ฉันไม่คิดว่าจะเจอเขาอีก รุ่นพี่ที่ฉันเคยแอบมองจากห้องเรียนฝั่งตรงข้าม หลังเลิกเรียน ฉันแวะร้านกาแฟเล็ก ๆ หน้าประตูโรงเรียน
กลิ่นเอสเปรสโซ่ยังไม่ทันลอยจาง พี่เท็นก็เดินสวนเข้ามาในร้าน เขาไม่เปลี่ยนเลย… ยังใส่เชิ้ตพับแขนขึ้นเหมือนเดิม รอยยิ้มสุภาพแบบที่เคยทำให้ฉันเผลอมองนานเกินพอดี นี่ก็กว่าสามปีแล้วนะที่พี่เท็นจบไป แต่ก็กลับมาช่วยงานโรงเรียนทุกปี
“หลินใช่ไหม… ม.6/2” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น
“…พี่จำได้ด้วยเหรอคะ” หลินหันไปมอง
“ไม่ลืมหรอก เด็กคนนั้นที่ชอบมานั่งริมหน้าต่างตอนชมรมศิลป์เลิก” เขาหรี่ตามองฉัน ยิ้มบางๆ
“รู้ตัวหรือเปล่าว่าสายตาหลิน... แสดงออกชัดมากนะ” พี่เท็นเอ่ยขึ้น
หัวใจฉันเต้นเร็วเหมือนตอนวิ่งรอบสนาม แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงนกหวีด มีแค่เสียงหัวใจของฉันเองที่สะท้อนอยู่ในหู หลังจากกาแฟหมดถ้วย พี่เท็นชวนฉันเดินย้อนกลับเข้าโรงเรียน
“ไปดูห้องศิลป์หน่อยไหม… ยังไม่ได้เก็บของเลย” พี่เท็นพูดขึ้น ฉันพยักหน้า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ใช่ของที่ต้องเก็บ แต่เป็ “ความรู้สึก” ที่เขาตั้งใจจะเปิดในห้องศิลปะ…
ประตูไม้เปิดออกอย่างแ่เบา แสงจากบานหน้าต่างเยื้องตะวันกระทบโต๊ะวาดอย่างพอดิบพอดี กลิ่นสีน้ำมันเก่า ๆ ผสมกลิ่นไม้ สะท้อนความทรงจำที่ฉันเคยมีต่อที่นี่… และต่อคนตรงหน้า เขาวางกระเป๋าลง เดินไปเปิดพัดลมเพดานแล้วหันกลับมามองฉันเต็มตา
“ตอนนั้น...พี่รู้ ว่าหลินแอบชอบ”
“แต่ถ้าจะให้ชอบกลับ ทั้ง ๆ ที่หลินเพิ่ง ม.3 พี่ก็ยังไม่กล้า”
“แล้วตอนนี้ล่ะคะ?”
เขาไม่ตอบ แต่ขยับเข้ามาใกล้พอให้ได้ยินเสียงลมหายใจ พี่เท็นเอื้อมมือแตะปลายผมฉันที่เปียกนิด ๆ จากอากาศร้อน ปลายนิ้วเขาไล้ผ่านข้างแก้ม ก่อนจะวางเบา ๆ ที่ท้ายทอยฉัน ลำแขนแข็งแรงข้างหนึ่งโอบเอวฉันแน่นขึ้นช้า ๆ ก่อนที่ริมฝีปากเขาจะโน้มเข้าหา แทนคำตอบที่ฉันรอฟังมาหลายปี
หลังฉันชนกับขอบโต๊ะวาดภาพ มือพี่เท็นวางลงที่ขอบเอว ราวกับกำลังขึ้นโครงภาพที่ต้องวางสมดุล ลมหายใจเขาอุ่นจัด เมื่อลากริมฝีปากผ่านต้นคอ และปลายนิ้วที่ััแผ่นหลังฉัน ก็เหมือนกำลังสเก็ตช์เส้นแรกบนผืนผ้าใบเปล่า ฉันสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว… แต่เพราะรู้ว่า เย็นนี้ จนค่ำร่างกายฉันจะ “ถูกวาด” โดยมือของศิลปินคนแรก
เสื้อยูนิฟอร์มของฉันหลุดจากไหล่ คลี่ลงช้า ๆ บนพื้นห้องเงียบ ๆ เหมือนเศษสีที่ร่วงจากจานผสม… ไม่มีเสียง ตามด้วยบราตัวเก่งที่หล่นตามลงไป แต่เปลี่ยนทั้งบรรยากาศ ฉันถูกผลักให้นอนราบไปบนโต๊ะ แผ่นหลังฉันัักับผิวโต๊ะไม้ที่ยังอุ่นแดด เนินอกและปลายยอดชูชันแม้ยังไม่ถูกัั ปลายนิ้วเขาไล้ลงจากไหล่ไปจนถึงแนวสะโพก พี่เท็นก้มลงขบเม้มเบาๆ ที่ยอดทั้งสองข้าง มือค่อย ๆ ควานเลื่อนล้ำจากชายกระโปรงขึ้นไปตามเรียวขาจนถึงรอยแยก
ไม่มีคำพูดใด… จากพี่เท็น มีเพียงแรงกดและกรีดเบา ๆ ลงบนเนินและรอยแยก ราวกับกำลังระบายสีลงบนผืนผ้าใบที่รอััแรก
ลมหายใจของเขาััแ่เบาที่กลางหน้าอกฉัน และก่อนที่ฉันจะได้หลับตาอย่างเต็มที่ ริมฝีปากเขาก็กดแนบลงบนเนินอก
มือของเขาเคลื่อนขึ้นลงที่ต้นขาด้านในลูบขึ้นลงอย่างระวัง เหมือนกลัวว่าผืนผ้านั้นจะขาด ฉันขยับสะโพกเล็กน้อย ไม่ใช่เพื่อหลบ…
แต่เพื่อให้เขาเข้าใจว่า ฉันพร้อมให้ “วาด” ต่อ พี่เท็นเริ่มใช้นิ้วตวัดวาดลวดลายลงบนรอยแยกและล้ำลึกไปถึงภายใน จากนิ้วเป็สองนิ้ว และเร่งขึ้น
จังหวะในห้องศิลป์เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เสียงหายใจหนัก ๆ ของฉัน แรงสั่นจากโต๊ะที่เคลื่อนเล็กน้อยทุกครั้งที่ฉันกระตุกรับความรู้สึกจากนิ้วของพี่เท็น และเสียงลมหายใจฉันเปลี่ยนจากช้า…เป็สั่น พี่เท็นเลื่อนใบหน้าลงต่ำเหมือนจะสำรวจผืนผ้าที่ได้เริ่มลงสี คราวนี้เขาใช้ปากและลิ้นวาดแต่งแต้มไปทั้งทั้งผืนผ้าจนฉันสะท้าน มือฉันขยุ้มผมของพี่เท็นและกดแนบกับรอยแยกนั้น เหมือนไม่อยากให้หยุดวาดอีกเลย ฉันไม่รู้ว่ามันผ่านไปนานแค่ไหน จนพี่เท็นเป็ฝ่ายหยุดและเปลี่ยนวิธีวาดอีกครั้ง
พู่กันส่วนตัวของพี่เท็นตรงสวยและอวบอิ่ม ค่อย ๆ แทรกผ่านรอยแยกของผืนผ้าเข้าไปในตัวฉันทีละน้อยจนสุด ฉันคิดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงมองหน้าเขา แต่ในหัวมีเพียงภาพของเขาที่โน้มตัวลงมา มีเพียงกล้ามแขนที่ล้อมตัวฉันไว้แน่น และปลายลิ้นที่ลากผ่านผิวอย่างช้า ๆ พร้อมไปกับพู่กันที่วาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในร่างกายฉัน จนร่างกายฉันจดจำเส้นทางนั้นได้โดยไม่ต้องหลับตา และเมื่อการแต่งแต้มใกล้จบ พี่เท็นเร่งจังหวะการวาดจนเสียงโต๊ะเลื่อนดังขึ้น และสีจากปลายพู่กันของเขาก็ไหลเปรอะผืนผ้านี้อย่างมากมาย
พี่เท็นก้าวมาทางที่ศีรษะของฉัน และทันก่อนที่เขาจะพูดอะไร ฉันจับพู่กันที่ยังตรงตระหง่านนั้นมาทำความสะอาดจนเกลี้ยง พี่เท็นปล่อยให้ฉันทำเช่นนั้นอยู่สักพัก พร้อมกับนิ้วมือที่ลงไปช่วยฉันที่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังวาดภาพไม่เสร็จ แล้วเขาก็เริ่มวาดภาพบนผืนผ้ารอบที่สองให้กับฉัน และคราวนี้เราก็วาดภาพเสร็จพร้อมกันในค่ำคืนนี้
บางครั้งการวาดภาพที่ดีที่สุด อาจไม่ต้องใช้พู่กัน แต่ใช้ร่างกายสองร่างแทนเส้น ใช้เสียงหอบแทนสี
และใช้ค่ำคืนหนึ่ง… แทนบทเรียนของห้องศิลป์แห่งนี้