The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 149 บทเรียนจากสหาย

            นึกถึงอดีตคืนวันที่ผันผ่าน กาลเวลาจึงเดินทางไม่หยุดหย่อน เมื่อผ่อนแรงลดระดับความเร็วให้ช้าลง สี่คนจึงนั่งปลงอยู่บนหลังของมังกร



            มิเนอร์วาเลือกจดจำบทเรียนชีวิตของวรมันที่สองเป็นตัวอย่าง โลกใบนี้ยังมีด้านเลวทรามอีกหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ ชาวคัมเบียหลายคนมีดวงตามืดบอดหลงเชื่อการปลุกปั่น พวกเขาทำเกษตรกรรมเป็นหลัก มีการทำประมงน้ำจืดเป็นส่วนเสริม เมื่อเหล่าชาวบ้านข้าทาสทั้งหลายแข็งข้อไม่ยอมทำงาน ทรัพยากรภาษีจึงเก็บได้น้อยตามเป็นเงา



            ชาวบ้านข้าทาสเหล่านั้นพากันออกมาเรียกร้อง พวกมันโดนกดขี่ด้วยกำลังมาช้านาน จึงหวาดกลัวต่อความแข็งแกร่งเป็นธรรมดา แม่ทัพซานเสียนออกอุบายเป่าหู ต้องการให้เทพผู้ปกปักนั้นจากไป ชาวบ้านเหล่านี้ก็หูเบาโดนหลอกง่าย ยิ่งมีการเสริมแต่งใส่ร้ายเกี่ยวกับภูตสตรี พญานาคราชตระกูลฉัพพยาปุตตะก็เลือกเร้นกายหายจากไป ปล่อยให้เหล่ามนุษย์ได้ทำตามใจอยาก ตามต้องการ ไม่ปรากฏเงาให้เห็นอีก



            แม้ราชาแห่งคัมเบียจะเคยเอ่ยปากบอกคัดค้าน แต่ก็ไม่เด็ดขาดทางด้านการกระทำ ราชาผู้ล่วงลับดำเนินตามรอยเป็นแบบอย่าง เขามีความเมตตาต่อชีวิต จึงไม่ใช้ความรุนแรงกับข้าทาสปวงประชา ด้วยการกระทำเช่นนี้จึงเด็ดขาดไม่เพียงพอ ไม่อาจทำให้สถานการณ์วุ่นวายสงบลง เมื่อขาดกำลังหลักคอยดูหลัง สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง



            หลังจากแยกกันในครั้งล่าสุด วรมันที่สองถูกคนสนิทลอบวางยามานานโดยไม่รู้ตัว พวกมันรวมหัวกับแม่ทัพซานเสียนตลบหลัง สุมหัวเตรียมตัวทำการก่อกบฏ เหตุการณ์ไม่คาดคิดเลยเกิดขึ้น เป็นเพราะการมาถึงของมิเนอร์วา นายกองของบุรุษขี้เมาจำใบหน้าของกงสุลใหญ่ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี มันจึงตัดสินใจถอยปล่อยให้ลูกน้องต้องเจ็บตัว รีบกลับไปรายงานแม่ทัพถึงตัวตนที่อาจจะเป็นอันตรายต่อแผนการ การมาเยือนของชายหนุ่มจึงเป็นตัวจุดปะทุอันผิดไปจากแผนเดิม ทำให้แผนการของพวกมันต้องรีบเกิดให้ไวขึ้น



            กว่าวรมันที่สองจะรู้ตัว ก็เป็นเวลาลงมือของแม่ทัพซานเสียนเสียแล้ว ถูกจับกุมกักขังแสร้งปล่อยข่าวลือถึงการป่วย ด้วยแผนการอันแยบคายลงมืออย่างฉับไว ก่อกบฏยึดอำนาจได้โดยไร้ผู้ต่อต้าน



            ในคืนนั้นบนยอดของปราสาทศิลา มิเนอร์วาเลือกเร้นกายลอบจากมา เพราะเขามองเห็นเบื้องหลังความจริงทั้งหมดมากับตา ชายหนุ่มเห็นทุกสิ่งตั้งแต่ต้นยันตอนจบ ลำพังเพียงแม่ทัพซานเสียนยังแข็งแกร่งไม่พอจะก่อกบฏ ภายใต้เงามืดยังคงมีอีกบุคคลหนึ่งคอยลอบให้การสนับสนุน



            ชายหนุ่มนั่งทบทวนเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง ฝ่ามืออันว่างเปล่าขยับหนึ่งครั้ง บัตรเชิญของกลุ่มไตรภาคีจึงปรากฏให้ได้พลิกอ่าน จากการสันนิษฐานตั้งข้อสงสัย เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากความขัดแย้งของพวกเขา แม้จะไม่รู้ในรายละเอียดทั้งหมด แต่ก็พอจะปะติดปะต่อได้บ้างจากหลักฐานที่มีอยู่



            เขาช่วยชีวิตของสหายเอาไว้ไม่ได้ มิเนอร์วาจึงตัดสินใจทำให้เรื่องนี้จบโดยไม่ติดค้าง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของพวกเขาชาวคัมเบียให้เสียเวลา แต่มุ่งเป้าตรงไปยังความวุ่นวายขัดแย้งของทั้งสองกลุ่ม เรื่องศพของอดีตราชาที่หายไป จะอย่างไรก็ไม่มีหลักฐานมาเอาผิดกับชายหนุ่ม ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังก็ต้องมีคำตอบให้กับการกระทำนี้ของตัวเอง



            ผ่านป่าเขาลำเนาไพรเข้าใกล้ถิ่นกลับฐานอันคุ้นเคย โนตูรอนร่อนลงจอด ทั้งสี่ก็แยกย้ายไปพักผ่อน มิเนอร์วารู้สึกสมองตันจึงออกไปเดินเล่นเพียงลำพัง เดินไปตามถนนสายยาวจนเริ่มเบื่อ เห็นแสงอาทิตย์อ่อนกำลังจึงเลี้ยวโค้งเข้าร้านขายเครื่องดื่มอันคุ้นเคย



            เสียงระฆังดังมาจากการเปิดประตู แต่พนักงานเพียงคนเดียวภายในร้าน ไม่ได้หันหลังกลับตัวมอง มิเนอร์วากวาดสายตามองไปรอบด้าน ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นอิสตรี



            พวกนางจับกลุ่มพูดคุยพลางดื่มชากันอย่างออกรสเห็นบุรุษสวมสูทดำเดินเข้ามาก็พากันลดเสียงลง แววตาของพวกนางวาววับ รู้สึกได้ถึงความอยากครอบครองอันน่าลิ้มลอง ชายหนุ่มเคยชินกับสายตาเช่นนี้ไปเสียแล้ว เขาจึงเลือกเมินไม่สนใจ มองหลังของพนักงานคนนั้นเพียงผู้เดียว



            “ว่ากันว่าผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของชากาแฟ…คือดื่มแล้วทำให้หัวใจสั่น” น้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์อันคุ้นหูทำให้บริกรต้องหยุดทุกการกระทำลง เหล่าอิสตรีภายในร้านก็จดจ้องชายหนุ่มไม่วางตา มิเนอร์วาหยุดเดินยืนอยู่ทางด้านหลัง มุมปากก็บิดยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว โทนเสียงก็เปลี่ยนเป็นนุ่มละมุนหู แต่ละคำพูดแฝงไปด้วยการเกี้ยวพาราสีโดยไม่ปิดบัง



            “แต่ตัวเจ้านั้นแค่มองจากทางด้านหลัง…ก็ทำข้าหวั่นไหวไปหมดทั้งตัวแล้ว” มิเนอร์วาจ้องแผ่นหลังของบริกรสาวอย่างไม่วางตา นางรีบหมุนตัวกลับมาพร้อมใบหน้าที่ขึ้นสี เมื่อสบสายตาความรู้สึกมากมายจึงสื่อออกผ่านการกระทำ อิสตรีมากมายภายในร้านพากันส่งเสียงอิจฉาออกมา พวกนางส่งเสียงยินดีให้กับหัวหน้า เอ่ยแซวหยอกล่อจนมือนางต้องพันม้วน



            เห็นท่าทีเขินอายของอลิซผิดปกติ มิเนอร์วาขมวดคิ้วรีบเบี่ยงศีรษะหลบ แก้วชาในมือของนางพุ่งเป็นเส้นตรงด้วยความรวดเร็ว เฉียดปลายผมของชายหนุ่มไปเล็กน้อย เพียงยื่นมือกลับหลัง แก้วชาที่พุ่งเลยไปก็หมุนโค้งวนกลับมา มิเนอร์วาคว้าจับวางแก้วชาลงอย่างเบามือ มองดูอีกฝ่ายแก้มป่องสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง เสียงกรี๊ดหลงใหลของเหล่ากุหลาบยิ่งดังก้อง ราวกับได้รับปุ๋ยเสริมความมีชีวิตชีวา



            “หึ!...” อลิซไม่ได้เคืองเพราะถูกแซวหรือหยอกล้อ แต่การปล่อยให้นางอยู่ตัวคนเดียวลำพังไม่มาหาต่างหากคือเหตุผล นางรู้ดีอยู่เต็มอก เกี่ยวกับภาระหน้าที่ของชายหนุ่มซึ่งมีมากจัดการยาก กระทำไปด้วยอารมณ์น้อยใจอันขุ่นมัว



            “เจ้าคงเที่ยวหว่านคำหวานไปทั่ว…หลอกล่อสตรีเช่นข้าให้รอคอย” นางหันหน้าชนกำแพง ทำทีแสร้งเป็นฉุนเฉียว บุปผาดอกนี้กำลังเบ่งบานด้วยรอยยิ้ม มีหรือชายหนุ่มจะไม่รู้ตัว ตามตำราท่านให้แกล้งแสร้งว่าถอย หลังรอคอยได้จังหวะค่อยพลิกบุก สืบเนื่องจากการทำงานของสารในสมองซึ่งผิดปกติ แม้จะไม่อาจรักสตรีอื่นใดได้อีก แต่เขาก็เป็นผู้ชายมีความรับผิดชอบ รู้จักอารมณ์ของนางเป็นอย่างดี ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นความผิดของเขาเอง ปล่อยให้นางโดดเดี่ยวนานเกินไป จะโกรธเคืองบ้างก็คงไม่แปลก



            “หากไม่ต้องการเห็นหน้ากันอีกก็ไม่เป็นไร…เรื่องนี้เป็นความผิดของตัวข้าเองได้โปรดอภัย…แต่มีหนึ่งสิ่งที่เจ้าเข้าใจผิด…บุรุษเช่นข้าไม่เคยหลอกล่อสตรีใดให้รอคอย” พูดจบมิเนอร์วาก็หมุนตัวเดินออกจากร้าน เหล่าอิสตรีทั้งหลายรีบส่งเสียงยุหัวหน้าตนให้ตามไป อลิซยืนกัดปากสะกดข่มความร้อนรน นางพยายามตัดใจแต่ก็ทำได้ไม่นาน รีบวิ่งตามหลังด้วยอาการกระวนกระวาย



            บนถนนอาบย้อมไปด้วยแสงส้มแดง ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมา นางหันซ้ายเหลียวขวาด้วยความร้อนใจ พยายามมองตามหาร่างของมิเนอร์วาเป็นการด่วน อลิซถามไถ่คนโดยรอบ แต่ก็ไม่มีผู้ใดเห็นหรือรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเขา หญิงสาวกัดฟันเริ่มกังวล รู้สึกเสียใจกับการตั้งแง่งอนของตัวเอง ในเมื่อไม่อาจหาพบ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเขาไปไหน จึงต้องการกลับไปรอที่ร้าน และหวังอยู่ในใจต้องการให้ชายหนุ่มกลับมาเจอกันอีกในอนาคต อลิซเดินคอตกก้มหน้าไม่ดูทาง ไม่เห็นว่ามีบุรุษผู้หนึ่งยืนขวางอยู่ ด้วยความใจลอยจึงเดินชนเข้าอย่างจัง



            “โอ๊ย!” หญิงสาวตกใจอุทานขึ้นเสียงดัง ด้วยแรงปะทะจึงหงายหลังเสียสมดุล



            “เวลาเดินให้เงยหน้ามองดูทาง…เป็นเจ้าต่างหากที่คอยหลอกล่อข้ามาโดยตลอด” มิเนอร์วาคว้าข้อมือของอลิซดึงเข้าหา ฉุดร่างที่ตกใจมาประคองไว้อย่างรวดเร็ว โอบเอวกอดร่างของนางกระชับแน่น



            อลิซไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอกันอีกครั้งเร็วขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยเข้าช่วยเหลือ จิตใจของหญิงสาวก็เต็มไปด้วยความดีใจ บริเวณหางตาก็มีน้ำใสปริ่มออกมา นางใช้ดวงตาทั้งสองออดอ้อนเป็นสัญญาณ



            เห็นท่าทางเช่นนี้มิเนอร์วาจึงส่ายศีรษะ มองสตรีในอ้อมแขนด้วยความคิดพิจารณา นี่คือจังหวะในวรรคสองให้พลิกบุก เขาชิงรุกด้วยนิ้วมืออันซุกซน เคลื่อนฝ่ามือเลื้อยไล้ลูบเล่นจังหวะ นิ้วทั้งห้ากะเกณฑ์น้ำหนักขยุ้มบีบ คลึงขยำเนื้อแน่นด้วยความลื่นไหล หยอกล้อจนหญิงสาวเริ่มดีดดิ้น เห็นใบหน้าเศร้าหมองแสดงความพึงพอใจ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ คลายอ้อมแขนด้วยรู้สึกอารมณ์ดี



            อลิซรู้สึกเขินอายกับการถูกกระทำโดยไม่ทันตั้งตัว แต่นางก็ไม่ได้แสดงความต่อต้านใดออกมา ยืนตั้งหลักได้ก็บิดม้วนร่างกายส่วนบน รีบขยับกายเข้าประชิดตัวติดแขน หญิงสาวหยิกเขาเบาๆ เป็นการตักเตือน



            “คนบ้า!...เจ้าไม่อายชาวบ้านหรือไง?” อลิซเงยศีรษะเหล่ตามองใบหน้างาม เห็นกี่ทีก็ตัดใจไม่ลงยากหักห้าม ไม่รู้ว่าไปเผลอตัวขยับปากเอาตอนไหน รู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็ยิ้มหวานหยดย้อยไปเสียแล้ว



            “อาย? ...ผู้ใดจะกล้าทำให้ข้าต้องอับอาย…” มิเนอร์วามองไปยังริมฝีปากอันอวบอิ่ม เขาถามกลับอย่างเปิดเผย ผู้คนที่เดินผ่านไปมาจึงต้องรีบก้มหน้าไม่กล้ายุ่ง อลิซมองสถานการณ์โดยรอบเปลี่ยนไป ในใจก็หงุดหงิดรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ นางหยิกแขนของชายหนุ่ม ออกแรงฉุดลากให้ก้าวเดิน ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กอดแขนไปตามถนน กลมกลืนกับผู้คนดั่งคู่รักเดินนัวเนีย



            “อาวุโสสูงสุดคงจะสบายดี…ก็มีเจ้าเป็นศิษย์รักทั้งคนนี่” ชายหนุ่มเอ่ยหยอกล้อสตรีข้างกาย พลางลอบแอบถามถึงสถานการณ์ทางฝั่งนี้ อลิซจึงเปลี่ยนท่าที กระชับแขนแน่นพร้อมกดเสียงให้เบาบางลง



            “ท่านสบายดี…ตอนนี้อยู่ที่อาณาจักรฟลอเรนซ์…” อลิซยื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบตรงข้างหู เอ่ยถึงอาณาจักรฟลอเรนซ์อันห่างไกล



            มิเนอร์วาฉุกคิดไปถึงบุคคลผู้หนึ่งในอดีต เขาเป็นแขกมาเยือนจากต่างอาณาจักร เป็นผู้โชคร้ายต้องตกตายใต้เพลิงผลาญ ทั้งสองคนเดินไปคุยไป จนกระทั่งกลับมาถึงคฤหาสน์ของตระกูลซัลวาโตเร เดินผ่านผู้ใด ผู้นั้นก็หลีกทางให้ด้วยยำเกรง นี่คือบารมีของผู้นำตระกูลอันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ชายหนุ่มไม่ทันระวังตัว เขาหลงลืมหลักการบางข้อของชีวิตไป ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมจึงรับรู้ได้ทันที ว่ามีผู้แอบจ้องมองอยู่ กวาดประสาทหาก็สบตามองเห็นอิสตรีนางหนึ่ง



            ‘บัดซบ!...นี่ข้าลืมไปได้ยังไงกัน’ มิเนอร์วาสบถเสียงดังอยู่ภายในใจ มองเห็นซิลเวียเยื้องร่างเดินกรีดกรายเข้าหา สมองของชายหนุ่มก็ชาหนึบ รีบจดจำว่าอย่าได้นำอิสตรีมารวมอยู่ด้วยกัน คิดเสร็จได้ไม่นานเรื่องที่กำลังนึกอยู่ก็เป็นความจริง



            “ท่านอยู่นี่เอง…คืนก่อนข้ายังไม่หนำใจเลย” ซิลเวียคว้าแขนอีกข้างไปเกาะแน่น สตรีนางนี้มารยาร้อยเล่มเกวียน น้ำเสียงมีจริตพูดจิบปากจิบคอดูออดอ้อน สายตาท่าทางที่แสดงออกมาก็ยั่วยวนชวนให้คนผู้หนึ่งต้องหมั่นไส้



            “เมื่อสักครู่ที่ทำกัน…ข้าชอบมากเลย…คืนนี้อยู่กับข้านะ” อลิซรีบข่มกลับด้วยเสียงดัง ตั้งใจให้สตรีหน้าไม่อายนางนี้ถูกกดข่ม หญิงสาวส่งเสียงอ้อนทำตาหวานเพื่อหลอกล่อ



            “ต้องขอโทษด้วยคืนนี้เขาไม่ว่าง” ซิลเวียพ่นลมส่งเสียงหึ เอ่ยปฏิเสธปิดโอกาส



            มิเนอร์วาปวดขมับ รู้สึกได้รับความไม่เป็นธรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความผิดอะไร สงครามน้ำลายของอิสตรีช่างน่ากลัว พวกนางเถียงกันรัวไฟแลบฟังไม่ทัน ผู้หนึ่งร่ายคำพยายามทำให้ตนนั้นเหนือกว่า อีกนางก็ท่องศัพท์ยากใช้ภาษาช่วยเหน็บแนม



            โต้เถียงกันไม่ยอมหยุด เริ่มจากเรื่องลามกก็ต้องจบไม่พ้นเรื่องแนวนี้ พวกนางเถียงลามไปถึงท่วงท่าทุกลีลาที่เคยใช้ ไม่รู้หมดเรื่องเถียงหรืออย่างไร จึงเถียงกันเรื่องใครใช้ลิ้นได้เก่งกว่า ผู้ตัดสินสงครามน้ำลายครั้งนี้จึงไม่ใช่ใครที่ไหน มิเนอร์วาผู้อยู่ตรงกลางนั่นเอง เห็นสายตาคาดหวังของพวกนาง ก็ทำให้เขารู้สึกว่าขมับกำลังเต้นตุบๆ ด้านซ้ายแยกเขี้ยวยิงฟัน ด้านขวานั้นใช้สายตาเข้าประชันไม่ยอมถอย



            “ข้าจำไม่ได้…พวกเจ้าคุยกันไปก่อนก็แล้วกัน…วาสโคทางนี้!” มิเนอร์วามองเห็นบุตรเดินอยู่ในที่ไกล เขาจึงรีบตะโกนเรียกเพื่อแก้ไขสถานการณ์ เด็กหนุ่มชะเง้อมอง เห็นว่าเป็นบิดามารดาก็เดินเข้าหา ทักทายสวัสดีอลิซด้วยความนอบน้อม เป็นที่รักใคร่ของผู้คน มองประเมินอยู่ครู่หนึ่ง วาสโคก็อาสาพาไปส่งยังที่พัก สบโอกาสชายหนุ่มจึงเล่นลูกคู่รับ รีบแกะแขนของพวกนางออกเป็นพัลวัน



            “หยุดนะ!...ข้า…” ซิลเวียถลึงตาสั่งด้วยอารมณ์ มิเนอร์วาจึงแลมองกลับเอ่ยตำหนิด้วยหางตา หญิงสาวชะงักคำไม่กล้าเอ่ยต่อ ชายหนุ่มใช้โอกาสเพียงเสี้ยววินาทีกะพริบร่างหายจากไป



            “เกือบไปแล้ว…” มิเนอร์วาจากมาไกล ระบายความรู้สึกออกมาเสียงยาว เขาคว้ามวนพันลำขึ้นมาจุดสูบ พร้อมกับคิดถึงแผนในการอพยพ ไม่ว่าจะสงครามที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ หรือวันในคำทำนายของเหล่าทวยเทพ ทั้งหมดล้วนไม่ต่างกัน ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด สามารถทอดสายตามองได้ทั่วหล้า



            ตระกูลซัลวาโตเรต้องการเวลาเพื่อยกระดับขุมพลังอันเป็นแก่นแกน มรดกองค์ความรู้ของเผ่ามายาทั้งหลายจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง จุดหมายปลายทางได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมมากไปกว่าดินแดนลับแล ที่นั่นอยู่ห่างไกลเป็นความลับ อีกทั้งยังมีกองกำลังเผ่านิมฟ์คอยตรวจการรักษาทางเข้า ส่วนที่แห่งนี้ก็คงต้องให้เหล่าสภาสูงรับช่วงดูแลต่อ ตระกูลซัลวาโตเรจะหลีกเร้นเข้าสู่เงา เหลือทิ้งไว้เพียงฉากหน้า คอยลวงตาพรางกำลัง



            หลังหนีออกมาจากสถานการณ์อันน่าปวดหัว ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปหาเอเธนส์เพื่อตามดูความคืบหน้า แผนการอพยพถูกเตรียมแบ่งเป็นสัดส่วน หอกแห่งปัญญากำหนดจำนวนคนร่างแบบด้วยตัวเลข เขาแบ่งเบาภาระการบริหารได้สมกับหน้าที่



            สภาพของอามูร์ดูเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก หอกแห่งการเจรจาเดินทางตลอดแทบไม่ได้พัก เขาติดต่อประสานงานกับกลุ่มคนภายนอก อีกทั้งยังดูแลเรื่องการข่าวจากเหล่าลูกเรือผี ตรวจตรากำชับงานอีกสักพัก ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงแขกผู้มาเยือน เอเธนส์กับอามูร์โค้งศีรษะทักทายอย่างเคารพ เสร็จแล้วก็ก้มหน้าทำงานในมือต่อ



            “ข้ากำลังจะไปหาท่านอยู่พอดี…ท่านพ่อเชิญทางนี้” มิเนอร์วาก้าวขามาปรากฏอยู่ข้างกายของเฟรเกีย ผู้นำแห่งวังมรณะสาบสูญพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาหัวเราะตอบรับเดินตีคู่ไปกับบุตร



            “เจ้าคิดยังไงกับคำว่าสงคราม?” เฟรเกียกดเสียงให้เบาลง เขาเอื้อมแขนออกไปรับมวนพันลำมาจากมือของชายหนุ่ม



            “เมื่อความเห็นไม่ตรงกันจนกลายเป็นความขัดแย้ง…นั่นคือสาเหตุหลักของสงคราม…ยุคสมัยนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งหลายเหตุผล…สงครามจึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่” มิเนอร์วากางฝ่ามือบังสายลม จุดไฟอำนวยความสะดวกให้ผู้เป็นบิดา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเผาของตัวเอง ควันขาวลอยเป็นทางยาวตามแรงเป่า เขาพูดโดยไว้ชั้นเชิง รออีกฝ่ายเล่ารายละเอียดทั้งหมดออกมา



            “ตอนนี้อาวุโสสูงสุดตามข่าวพวกแทนลายัสอยู่ที่อาณาจักรฟลอเรนซ์…เขาบังเอิญได้ยินเรื่องราวไม่ลงรอยกันของสองมหาอำนาจ…ดูท่าสงครามคงใกล้จะปะทุแล้วกระมัง?” เฟรเกียพ่นควันกลิ่นผลไม้ออกมา มองมวนพันลำในมือด้วยสายตาอันเคลิบเคลิ้ม



            “ใช่แล้วท่านพ่อ…นั่นสายพันธุ์ใหม่เป็นลูกศิษย์ข้าทดลองผสมดู…ด้วยเคล็ดลับบวกกับการดูแลอย่างใกล้ชิดจึงได้สายพันธุ์นี้มาครอบครอง” มิเนอร์วาลากปอดดูดพูดออกมาเป็นควัน สัมผัสได้ถึงกลิ่นกล้วยหอมฟุ้งคลุ้งไปทั่ว



            “ฮ่าๆ ๆ …หากพวกเขาไม่มายุ่งกับเรา…จะล้างบางฆ่ากันจนสูญพันธุ์ก็ไม่เป็นไร…ข้าเชื่อว่าพวกเราผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน” เห็นบิดาผ่อนคลายเขาก็หัวเราะชอบใจ พูดในสิ่งที่คิดออกมาอย่างเปิดเผย หากตามไปทวงแล้วไม่ได้คืน ผู้ใดฝืนต่อต้าน เขาก็จะล้างบางถล่มให้ราบเป็นหน้ากลอง



            ได้ยินบุตรสุดรักพูดจับจิต จึงเลิกคิดเลิกกังวล เฟรเกียหัวเราะตามเบาๆ ก้าวเดินสนทนาเดินคู่ไปกับบุตร ปรึกษาหารือกันจนดึกดื่นเลยเที่ยงคืน ทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่ยอมให้เขาได้หยุดพัก กลับถึงห้องก็เจออลิซนอนรออยู่ นางผล็อยหลับไปนานแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่คิดที่จะปลุก อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ มิเนอร์วาก็มุดเข้าผ้าห่ม อ้าแขนกอดอิสตรีจากทางด้านหลัง นอนฟังเสียงจังหวะของหัวใจซึ่งเต้นอย่างคงที่ เคียงคู่ประสานทำนองปิดตามองหลับตามไป…

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน