กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปถึงสามราตรี ราตรีที่ยาวนานประดุจชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับวิญญูชน แต่กลับรวดเร็วปานกะพริบตาสำหรับผู้ที่จมดิ่งอยู่ในห้วงกามา ภายในเรือนบุปผาโปรย กลิ่นคาวโลกีย์ที่เคยฉุนกึกบัดนี้กลับกลายเป็กลิ่นประจำถิ่นที่ฝังแน่นอยู่ในทุกอณูของไม้และอากาศ สภาพของ ไป๋หย่งชิง ที่ยังคงถูกตรึงอยู่กับแท่นไม้พันธนาการนั้น หากใครที่เคยรู้จักนางในฐานะ "กระบี่บุปผาหิมะ" หรือฮูหยินผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลไป๋ มาเห็นเข้าในยามนี้คงต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเวทนา หรือไม่ก็อาเจียนออกมาด้วยความสะอิดสะเอียน
ร่างขาวผ่องดุจหยกเนื้อดีที่เคยได้รับการทะนุถนอม บัดนี้แปรเปลี่ยนสภาพจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ผิวเนียนละเอียดเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวเป็จ้ำๆ จากการถูกบีบขยำอย่างรุนแรง รอยกัดและรอยดูดสีแดงช้ำกระจายไปทั่วซอกคอและเต้าทั้งสองข้างที่ห้อยตกลงมาอย่างหมดสภาพ หัวนมสีสดบวมเป่งและแตกระแหงจากการถูกดูดดึงอย่างตะกละตะกลามนับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าสิ่งที่น่าตื่นตะลึงและแสดงถึงความเสื่อมโทรมถึงขีดสุด คือสภาพเบื้องล่างของนาง...
เรียวขาที่สั่นระริกและอ่อนแรงจนแทบพยุงกายไม่อยู่ แยกกว้างเผยให้เห็นความย่อยยับที่เกิดจากการ "ปรุงรส" ของชายฉกรรจ์นับร้อย "ร่องสวาท" และ "รูทวาร" ของนางบัดนี้บวมเป่งจนกลีบเนื้อปลิ้นออกมาด้านนอก แดงช้ำและถลอกปอกเปิก ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือรูทั้งสองนั้น "เปิดอ้าค้าง" เป็โพรงกว้างจนน่าใจหาย มองเห็นผนังเนื้อภายในที่ขยับเต้นตุบๆ อย่างอ่อนแรง ราวกับปากที่ไม่อาจหุบลงได้อีกต่อไป
น้ำอสุจิข้นคลั่กสีขาวขุ่นและสีเหลืองจางๆ ไหลย้อนออกมาจากรูที่เปิดกว้างนั้นอย่างไม่ขาดสาย ราวกับน้ำพุที่ไม่มีวันเหือดแห้ง มันไหลหยดย้อยลงมาตามง่ามขา ผสมปนเปกับน้ำปัสสาวะและสิ่งปฏิกูล กองเจิ่งนองอยู่บนพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของนาง ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งตลบอบอวล
ทว่า... ท่ามกลางสภาพร่างกายที่ยับเยินปานซากศพ ใบหน้าของไป๋หย่งชิงกลับฉายแววแห่งความสุขสมอย่างน่าขนลุก ดวงตาของนางลอยคว้างเหม่อมองไปในความว่างเปล่า รอยยิ้มวิปลาสประดับอยู่ที่มุมปากที่บวมเจ่อ นางพึมพำคำพูดฟังไม่ได้ศัพท์สลับกับเสียงหัวเราะคิกคัก ราวกับคนเสียสติที่เพิ่งค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิต
"เอาอีก... ข้ายังไหว... ใส่เข้ามาอีก..." นางเพ้อเจ้อเบาๆ แม้จะไม่มีใครเหลือแรงทำนางแล้วก็ตาม
ต้าเกอเดินเข้ามาพิจารณาผลงานชิ้นเอกด้วยความพึงพอใจ มันแสยะยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปปลดสลักไม้ที่ล็อคคอนางออก
"แกร๊ก!"
สิ้นเสียงปลดล็อค ร่างของไป๋หย่งชิงก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นทันทีราวกับตุ๊กตาผ้าที่ไร้กระดูก
"ตุบ!"
นางกองลงไปนอนแผ่หลาอยู่กลางกองน้ำกามและสิ่งปฏิกูลที่เจิ่งนอง โดยไม่คิดจะขยับหนีหรือแสดงความรังเกียจแม้แต่น้อย ร่างกายที่เปลือยเปล่านอนหายใจรวยริน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างช้าๆ รูสองรูที่หว่างขายังคงขยายกว้างและคายของเหลวออกมาเป็จังหวะ เหล่าคนงานชายและอันธพาลที่ยืนล้อมรอบต่างมองดูภาพนั้นด้วยสายตาหยาบโลน บางคนถึงกับถ่มน้ำลายลงบนร่างนางเป็การทิ้งท้าย ก่อนที่สติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายของนางจะดับวูบลงด้วยความอ่อนเพลียเกินต้านทาน
. . .
ตัดภาพไปยังความเงียบงันภายในหอตำราเจดีย์เจ็ดชั้น
ตรงกันข้ามกับความโสมมในเรือนบุปผาโปรย บรรยากาศในห้องศิลาของ ไป๋หย่งเจิ้ง เต็มไปด้วยความร้อนแรงแห่งความมุ่งมั่น เด็กหนุ่มไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาตลอดสามวัน เขานั่งขัดสมาธิเดินลมปราณอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อกาฬไหลอาบย้อมร่างกายที่ซูบผอมลงถนัดตา แต่แววตาของเขากลับสว่างไสวด้วยไฟแห่งความหวัง
"อีกนิดเดียว... ข้าเกือบจะควบคุมมันได้สมบูรณ์แล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง "ท่านแม่... ท่านต้องปลอดภัย ข้าสัญญา"
ที่มุมมืดด้านนอกห้องศิลา ชายชราเฝ้าหอยืนมองดูเด็กหนุ่มผ่านช่องลมด้วยสายตาที่ซับซ้อน มันคือความชื่นชมในพร์ระดับสัตว์ประหลาดที่ร้อยปีจะมีสักคน แต่ก็เจือไปด้วยความเศร้าหมองและสมเพชเวทนา
"อนิจจา... ยิ่งเ้าพยายามบินสูงเท่าไหร่ แรงกระแทกเมื่อตกลงมาก็จะยิ่งรุนแรงเท่านั้น" ชายชราถอนหายใจยาว "เ้ากำลังสร้างดวงตะวันเพื่อส่องสว่างให้แก่คนที่บัดนี้... ได้กลายเป็เงามืดไปเสียแล้ว"
. . .
รุ่งเช้าวันต่อมา
ในห้วงนิทราอันมืดมิดของไป๋หย่งชิง นางรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังล่องลอยอยู่ในที่ว่างเปล่าสีขาวโพลน ไร้ซึ่งความเ็ป ไร้ซึ่งกลิ่นคาวโลกีย์ ทันใดนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า... บุรุษรูปร่างสง่างาม สวมชุดจอมยุทธ์สีขาวสะอาดตา ใบหน้าคมคายเปี่ยมด้วยคุณธรรม
ไป๋เจิ้งฉี สามีผู้ล่วงลับของนางนั่นเอง
เขาจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว ผิดหวัง และเ็ปอย่างสุดซึ้ง ราวกับหัวใจของเขากำลังแตกสลายซ้ำสอง
"หย่งชิง..." เสียงของเขาก้องกังวาน "เหตุใดเ้าจึงทำเช่นนี้? เหตุใดเ้าจึงทิ้งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลไป๋ ยอมลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับโคลนตมเช่นนั้น? ข้าอุตส่าห์ยอมตายเพื่อปกป้องเ้า... เพื่อให้เ้ารักษาเกียรติของข้าไว้..."
หากเป็ไป๋หย่งชิงคนเดิม นางคงจะร่ำไห้และวิ่งเข้าไปกราบขอขมาแทบเท้าสามี ทว่า... ไป๋หย่งชิงในยามนี้กลับยืนนิ่ง นางจ้องมองสามีด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็แววตาแห่งความ "เย้ยหยัน"
"เกียรติยศ? ศักดิ์ศรี?" นางแค่นหัวเราะออกมา "ของพรรค์นั้นมันกินได้หรือท่านพี่? ท่านบอกว่าท่านยอมตายเพื่อปกป้องข้า... แต่ท่านก็ตายจริงๆ ตายไปแล้วทิ้งข้าไว้กับความว่างเปล่า ทิ้งข้าไว้ให้เผชิญโลกที่โหดร้ายเพียงลำพัง"
นางก้าวเข้าไปหาภาพนิมิตของสามี พลางแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว
"ข้าได้เรียนรู้แล้วท่านพี่... ว่าคุณค่าที่แท้จริงของลูกผู้ชายไม่ได้อยู่ที่เพลงดาบ หรือคุณธรรมจอมปลอมอะไรนั่นหรอก... แต่มันอยู่ที่ 'ความแข็งแกร่ง' ที่สามารถสยบสตรีให้อยู่แทบเท้าได้ต่างหาก"
"ดูพวกมันสิ... ท่านกัวเทียนอวี้... ต้าเกอ... แม้แต่คนเลี้ยงม้าพวกนั้น... พวกมันแข็งแกร่งกว่าท่านนัก พวกมันสามารถทำให้ข้ามีความสุขจนแทบสำลัก ทำให้ข้ารู้สึกถึงการมีชีวิตชีวาในแบบที่ท่านไม่เคยทำได้!"
"เ้า!" ไป๋เจิ้งฉีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้น ท่านมันก็แค่คนอ่อนแอที่รักษาเมียไว้ไม่ได้... ส่วนข้า... ข้าคือผู้ชนะ ข้าคือผู้ที่ได้รับความรักจากบุรุษนับร้อยพัน" นางหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง "ข้าไม่้าเกียรติยศบ้าบอของท่านอีกแล้ว! ข้า้าแค่..."
"เพียะ!!!"
แรงตบมหาศาลกระแทกเข้าที่ใบหน้าของนางอย่างจัง จนภาพความฝันและร่างของสามีแตกสลายกลายเป็ผุยผง
ไป๋หย่งชิงสะดุ้งตื่นขึ้นสู่โลกแห่งความจริงด้วยความมึนงง ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นที่แก้มซ้าย นางกะพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสภาพตรงหน้า พบว่าเป็ใบหน้าปรุๆ ของ ต้าเกอ ที่กำลังก้มลงมองนางด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ตื่นได้แล้วอีตัวดี! นอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้!" ต้าเกอหัวเราะในลำคอ พลางยกมือขึ้นลูบแก้มที่เพิ่งตบนางไปหมาดๆ
หย่งชิงไม่ได้โกรธเคืองที่ถูกตบ ตรงกันข้ามนางกลับส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้มันทันที นางรีบคลานเข่าเข้าไปกอดขาของมันแล้วเอาแก้มแนบกับน่องขาที่เต็มไปด้วยขนหน้าแข้งรุงรัง
"อรุณสวัสดิ์จ้ะพี่ชาย... ข้าตื่นแล้ว... ท่านตบข้าแรงดีจัง ข้าชอบ"
"หึ! ชอบก็ดีแล้ว" ต้าเกอก้มลงขยี้หัวนางแรงๆ "ลุกขึ้น! วันนี้อากาศดี ข้าจะพาเ้าไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย อุดอู้อยู่แต่ในห้องมาสามวัน เดี๋ยวเนื้อตัวจะเน่าเฟะไปเสียก่อน"
"เดินเล่นหรือ?" หย่งชิงเอียงคอสงสัย "จะไปที่ไหนหรือจ๊ะ?"
นางพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงความเย็นวาบที่รอบลำคอ นางก้มลงมองและพบว่า บัดนี้ที่ลำคอระหงของนาง มีวัตถุสีดำสนิทรัดแน่นอยู่... มันคือ "ปลอกคอหนัง" เส้นหนา ที่มีหมุดเหล็กแหลมคมประดับอยู่โดยรอบ และที่ด้านหน้าของปลอกคอ มีโซ่เหล็กเส้นใหญ่ยาวเฟื้อยล่ามติดอยู่ ปลายสายโซ่นั้นอยู่ในมือของต้าเกอ
"เอ่อ... พี่ชาย นี่มัน..."
"อ้าว... ก็อุปกรณ์สำหรับเดินเล่นไง" ต้าเกอกระตุกโซ่จนหัวของนางคะมำลงไปกับพื้น "สัตว์เลี้ยงแสนรักเวลาจะออกไปเดินเล่น ก็ต้องใส่ปลอกคอไม่ใช่รึ? เอ้า! อยู่ในท่าคลานสิฮูหยิน... วันนี้เ้าไม่ได้เดินด้วยสองขาหรอกนะ"
คำสั่งนั้นชัดเจน และแทนที่นางจะรู้สึกอัปยศอดสู ไป๋หย่งชิงกลับรู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม เืในกายสูบฉีดแรงขึ้นเมื่อรู้สถานะของตนเองชัดเจนแจ่มแจ้ง... นางไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็สัตว์เลี้ยงที่กำลังจะถูกเ้านายพาออกไปโชว์ตัว
เสียงโซ่เหล็กกระทบกันดัง "กรุ๊งกริ๊ง" ทุกจังหวะการขยับตัว เป็สัญญาณเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปสำหรับไป๋หย่งชิง ต้าเกอกระตุกสายโซ่ในมือเบาๆ เป็เชิงออกคำสั่งให้ "สัตว์เลี้ยง" ของเขาเริ่มออกเดิน ทว่าไม่ใช่การเดินด้วยสองเท้าอย่างมนุษย์ แต่เป็การเดินด้วย "สี่ขา" ในลักษณะคลานเข่า
"ไปได้แล้วนังตัวดี... อย่าให้ข้าต้องออกแรงลาก" ต้าเกอพูดกลั้วหัวเราะ
ไป๋หย่งชิงในสภาพเปลือยเปล่าสวมเพียงปลอกคอหนังที่มีหมุดเหล็กแหลมคม รีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นไม้แข็งๆ ทันที นางวางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนพื้น จัดท่าทางให้เหมือนสุนัขอย่างรู้งานโดยไม่ต้องมีการฝึกสอน ราวกับสัญชาตญาณดิบในกายมันตื่นรู้ขึ้นมาเอง
เมื่อนางเริ่มคลานตามแรงดึงของโซ่ สรีระของนางก็ปรากฏแก่สายตาในมุมมองที่น่าอับอายที่สุด แผ่นหลังขาวเนียนแอ่นโค้งลง หน้าอกอวบอิ่มทั้งสองข้างห้อยตกลงมาแกว่งไกวไปตามจังหวะการคลาน หัวนมสีแดงช้ำครูดถูไปกับอากาศ และที่สำคัญที่สุดคือบั้นท้าย... การคลานทำให้สะโพกของนางต้องยกสูงขึ้น และนั่นทำให้ "ร่องสวาท" และ "รูทวาร" ที่บวมเป่งและเปิดอ้าค้างจากการศึกหนักเมื่อคืน ถูกแหวกออกกว้างยิ่งกว่าเดิม
"แหมะ... แหมะ..."
ทุกครั้งที่นางขยับเข่าก้าวไปข้างหน้า น้ำกามสีขาวขุ่นผสมน้ำเหลืองจางๆ ที่ขังอยู่ในมดลูกและลำไส้ ก็จะไหลทะลักย้อนออกมา หยดลงบนพื้นเป็ดวงๆ ทิ้งร่องรอยเป็ทางยาวประดุจเมือกของหอยทากที่คืบคลานผ่าน
ต้าเกอเดินนำหน้านางด้วยท่าทีผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งถือสายโซ่ อีกมือไพล่หลังผิวปากอย่างอารมณ์ดี มันจงใจเดินช้าๆ เพื่อให้ไป๋หย่งชิงต้องคลานตามมันออกไปจากห้องนอน ผ่านธรณีประตู และก้าวเข้าสู่ "ลานกว้าง" ใจกลางเรือนบุปผาโปรย
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบผิวขาวซีดที่เต็มไปด้วยรอยช้ำของนาง ความสว่างจ้าทำให้หย่งชิงต้องหยีตาเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้นางมองเห็น "ผู้ชม" ที่รอคอยอยู่อย่างชัดเจน
ทั่วทั้งลานกว้างของเรือนบุปผาโปรย เต็มไปด้วยเหล่าคนงานชาย บ่าวไพร่ คนสวน และยามเฝ้าตึกนับสิบชีวิต คนเหล่านี้คือ "ลูกค้า" ที่เพิ่งจะรุมทึ้งนางไปเมื่อคืนนี้เอง พวกมันหยุดการทำงานทุกอย่าง วางจอบ วางไม้กวาด แล้วหันมาจ้องมอง "แม่สุนัขตัวเมีย" ที่กำลังถูกจูงออกมาเดินโชว์ตัวด้วยสายตาที่เป็ประกายระยิบระยับ
"โอ้โห! ดูนั่นสิพวกเรา! ท่านหัวหน้าต้าเกอพาฮูหยินออกมาเดินเล่นว่ะ!" เสียงคนงานคนหนึ่งะโขึ้น
"สภาพดูไม่จืดเลยเว้ยเฮ้ย! ดูนมที่ยานโตงเตงนั่นสิ! ดูตูดที่บานเบอะนั่นสิ!" อีกคนะโเสริมพร้อมเสียงหัวเราะครื้นเครง
หากเป็สตรีปกติที่ยังมีสติสัมปชัญญะ การถูกนำมาประจานต่อหน้าธารกำนัลในสภาพเช่นนี้ คงต้องกรีดร้องด้วยความอับอาย หรือพยายามหาที่ซุกหัวหนี ทว่า... ปฏิกิริยาของไป๋หย่งชิงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่นางััได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องมาที่เรือนร่างของนาง หัวใจที่บิดเบี้ยวของนางกลับเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น เืลมสูบฉีดไปทั่วร่างจนผิวที่ซีดเซียวกลับมาแดงระเรื่อ ความรู้สึก "เงี่ยน" แล่นพล่านขึ้นมาจากท้องน้อยอย่างรุนแรง
'พวกเขามองข้า... ทุกคนกำลังมองข้า...' นางคิดในใจด้วยความปลาบปลื้ม 'พวกเขาหลงใหลในตัวข้า... ชื่นชมผลงานศิลปะบนตัวข้า... ดูสิ สายตาของพวกเขาอยากจะเข้ามาขย้ำข้าอีกแล้ว'
แทนที่จะก้มหน้าหลบสายตา ไป๋หย่งชิงกลับเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้กับเหล่าคนงานสกปรกเ่าั้ นางจงใจบิดสะโพกส่ายก้นไปมาขณะคลาน เพื่อโชว์ "รู" ที่เปิดอ้าและกำลังขย้อนน้ำกามออกมาให้พวกมันเห็นชัดๆ ราวกับนางภูมิใจหนักหนาว่านางเป็ภาชนะที่รองรับความใคร่ของพวกมันได้มากเพียงใด
"มองสิเ้าคะ... มองดูผลงานของพวกท่านสิ" นางพึมพำเบาๆ อย่างเพ้อคลั่ง
ทว่าการคลานของนางดูจะเชื่องช้าไม่ทันใจผู้คุมด้านหลัง หลี่อวี๋และอาสุกที่เดินตามประกบท้ายมาพร้อมกับไม้เรียวไม้ไผ่ในมือ แสยะยิ้มให้กันก่อนจะเริ่มบทลงโทษที่แฝงความหฤหรรษ์
"เฮ้ย! อีตัวเมีย! คลานให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ! มัวแต่อ้อยอิ่งโชว์กีอยู่นั่นแหละ!"
หลี่อวี๋ตวาดลั่น พร้อมกับง้างมือฟาดไม้เรียวลงไปที่แก้มก้นข้างขวาของนางเต็มแรง
"เพียะ!!!"
เสียงไม้กระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว เนื้อก้นขาวๆ ของนางสั่นกระเพื่อมเป็ระลอกคลื่น เกิดรอยแดงเป็ปื้นยาวพาดผ่านรอยช้ำเดิมทันที
"อุ๊ย! อร๊ายยย!" หย่งชิงสะดุ้งสุดตัว ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บแสบ แต่แล้ววินาทีต่อมา เสียงร้องนั้นกลับกลายเป็เสียงหัวเราะคิกคัก "คิก... คิก... เจ็บจังเลย... ตีอีกสิเ้าคะ"
"ชอบหรือ? อีร่านนี่มันชอบโดนตีว่ะเฮ้ย!" อาสุกหัวเราะชอบใจ มันไม่ยอมน้อยหน้า ง้างไม้ในมือหวดลงไปที่แก้มก้นอีกข้างของนางบ้าง
"เพียะ! เพียะ!"
"อ๊าาา! ฮ่าๆๆ! สนุกจัง! สนุกจังเลย!"
ไป๋หย่งชิงหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ร่างกายของนางตอบสนองต่อความเ็ปด้วยการหลั่งสารแห่งความสุขออกมา นางรีบสับขาและมือคลานให้เร็วขึ้นตามคำสั่ง ก้นงอนงามส่ายดุ๊กดิ๊กไปมาสู้ไม้เรียว ราวกับสุนัขแสนรู้ที่กำลังเล่นวิ่งไล่จับกับเ้าของ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคนทั้งเรือน คือภาพของอดีตฮูหยินผู้สูงส่งที่กำลังคลานสี่ขาเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ถูกล่ามโซ่จูงเดิน ถูกตีตูดประจาน แต่กลับหัวเราะร่าเริงและมีความสุขอย่างที่สุด เสียงหัวเราะใสๆ ของนางดังกังวานไปทั่วลาน ท่ามกลางเสียงโห่ฮาป่ากวนของเหล่าคนงานชายที่พากันวิพากษ์วิจารณ์สรีระของนางอย่างสนุกปาก
"ดูรอยนั่นสิ! ไม้เรียวตีจนก้นลายหมดแล้ว แต่นางยังยิ้มได้!"
"สงสัยนางจะติดใจรสไม้เรียวพอๆ กับรสควยพวกเราว่ะ!"
"เฮ้! ฮูหยิน! น้ำเดินแล้วนะ! ไหลเป็ทางเชียว!" คนสวนะโแซวพร้อมชี้ไปที่พื้น
หย่งชิงหันควบไปมองตามเสียงนั้น แล้วส่งจูบให้คนสวน "ก็ของพวกท่านฝากไว้เยอะนี่นา... มันเลยล้นออกมา... เสียดายจังเลยนะเ้าคะ"
นางตอบโต้ด้วยวาจาที่ไร้ยางอายที่สุด การเดินประจานครั้งนี้ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกถึงศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็การตอกย้ำสถานะใหม่ของนางให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น... สถานะของ "สัตว์เลี้ยงสาธารณะ" ที่มีความสุขกับการถูกเหยียบย่ำ และพร้อมจะทำทุกอย่างตามที่เ้าของบัญชา
ต้าเกอพา "สุนัข" ของเขาเดินวนรอบเรือนจนทั่ว ให้ทุกคนได้ยลโฉมความวิบัติของนางจนหนำใจ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงที่มุมหนึ่งของสวนหลังเรือน ซึ่งเป็ที่ตั้งของกรงสุนัขเฝ้ายาม
"เอาล่ะ... เดินเล่นพอแล้ว ถึงเวลาอาหารว่างแล้วมั้ง" ต้าเกอหยุดเดิน แล้วหันมาดึงโซ่ให้หย่งชิงหยุดคลาน "มานี่สิฮูหยิน... ข้ามี 'เพื่อนใหม่' อยากจะแนะนำให้เ้ารู้จัก"
ไป๋หย่งชิงที่กำลังหอบหายใจแฮกๆ ลิ้นห้อยออกมาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยและกระหาย เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยระคนตื่นเต้น แววตาใสซื่อของนางเปล่งประกายรอคอยรางวัลที่เ้าของจะมอบให้ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า คือจุดต่ำสุดของศีลธรรมที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมี