพวกเขาสามคนแล้วน่ะสิ?”
หลี่ซื่อก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ แต่ที่นางคิดคือ ดูท่านางคงต้องเร่งให้ท่านแม่ทำคาบพิเศษให้นางเร็ว ๆ แล้วสิ
จูอู่ได้ยินคำของหลินซื่อก็สะดุ้งตกใจ รีบดึงนางไว้
ทว่าหลินซื่อหาได้สนใจแม้แต่น้อย ยังตำหนิเขาว่ามาดึงนางทำไม หรือในเรือนนี้ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ แล้ว?
จูอู่นิ่งงัน พลางคิดว่าทำไมข้าไปแต่งคนไร้หัวคิดแบบนี้มาได้นะ?
จูซื่อเคยคิดว่าเมียข้าไร้หัวคิดที่สุดแล้ว ที่แท้คนไร้หัวคิดที่สุดคือเมียน้องห้าต่างหาก นี่ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่าไม่เปรียบเทียบก็จะไม่เจ็บปวดสินะ?
จูซานพลันคิดว่าดีที่เมียข้าไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยไม่ยอมเสียเปรียบใครของนางแล้ว ที่นี่จะไม่เละเป็นโจ๊กเลยหรือ?
จูต้ากับจูเอ้อร์รู้สึกราวกับว่าข้าเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน?
จูเหล่าโถวนิ่งเงียบ หลังจากล้มไปรอบนั้น ภรรยาของเขาก็เสียสติไปแล้ว วัน ๆ ไม่มีธุระอะไรแล้วจะลำบากมาทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ทำไม?
เห็นทีเขาคงต้องไปคุยกับนางสักหน่อยแล้ว
ลืมไปแล้วว่าก่อนนี้เขาเพิ่งจะทะเลาะกับเย่อวี๋หรานไปสองยก อีกทั้งไม่มีครั้งไหนเลยที่จะชนะกลับมา
แต่ว่าเรื่องที่จูชี ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนปูพื้นฐานกับเย่อวี๋หรานก็ถือว่ากำหนดไว้แน่นอนแล้ว
หลังมื้อเช้า ผู้ชายในเรือนไปทำงานในนา ส่วนผู้หญิงรับผิดชอบงานบ้านงานเรือนที่ยังทำไม่เสร็จกันต่อ
เย่อวี๋หรานพาหลานชายสองคนกลับห้อง และสอนท่อนที่สามให้พวกเขากับจูชี “สามบวกสามเท่ากับหก สามบวกสี่เท่ากับเจ็ด สามบวกห้าเท่ากับแปด สามบวกหกเท่ากับเก้า สามบวกเจ็ดเท่ากับสิบ สามบวกแปดเท่ากับสิบเอ็ด สามบวกเก้าเท่ากับสิบสอง...”
ทั้งยังอาศัยโอกาสนี้บอกให้พวกเขากางนิ้วมือออก สอนให้พวกเขานับหนึ่งถึงสิบ
“สูตรที่ข้าสอนพวกเจ้าไปก่อนหน้านี้ก็มาจากอันนี้แหละ ใช้สำหรับนับเลข ขอเพียงพวกเจ้าจดจำได้ขึ้นใจแล้ว ต่อไปพวกเจ้าก็จะนับเลขเป็น”
ต้าเป่าเบิกตากว้าง สีหน้าตื่นเต้นดีใจ “จริงหรือขอรับ ท่านย่า?! อันนี้ร้ายกาจจริง ๆ หนึ่ง สอง สาม สี่...”
เขากางนิ้วออก ยิ่งนับก็ยิ่งยินดีปรีดา
เอ้อร์เป่ากางนิ้วนับอย่างลิงโลดอยู่ข้าง ๆ เนื่องจากเขาพบว่า ขอเพียงเขานับนิ้วเป็นแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลว่าตอนท่อง ‘คาถา’ จะตกหล่นตรงไหนไปอีก
เย่อวี๋หรานอยู่ในห้องสักพัก ครั้นออกมาก็เจอกับหลี่ซื่อ
“ท่านแม่” รอยยิ้มประจบเอาใจเกลื่อนอยู่เต็มหน้าหลี่ซื่อ
“ยืนมานานเท่าไหร่แล้ว?” เย่อวี๋หรานเหลือบมองนาง
“ไม่นานเจ้าค่ะ ครู่เดียว...” หลี่ซื่อร้อนตัว
“เรียนไปได้เท่าไหร่แล้ว?” เย่อวี๋หรานไม่เชื่อนางเด็ดขาด เจ้าหลี่ซื่อคนนี้เอาแต่คิดถึงเรื่องคาบพิเศษ แล้วจะได้ยินแค่ท่อนท้าย ๆ ได้อย่างไรกัน?
หลี่ซื่อกางนิ้วนับเล็กน้อย “แค่พอเข้าใจวิธีนับเลขเจ้าค่ะ” นางมองสีหน้าของเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ข้าว่าเรื่องนี้ดูแล้วไม่ยากเลย ท่านทำคาบพิเศษให้พวกเขาแบบนี้ก็เหมือนกับที่หลินซื่อพูด ถึงตอนนั้นพวกข้าอาจสู้พวกเขาไม่ได้ … ท่านแม่ ท่านก็อย่าตำหนิหลินซื่อเลยนะเจ้าคะ นางเพิ่งจะเข้าเรือนมา ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรสักเท่าไหร่”
“นี่เจ้ากำลังพูดช่วยนาง หรือลากนางมาแบกหม้อก้นดำกันแน่?” เย่อวี๋หรานพูดพลางเดินไปทางท้ายเรือน
นางเพิ่งได้ยินเสียงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพึมพำว่าวันนี้พวกเขาคงไม่อาจไปงมหอยขมได้แล้ว นางจึงนึกขึ้นได้ว่าแล้วตะกร้าหอยขมที่พวกเขางมกลับมาเมื่อวานนี้เล่า?
ไม่ใช่ว่าถูกบรรดาลูกสะใภ้เข้าใจว่าเป็นขยะแล้วโยนทิ้งไปหรอกนะ
หลี่ซื่อตามเย่อวี๋หรานไปท้ายเรือน ก็ได้เห็นหลินซื่อกำลังตรวจดูตะกร้าใบหนึ่งอยู่อย่างสงสัย
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านับว่ารอบคอบทีเดียว ยังรู้จักแช่ตะกร้าหอยขมไว้ในน้ำ ด้วยเหตุนี้หอยขมด้านในแม้จะผ่านมาคืนหนึ่งแล้วก็ยังไม่ตาย
“ท่านแม่ ท่านมาท้ายเรือนทำไมเจ้าคะ?” หลินซื่อเห็นเย่อวี๋หรานก็คิดว่าอีกฝ่ายมาสอดส่องการทำงานของตนเอง รีบร้อนอธิบายว่า “ข้าจะจัดการท้ายเรือนเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ แต่เพราะพวกไก่ที่เราให้อาหาร พวกมันเดินเพ่นพ่านขับถ่ายเรี่ยราดไปทั่ว ทำความสะอาดช้าไปสักหน่อยก็มีกลิ่นแล้ว...”
“ในมือเจ้าถืออะไรอยู่?” เย่อวี๋หรานถาม
“อ้อ หอยขมเจ้าค่ะ ขนาดเท่านิ้วโป้งหมดเลย น่าจะเป็นพวกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเอามาเล่น ข้ากำลังจะเอาไปทิ้ง ไม่ให้พวกมันตายแล้วส่งกลิ่นเหม็นหึ่งไปทั่วเรือน”
“เอามาให้ข้าเถอะ”
“ของพวกนี้ข้าเอาไปทิ้งเองก็ได้เจ้าค่ะ ไม่รบกวนท่านแม่ดีกว่า” เมื่อเช้าเพิ่งทะเลาะกันไปยกใหญ่ หลินซื่อเห็นหลี่ซื่อที่เดินตามหลังเย่อวี๋หรานมาก็รู้สึกหวาดระแวง
พี่สะใภ้สี่คนนี้มักจะขัดแย้งกับนางได้ตลอด อีกฝ่ายคงไม่ได้ว่าร้ายนางต่อหน้าแม่สามีหรอกนะ?
ไม่อย่างนั้น แม่สามีจะมาตรวจการทำงานของนางถึงท้ายเรือนทำไม?
“ไม่ได้จะเอาไปทิ้ง ข้าต้องใช้” เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบาย เพียงรับตะกร้าไม้ไผ่ไปจากมือของหลินซื่อ
“จะเอาไปทำของกินหรือเจ้าคะ?” ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของหลี่ซื่อกลับเป็นแบบนี้ไปได้
นางมองเย่อวี๋หรานด้วยแววตาเปล่งประกาย ราวกับว่าถ้าเย่อวี๋หรานบอกว่า ‘กินได้’ นางก็จะกินลงไปทั้งหมดเลย
ถึงนางจะรู้ว่าหอยขมกินได้ แต่คราวนี้นางไม่ได้ตระเตรียมจะเอาไปทำอาหาร
“ไม่ใช่ จะเอาไปป้อนไก่” เย่อวี๋หรานกล่าว
“ป้อนไก่?” หลี่ซื่อกับหลินซื่องุนงง
เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบาย แต่หาบริเวณที่พื้นผิวค่อนข้างเรียบ แล้วเทหอยขมในตะกร้าลงไป ก่อนจะหาก้อนหินมาทุบหอยเหล่านั้น
“ท่านแม่ ข้าช่วยท่านเอง” หลี่ซื่อหาหินมาก้อนหนึ่ง และนั่งยอง ๆ
เนื่องจากท้องค่อนข้างโต นั่งยองไม่สะดวก ท่าทางของนางดูแล้วจึงน่าตลกอยู่บ้าง
“เจ้าซักผ้าเสร็จแล้วรึ?” เย่อวี๋หรานรู้ว่าถึงไล่นางก็ไม่ไป จึงถามขึ้นมา
“อื้ม! ซักเสร็จแล้วเจ้าค่ะ เสี่ยวเม่ยเอาไปล้างริมลำธารอีกรอบก็เรียบร้อยแล้ว” หลี่ซื่อตอบ
“ท่านแม่ ข้าช่วยท่านด้วยคน” หลินซื่อพบว่าหลี่ซื่อนำหน้าตัวเองไปก่อนแล้วก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบเข้ามาร่วมด้วย