ตื๊ด...ตื๊ด...
“สวัสดีครับฉัตรภูมิครับ”
ปลายสายกรอกเสียงลงมา
“เดี๋ยวนี้พูดเป็ทางการจังเลยนะวิศวกรใหญ่”
นรธิปกลั้วหัวเราะ
“มึงเองหรือเน? ร้อยวันพันปีจะโทรศัพท์มาถึงเพื่อนเก่า พอดีกูกำลังคุมงานอยู่ เสียงอาจจะดังไปหน่อยนะ”
จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่าเขาได้ยินเสียงเครื่องจักรเล็ดลอดออกมาจากลำโพงของโทรศัพท์
“แล้วมึงมีอะไรโทรศัพท์มาป่านนี้ จำได้ว่าั้แ่เรียนจบไป ก็ไม่ได้ติดต่อมาเลยนี่หว่า”
“พอดีกูได้รับงานจากลูกค้าคนหนึ่ง...”
เสียงที่พูดออกไปเย็นเยียบเสียจนฉัตรภูมิรู้สึกสงสัย
“ลูกค้า?” ปลายสายทวนคำ “ก็ดีสิวะ แล้วทำไมทำเสียงอย่างนั้นว่าแต่ครูพรรณวรินทร์เป็อย่างไรบ้าง ? ไม่ได้กลับไปเยี่ยมเลย”
ชื่อของบุคคลที่ฉัตรภูมิเอ่ยถึงทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปไม่แปลกที่ฉัตรภูมิจะถามถึงหล่อน เพราะฉัตรภูมินี่แหละที่รู้ว่าเขากับหล่อนมีความรู้สึกที่ ‘พิเศษ’ ต่อกันอย่างไร
“ก็ครูนั่นแหละ”
นรธิปตอบออกไปได้ยินเสียงผู้ฟังตอบกลับมาในทันที
“ว่าอะไรนะครูพรรณวรินทร์น่ะหรือ ?”
“เออแต่กูไม่อยากทำงานนี้ แถมยังต้องมาอยู่บ้านครูอีก ให้มันได้อย่างนี้สิมึง”
“ไอ้เนอย่าบอกว่ามึงเชื่อคำพูดของยัยพวกนั้น กูขอบอกเลยว่ามันไม่จริง มึงฟังกูให้ชัดครูเขารักมึงมากนะ ตอนแรกกูนึกว่ามึงจะได้สมหวังแล้วเสียอีก”
ว่าจะพูดแค่สั้นๆ แต่ฉัตรภูมิก็อดไม่ได้ที่จะ ‘สั่งสอน’ อีกฝ่ายนรธิปเงียบไป ไม่ใช่ไม่รู้ว่าจะพูดต่ออย่างไรแต่เป็เพราะเขากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้กรอบแว่นเคร่งเครียดสถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน
“เอาล่ะกูไม่รบกวนมึงแล้วแค่นี้ก็แล้วกัน”
สุดท้ายก็เป็เขาเองที่เป็ฝ่ายตัดบทเสียดื้อๆ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจถูกฉัตรภูมิซักถามอะไรไปมากกว่านี้ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต้องมาตอบคำถามของใครต่อใครเสียด้วย
การทำงานของนรธิปเริ่มต้นด้วยการออกแบบรายละเอียดคร่าวๆ ตามความ้าของพรรณวรินทร์ซึ่งเื่นี้ท่านหญิงกนกวดีเองไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายเลยแม้แต่น้อย
“จดทันหรือเปล่า? ที่ฉันบอกเมื่อสักครู่นี้”
หญิงสาวเอ่ยถามถึงอย่างไร สำหรับชายหนุ่มแล้วคำถามของหล่อนก็ดูจะเป็คำถามที่ ‘ครู’ มักชอบใช้กับ ‘ลูกศิษย์’เสียจริง ๆ
มือที่กำลังเขียนแบบลงในกระดาษแผ่นใหญ่ยังคงเขียนต่อไปดวงตาภายใต้กรอบแว่นยังคงจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจตอบคำถามของหล่อนสักนิด
พรรณวรินทร์ลอบมองเสี้ยวหน้าของเขาด้วยความรู้สึกที่เรียกได้ว่าทั้งน้อยใจและเสียใจหลายครั้งที่เขาแสดงท่าทีออกมาว่า ‘รังเกียจ’ จนถึงขนาดไม่อยากพูดกับหล่อน
...นี่หล่อนทำอะไรผิดมากเลยอย่างนั้นหรือ?
“เธอรังเกียจฉันมากจนถึงกับไม่อยากจะพูดกับฉันสักคำเลยใช่ไหม ?”
คราวนี้มือที่กำลังเขียนแบบหยุดชะงักลงนรธิปเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ ั์ตาคมมองสบตาหล่อนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยว่า
“ผมไม่ได้รังเกียจหรอกแต่ผม ‘ขยะแขยง’ ! แล้วก็อีกอย่างคือตอนนี้ผมต้องใช้สมาธิครับหวังว่าคุณหญิงคงจะเข้าใจ”
...คำพูดของเขาทำให้หล่อนแทบจะน้ำตาร่วง
‘ขยะแขยง’
เขาพูดคำนี้ออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำและหล่อนเองก็เชื่อว่าผู้พูดรู้สึกเช่นนั้นจริง
หลังจากนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไรนอกเหนือจากอธิบายเกี่ยวกับแบบบ้านที่ตนเอง้าเท่านั้นคำพูดของเขาเพียงคำเดียวทำให้หล่อนจุกจนพูดอะไรไม่ออกซึ่งชายหนุ่มเองก็เหมือนจะรู้สึกได้ แต่ถึงกระนั้น ผู้เป็สถาปนิกก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อไป...แต่ก็ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะอยู่กับร่องกับรอยนัก
ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดงานของวันนี้ก็สิ้นสุดลง นรธิปลุกขึ้นจากเก้าอี้แทบจะทันทีด้วยไม่อยากอยู่สนทนากับเ้าของบ้านเท่าใดนัก พรรณวรินทร์มองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไร
...หล่อนเข้าใจดีแล้วถึงอย่างไรเขาก็คงจะ ‘เกลียด’ หล่อนจริง ๆ
แต่ดูเหมือนอะไรๆ จะไม่เป็ไปตามที่สถาปนิกหนุ่ม้า เมื่อ ชณภพ เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยม ฯ ปลายอีกคนหนึ่งของเขาก้าวเข้ามาในบ้านพร้อม ๆ กับฉัตรภูมิ วิศวกรหนุ่มผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์นั่นเอง
“สวัสดีครับคุณหญิง”
ชณภพยกมือขึ้นไหว้ทักทายหล่อนอย่างนอบน้อมซึ่งฉัตรภูมิเองก็ทำเช่นเดียวกัน ฝ่ายชณภพนั้นหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ก็ได้เข้าศึกษาต่อในด้านเกี่ยวกับมัณฑศิลป์ คาดว่าตอนนี้คงจะประกอบอาชีพเป็มัณฑนากรซึ่งแน่นอนว่าทำงานอยู่คนละที่กับเขา
“ภพมาได้อย่างไรกันจ๊ะ ? ปกติไม่เห็นค่อยจะแวะมาเยี่ยมกันเลย”
ใบหน้าสวยส่งรอยยิ้มให้กับชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็‘หลานชายแท้ ๆ’ ของตนชณภพถอดรองเท้าก่อนจะเดินมานั่งลงข้าง ๆ หล่อน
“พอดีผมได้พบกับฉัตรภูมิโดยบังเอิญครับเห็นเขาบอกว่าอยากจะแวะมาเยี่ยมคุณหญิงเสียหน่อย...”
“เอ้อ...ครับ ั้แ่จบ ม.6 ไป ผมไม่เคยได้กลับมาเยี่ยมครูเลยเ้าภพบอกว่าครูลาออกจากราชการแล้ว วันนี้ผมก็เลยแวะมาเยี่ยมครับ”
ฉัตรภูมิเอ่ยอย่างตะกุกตะกักั์ตาหันไปมองทางนรธิปแวบหนึ่ง สังเกตเห็นใบหน้าหล่อเหลาอีกฝ่ายหรี่ตาลงเล็กน้อยเป็เชิงให้เขาพูดต่อไป
“แล้วผมเองก็ได้ข่าวว่าเ้าเนมาทำงานให้ครูที่นี่ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็โอกาสดีที่จะได้พบซี้เก่าด้วยครับ”
พรรณวรินทร์จำได้ดีทีเดียว
ฉัตรภูมิ...เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของนรธิป ทั้งสองมีลักษณะภายนอกที่คล้ายกันมาก ทั้งทรงผมการแต่งตัว บุคลิกท่าทาง จะผิดกันก็ตรงที่ฉัตรภูมินั้นมีใบหน้าที่ดูสุขุมนุ่มลึกและเป็ผู้ใหญ่กว่า รวมทั้งไม่ได้สวมแว่นตา
ส่วนชณภพหลานชายของหล่อนนั้นเป็คนผิวขาวบุคลิกโดยทั่วไปก็เป็คนขี้เล่นมาั้แ่สมัยเป็เด็กตัวน้อย ๆ ที่พี่สาวของหล่อนมักจะพามาเล่นที่บ้านหลังนี้เป็ประจำจนกระทั่งผู้เป็พี่สาวได้งานใหม่ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศนี่แหละทำให้การติดต่อก็ดูเหมือนจะห่างหายกันไปซึ่งท่านหญิงกนกวดีผู้เป็แม่เองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าใดนัก
“อย่างนั้นหรือจ๊ะแค่แวะมาเยี่ยมกัน ครูก็ดีใจมากแล้วล่ะ”
ใบหน้าสวยยิ้มทั้งตาและปากเป็รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้รับจากหล่อนอีกเลยนับั้แ่เรียนจบมานรธิปมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูก เขาทั้งเกลียดหล่อนขยะแขยงหล่อน
และสุดท้ายก็คือ...เขารู้สึกอิจฉาฉัตรภูมิ!
“ว่าแต่มึงเถอะเนอยู่ที่นี่ก็ดูแลครูพรรณวรินทร์ให้ดี ๆ ด้วยล่ะ กูเองก็งานยุ่งคงจะไม่ได้ปลีกตัวมาได้บ่อย ๆ หรอก”
ประโยคนี้ฉัตรภูมิพูดกับนรธิปใบหน้าหล่อเหลาของสถาปนิกหนุ่มไม่แสดงอารมณ์อะไรทั้งสิ้นั์ตาคมภายใต้กรอบแว่นเสมองออกไปยังประตูด้านหน้า โดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไร
“นรธิปเขาคงจะไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่เท่าไหร่อย่าไปรบกวนเขาเลยจ้ะ อีกหน่อยเขาก็จะหมั้นแล้ว เขาต้องคอยดูแลคู่หมั้นของเขา...”
คำพูดของหญิงสาวทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงหันขวับมาแทบจะในทันทีใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด ั์ตาคมจ้องมองหญิงสาวที่มองตอบเขาด้วยแววตาตัดพ้อั์ตาคู่สวยสั่นระริก แต่เ้าตัวก็ยังพยายามฝืนปรับสีหน้าให้เป็ปกติที่สุด เพื่อไม่ให้อีกสองคนที่นั่งอยู่ในที่นี้สังเกตเห็น
“อะไรนะครับ? ไอ้เนจะหมั้น... กับใคร ?”
ประโยคหลังฉัตรภูมิเอ่ยถามชายหนุ่มซึ่งเ้าตัวก็ตอบเรียบ ๆ แค่ว่า
“เดี๋ยวก็รู้เองล่ะน่า”
บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดฝ่ายชณภพซึ่งสังเกตเห็นท่าทีแปลก ๆ ได้จากผู้เป็น้าสาวของตนจึงเอ่ยถามออกมาในสิ่งที่ตนสงสัย
“ว่าแต่คุณหญิงเถอะครับที่จริงแล้วบริษัทรับเหมาที่ผมทำงานอยู่ ก็มีสถาปนิกเก่ง ๆ หลายคนไม่เห็นจำเป็ต้องไปจ้างนรธิปเลยนี่ครับ”
พรรณวรินทร์ไม่ตอบร่างบอบบางยังคงนิ่งเงียบ ซึ่งนั่นเองก็ถือเป็การเปิดโอกาสให้ชณภพเอ่ยคำพูดต่อไป
“หรือเป็เพราะว่านรธิปเขามีอะไร‘พิเศษ’ คุณหญิงถึงได้...”
สถาปนิกหนุ่มไม่อดทนอีกต่อไปนรธิปลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้าหล่อเหลาหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่เป็มิตรก่อนจะลุกออกจากที่นั่งไป โดยอ้างว่าจะรีบไปทำงานต่อให้เสร็จชณภพกับเขาไม่ค่อยถูกชะตากันมาั้แ่สมัยเรียนแล้วซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ตอนนี้ก็เช่นกัน
“ผมเองก็คงต้องขอตัวก่อนล่ะครับครูตอนเย็น ๆ ต้องไปคุมงานอีกที่หนึ่ง”
ฉัตรภูมิกล่าวลาหล่อนอีกคนซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ชณภพผู้เป็หลานชายก็ขอตัวกลับเช่นกันสถานการณ์จึงกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
ร่างบอบบางเดินตามสถาปนิกหนุ่มขึ้นไปบนชั้นสองมือเรียวยกขึ้นเคาะประตูเบา ๆ ก่อนจะหมุนลูกบิดเข้าไป
นรธิปซึ่งนั่งเขียนแบบอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือหันกลับมามองหล่อนทันที
“คุณมีอะไรจะชี้แนะอีกไหม? ถ้าไม่มีล่ะก็ขอผมอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ผมต้องใช้สมาธิ”
พรรณวรินทร์ไม่พูดอะไรหญิงสาวเดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ จากนั้นจึงทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งเสียงหวานเอ่ยพึมพำเบา ๆ
“ต้องขอโทษแทนชณภพด้วยที่หลานชายของฉันเสียมารยาท...”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยตอบ
“ชณภพ...หมอนั่นไม่ถูกกับผมมาั้แ่สมัยเรียนแล้ว แต่สิ่งที่มันพูดผมเองก็คิดอยู่เหมือนกัน มันน่าแปลกนะ ทั้ง ๆที่บริษัทรับเหมาที่เ้าชณภพทำงานอยู่ ก็ออกจะมีชื่อเสียงไม่ใช่น้อย...”
หญิงสาวก้มหน้ามองพื้นด้วยไม่กล้าสบตาผู้ถาม นรธิปวางดินสอลง ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้
“พูดกับไอ้ฉัตรมันคงจะดีกว่าพูดกับผมมากเลยสินะ ถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เสียขนาดนั้น”
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างนี่เขากำลังจะมาไม้ไหน !?
“ใช่ ! ฉัตรภูมิเขาไม่เหมือนเธอที่ไม่ยอมโตสักที เธอถึงได้ไม่เคยเข้าใจฉันเลย !”
หยาดน้ำตาไหลรินลงบนแก้มเนียนใสร่างบอบบางสะอื้นจนตัวโยน ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ก่อนที่จะตะคอกออกไป
“คุณไม่ต้องมาทำสำออยกับผมหรอกอยากจะร้องก็ร้องไป คนอย่างผมไม่มานั่งปลอบคุณหรอกนะ ! แต่ถ้าอยากจะเรียกร้องความสนใจล่ะก็มันก็ไม่แน่...”
ร่างสูงทอดสายตามองหล่อนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าพรรณวรินทร์รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปในน้ำเสียงของผู้พูดหญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ประตูห้อง แต่ก็ช้ากว่าเขาเมื่อชายหนุ่มรวบตัวหล่อนเอาไว้
ร่างบอบบางใจเต้นระรัวเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น นรธิปซึ่งบัดนี้โตเป็หนุ่มอย่างเต็มที่ไม่ใช่เด็กน้อยเหมือนอย่างวันวาน นี่เขากำลังทำให้หัวใจของหล่อนสั่นไหว !
“เน...”เสียงหวานเอ่ยชื่อของเขา
นรธิปจ้องมองหล่อนนิ่งๆ ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้...
และแล้วสิ่งที่พรรณวรินทร์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มก้มลงจุมพิตบนริมฝีปากบางของหล่อน น่าแปลกที่จุมพิตของเขาช่างแ่เบาอ่อนหวาน และเรียกร้องเสียจนหล่อนยอมให้เขาทำตามใจแขนทั้งสองข้างยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังของเขาเอาไว้ด้วยความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่โอบกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แน่น เืหนุ่มในกายเขากำลังเดือดพล่านเมื่อได้ััร่างบอบบางอย่างแนบชิดเช่นนี้
ร่างสูงไม่หยุดอยู่แค่นั้น...
สำหรับตอนนี้ไม่มีความรู้สึกอื่นใดอีกแล้วสำหรับสถาปนิกหนุ่มจะมีก็แต่เพียงความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจที่เขามีต่อหล่อนเท่านั้น
ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วใบหน้าสวยเรื่อยลงมาจนถึงลำคอระหง โดยไม่ลืมฝากร่องรอยความเป็เ้าของเอาไว้มือหนาทำท่าจะเลื่อนจากการโอบประคองแผ่นหลังบอบบางลงมาปลดกระดุมเสื้อยืดแบบติดกระดุมด้านหน้าของหล่อนออกแทน
พรรณวรินทร์เม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นน้ำตาของตนเองไม่ให้ไหลออกมา เมื่อรู้อยู่แก่ใจดีว่า ถึงอย่างไร เขาก็ ‘ไม่ได้รัก’ หล่อนอยู่ดี
ในส่วนลึกของจิตใจหล่อนเองก็ยอมรับว่าอยากให้เขาััหล่อนเช่นนี้แต่ด้วยสำนึกในส่วนของความเป็จริงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ส่งผลให้หญิงสาวพยายามข่มความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองอย่างเต็มที่แม้มันจะทำได้ยากเต็มทีก็ตาม ก่อนจะเอ่ยคำพูดเตือนสติอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว
“เธอกำลังจะหมั้น... กับผู้หญิงคนอื่น”
ท้ายประโยคน้ำเสียงของผู้พูดสั่นเล็กน้อยซึ่งนั่นก็เพราะเ้าตัวพยายามอย่างยิ่งที่จะกล้ำกลืนความเสียใจเอาไว้
ซึ่งก็ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้สึกตัวได้จากคำพูดเมื่อสักครู่นี้เขาผลักหล่อนออกไปอย่างแรง จนหญิงสาวที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเกือบจะเสียหลักล้มลงั์ตาคู่สวยเงยขึ้นมองใบหน้าของเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็แค่นี้แหละเื่แบบนี้ทีหลังบอกผมมาตรง ๆ เลยก็ได้ ไม่ต้องอ้อมค้อมหรอก !”
พูดจบร่างสูงก็เดินออกจากห้องไปทันทีโดยไม่สนใจอีกฝ่ายที่ทรุดกายลงนั่งกอดเข่าร้องไห้เลยสักนิดที่เขารู้ตอนนี้คือเขากำลังจะเสียความตั้งใจที่จะควบคุมความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง
ไม่ได้...ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เด็ดขาด...
ไม่มีวัน !!