หลังจากสิ้นสุดงานการแข่งเรือมังกรอันโด่งดังแห่งเมืองฝูโจวหยางถิงได้นำพาศิษย์น้องของตนเที่ยวชมงานเทศกาลต่อจนถึงช่วงเวลากลางคืนเพื่อรับชมดอกไม้ไฟที่สวยงามจิตใจของถังเฟยหู่นับว่าได้รับการผ่อนคลายขึ้นหลายส่วนบางทีอาจส่งผลทำให้การฝึกตนของเขาราบเรียบขึ้นไม่มากก็น้อย
สำหรับผู้ฝึกตนทุกคนในแผ่นดินสิ่งสำคัญนอกเหนือจากทรัพยากรอันทรงคุณค่าและวิชาปราณแล้วยังประกอบด้วยส่วนที่สำคัญอีกหนึ่งไม่แพ้กันก็คือจิตใจจิตใจของพวกเขาหากไม่สงบนิ่งและเต็มไปด้วยความขุ่นมัวก็อาจทำให้การฝึกฝนเป็นไปด้วยความยากลำบากได้เช่นกันแต่เรื่องเหล่านั้นก็แล้วแต่วิถีทางการฝึกของแต่ละคนเช่นวิชามารนอกรีตที่เน้นจิตใจด้านลบ บางทีหากเต็มไปด้วยความแค้นและอารมณ์ด้านลบทั้งหลายอาจทำให้การฝึกของคนเหล่านั้นก้าวหน้ามากกว่าใจที่สงบก็ได้
เมื่อผ่านพ้นงานเทศกาลทั้งหมดจนเสร็จสิ้นหยางถิงก็ได้นำพาศิษย์น้องของตนขึ้นหลังพาหนะของตนเพื่อกลับไปยังตำหนักที่หกอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครทราบว่าพวกเขาทั้งสองได้แอบหนีลงเขาไปเที่ยวเล่นกันมา
ชายหนุ่มได้โบกมืออำลาศิษย์พี่หยางถิงก่อนที่จะปิดบานประตูห้องพักด้านตะวันออกของตนทุกอย่างกลับนิ่งเงียบสงบอีกครั้ง เขาได้เผยรอยยิ้มออกมาให้กับการเที่ยวเล่นเทศกาลของตนมันอาจจะเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยคิดจะทำมาก่อนเลยก็ได้แต่นับว่าเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งให้แก่ตัวเขาได้รับทราบว่าบนโลกนี้มีสิ่งต่างๆมากมายและวิถีชีวิตอันหลากหลายจิตใจของเขาที่ได้รับการผ่อนคลายได้สงบนิ่งรากับสายน้ำที่ไหลนิ่งอย่างสงบและเงียบเชียบ
ในตอนนั้นเองที่เขาได้ตัดสินใจบางอย่างเขาได้รำลึกถึงตำราการฝึกสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทร “จิตใจที่ราบเรียบและสงบนิ่งในตอนนี้คงเหมาะแก่การจะฝึกสายเลือดของเจ้าสมุทรมากที่สุดแล้ว”เขาได้ทบทวนความรู้ที่อยู่ในตำราเล่มแรกไปเรื่อยๆถึงขั้นตอนต่างๆที่ถูกเขียนเอาไว้
หลักจากที่ผู้ฝึกวิชาสามารถดูดกลืนสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรเข้าสู่จิตวิญญาณแล้วก็สมควรที่จะปรับแต่งวิญญาณเพื่อก่อเกิดรูปแบบของจิตวิญญาณสมุทรมังกรสมุทรขึ้นมาได้แล้ว
จิตสัมผัสของเขาหยั่งลึกลงไปยังห้วงวิญญาณของตนและได้พบกับจิตวิญญาณอสรพิษมรกตที่กำลังนอนขดตัวอยู่ภายในห้วงวิญญาณชายหนุ่มได้โคจรเคล็ดความตามที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์แต่เคล็ดความในการปรับแต่งจิตวิญญาณของเจ้าสมุทรใช้ธาตุวิญญาณเป็นส่วนสำคัญซึ่งเขายังมิเคยใช้พลังประเภทนี้
ตามคำกล่าวของเจ้าสมุทรในคัมภีร์ฝึกสายเลือดได้บอกเอาไว้ว่าผู้เริ่มต้นฝึกโดยไม่มีพื้นฐานการใช้ธาตุวิญญาณจะต้องใช้เวลาครึ่งปีขึ้นไปถึงจะเริ่มหัดควบคุมธาตุวิญญาณในกายตนได้ซึ่งจิตใจที่สงบนิ่งมีส่วนสำคัญในการฝึกที่ทำให้ถังเฟยหู่ที่มีภาวะเช่นนั้นอยู่ตัดสินใจเริ่มฝึกส่วนต่อไปนี้ของการฝึกสายเลือด
แต่แล้วเรื่องประหลาดก็ได้เกิดขึ้น…หลังจากเริ่มฝึกไม่นานเขากลับสามารถเริ่มควบคุมธาตุวิญญาณได้ในพริบตานั้นเอง!แม้แต่ตัวเขาเองยังตกใจกับผลลัพธ์ที่ออกมายอดเยี่ยมถึงเพียงนี้หากเขาไม่หลงตัวเองจนเกินไป…เขาคิดว่าตัวเองอาจจะมีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ประเภทธาตุวิญญาณก็เป็นได้
ถังเฟยหู่สงบนิ่งจิตใจของตนและฝึกควบคุมธาตุวิญญาณต่อไปเขาฝึกอย่างต่อเนื่องกว่าครึ่งเดือนจนเขาเริ่มมั่นใจในธาตุวิญญาณของตนว่าสามารถใช้เพื่อปรับแต่งจิตวิญญาณอสรพิษมรกตได้แล้วในตอนนั้นเองที่เขาได้เริ่มควบคุมธาตุวิญญาณซึ่งเป็นพลังชนิดใหม่ของตนในการปรับแต่งจิตวิญญาณของตนธาตุวิญญาณได้ก่อตัวขึ้นภายในห้วงวิญญาณของเขาเป็นรูปร่างคล้ายเส้นด้ายสีขาวสว่างที่เล็กละเอียด
เขาได้ควบคุมด้ายธาตุวิญญาณนั่นพุ่งเข้าใส่ร่างกายของอสรพิษมรกตด้ายขนาดเล็กนั่นแตะสัมผัสและซึมซับเข้าสู่ร่างของอสรพิษมรกตอย่างช้าๆ ธาตุวิญญาณได้ควบคุมด้วยเคล็ดลับพิสดารของเจ้าสมุทรและผสมผสานกับสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรในร่างกายของอสรพิษมรกตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และในทันใดนั้นเองที่ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นสายเลือดในร่างกายของมันได้ปะทุขึ้นในทันทีถังเฟยหู่สามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยภายในห้วงวิญญาณของตนซึ่งมาจากร่างกายของอสรพิษมรกต
ชายหนุ่มได้สร้างด้ายธาตุวิญญาณขึ้นอีกมากมายนับไม่ถ้วนในการผสมผสานเข้ากับร่างกายของงูพิษตัวนี้เพื่อทำขั้นตอนปรับแต่งจิตวิญญาณแต่จากการคาดการณ์ของเขาคิดว่าคงใช้เวลายาวนานหลายวันกว่าที่จะปรับแต่งสำเร็จ
แต่เรื่องเวลาที่ยาวนานในการฝึกเป็นเรื่องปกติของผู้ฝึกตนอยู่แล้วมิใช่เหรอ?เขาหาได้มีนัดหรือธุระเร่งด่วนอันใด อีกทั้งเขายังเคยชินกับการฝึกยุทธ์เป็นเวลานานเสียอีกในเส้นทางแห่งการฝึกตนก็ย่อมเต็มไปด้วยความยากลำบากเป็นธรรมดา
ถังเฟยหู่เพ่งสมาธิของตนเองเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณและทำการปรับแต่งจิตวิญญาณของตนอีกครั้งโดยมีสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรเป็นรากฐานเส้นด้ายธาตุวิญญาณที่พัวพันร่างของอสรพิษมรกตได้รวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ชายหนุ่มได้ควบคุมธาตุวิญญาณโดยละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดเการผิดพลาดขึ้นเขาได้ทุ่มเทสมาธิและจิตใจทั้งหมดของตนลงไปกับการกระทำในครั้งนี้อย่างเต็มที่เมื่อผ่านไปนานเข้าร่างกายของอสรพิษมรกตที่ถูกพัวพันด้วยด้ายธาตุวิญญาณก็กลับกลายเป็นคล้ายกับดักแด้อันหนึ่งที่ปิดบังร่างกายของอสรพิษมรกตเอาไว้
แต่กระบวนการทั้งหมดก็ยังคงไม่เสร็จสิ้นเขายังคงต้องควบคุมธาตุวิญญาณของตนเพื่อเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นสายเลือดภายในร่างกายของอสรพิษน้อยเพื่อทำให้มันได้ดูดกลืนและซึมซับเอาสายเลือดนั้นให้กลายเป็นของมันโดยสมบูรณ์ให้ได้โดยถังเฟยหู่ได้ปรับแต่งจิตวิญญาณของตนเช่นนั้นวนเวียนไปเรื่อยๆจนเกือบจะหนึ่งเดือนในตอนนั้นเองที่ดักแด้จากธาตุวิญญาณในร่างของเขาได้เปลี่ยนแปลง
เปรี๊ยะ!
เสียงขนาดเล็กได้ดังก้องขึ้นภายในห้วงวิญญาณของเขาเมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าเสียงนั้นออกมาจากผิวนอกของดักแด้ธาตุวิญญาณนั่นเอง บนผิวของดักแด้ธาตุวิญญาณได้ปรากฏรอยร้าวขนาดเล็กสายหนึ่งขึ้นที่รอยร้าวนั่นได้ส่องแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าออกมาจากภายในและในพริบตานั้นเองที่ได้รอยร้าวนั้นได้ขยายตัวขึ้นราวกับใยแมงมุม รอยร้าวนั้นได้ลามไปจนทั่วทั้งดักแด้วิญญาณในทันที!
ดักแด้ธาตุวิญญาณได้ขยายตัวขึ้นลงอย่างน่าตกใจราวกับจังหวะหัวใจของสัตว์ร้ายที่กำลังเต้นอยู่และในชั่ววินาทีนั้นเองที่ดักแด้ธาตุวิญญาณได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นพร้อมกับรอยร้าวที่ขยายไปทั่วทั้งหมดจนแสงสว่างที่ส่องจากภายในทำให้ดักแด้ธาตุวิญญาณเปล่งแสงสีขาวเรืองรองไปทั่วทั้งหมด
ตู้มมมม!!
เสียงระเบิดได้ดังก้องขึ้นภายในห้วงวิญญาณพร้อมกับดักแด้ธาตุวิญญาณที่ได้แตกกระจายออกเปลือกนอกที่ได้แตกกระจายได้สลายหายไปภายในห้วงวิญญาณและกลับคืนสู่รูปธาตุวิญญาณอีกครั้งแสงสว่างอันเจิดจ้าได้อับแสงลงพร้อมกับการปรากฏตัวของจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน
แต่ในพริบตานั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้พบเห็นจิตวิญญาณที่ปรากฏออกมาเขาได้ตกใจเป็นอย่างมากพร้อมกับลืมตนขึ้นเพื่อออกมาจากสมาธิในทันที! “นะ..นี่มัน! ข้าทำผิดพลาดเช่นนั้นเหรอ?” ถังเฟยหู่มึนงงเป็นอย่างมากนั่นเพราะในห้วงวิญญาณของเขาได้ปรากฏร่างของอสรพิษมรกตขึ้นมาอีกครั้ง แต่…ร่างของมันเหมือนเดิมทุกประการ
นี่จึงทำให้เขาคิดว่าตัวเองทำผิดพลาดไปหรือไม่ในขั้นตอนปรับแต่งจิตวิญญาณตามคำบอกกล่าวของเจ้าสมุทรหากผสมผสานและปรับแต่งสายเลือดของเจ้าสมุทรเข้ากับอสรพิษมรกตน่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและก่อเกิดจิตวิญญาณมังกรสมุทรถึงจะถูกในคราแรกเขาคิดว่าอาจจะทำให้เกิดจิตวิญญาณชนิดใหม่อันแข็งแกร่งที่ผสมผสานไว้ซึ่งร่างของมังกรสมุทรที่แฝงไว้ด้วยความสามารถทางพิษ
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น…
ในพริบตานั้นเองที่เขาได้เรียกอสรพิษมรกตออกมาในทันทีละอองปราณสีเขียวได้พวบพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาพร้อมกับก่อร่างกายเป็นอสรพิษมรกตขนาดใหญ่ที่ขดตัวอยู่จนเต็มห้องพักของเขา
ถังเฟยหู่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับสำรวจร่างกายของอสรพิษมรกตตั้งแต่หัวจรดปลายหางเพื่อหาความแตกต่างแต่เขากลับไม่สิ่งใดที่เปลี่ยนไปเลย อสรพิษมรกตได้แต่มองเจ้านายของตนอย่างงุนงงว่ากำลังทำอะไรอยู่
“รูปลักษณ์ทั้งหมดยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงจริงๆด้วยสินะ” ถังเฟยหู่ลูบคางของตนพลางใช้ความคิดของตนอย่างหนัก “แต่ถึงรูปลักษณ์จะเหมือนเดิมแต่ไม่ทราบว่าคุณสมบัติจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนแม้จะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงแต่ความรู้สึกของข้าไม่ได้บอกเช่นนั้น ข้าไม่ได้ทำพลาดหรอก!”
ถังเฟยหู่กล่าวปลอบใจตนเองพร้อมกับหลับตาลงเพื่อเพ่งสมาธิทั้งหมดอีกครั้ง เขาทำจิตใจของตนเองให้สงบนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้และเริ่มสำรวจอสรพิษมรกตอีกครั้งในครานี้เขาได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างแม้มันจะเป็นเพียงความรู้สึกแตกต่างอันเล็กน้อยแต่เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงมัน
เขาได้ลืมตาขึ้นมาในทันที“ดูเหมือนว่าจะไม่ผิดพลาดจริงๆ สายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรกลายเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของอสรพิษมรกตจริงๆผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์…สมแล้วที่เป็นวิชาที่เจ้าสมุทรคิดค้นน่านับถือจริงๆ”ชายหนุ่มได้ทำการศึกษาวิชาการฝึกสายเลือดของเจ้าสมุทรต่อไป
ในขั้นต่อไปของการฝึกก็ยังเกี่ยวพันธ์กับชั้นวิญญาณของร่างกายเป็นอย่างมากเช่นกันซึ่งปัจจัยหลักในการฝึกขั้นนี้ก็ยังคงเป็นธาตุวิญญาณเช่นเดิมถังเฟยหู่ได้เรียกอสรพิษมรกตให้กลับคืนสู่ห้วงวิญญาณอีกครั้งเพื่อที่จะทำสิ่งที่เจ้าสมุทรนั้นเรียกเอาไว้ว่าการแผ่ขยายสายเลือดจากจิตวิญญาณเพื่อปรับปรุงแก่นแท้จากภายใน
ถังเฟยหู่นั่งลงบนเตียงของตนจากนั้นจึงได้เริ่มใช้จิตสัมผัสของตนดำดิ่งเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเองอีกครั้งในห้วงวิญญาณอันดำมืดแล้วกว้างใหญ่ เหล่าทาสอสูรจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนอีกทั้งจิตวิญญาณทั้งสามของเขาต่างก็แยกกันอย่างเป็นเอกเทศภายในดินแดนที่ว่างเปล่าในห้วงวิญญาณ
เขาได้เพ่งความสนใจไปยังอสรพิษมารกตที่พึ่งกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณซึ่งตัวมันเองก็สามารถรับรู้ได้ถึงความต้องการของผู้เป็นนายเช่นกัน มันได้ขดตัวของมันเข้าหากันและอยู่อย่างนิ่งสงบราวกับเป็นการบําเพ็ญเพียรอย่างหนึ่ง
ถังเฟยหู่ได้พยายามบังคับธาตุวิญญาณในกายเพื่อก่อเกิดคลื่นวิญญาณภายในห้วงวิญญาณของตนนี่เป็นสิ่งที่เขียนเอาไว้ในคัมภีร์ของเจ้าสมุทรเพื่อฝึกสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรการสร้างธาตุวิญญาณในรูปแบบคลื่นที่พิเศษเช่นนี้จะส่งผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ต่อสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทร
ในครั้งอดีตเมื่อเจ้าสมุทรคิดปรับแต่งวิชาการฝึกสายเลือดของตนเองให้เหมาะสมกับชนรุ่นหลังมากขึ้นเขาได้ทดลองทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่เขาสามารถจะคิดได้ ซึ่งการสร้างคลื่นวิญญาณรูปแบบพิเศษก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ้าสมุทรคิดค้นขึ้นอย่างยากลำบากเจ้าสมุทรได้ลองปรับแต่งรูปแบบการสร้างคลื่นวิญญาณมากมายเหนือกว่าที่มนุษย์คนใดจะสามารถจินตนาการได้ออกและในท้ายที่สุดเจ้าสมุทรก็สามารถค้นหาคลื่นวิญญาณที่ส่งผลต่อสายเลือดของตัวเขาเองได้
รูปแบบคลื่นวิญญาณที่เจ้าสมุทรได้ค้นพบคือสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่น่าเชื่อรูปแบบคลื่นนี้เมื่อใช้บ่มเพาะร่วมกับวิชาฝึกสายเลือดฉบับปรับปรุงจะสามารถทำให้เกิดการแผ่ขยายของสายเลือดจากจิตวิญญาณสู่ชั้นวิญญาณในกายมนุษย์และเมื่อผู้ฝึกได้รับสายเลือดที่แผ่ขยายมาก็จะสามารถใช้มันเพื่อผสานกับชั้นวิญญาณเพื่อปรับปรุงแก่นแท้ของร่างกายจากภายในวิญญาณของตนและเมื่อฝึกไปเรื่อยๆจะทำให้สายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรผสานเข้ากับวิญญาณของผู้ฝึกได้โดยสมบูรณ์และรับสืบทอดรูปแบบพลังของสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรมาสู่กายเนื้อได้แต่นั่นก็มิได้สมบูรณ์เท่าไหรนัก
นั่นเพราะวิชาการฝึกสายเลือดรูปแบบนี้คือฉบับปรับปรุงที่เจ้าสมุทรคิดขึ้นเพื่อให้ชนรุ่นหลังในตระกูลสามารถฝึกและรับสืบทอดวิชาและสายเลือดดั้งเดิมอันเข้มข้นของตนให้ได้เมื่อฝึกวิชาฝึกสายเลือดเล่มแรกนี้สำเร็จแล้วก็จะทำให้มีรากฐานและคุณสมบัติที่สามารถฝึกวิชาฝึกสายเลือดดั้งเดิมได้เช่นกัน
ครืนนนนนน
เสียงกึกก้องของคลื่นวิญญาณภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่ได้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับเสียงคลื่นสาดซัดภายในห้วงวิญญาณคลื่นวิญญาณได้สาดกระแทกเข้าสู่จุดกึ่งกลางที่เป็นร่างกายของอสรพิษมรกตซึ่งในพริบตานั้นเองที่ร่างกายของอสรพิษมรกตได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น!
เกล็ดทั้งร่างของอสรพิษมรกตได้เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนอย่างเจือจางออกมาภายในร่างกายของมันได้ดูดซับเอาคลื่นวิญญาณเข้าไปและปลดปล่อยพลังงานบางอย่างที่เป็นสีน้ำเงินออกมาผสานกับห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่แต่พลังงานสีน้ำเงินเหล่านั้นนับว่าเจือจางเป็นอย่างมากหากเทียบกับห้วงวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาล
ครืนนนนนน
คลื่นวิญญาณยังคงสาดซัดใส่ร่างกายของอสรพิษมรกตอย่างต่อเนื่องร่างกายของมันก็ส่งพลังงานแห่งสายเลือดสีน้ำเงินออกมาผสานกับวิญญาณของชายหนุ่มเช่นกันเขาได้สร้างคลื่นวิญญาณออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อบ่มเพาะวิญญาณและปรับปรุงพื้นฐานของวิญญาณตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่แคว้นตะวันออกหัวเปยในภูเขาอันรกร้างแห่งหนึ่งได้มีฟ้าร้องฟ้าผ่าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเส้นสายของสายอัสนีสีฟ้าสว่างเจิดจ้าวิ่งพล่านไปมาราวกับมังกรขนาดเล็กที่แหวกว่ายอยู่ภายในท้องฟ้าสีดำในพริบตานั้นเองที่สายฟ้าเส้นหนึ่งได้ผ่าลงมายังยอดเข้าอันรกร้างนั่น! และเป้าหมายของสายฟ้านั่นกลับเป็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ฝึกตนอยู่!
เปรี้ยงงงงงง!!
เสียงของสายฟ้าดังขึ้นอย่างกึกก้อง สายฟ้าได้ผ่าเข้าใส่ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายหนุ่มคนนั้นแต่เขากลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อยชายหนุ่มคนนั้นได้ถอดเสื้อท่อมบนออกไปเพื่อที่จะได้ไม่ถูกสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องเผาเสื้อผ้าของเขาทิ้งไปฝ่ามือและเท้าขยับเคลื่อนไหวตลอดเวลาราวกับเป็นการร่ายรำฝ่ามือชนิดหนึ่งที่ดึงดูดเอาสายฟ้าจากเบื้องบนให้ผ่าลงมาใส่ร่างกายของเขา
สายฟ้าที่ฟาดใส่ร่างท่อนบนของเขาได้กระจายตัวออกไปและขับเคลื่อนไปตามการร่ายรำของชายหนุ่มผู้นั้นเมื่อสายฟ้าเหล่านั้นถูกส่งต่อออกไปจากฝ่ามือของชายหนุ่มก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นสายอัสนีรูปมังกรออกไปบนผิวหนังของเขาเต็มไปด้วยประกายอัสนีที่ถูกชักนำมาโดยการรำฝ่ามือเหล่านั้น
หากถังเฟยหู่มายืนอยู่บนเขาลูกนี้ด้วยเขาย่อมต้องมองออกอย่างแน่นอนว่าฝ่ามือที่ชายหนุ่มคนนี้กำลังร่ายรำอยู่ก็คือฝ่ามือมังกรอัสนี! แต่สิ่งที่ชายหนุ่มแห่งหัวเปยคนนี้กำลังทำอยู่นั้นกลับมีส่วนที่แตกต่างจากที่ถังเฟยหู่ทำอยู่หลายส่วนบนผิวหนังของเขาปรากฏเส้นสายของสายฟ้าวิ่งไปมาราวกับหลอมรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกายเขา
ที่เบื้องหลังของชายหนุ่มได้ปรากฏมายาปราณดอกบัวสีฟ้าอันเลือนรางเส้นสายอัสนีได้ก่อตัวขึ้นกลายเป็นรูปดอกบัวนั่น นี่คือวิชาปราณขั้นที่ห้านามว่าปราณดอกบัวอัสนีเป็นวิชาปราณที่ใช้เพื่อบ่มเพาะกายาที่เข้ากันได้กับธาตุอัสนีอย่างเข้มข้นแต่ข้อเสียของมันคือการฝึกวิชานี้จำต้องฝึกในสถานที่เต็มไปด้วยธาตุอัสนีอันเข้มข้น
การฝึกปราณดอกบัวอัสนีเป็นไปอย่างยากเย็นและจำต้องรอให้เป็นวันที่ฝนฟ้าคะนองและเต็มไปด้วยเส้นสายอัสนีอีกปัจจัยหนึ่งในการฝึกความเข้าใจในธาตุอัสนีและการชักนำสายฟ้าให้ผ่าใส่ร่างกายของตนเองซึ่งการร่ายรำฝ่ามือมังกรอัสนีร่วมกับการฝึกปราณดอกบัวอัสนีนับว่าเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกระบวนท่าสุดท้ายของชุดฝ่ามือนี้อันมีนามว่ามังกรเก้าอัสนีซึ่งเป็นการชักนำให้สายฟ้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างผ่าลงมาบนผืนโลก
โดยทั่วไปฝ่ามือมังกรเก้าอัสนีจะเต็มไปด้วยความอันตรายแต่จุดอ่อนนั่นก็ถูกกลบด้วยวิชาปราณสายอัสนีเช่นกันอีกทั้งสายฟ้าสายใหญ่ก็ยิ่งทำให้การฝึกปราณดอกบัวอัสนีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วขึ้นเช่นกันชายหนุ่มคนนี้จึงได้ร่ายรำวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีอยู่บ่อยครั้งเพื่อบ่มเพาะและสร้างดอกบัวอัสนีขึ้นมาให้ได้
เปรี้ยงงงเปรี้ยงงงงงง!!
ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดใส่ร่างกายของชายหนุ่มคนนั้นก็จะทำให้เกิดสายฟ้าวิ่งพล่านไปตามผิวหนังบนร่างกายอีกทั้งยังเสริมให้ดอกบัวปราณที่เบื้องหลังดูชัดเจนขึ้นอีกหลายส่วนมากนักและในช่วงเวลานั้นเองที่ฝ่ามือมังกรอัสนีได้ชักนำสายฟ้าสายใหญ่ที่สุดให้ผ่าลงมาด้วยกระบวนท่ามังกรเก้าอัสนีอีกครั้ง!
เปรี้ยงงงง!!
หลังสิ้นสุดสายฟ้าสายใหญ่นั่นแล้วท้องฟ้าก็ได้สงบลงกว่าหลายส่วนเพราะสูญเสียพลังธาตุสายฟ้าไปกับกระบวนท่าเมื่อครู่แม้ชายหนุ่มจะสามารถใช้ฝ่ามือมังกรอัสนีชักนำสายฟ้ามาได้แต่ความบริสุทธิ์ของธาตุสายฟ้าจะไม่มากเท่ากับสายฟ้าที่เกิดตามธรรมชาตินั่นเพราะการชักนำสายฟ้าจากฝ่ามือมังกรอัสนีโดยไม่หวังพึ่งพลังธาตุตามธรรมชาติจะเป็นการใช้ปราณของผู้ใช้เพื่อก่อเกิดสายฟ้าขึ้นแทนสายฟ้าที่เกิดขึ้นเกิดจากการบังคับโดยผู้ใช้จะทำให้ปนเปื้อนปราณของผู้ใชวิชาการใช้สายนฟ้าเหล่านั้นมาฝึกวิชาปราณดอกบัวอัสนีคงได้แต่ผลเสียมากกว่าดีเป็นแน่
ชายหนุ่มลดฝ่ามือทั้งสองข้างลงพร้อมกับถอยหายใจออกมาอย่างยาวนานเพื่อปรับสมดุลของการหายใจเขาได้เดินเข้าไปยังก้อนหินขนาดใหญ่ด้านข้างที่เขาได้แขวนเสื้อของตนเอาไว้เขาได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูธรรมดาและไม่ได้ล้ำค่าอันใด เป็นเพียงชุดที่ทำจากผ้าธรรมดาดาษดื่นก็เท่านั้น
“หึๆๆ คุณชายหยางไห่เจ้ายังคงไร้รสนิยมเหมือนเดิมเลยนะ”เสียงหนึ่งดักก้องขึ้นจากท้องฟ้า ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าหยางไห่ได้เงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าบนนั้นได้มีมังกรยักษ์เกล็ดเขียวตัวหนึ่งลอยอยู่ บนหัวของมังกรตนนั้นคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาซึ่งมีดวงตาสีน้ำเงินเข้มเขาสวมใส่หน้ากากโลหะรูปมังกรปิดครึ่งหน้าด้านขวาเอาไว้ ชายคนนั้นได้สวมใส่ชุดของราชวงศ์ที่เป็นสีดำและปักไว้ด้วยลวดลายเกล็ดมังกรสีทองในมือของชายคนนั้นได้ถือพัดโลหะที่สลักใบหน้าของมังกรอันโหดร้ายเอาไว้ชายสวมหน้ากากผู้นั้นได้กระโดดลงมาพร้อมกับเก็บรั้งมังกรยักษ์เกล็ดเขียวนั้นเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตน
หยางไห่ได้หันกลับมาจ้องใบหน้าของชายหน้ากากโลหะ“เจ้าต้องการอะไรถึงได้เดินทางมาหาข้าถึงนี่…ชิงหลงอู่”ชายที่นามว่าชิงหลงอู่ได้เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับรวบพัดโลหะในมือของตนและกล่าวออกไป“หยางไห่เอ๋ยหยางไห่ ข้ามาที่นี่ก็เพื่อเชิญชวนเจ้าให้เข้าร่วมกับฝ่ายของข้าชิงหลงอู่ในการช่วงชิงตำแหน่งองค์ชายมังกรในอนาคต!”
หยางไห่ได้เผยสีหน้าแปลกใจออกมา “เจ้าคิดจะขึ้นเป็นชิงหลงอ๋อง!เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าจะยอมเช่นนั้นเหรอ?อีกอย่างข้าจะช่วยอะไรเจ้าได้ ก่อนหน้านี้ข้าก็เพียงคนธรรมดาคนนึงเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อน้อยที่อยู่ในเมืองเล็กทางใต้ ข้าพึ่งเข้าสู่วิถีการฝึกตนไม่นานอะไรทำให้ท่านเชื่อมั่นในตัวข้าขนาดนั้น?”หยางไห่ถามออกไปตามตรงด้วยความสงสัยเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความคิดของอีกฝ่าย
ชิงหลงอู่นำมือของตนมาไขว้หลังพร้อมกับเดินไปยังอีกด้านหนึ่งซึ่งสามารถเห็นภาพทิวทัศน์อันกว้างไกลของป่าเขาหยางไห่เห็นเช่นนั้นก็ได้เดิมตามอีกฝ่ายไปด้วยเช่นกัน ชิงหลงอู่มองภาพตรงหน้าพร้อมกับคิดบางอย่าง“หยางไห่…เจ้าเป็นสหายไม่กี่คนที่ข้ามีการท้าชิงตำแหน่งองค์ชายมังกร เหนือกว่าพลังฝีมือ…สิ่งที่ข้าต้องการก็คือความเชื่อใจอีกทั้งยังมีเหตุผลอีกหนึ่งข้อ…นั่นคือเจ้าเป็นศิษย์สืบทอดของขอทานเทพยดาฐานะของผู้สืบทอดหกจอมยุทธ์คงมีผลกระทบต่อจิตใจของพี่ใหญ่ข้ามากแน่ เพียงแค่เจ้าเข้าร่วมกับข้าก็ถือเป็นการโจมตีจิตใจของพี่ใหญ่และบั่นทอนความเชื่อมั่นของเขาหลายส่วน”
หยางไห่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจว่าอีกฝ่ายกำลังตีค่าตัวเขาสูงเกินไปชิงหลงอู่รู้จักนิสัยของสหายตนเองเป็นอย่างดีจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ “หยางไห่เอ๋ยหยางไห่เจ้ากำลังดูถูกตัวเองและดูถูกสายตาของข้า” ชิงหลงอู่ได้หันกลับมามองยังหยางไห่ดวงตาน้ำเงินเข้มของเขาเปล่งประกายอย่างเจิดจ้าพร้อมกับนัยน์ตาที่กลายเป็นเส้นขีดตรงราวกับนัยน์ตาของมังกรไม่มีผิด!
หยางไห่ได้พยักหน้าพยักหน้าตอบรับในที่สุด “ก็ได้!ข้าจะลองช่วยเจ้าดูสักครั้งแล้วกัน ข้าไม่รู้หรอกนะว่าข้าจะช่วยเจ้าได้มากน้อยแค่ไหนว่าแต่ว่าแผนของเจ้าคืออะไร? ทำไมเจ้าถึงรีบร้อนมาเชิญชวนข้าเช่นนี้ พ่อของเจ้าคงไม่รีบร้อนผลัดเปลี่ยนบัลลังก์เร็วขนาดนั้นหรอกมั้ง”
ชิงหลงอู่พยักหน้ารับ“ถูกของเจ้า พ่อของข้ามิได้รีบร้อนขนาดนั้น แต่แผนการณ์ของข้าคือการสร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่ชื่อเสียงของตนเองด้วยความร่วมมือของผู้สืบทอดชื่อหกจอมยุทธ์อย่างเจ้านอกจากบั่นทอนจิตใจของพี่ใหญ่แล้วยังทำให้ชื่อเสียงของข้าเพิ่มพูนขึ้นชาวยุทธ์ในหัวเปยให้การนับถือขอทานเทพยดาเป็นอย่างมากอีกทั้งรากฐานของพรรคกระยากจกยังครอบคลุมทั่วสี่ทิศเพียงเจ้าเข้าร่วมกับฝ่ายองค์ชายสี่เช่นข้าก็ทำให้จิตใจของชาวยุทธ์เอนเอียงมาที่ข้าแล้วและในไม่ช้าข้าจะแผ่ขยายเงาของข้าให้ครอบคลุมจิตใจของผู้คนและในอนาคต...ภาพเงาของข้าจะครอบคลุมไปทั้งแผ่นดินแคว้นหัวเปย”
เมื่อชิงหลงอู่กล่าวเสร็จก็ได้เรียกมังกรยักษ์เกล็ดเขียวออกมาอีกครั้งเขาได้กระโดดขึ้นไปบนหัวของมันจากนั้นจึงได้จากไปอย่างนั้น หยางไห่ได้มองตามสหายของตนจนสิ้นสุดสายตา“ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่อาจารย์ได้บอกเอาไว้...เมื่อตำหนักพยัคฆ์ขาวได้เคลื่อนไหว...ตำหนักอื่นก็เคลื่อนไหวตาม...จุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดคงเรียกได้ว่าเริ่มจากยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งเฟิงหงหู่คนนั้นสินะหึๆ ช่างเป็นคนที่น่าสนใจ หากสักวันหนึ่งได้สู้ด้วยคงจะน่าสนุกนะ” หยางไห่ยิ้มออกมาก่อนที่จะหันกลับไปเฝ้ารอฝนฟ้าคะนองเพื่อฝึกวิชาต่ออีกครั้ง...
===============================
จะมีใครจำตัวละครหยางไห่ได้ไหมนะ 55555