บทที่19
แอบดูบุตรสาวในห้องเรียน
ห้องเรียนทรงสี่เหลี่ยมที่มีผู้เข้าศึกษาภายในห้องนี้อยู่ประมาณสี่สิบคนส่วนใหญ่แล้วเป็เด็กชายหญิงที่มีอายุไล่เลี่ยกันประมาณเจ็ดปีถึงสิบปีอยู่ห่างกันไม่มากนัก
โต๊ะเรียนถูกจัดเอาไว้ตามส่วนต่างๆเรียงแถวเป็ลำดับอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเหล่านักศึกษาชายหญิงที่เข้ามาศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งเมืองตี้หนานแห่งนี้สวมใส่ชุดบัณฑิตที่ดูดีมีระดับเป็ชุดบัณฑิตโทนสีน้ำเงินเข้มทำมาจากเนื้อผ้าที่ไม่ธรรมดา
เพราะว่าสถานศึกษาแห่งนี้เป็สถานศึกษาที่เรียกได้ว่าเป็จุดเชิดหน้าชูตาของเมืองมันเองก็เป็สถานศึกษาที่ราชสำนักนั้นให้ความสำคัญเป็อย่างมาก
ที่ผ่านมาสถานศึกษาแห่งนี้สร้างคนที่มีความสามารถขึ้นมามากมายเข้ารับใช้ภายในราชสำนักด้วยความอบรมและดูแลของเราอาจารย์ที่มีอาจารย์ใหญ่ผู้ที่เคยเป็ผู้สั่งสอนและผู้ชี้แนะองค์เ้าชีวิตเป็ผู้นำทำให้สร้างคนที่มีความสามารถออกมาในทุกๆปี
และด้วยการที่สถานศึกษาแห่งนี้เป็ที่ชื่นชมของเหล่าผู้คนจำนวนมากมันเลยทำให้สถานศึกษาแห่งนี้จำเป็จะต้องรักษาภาพลักษณ์ส่วนใหญ่เอาไว้ด้วย
ถ้าเป็สถานศึกษาสถานที่อื่นพวกชุดที่สวมใส่คงจะไม่ดูดีมีระดับขนาดนี้แต่เพราะว่านี่เป็สถานศึกษาของเมืองตี้หนาน
เพราะว่าหน้าตาของสถานศึกษาเลยทำให้เหล่าคนที่เข้ามาศึกษาภายในสถานที่แห่งนี้พากันจำเป็จะต้องสวมใส่ชุดบัณฑิตที่ดูดี
และเพราะคำว่าหน้าตาของสถานศึกษามันเลยทำให้ผู้ที่เข้าเรียนภายในสถานที่แห่งนี้จำเป็จะต้องสูญเสียเงินเป็จำนวนมาก
อย่างเช่นชุดที่สวมใส่อยู่ชุดที่สวมใส่อยู่ถูกตัดเย็บมาอย่างพิเศษมันถูกทำออกมาโดยที่มีร้านตัดเย็บส่วนตัวของสถานศึกษาเป็คนที่ออกแบบและก็ตัดเย็บให้
ชุดนี้ประมาณสามถึงสี่ชุดราคามันถึงหนึ่งตำลึงเลยทีเดียวซึ่งราคาสามถึงสี่ชุดมีราคาถึงหนึ่งตำลึงถือว่าเป็ราคาที่แพงเป็อย่างมาก
เงิน1 ตําลึงสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเลยสำหรับคนที่มีฐานะอยู่ในระดับปานกลางเงินจำนวนนี้คงจะสามารถนำไปเลี้ยงชีพของตนเองได้รวมหลายวัน
นี่ถือว่าเป็สิ่งที่มันไม่จำเป็แต่ลู่หยางอยากให้บุตรสาวของตนเองเข้าเรียนที่สถานที่แห่งนี้มันเลยทำให้เขายอมจ่ายเงินจำนวนนั้นเพื่อซื้อชุดบัณฑิตตัวน้อยให้กับหนิงหนิง
หนิงหนิงสวมใส่ชุดบัณฑิตสีน้ำเงินดูน่ารักน่าเอ็นดูไปอีกแบบนางนั่งอยู่บริเวณทางซ้ายมือโต๊ะตัวริมสุดส่วนตำแหน่งแถวที่นั่งก็อยู่ประมาณตรงกลาง
ภายในห้องแห่งนี้เต็มไปด้วยพวกลูกหลานของขุนนางมากมายพวกมันล้วนแล้วแต่เป็คนที่มีฐานะเด็กพวกนี้มีวัยเพียงแค่เจ็ดถึงแปดปีเท่านั้น แต่ว่าดูเครื่องประดับสิ เด็กเหล่านี้สวมใส่เครื่องประดับที่มีราคาเป็อย่างมาก
พวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็ลูกของขุนนางหรือไม่ก็เป็ลูกของพวกเศรษฐีมีเงิน
คนภายในห้องนี้มองดูจากจำนวนสามารถสังเกตให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ามีจำนวนชายมากกว่าหญิง
เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วอย่างไรเสียคนภายในโลกใบนี้ถึงแม้ว่าจะออกกฎว่าให้สตรีนั้นสามารถเป็ขุนนางได้แต่ว่าบ้านใดเล่าจะสนับสนุนให้สตรีอยู่เหนือบุรุษ
เพราะแบบนั้นคนที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียนภายในสถานที่แห่งนี้ถ้าเป็สตรีก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าบ้านขุนนางบ้านนั้นน่าจะไม่มีบุตรชาย
หนิงหนิงมองเห็นบรรยากาศบริเวณรอบๆสุดแสนจะแปลกใหม่สำหรับนาง
ดวงตากลมโตที่ใสราวกับไข่มุกกวาดมองไปบริเวณรอบๆอยู่ตลอดเวลานี่เป็ครั้งแรกที่นางอยู่ท่ามกลางผู้คนโดยที่ไม่มีท่านพ่อและท่านแม่
เด็กน้อย่รู้ช่างเห็นอย่างนางมีหรือว่าจะไม่ตื่นตาตื่นใจในตอนนี้แม้ว่าก้นจะนั่งติดเก้าอี้แต่ท่าทางลุกลี้ลุกลนที่แสดงออกมามันบอกให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่านางตื่นเต้นเพียงใด
จิตใจของนางแทบจะหลุดลอยออกไปแล้วก็วิ่งเล่นไปทั่วสถานที่แห่งนี้แล้ว
สำหรับเด็กน้อยผู้ใสซื่อผู้นี้สิ่งที่นางกำลังพบเจอมันคือโลกใบใหม่ที่แปลกตาแต่ว่าหารู้ไม่ว่าสถานที่แห่งนี้มันเองก็โหดร้ายอยู่พอสมควรโหดร้ายเกินกว่าที่นางคิด
ใน่เริ่มเข้าเรียนยังไม่มีอันใดเป็พิเศษเด็กภายในห้องก็นั่งประจำที่ของตนเองรอผู้เป็อาจารย์เข้ามา
ไปนานนักผู้เป็อาจารย์สั่งสอนวิชาแรกก็ได้เดินเข้ามาบัณฑิตหนุ่มหน้าตาใจดีเดินก้าวเข้ามาภายในห้องเขาเป็บัณฑิตหนุ่มที่มีร่างกายสูงโปร่งดูดีบนใบหน้านั้นเปี่ยมล้นไปด้วยปัญญาแถมยังมีรอยยิ้มแย้มที่น่าอบอุ่น
คนผู้นั้นเดินเข้ามาบริเวณภายในห้องเรียนก้าวไปบริเวณด้านหน้ายืนต่อหน้าเหล่าศิษย์มากมายยกตำราเล่มสีฟ้าของตนขึ้นมาแล้วกล่าว “ ข้าเป็อาจารย์สอนวิชานี้มีนามว่าป๋ายจิน ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าศิษย์ภายในสถานที่แห่งนี้ต่างพากันลุกขึ้นอย่างรวดเร็วตามมารยาทพวกลูกขุนนางเหล่านี้โดนอบรมมาเป็อย่างดีต่างจากหนิงหนิงที่ไม่เคยโดนอบรมเกี่ยวกับการเข้าสังคม
ลูกขุนนางเ่าั้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันมันแสดงท่าทางเช่นนั้นอย่างพร้อมเพียงโดยที่ไม่ต้องนัดหมาย
หนิงหนิงที่เป็ผู้แปลกแยกออกไปแสดงท่าทางตื่นตระหนกแฝนเร้นความน่ารักความเอ็นดูนางรีบลุกขึ้นอย่างร้อนรนมองเพื่อนๆที่อยู่บริเวณรอบๆแล้วก็แสดงท่าทางตาม
ในใจของหนิงหนิงเต้นรัวอย่างตื่นเต้นน่ะไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
เหล่าผู้ที่อยู่บริเวณรอบๆพวกลูกขุนนางเ่าั้พูดขึ้นเป็เสียงเดียวกัน“ คารวะอาจารย์ป๋าย!!! ”
หนิงหนิงเพียงแค่แสดงท่าทางตามเท่านั้นแต่ว่านางไม่ได้เปิดปากตามเหล่าเพื่อนของนางที่อยู่บริเวณรอบรอบ
อาจารย์ที่อยู่บริเวณด้านหน้าชั้นเรียนมองเห็นเหล่าเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งสอนและรู้มารยาทเช่นนี้เขาก็ยิ้มตอบรับอย่างพึงพอใจไม่ใช่ว่าเขานั้นมองไม่เห็นว่ามีเด็กหนึ่งคนที่แตกแยกออกจากผู้อื่นแต่ว่าเขานั้นสามารถปล่อยปละละเลยเื่นี้ไปได้
ก่อนหน้านี้อาจารย์ใหญ่ได้เรียกเหล่าอาจารย์ที่ต้องมาสอนนักเรียนห้องนี้ให้เข้าไปชี้แจงแล้วว่ามีแต่คนนึงที่มาจากครอบครัวธรรมดา
นางอาจจะไม่รู้กฎระเบียบของชนชั้นสูงสุดเท่าไหร่เื่ใดที่สามารถปล่อยปละละเลยได้ก็ควรจะปล่อยปละละเลยไป
อาจารย์ใหญ่ผู้นี้มีสายตาแหลมคมแถมยังมีสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียวเขารู้ดีว่าสังคมรอบข้างจะทำให้หนิงหนิงเริ่มรู้กฎระเบียบตามมารยาทสังคมชั้นสูงไปเอง
พวกอาจารย์ที่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ใหญ่เช่นนั้นแน่นอนว่าพวกมันรับคำสั่งอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาอาจารย์ใหญ่ไม่เคยสั่งกำชับพวกมันเช่นนี้กับเด็กผู้ใดมาก่อนถือว่าเป็ครั้งแรกที่อาจารย์ใหญ่เรียกมันเข้าไปคุยเกี่ยวกับที่จะเข้ามาศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งนี้
ก่อนหน้านี้แม้ว่าเด็กที่จะเข้ามาศึกษาจะเป็ลูกของขุนนางใหญ่โตเพียงใดอาจารย์ใหญ่ก็ไม่เคยสนใจแต่ว่าเด็กผู้นี้ต้องมีอะไรพิเศษอย่างแน่นอน
พวกเหล่าอาจารย์รู้ดีเพราะแบบนั้นพวกเขาก็พากันจับตาดูหนิงหนิงอาจารย์หนุ่มนามว่าป๋ายจินยืนอยู่หน้าชั้นเรียนมองเด็กน้อยที่ทำท่าทางเก้ๆกังๆอยู่ในกลุ่มเด็กมากมายแล้วก็ยิ้มอย่างเอ็นดู
หลังจากนั้นเขากางตำราของตนเองออกแล้วก็เริ่มทำการสั่งสอน
ชั้นเรียนแรกเริ่มขึ้นเขาเริ่มทำการสั่งสอนเหล่าเด็กที่เข้ามาศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งนี้เป็ปีแรก
ในขณะที่เราเล็กกำลังศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ภายในห้องห่างไกลออกมาอีกระดับบริเวณนอกห้องห่างไกลมาประมาณหนึ่งเมตรต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนต้นไม้ต้นนั้นมีร่างของบุรุษที่สะพายกล่องกระบี่อยู่ด้านหลังนั่งอยู่บนต้นไม้มองบุตรสาวของตนเองอย่างเอ็นดู
ลู่หยางแสดงท่าทางเป็ห่วงอย่างออกนอกหน้าเขาชะโงกหน้าชะโงกตาราวกับว่าเป็พ่อที่มาดูลูกเข้าเรียนในวันแรก
แม้ว่ามันดูจะเป็การกระทำที่ไร้สาระหรือว่าน่าขบขันสำหรับหน่วยรบพิเศษที่เคยทั้งช่วยเหลือคนแล้วก็สังหารคนมามากมายเช่นเขา
แต่ลู่หยางไม่รู้สึกอับอายเลยด้วยซ้ำเขากลับมีความสุขที่ได้ชะโงกหน้าชะโงกหน้ามาจาก้ามองบุตรสาวของตนเองที่กำลังร่ำเรียนอยู่
ในขณะที่เขากำลังชะโงกหน้าชะโงกตามองดูด้านในนั้นอยู่หูของเขาได้ยินเสียงบางอย่าง
“ ช่วยด้วย!!! ” เสียงนั้นดังแว่วมาแต่ไกลมันลอยตามสายลมมาจากระยะห่างมากพอควร
ลู่หยางกำลังให้ความสนใจกับบุตรสาวของตนเองอยู่ได้ยินเสียงนั้นดังแว่วมาตามสายลมถึงกับสะดุ้งหนึ่งครากลับไปมองอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลังมันเป็ทิศทางที่เสียงนั้นดังขึ้นมา
ดวงตาของเขามองตรงไปยังบริเวณนั้นสุดสายตาของเขามันคือกำแพงของสำนักศึกษาแห่งนี้ที่บริเวณด้านหลังฝั่งนึงจะเป็ถนนทางเดิน
ลู่หยางเริ่มได้ยินเสียงโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆในใจของเขานั้นรู้ได้ในทันทีว่าจะต้องมีเื่ราววุ่นวายบางอย่างเกิดขึ้นภายในบริเวณนั้นอย่างแน่นอน
หูของเขาดีมากดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธเลยทำให้ได้ยินอย่างชัดเจนร่างกายดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากต้นไม้แล้วก็รีบมุ่งตรงไปยังกำแพงอย่างรวดเร็ว
เขาส่งมาถึงบริเวณกำแพงเท้าทั้งสองข้างััลงกับกำแทงสูงของสถานศึกษาดวงตามองตรงไปด้านหน้าเห็นว่ามีร่างของชายผู้หนึ่งกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่กำลังมุมดู
ลู่หยางภายในใจตื่นตระหนกหนึ่งพริบตาก็มาสามารถข่มความตื่นตระหนกใของตนเองได้แล้วก็รีบพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
เขาใช้ร่างกายของตนเองเบียดเสียดทานร่างของกลุ่มคนที่กำลังมุมดูเข้าประชิดร่างของผู้ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ที่พื้น
ผู้ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ที่พื้นเป็ชายวัยกลางคนร่างกายอ้วนท้วนแต่งกายดูดีเขานอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้าที่แดงเขียวไม่ค่อยสู้ดีนัก
ลู่หยางมองเห็นท่าทางภายนอกของคนผู้นี้รู้ได้ในทันทีเลยว่าเส้นชีพจรของเขากำลังติดขัดภายในร่างกายเืลมกำลังหมุนเวียนไม่เป็จังหวะเช่นเดียวกับลมหายใจที่ตอนนี้ไม่สม่ำเสมอ
“ !!!! ”
จบบท