ตอนที่สัมปชัญญะ
กลับคืนมาไตเติ้ลก็รู้สึกมึนหัวหนักมากเหมือนศีรษะของเขาเพิ่งจะถูกกระแทกอย่างแรงด้วยอุบัติเหตุอะไรสักอย่างหนึ่ง
ไตเติ้ลขมวดคิ้วทั้งที่ยังไม่ลืมตาตื่นพยายามนึกด้วยความมึนตื้อไปหมดว่ามันสืบเนื่องมาจากสาเหตุอะไรจึงได้ทำให้เขาปวดหัวมากมายขนาดนี้
และแล้วชายหนุ่มก็ระลึกขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่าในตอนที่เขารับจ๊อบไปเป็วิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งชั่วโมงบรรยายตอนเช้าแล้วเบรกยาวมาอีกทีก็เย็นเลยมันมี่เวลาว่างอันยาวนานมากจนเขาคิดว่าจะมาหามุมแอบงีบในห้องสมุด
ตอนนั้นในห้องสมุดมีบรรณารักษ์ใส่แว่นหนา ๆแต่งตัวเชย ๆ คนหนึ่งมายืนทำเปิ่น… เอ่อ… ไม่ใช่สิ ก็แค่มายืนจัดชั้นหนังสือธรรมดาๆ นั่นแหละแต่ด้วยความที่ชายคนนั้นจากรูปร่างดูแล้วไม่ได้สูงเพรียวอะไรมากนักเมื่อเทียบกับชั้นหนังสือไม้สักของห้องสมุดจึงทำให้ร่างเล็ก ๆ นั้นไม่สามารถเอื้อมมือไปเก็บหนังสือบางเล่มที่ควรจะอยู่ชั้นบนได้
แต่ถึงอย่างนั้น การที่ไตเติ้ลดูว่าบรรณารักษ์คนนั้นท่าทางเปิ่นๆ นั่นเป็เพราะว่าท่าทีเก้กังที่เหมือนกับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ถูกยามเมื่อหาบันไดเพื่อปีนขึ้นชั้นบนไปเก็บหนังสือไม่ได้และไป ๆ มา ๆ ชายคนนั้นจึงตัดสินใจปีนชั้นหนังสือไม้สักนั่นขึ้นไปเพื่อเก็บหนังสือแทนที่จะหาขั้นบันไดมาใช้งาน
ในฐานะของหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเจ็ดปี พอเห็นพฤติกรรมมักง่ายแบบนั้นหนุ่มน้อยรุ่นวัยยี่สิบกว่าไตเติ้ลจึงแสร้งแอบสาปแช่งในใจอยู่เล็ก ๆ ว่าขอให้หงายหลังตกลงมาทีเถ้ออออจะหัวเราะเยาะให้น่าดูเลย
เด็กสมัยนี้นะชอบทำนิสัยมักง่ายปีนชั้นหนังสือแทนที่จะใช้ขั้นบันได ตัวเองเป็บรรณารักษ์แท้ ๆก็น่าจะทำตามกฎระเบียบ เป็ตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใช้บริการคนอื่น ๆ สิ แต่นี่อะไรกลับมาทำผิดกฎเสียเอง แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
ในขณะที่กำลังนั่งมองและแสยะยิ้มด้วยใจสาปแช่งเล็กๆ อย่างไม่จริงจังอยู่นั่นเอง ไตเติ้ลก็เกิดเห็นเงา…
มันเป็ลักษณะของหมอกควันสีดำที่อยู่ ๆ ก็อวลขึ้นมาคลุมร่างของบรรณารักษ์คนนั้นและปิดมิดส่วนหัวจนไตเติ้ลมองทะลุไปได้ไม่เห็นหน้าของอีกฝ่าย
‘ฉิบ...! แช่งเล่น ๆ อย่าเผือกตายจริง ๆ เชียวนะเว้ย!’
หนุ่มใหญ่วัยกลางคนลุกพรวดขึ้นทันควัน
ไตเติ้ลเป็คนที่มีซิกซ์เซนส์ มีลางสังหรณ์สามารถมองเห็นภูต ผี ิญญาได้มานับแต่เล็ก คนที่มีเ้ากรรมนายเวรหรือิญญาร้ายตามมารังควานก็มักจะปรากฏในลักษณะของหมอกสีดำแบบนี้นั่นแหละ
หลายครั้งเขาเห็นคนที่ถูกควันสีดำแบบนี้ปกคลุมร่างกายก็จะมองรู้ทันทีว่าคนพวกนั้นกำลังจะมีเคราะห์ร้ายซึ่งเคราะห์ร้ายพวกนั้นจะหนักหนามากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ความหนาของกลุ่มก้อนหมอกควันที่เขามองเห็นแต่ถ้าหนาทึบจนปิดมิดมองไม่เห็นศีรษะของอีกฝ่ายแบบนี้ มันก็ชัดเจนเป็ทีเดียวเชียวเลยว่าคนคนนั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน
‘อย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของคนอื่น’
คือคำสอนที่ปู่สั่งสอนไตเติ้ลมานับแต่ยังเล็กเพราะปู่รู้ดีว่าหลานชายของตนเองมีซิกซ์เซนส์ มองเห็นภูต ผี เ้ากรรมนายเวรและคราวเคราะห์ของคนอื่นได้เป็เช่นนั้นแล้วคุณปู่ผู้ซึ่งเคยบวชเรียนมีวิชาจึงกำชับหลานชายหนักหนาว่าอย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของชาวบ้านเขาไม่เข้าเื่!
หมอกควันสีดำที่ไตเติ้ลมองเห็นพวกนั้นคือจิตอาฆาตของเ้ากรรมนายเวรใครทำอะไรเอาไว้เขาก็จะทวงหนี้เอากับคนที่สร้างกรรมไว้กับเขา
ไตเติ้ลอาจใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือคนอื่นได้บ้างพอสมควรเตือนได้ในยามที่เห็นว่าคนมีภัย หรือพูดคุยเจรจากับเ้ากรรมนายเวรขอลดหย่อนผ่อนโทษไม่ให้อาฆาตแค้นเ้าชะตาได้
เป็ต้นหากมีใครมาถามถึงเื่เคราะห์กรรมสาเหตุของความซวย ความดวงตกต่าง ๆ ของชีวิตไตเติ้ลสามารถบอกกับคนพวกนั้นว่ากำลังถึงคราวเคราะห์ร้าย ให้ระวังน้ำ ระวังไฟแต่บอกไปอย่างระบุชี้ชัดไม่ได้ว่าจะจมน้ำเมื่อไร หรือถูกไฟไหม้ที่ตอนไหน และหากเ้ากรรมนายเวรอาฆาตมาว่าห้ามบอกห้ามเตือน หากเป็อย่างนั้นไตเติ้ลก็ไม่สามารถบอกหรือเตือนได้
ในกรณีของเคราะห์ร้ายที่ไม่หนักหนาก็จะสามารถเผือกแบบอ้อมๆ ได้เท่านั้น แต่ถ้าหากเคราะห์หนักจนมองไม่เห็นหัวอย่างเ้าบรรณารักษ์คนนั้น…
ปู่สั่งสอนเอาไว้นักหนาว่าหากทนมองดูอยู่เฉย ๆไม่ได้ก็ให้เผ่นหนีโดยไวถ้าไม่อยากจะซวยเสียเองก็อย่าเอาตัวเองเข้าไปเผือกกับความดวงซวยของชาวบ้านอย่างเด็ดขาด!
“ระวังครับ!”
ไตเติ้ละโเตือนพร้อมกับพุ่งร่างตนเองเข้าไปใกล้ชายดวงซวยคนนั้น
เขาจำคำสั่งสอนของปู่ได้ขึ้นใจแต่ในทุกครั้งก็ไม่เคยที่จะทนดูความซวยของคนอื่นอยู่เฉย ๆโดยไม่เข้าไปเผือกได้เลยสักที
ตอนแรกที่เห็นควันดำพวกนั้นไตเติ้ลก็ลุกขึ้นพรวดพราดสมองของเขาเตือนว่าจงเผ่นหนีจากภาพเบื้องหน้านั้นไปให้ไวแต่พอเห็นชายคนนั้นกำลังเอนหงายหลังลงมาจากชั้นหนังสือสูงลิบสัญชาตญาณก็กลับเข้าควบคุมร่างกายพาสองขาของตนพุ่งไปรับร่างของเ้าคนดวงซวยนั่นจนถึงที่
ไตเติ้ลรู้ดีว่าชายคนนั้นตกจากชั้นหนังสือลงมาทับเขาที่พุ่งเข้าไปรับและก่อนที่สัมปชัญญะของเขาจะดับวูบลง
วิทยากรหนุ่มใหญ่ในวัยสี่สิบเจ็ดปีก็มองเห็นชั้นหนังสือไม้สักใหญ่โตนั้นค่อยๆ เอนล้มลงมา…
…………….
……………….
………………..
ชายหนุ่มรู้สึกปวดหัว...
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ็บหนักตรง่ท้ายทอยเหมือนกับถูกกระแทก พอลำดับภาพความทรงจำของตนเองได้เขาก็เดาสาเหตุของความเจ็บนั้นได้ว่าตนน่าจะศีรษะน็อกพื้นเพราะหงายหลังล้มลง
อันที่จริงเขาควรจะอึดอัดแล้วก็ต้องหนักตัวด้วยเพราะถูกทั้งคนและชั้นหนังสือล้มทับแต่ถึงแม้จะหลับตาอยู่เขาก็รู้สึกได้ว่าบนร่างของตนไม่ได้มีทั้งคนหรือวัตถุใด ๆ กองทับอยู่เลย
ชายหนุ่มได้ยินเสียงเด็กผู้ชายร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างกายแทนที่จะเป็เสียงจ้อกแจ้กวุ่นวายโกลาหล
ไตเติ้ลกำลังคาดเดาว่าตนเองและผู้ชายดวงซวยคนนั้นคงจะถูกหน่วยกู้ภัยลากออกมาจากที่เกิดเหตุแล้วและคงกำลังถูกพามานอนในที่ใดสักที่…
ที่ไม่น่าจะใช่โรงพยาบาลเพราะมันไม่มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อหรือกลิ่นอะไรต่าง ๆ อย่างที่โรงพยาบาลควรจะมีตรงข้าม มันเป็กลิ่นเหม็นเน่าสกปรกไปหมดเหมือนกับอยู่ท่ามกลางกองขยะเขาคงจะาเ็ไม่หนักเท่าไหร่กู้ภัยจึงไม่รีบพาส่งโรงพยาบาลส่วนบรรณารักษ์ดวงซวยคนนั้น…
หากให้เดาจากหมอกสีดำที่หนาทึบจนหาหัวไม่เจอแบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคงไม่น่าจะรอดแล้วแน่ ๆส่วนเสียงหนวกหูของไอ้เด็กที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่นี่ก็น่าจะเป็ลูกหลานญาติโยมของเ้าบรรณารักษ์นั่นล่ะมั้ง
เอาเถอะถึงไตเติ้ลจะไม่ใช่คนรักเด็กแต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดเด็กนักหนาโดยรวมเขาแค่รู้สึกว่าพวกเด็ก ๆ นั้นเป็สิ่งมีชีวิตจากมิติลี้ลับที่วัน ๆ เอาแต่แหกปากร้องไห้พูดภาษาคนไม่รู้เื่ เข้าถึงและเอาใจได้ยากมาก ๆชนิดที่ยากยิ่งกว่าพวกผีร้ายเอาแต่ใจทั้งหลายที่เขาเคยคบเคยคุยด้วยเสียอีก
แต่ในกรณีถ้ามาเจอเด็กเดือดร้อนร้องไห้เป็บ้าเป็บออย่างมีสาเหตุว่าพ่องมันตาย อย่างไรเสียในฐานะผู้ใหญ่ที่ดีมีความรับผิดชอบต่อสังคม เขาก็ต้องพยายามให้การช่วยเหลือปลอบใจเด็กอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ชายหนุ่มพยายามขยับเปลือกตาของตนให้ลืมขึ้นมาทั้งที่ท้ายทอยยังปวดร้าวไปหมดเขาคิดว่าเด็กที่ร้องไห้เป็วรรคเป็เวรอยู่นี่คงจะเป็ลูกของเ้าบรรณารักษ์ดวงซวยคนนั้นแล้วน่าจะไม่มีญาติมาคอยดูแลอยู่ด้วยไม่อย่างนั้นใครที่ไหนจะปล่อยให้เด็กมานั่งแหกปากอยู่ข้างศพพ่อเป็ชั่วโมง ๆ ได้อย่างนี้กันล่ะ
ไตเติ้ลขยับเปลือกตาลืมขึ้นมาได้ในที่สุด
ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเขาในทีแรกก็คือเด็กชายร่างผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูกจนเหมือนกับพวกขาดสารอาหารอายุวัยน่าจะอยู่ราวหกเจ็ดขวบเท่านั้น
เด็กคนนั้นกำลังร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้าแต่พอเห็นเขาลืมตาตื่นขึ้นมาเ้าเด็กนั่นก็โผเข้ามากอดพร้อมกับกรีดเสียงร้องไห้ลั่นดังยิ่งขึ้น
“พ่อไม่ตาย โฮฮฮฮ พ่อจ๋าไม่ตายแล้ว โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ”
ฉิบ...หายล่ะ! ใครพ่อใครวะ!?