นางพราย กระหายรัก

    ตอนที่ 19: ลางมรณะและค่ำคืนลวง


    ความมืดมิดและหนาวเย็นปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของธารารีสอร์ตหลังจากที่พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำเริ่มสงบลง ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำค้างบนใบไผ่และกลิ่นอายเย็นยะเยือก ฝ้ายนั่งอยู่ริมเตียงนอนกอดเข่าสะอื้นสลับกับการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแผลและประคบไข้ให้สุดาที่จิตใจบอบช้ำจนแทบไม่เหลือชิ้นดี หล่อนคู้ตัวสั่นงันงกอยู่ซอกมืดมุมเตียงด้วยความหวาดระแวงประสาทหลอนกลัวน้ำอย่างรุนแรง ความเงียบสงัดภายนอกห้องพักสะท้อนลึกเข้ามาถึงรอยร้าวในอกของฝ้ายที่ต้องเผชิญหน้ากับความรักความอบอุ่นที่เลือนหายไปจากคิวคู่หมั้นของเธอ คราบหยดน้ำและฝุ่นทรายเปียกชื้นที่เกาะตามบานกระจกหน้าต่างสะท้อนแสงไฟสลัวชวนสยดสยอง

    ฝ้ายมองดูลายแผลถลอกปูดบวมบนร่างกายของสุดาที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากตลิ่งโคลน สุดาสั่นเทิ้มก้มหน้าหลบมุมซอกเตียง ร้องไห้สะอื้นกอดไหล่ตัวเองด้วยความกลัวลึกจับขั้วดวงใจ หล่อนผวาปัดแก้วน้ำดื่มและน้ำถูตัวที่ฝ้ายพยายามนำเข้ามาใกล้ ประกายหวาดกลัวสะท้อนชัดในแววตาของหล่อน

    "ฝ้าย... พี่ไม่กล้าหลับแล้ว พี่เห็นรอยแส้เฆี่ยนหลังผู้หญิงคนนั้นในฝัน... หล่อนเปียกโชกสะบัดตัวกวักมือเรียกพี่อยู่ในแม่น้ำยมตลอดเวลา! พงศธรก็หายสาบสูญไปแล้ว คิวก็ทิ้งเธอไปปกป้องมัน... พวกเรากำลังจะตายกันหมดฝ้าย!" สุดาพูดลนลานตัวสั่นเทิ้มปาดน้ำตาเปื้อนคราบแผลอย่างคนหวาดผวา

    ฝ้ายเอื้อมมือไปกุมมือสุดาไว้แน่นเพื่อข่มความกลัวของตัวเอง "พี่สุดาคะ สงบสติอารมณ์ก่อน พี่ปลอดภัยในห้องพักนี้แล้ว พรุ่งนี้เช้าฝ้ายจะพาพี่ไปจากที่นี่ด้วยกัน ยาแก้ไข้ออกฤทธิ์แล้ว พี่หลับพักผ่อนเถอะนะคะ ฝ้ายจะอยู่เฝ้าพี่เอง"

    "ไม่... พี่กลัวน้ำลายตัวเอง พี่กลัวแก้วน้ำนั่น! มันรอคอยจังหวะที่พี่เผลอแล้วดึงพี่ลงไปบีบคอ!" สุดาสั่นระริกละล่ำละลักพร่ำพ่นด้วยความผวาสยองขวัญ

    ทันใดนั้น กลิ่นดอกลำเจียกป่าฉุนเฉียวเข้มข้นพวยพุ่งโชยฟุ้งขึ้นมาจากใต้เตียงนอนอย่างน่าประหลาด ผสมผสานกับกลิ่นดินโคลนเน่าเย็นยะเยือกที่ค่อยๆ ซึมซาบผ่านช่องระบายลม หน้าต่างไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลมหนาวสาดซัด กลิ่นอายเหล่านั้นมีความชื้นแฉะคล้ายน้ำเน่าเสียริมตลิ่งชวนอึดอัดแน่นหน้าอกทำให้ฝ้ายรู้สึกหายใจติดขัดบีบรัดหัวใจราวกับมีฝ่ามือที่มองไม่เห็นมากดทับทรวงอกของเธอไว้ สุดาพลันชะงักหยุดสะอื้นไห้ ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรงและสั่นสะท้านแล้วนิ่งงันไป

    หล่อนลุกขึ้นนั่งตัวตรงแน่ว แหงนหน้าขึ้นและเบิกตาโพลงสบประสาทสายตากับฝ้าย ทว่านัยน์ตาของสุดากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทขุ่นมัว ปราศจากลูกตาสีขาว ราวกับดึงดูดห้วงลึกไร้ก้นบึ้งของแม่น้ำยมเข้ามาไว้ในเบ้าตา เส้นเลือดบริเวณลำคอและใบหน้าโป่งพองเขียวคล้ำจนน่าเกลียดน่ากลัว กลิ่นโคลนเน่าและดอกลำเจียกป่าฉุนเฉียวโชยออกมาจากลมหายใจของสุดาขณะดวงวิญญาณผีพรายน้ำสิงสู่บงการ ยามหล่อนอ้าปากพูด ขากรรไกรของสุดากลับขยับกว้างผิดธรรมชาติและมีหยาดน้ำดินเลนสีดำเหนียวข้นหยดไหลออกมาจากมุมปาก หญิงสาวเอื้อมมืออันแห้งเกร็งเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งบีบข้อมือของฝ้ายไว้แน่นประหนึ่งกรงเล็บเหล็กกล้าบีบรัดจนกระดูกลั่นเบาๆ ฝ้ายนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดและสยดสยอง พยายามจะบิดข้อมือหนีแต่ก็สู้แรงมหาศาลไม่ได้เลย ผิวหนังของสุดาตรงจุดที่สัมผัสเหนียวเหนอะหนะและเริ่มมีเกล็ดลื่นๆ คล้ายปลาขึ้นมาปกคลุมบางเบาชวนน่าขยะแขยง

    สุดาขยับปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือก ทุ้มต่ำและเย็นชืดผิดวิสัยมนุษย์ทั่วไป "คิวเป็นของฉันแล้ว... และจะไม่มีใครพรากเขาไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นแก... หรือใครหน้าไหนทั้งนั้น! ทั้งแกและสุดาจะต้องลงไปนอนอยู่ใต้ดินเลนก้นแม่น้ำยมข้างพงศธรในไม่ช้า!"

    สุดาหัวเราะแหบแห้งเสียงเย็นยะเยือกสะพรึงสะท้อนขอบผนังปูนและสะบัดข้อมือฝ้ายออกก่อนจะล้มพับสลบคาตักของฝ้ายไปในทันที ทิ้งให้ฝ้ายนั่งตัวแข็งทื่อสั่นสะท้านน้ำตาร่วงพรูด้วยความหวาดกลัวกับคำทวงแค้นจากวิญญาณพรายรัญจวนที่สิงร่างอย่างอาฆาตมาดร้าย

    ตัดภาพมายังมุมมืดริมตลิ่งชันแม่น้ำยม ในค่ำคืนนี้คือคืนวันโกน รันสลัดภาพลักษณ์ของพนักงานต้อนรับแสนซื่อออกไป หล่อนจุดเทียนขาวสองเล่มปักลงบนดินริมตลิ่ง ร่ายมนตราสะกดจิตชักนำคิวในราตรีกาล เพื่อสะกดควบคุมดวงจิตของเขาไว้ภายใต้มนต์ดำเสน่หาพรายน้ำรัญจวนโดยสมบูรณ์ รันบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงกึ่งร้องเพลงอ่อนหวานแต่แฝงไสยศาสตร์ชั่วร้ายป่าเถื่อน กลิ่นเทียนหอมสะกดจิตอบอวลทั่วตลิ่งชันสะกดประสาทสัมผัส ผิวกายของรันค่อยๆ ปรากฏเกล็ดสีเขียวระยิบระยับสะท้อนแสงเทียนสลัว นัยน์ตาสีเขียวมรกตเรืองประกายในความมืด สะกดด้วยเสียงเพลงเสน่หาชู้ล่อลวงของพรายน้ำ รันเปลื้องเสื้อผ้าออกสู้ลมหนาวริมน้ำยม พนมมือร่ายคาถาเป่าสะกดวิญญาณคิวผ่านสายลมหนาว ลอยลิ่วเข้าสู่จิตใต้สำนึกของชายหนุ่ม

    คิวนอนกระสับกระส่ายตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะละเมอลุกเดินตามเสียงกระซิบเรียกอย่างหลงใหลในเสน่หาชู้สาวของรัน ลืมเลือนความถูกต้องและละทิ้งสัญญาหมั้นหมายกับฝ้ายไปจนสิ้น ชายหนุ่มลืมตาโพลงเหม่อลอยก้าวเดินออกจากห้องพักของตนเองอย่างคนไร้สติสัมปชัญญะ ร่างกายขยับก้าวเดินลัดเลาะเข้าสู่ป่าไผ่เปียกชื้นริมฝั่งน้ำยมราวกับตุ๊กตาที่ถูกเชิด

    ฝ้ายสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเย็นแปลกประหลาดที่พัดเข้ามาในห้องนอน เมื่อก้าวไปเปิดม่านเตียงนอนของคิวกลับพบความว่างเปล่า หญิงสาววิ่งออกตามหาคิวอย่างร้อนรน ลัดเลาะผ่านป่าไผ่หลังพายุสงบออกตามหาเขาในความมืดสลัวและหนาวเย็น เท้าบางย่ำลงบนดินโคลนลื่นแฉะจนแทบหมดเรี่ยวแรงเดิน ลมพัดกระโชกยอดไผ่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดวิเวกวังเวงใจ ยิ่งเดินลึกเข้าไปกลิ่นดอกลำเจียกป่าฉุนเฉียวยิ่งบีบคั้นอารมณ์ คลอเคล้าเสียงกระแสน้ำไหลหมุนวนเป็นเกลียวลึกของแม่น้ำยมที่ดังแว่วเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะแหบแห้งดังสะท้อนมาตามสายลมคล้ายจะเยาะหยันคู่หมั้นหลวงผู้พ่ายแพ้ ยามหลับตากลับมองเห็นภาพลวงตาคิวและรันกำลังร่วมรักโอบกอดกันอยู่บนโขดหินยิ่งทำให้ฝ้ายแทบสติแตกข่มความชอกช้ำก้าวเดินตามเสียงกระซิบเสน่หาชู้สาวลวงตาไปจนถึงตลิ่งชันตลิ่งผุริมน้ำยมที่มืดมิด

    ฝ้ายวิ่งฝ่าฝนหยุดมาถึงขอบตลิ่งและพลันชะงักทรุดตัวลงคุกเข่า ภาพเบื้องหน้าขยี้หัวใจของฝ้ายจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี เมื่อเห็นคิวยืน เหม่อลอยไร้ชีวิตชีวาอยู่ริมหน้าผาตลิ่งผุพังใต้เงาไผ่เปียกชื้น โดยมีรันยืนคอยท่าอยู่ใต้เงามืด รันในชุดสีขาวบางเบาเปียกชุ่มพนมมือร่ายคาถาชักนำ ยื่นมือดึงพาคิวก้าวลงสู่แพไม้ไผ่ผุพังที่ลอยลำท้าทายกระแสน้ำวนลึก เพื่อเริ่มเข้าสู่พิธีสัญญารักผูกวิญญาณดวงจิต เทียนขาวสองเล่มที่ปักอยู่บนผิวดินสั่นไหวและดับวูบลง ทันใดนั้น เงาร่างของรันก็ทอดทะมึนทาบข้ามแพไม้ส่งกลิ่นไอพรายน้ำรัญจวนฉุนเฉียว แววตาของคิวตอบรับการนำทางอย่างไร้การประมวลผล สติสัมปชัญญะของเขาละลายดับลงในมนต์สะกดล่อลวงของพรายน้ำรัญจวนที่เฝ้ารอคอยพิธีร่วมเริงสวาทผูกวิญญาณเพื่อดึงเขาจมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำยม

    ฝ้ายวิ่งไปขอบตลิ่งเกือบพลัดตก ร้องเรียกคิวสุดเสียง หวังดึงคู่หมั้นกลับคืนมาดั่งใจจะขาด "คิว! ได้ยินฝ้ายไหม! คิว! กลับมาหาฝ้ายเดี๋ยวนี้! อย่าก้าวลงไปบนแพนั่น! นังรันมันกำลังล่อลวงคุณ! คิว... เกือบสิบปีที่เรารักกันมา คุณลืมมันไปหมดแล้วเหรอคิว!"

    คิวหันหลังมองฝ้ายช้าๆ แววตาสีดำสนิทว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา เหม่อลอยไร้เงาสะท้อนดวงตา ไร้ซึ่งสัญชาตญาณหรือเสียงตอบรับใดๆ ชายหนุ่มเหยียบก้าวขึ้นบนแพไม้ไผ่ผุตามหลังรันไปอย่างเฉยเมยประหนึ่งว่าฝ้ายเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าริมตลิ่ง

    ฝ้ายทรุดตัวลงร่ำไห้สะอื้นจนแทบขาดใจตาย "คิว! อย่าทำแบบนี้! กลับมาหาฝ้ายนะคิว!" เสียงร้องเรียกของฝ้ายเลือนหายไปท่ามกลางเสียงคลื่นแม่น้ำยมที่แสนเชี่ยวกรากอย่างสิ้นหวัง ฝ้ายแทบอยากจะกระโจนลงน้ำตามเขาไป แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งดั่งโดนตรึงไว้ด้วยมนตราลี้ลับ สายน้ำวนส่องประกายสีเขียวเข้มมรกตราวกับจะเยาะเย้ย แววตาอันเลื่อนลอยของคิวว่างเปล่าสิ้นเยื่อใยที่เคยมีให้เธอ

    ฝ้ายยืนสั่นสะท้านร่ำไห้อย่างเจ็บช้ำสุดชีวิต ท่ามกลางเสียงขลุ่ยพรายน้ำสะกดจิตที่แว่วดังทั่วคุ้งน้ำยมอันกว้างใหญ่ รอคอยเวลาประกอบพิธีเพื่อลากชีวิตเขาสู่ความตายเพื่อชำระแค้นที่ค้างคามาหลายร้อยปีใต้เกลียวน้ำมรณะนี้ในตอนถัดไป!... กระแสน้ำวนยมเริ่มหมุนวนลึกพัดฟองละอองขาวกระเซ็นเปียกเสื้อผ้า รันส่งเสียงกรีดหัวเราะแหบแห้งเบาบางชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งกระดูก ฝ้ายทรุดเข่ากระแทกพื้นดินแฉะลื่น ตะโกนไขว่คว้าหาอดีตคนรักที่แปรเปลี่ยนไปราวกับปีศาจเฉยชาไร้เยื่อใยที่เคยสั่งสมร่วมสร้างกันมาสิบปีเต็ม...

    รอยยิ้มสุดท้ายของรันที่เอี้ยวตัวหันกลับมาแสยะยิ้มแสดงชัยชนะและนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่เรืองโรจน์ในความมืด เป็นประจักษ์พยานชัดเจนว่าภัยมรณะได้ครอบงำธารารีสอร์ตแห่งนี้โดยสมบูรณ์แบบแล้ว!