คนที่ลงมาจากรถพร้อมกับเด็กสาวคนนั้นคือชายหนุ่มในชุดป้องกันสีเงิน
เขาไว้ผมสั้นร่างกายบึกบึนกำยำ ใบหน้าเหลี่ยมดูเคร่งขรึมไม่ยอมยิ้มแย้ม
ั้แ่ลงรถมาเขาก็ไม่ได้ปริปากพูดเลยสักคำเพียงแค่กวาดสายตามองทุกคนในที่แห่งนั้นแรงกดดันไร้เสียงก็แผ่ซ่านออกมาจนทุกคนรู้สึกอึดอัด
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามอีกคน!แถมกระแสพลังเืยังดูจะสูงที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดที่นี่เสียด้วย
“ฉันชื่อเจียงจืออวี๋ค่ะพ่อของฉันคืออาจารย์เจียงอวิ๋นลู่จากคณะควบคุมสัตว์อสูรสุ่ยมู่ฉันเคยเห็นรุ่นพี่ซินกับรุ่นพี่จางในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่มาก่อน”
เจียงจืออวี๋เอ่ยปากอธิบายออกมาประโยคหนึ่ง
แต่ประโยคนี้เองที่ทำให้ไป๋ฉางเซิงถึงกับต้องเอียงคอหันไปมองเธอ
อาจารย์คณะควบคุมสัตว์อสูรสุ่ยมู่อะไรกัน?เคยเห็นที่สุ่ยมู่อะไรกัน?
ทั้งประโยคนี้นอกจากชื่อที่ตรงกับพ่อเจียงแล้ว ที่เหลือไม่มีคำไหนเป็ความจริงเลยสักนิด
ทว่าสองคนตรงหน้าดูเหมือนจะไม่ติดใจสงสัยหญิงสาวแซ่ซินพยักหน้าพลางครุ่นคิด
“ที่แท้ก็รุ่นน้องเจียงนี่เอง”
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
ไป๋ฉางเซิงถึงกับอึ้งคำพูดที่เขาดูยังไงก็เห็นช่องโหว่เต็มไปหมดไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะเชื่อลงจริงๆ
คนที่รู้สึกแบบเดียวกับไป๋ฉางเซิงไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว
แต่รวมไปถึงเ้าพวกผมทองทั้งห้าคนนั่นด้วย
พอเห็นว่าเจียงจืออวี๋รู้จักกับผู้หญิงคนนี้จริงๆพวกมันก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ที่ร้ายกว่านั้นคือพ่อของเธอเป็ถึงอาจารย์ในคณะควบคุมสัตว์อสูรสุ่ยมู่อย่างนั้นหรือ
หากคำพูดนี้หลุดมาจากปากเจียงจืออวี๋ฝ่ายเดียวพวกมันคงไม่เชื่อเท่าไหร่ แต่ตอนนี้คำพูดนั้นได้รับการรับรองจากผู้หญิงคนนั้นแล้วพวกมันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเชื่อ
ข่มเหงรังแกลูกสาวอาจารย์สุ่ยมู่ในทุ่งร้างงั้นเหรอ?
ถ้าตาแก่นั่นรู้เข้าสิ่งที่รอพวกมันอยู่คงเป็การตามล่าสังหารอย่างไม่จบไม่สิ้นแน่นอน!
ทั้งห้าคนสบตากันก่อนจะค่อยๆ ถอยร่นไปทางรถของพวกมันอย่างเงียบเชียบ
ทว่าการกระทำของพวกมันย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนอื่นในสนามไปได้
เจียงจืออวี๋เหลือบมองไปทางนั้นแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันเคยได้ยินพ่อพูดถึงบ่อยๆว่ารุ่นพี่จางสิงและรุ่นพี่ซินซวงจากคณะวิถียุทธ์พลังเืเป็คนเที่ยงธรรมทนเห็นเื่อยุติธรรมไม่ได้ที่สุด”
“คนห้าคนนี้ ชิงแหวนมิติของฉันไปค่ะ”
“หวังว่ารุ่นพี่จางกับรุ่นพี่ซินจะเห็นแก่ที่เรามาจากสุ่ยมู่เหมือนกันช่วยทวงคืนให้ฉันด้วยนะคะ”
เจียงจืออวี๋ชี้นิ้วไปที่เ้าพวกผมทองทั้งห้าคำพูดของเธอช่างฉะฉานและเด็ดขาด
ทว่าทันทีที่คำนี้หลุดออกมาทั้งห้าคนนั้นก็หน้าถอดสีทันที
ให้ตายเถอะพวกมันก็แค่เห็นสาวสวยแล้วเกิดอารมณ์ชั่ววูบใครจะไปรู้ว่าจะดันมาแหย่รังแตนพวกคนจากสุ่ยมู่เข้า
แต่ตอนนี้จะมาพูดเสียใจก็สายไปแล้วปัญหาคือจะเอาตัวรอดไปยังไงดี
“พูดบ้าอะไรของเธอ! เธอเป็คนเต็มใจให้พวกเราเองชัดๆแล้วทำไมตอนนี้กลายเป็พวกเราชิงแหวนมิติไปได้ล่ะ?”
“แม่หนูหน้าตาก็สวยนะ ไม่น่ามาพูดจาใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้เลย”
ถ้าเป็ไปได้พวกมันย่อมไม่อยากปะทะกับคนจากสุ่ยมู่สองคนนั้นตรงๆแม้ว่าจนถึงตอนนี้สองคนนั้นจะยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะช่วยเจียงจืออวี๋เลยก็ตาม
เมื่อเห็นทั้งสองคนยังคงนิ่งเฉยแม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
ถ้าเลือกได้เขาอยากจะเตือนเจียงจืออวี๋เหลือเกินว่า ในเมื่อเ้าพวกนั้นกำลังจะไปแล้วก็ปล่อยพวกมันไปเถอะ การแอบอ้างชื่อคนอื่นแบบนี้ถ้าเกิดความแตกขึ้นมาจะกลายเป็เสียมากกว่าได้เพราะเธอก็ไม่ใช่ลูกสาวอาจารย์สุ่ยมู่จริงๆ เสียหน่อย
ทว่าเขาเตือนไม่ได้และเจียงจืออวี๋เองก็ไม่มีท่าทีจะถอยแม้แต่นิดเดียว
บรรยากาศในสนามเริ่มตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนชั่วขณะ
แต่ในวินาทีต่อมาซินซวงก็เปิดปากพูดขึ้น
“พวกนายน่ะ เอาของของรุ่นน้องฉันคืนมาซะดีๆ”
น้ำเสียงเ็าดังขึ้นสีหน้าของเ้าพวกผมทองเปลี่ยนไปทันควัน ยัยผู้หญิงคนนี้จะสอดมือมายุ่งจริงๆหรือนี่!
“ซินซวง ของที่ไม่ได้เอาไป จะให้พวกเราคืนอะไร?”
“ทำไม? ทุกอย่างต้องเป็ไปตามที่พวกเด็กสุ่ยมู่พูดงั้นเหรอ?”
“คิดจะหาข้ออ้างส่งเดชมาต้มตุ๋นพวกเราหรือไง?”
เ้าผมทองที่เป็หัวหน้าพยายามจะแก้ตัวต่อแต่ยังไม่ทันขาดคำ ซินซวงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็วางมือลงบนมีดสั้นทันที
“นักศึกษาสุ่ยมู่ไม่ได้เลวระยำแบบพวกนาย แต่ก็ใช่ว่าใครจะมาข่มเหงได้ง่ายๆ”
“ในเมื่อไม่อยากคืนดีๆงั้นก็ลองดูว่าพวกนายจะรักษาแหวนมิตินั่นไว้ได้รึเปล่า”
คำพูดของซินซวงทำให้เ้าพวกผมทองตื่นตัวถึงขีดสุดราวกับเจอศัตรูคู่อาฆาต
แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามเพียงสองคนและฝั่งพวกมันเองก็มีพลังรบไม่ด้อยไปกว่ากัน
แต่ลำพังแค่คำว่า‘สุ่ยมู่’ สองคำนี้ก็อธิบายได้ทุกอย่างแล้วถึงจะเป็ระดับสามเหมือนกัน แต่ระดับมันต่างกัน
“ซินซวง อย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”
“อย่างมากก็แค่สู้กันสักตั้ง พวกเธอเองก็ไม่ได้เปรียบนักหรอก”
“แต่คิดดูให้ดีนะ แค่เพราะแหวนมิติวงเดียวถ้าเกิดมันทำให้เื่หลังจากนี้ต้องล่าช้าไป มันจะคุ้มไหม”
หัวหน้าผมทองพยายามจะเกลี้ยกล่อมต่อแต่ซินซวงกลับชักมีดสั้นทั้งสองเล่มออกมาแล้ว
ไม่ใช่แค่เธอแม้แต่จางสิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สะบัดมือเรียกหอกยาวโลหะผสมยาวออกมาเช่นกัน
ตัวหอกสีเงินปลาบทอประกายเย็นเยียบ ที่โคนด้ามสลักอักขระคำว่า ‘หลงอิ๋น’เอาไว้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหอกเล่มนี้มูลค่ามหาศาลแน่นอน
เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามเรียกอาวุธออกมาพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อต่อให้หัวหน้าผมทองจะเจ็บใจแค่ไหน ตอนนี้มันก็ต้องคำนวณถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
หลังจากเงียบไปสองวินาทีในที่สุดไอ้หมอนี่ก็ยอมเหวี่ยงแหวนมิติคืนให้เจียงจืออวี๋
“แค้นในวันนี้ ทีมอัคคีล้างผลาญของฉันจะจำไว้”
“พวกแกคอยดูไว้ให้ดี!”
“พวกเราไป!”
แม้สถานการณ์จะบังคับให้ต้องคืนแหวนอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่คำขู่ตามมารยาทก็ยังต้องมี
ทว่าไป๋ฉางเซิงกลับจดจำชื่อ‘ทีมอัคคีล้างผลาญ’ และหน้าตาของพวกเ้าผมทองทั้งห้าคนนี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ
เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษที่จะมายิ้มให้อภัยกับความแค้นที่เกิดขึ้นได้ความแค้นไหนที่ต้องชำระ เขาก็จะจดเอาไว้
เขามองตามจนรถของพวกมันขับจากไปครั้งนี้เจียงจืออวี๋ไม่ได้เอ่ยปากขัดขวางอีก
เมื่อมั่นใจว่าทั้งห้าคนไปไกลแล้วเจียงจืออวี๋จึงหันมาประสานมือขอบคุณซินซวงและจางสิง
“ขอบคุณรุ่นพี่ซินและรุ่นพี่จางมากค่ะที่ช่วยพูดให้ไม่อย่างนั้นเื่วันนี้คงจบไม่สวยแน่”
มีดสั้นถูกเก็บเข้าฝักหอกยาวถูกเก็บเข้าแหวนมิติแต่สายตาที่ทั้งสองคนมองเจียงจืออวี๋กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ
สุดท้ายเป็ซินซวงที่เริ่มถามก่อน“รุ่นน้องเจียง ทุ่งร้างนี่ไม่ใช่ที่ที่คนจะมาเดินเล่นได้ง่ายๆ นะเธอบุ่มบ่ามออกมาแบบนี้ อาจารย์เจียงไม่ได้ห้ามไว้เหรอ?”
เจียงจืออวี๋ส่ายหน้าพลางตอบ“ตอนแรกตั้งใจแค่จะมาฝึกฝนเพลงหอกน่ะค่ะเลยปิดบังเื่นี้กับพ่อไว้”
“ไม่นึกเลยว่า อยู่ใกล้กับเมืองผู้ฝึกยุทธ์ขนาดนี้ยังจะเจอทีมที่กล้าปล้นกันกลางแดดแสกๆ แบบนี้”
เจียงจืออวี๋รู้ดีว่าในทุ่งร้างนั้นใจคนยากแท้หยั่งถึงแต่เธอก็ไม่คิดว่ามันจะประจวบเหมาะขนาดนี้ แถมอีกฝ่ายยังกล้าดีเดือดมากด้วย
ถ้าไม่ได้เจอพวกซินซวงสองคนนี้เกรงว่าวันนี้เธอคงต้องสู้ตายกับทีมผู้ฝึกยุทธ์นั่นอย่างแน่นอน
“แล้วเธอตั้งใจจะทำยังไงต่อ?”
ซินซวงเอ่ยถามอีกประโยค:
“จะกลับไป หรือจะฝึกฝนอยู่ที่นี่ต่อ?”
“การฝึกเพลงหอกยังห่างไกลจากเป้าหมายมากค่ะถ้ากลับไปตอนนี้คงไม่ได้ความคืบหน้าอะไร” เจียงจืออวี๋นิ่งคิดอยู่สองวินาทีก่อนจะพูดต่อ“ไม่ทราบว่ารุ่นพี่ซินกำลังจะไปไหนกันคะพอจะให้ฉันกับสัตว์เลี้ยงิญญาตัวนี้ติดตามไปด้วยได้ไหม?”
ั้แ่ซินซวงและพวกปรากฏตัวท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของทีมอัคคีล้างผลาญ รวมถึงบทสนทนาหลังจากนั้นทำให้พอจะคาดเดาได้เลือนลางว่าแถวนี้คงมีเื่ใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นไม่อย่างนั้นคงไม่ดึงดูดผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามให้มารวมตัวกันมากขนาดนี้
จุดนี้แม้แต่ไป๋ฉางเซิงยังมองออกมีหรือที่คนเ้าเล่ห์อย่างเจียงจืออวี๋จะมองไม่ออก
แต่สิ่งที่ไป๋ฉางเซิงคิดไม่ถึงก็คือ เจียงจืออวี๋คิดจะเข้าไปยุ่งกับเื่นี้ด้วยนี่สิ