สามวันให้หลัง หวงเหวินให้จางฉิงมาที่เมืองถานโจวเพื่อรับพวกซุนิฉวนไปที่เหมืองเกลือเหมืองเกลือของสกุลซุนอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองถานโจวหากเดินด้วยเท้าเปล่าใช้เวลาราวหนึ่งวัน
ซุนิฉวนนั่งรถม้าใช้เวลาราวสองชั่วยามก็ถึงเหมืองเกลือเหมืองเกลือของสกุลซุนทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเ้าของเหมืองคนเก่าสร้างที่พักสำหรับคนงานเอาไว้อย่างง่าย ๆเป็กระท่อมไม้หลังคามุงด้วยหญ้า ปลูกเรียงกันไปเป็พรืด รองรับคนงานได้หลายร้อยคนภายในกระท่อมมีเตียงไม้จัดเรียงจนแน่น สำหรับให้นอนได้หกถึงแปดคนต่อหลัง
ซุนิฉวนมาถึงเหมืองเกลือก็เลยเที่ยงวันไปแล้วหวงเหวินออกมารับซุนิฉวนที่ด้านหน้าเรือนพักเรือนพักนี้แยกออกมาต่างหากจากที่พักของคนงานในเหมืองบริเวณเรือนพักล้อมด้วยกำแพงดินสีเหลืองสภาพเก่าแต่ยังดูแข็งแรงมีประตูทางเข้ากว้างใหญ่ ด้านในแบ่งเรือนออกเป็ส่วนคล้ายเรือนสี่ประสานแต่มีห้องข้างน้อยกว่า ห้องโถงกลางมีขนาดใหญ่กว่าเรือนทั่วไปอยู่มากพอรองรับคนได้หลายสิบคน
ซุนิฉวนลงจากรถม้ากล่าวทักทาย“ท่านอาหวง”
หวงเหวินมองดูสีหน้าของซุนิฉวนที่ดูดีขึ้นจากเดิมพอเห็นสองแม่ลูกสกุลหานที่ไม่คุ้นหน้าก็มิได้ถามสิ่งใดคงเป็จางฉิงที่เล่าให้หวงเหวินทราบเอาไว้ก่อนแล้วในเมื่อเป็ความ้าของซุนิฉวน หวงเหวินจึงไม่ติดขัดอันใดอีกอย่างที่เรือนยังไม่มีสตรีสำหรับดูแลงานทั่วไป
“คุณชายใหญ่ท่านเพิ่งมาถึงเข้าไปพักผ่อนสักครู่ก่อน ข้าจะพาไป”
ถัดจากห้องโถงเป็ประตูเข้าสู่ตัวเรือนชั้นในมีเรือนพักอยู่สามด้าน ด้านละสองห้องรวมเป็หกห้อง ตรงกลางสร้างเป็ห้องหนังสือขนาดย่อมลงมาล้อมรอบด้วยสวนที่มีต้นไม้ปลูกไว้ที่ตรงกลางซุนิฉวนให้น้องชายทั้งสองคนพักในห้องข้าง หวงเหวินมาถึงล่วงหน้าหลายวันแล้วห้องพักของหวงเหวินกับผู้คุ้มกันอยู่ที่เรือนส่วนนอกซุนิฉวนให้แม่ลูกสกุลหานอยู่ที่เรือนนอกเช่นกัน
หลิวซีอิ๋งอายุยังแค่เพียงสามสิบกว่าปีสามารถทำอาหารตัดเย็บเสื้อผ้าได้ ซุนิฉวนจึงให้ดูแลในส่วนนี้วันหน้าจะหาบ่าวสตรีมาเพิ่มเติม ส่วนหานฉีหรงปีนี้เพิ่งอายุสิบสี่ปีซุนิฉวนมีอวี้เอ๋อร์ที่คอยรับใช้อยู่แล้วจึงมอบหานฉีหรงให้จางฉิงไปฝึกฝนเพื่อให้เป็ผู้คุ้มกัน
ซุนิฉวนอยู่ในห้องหนังสือกับหวงเหวินตอนนี้ที่เหมืองเกลือมีคนงานเพิ่มมาอีกยี่สิบคนเป็ห้าสิบคนแต่ยังเป็แค่ครึ่งหนึ่งจากที่้าทั้งหมด
หวงเหวินเมื่อมาถึงที่เหมืองเกลือเมื่อหลายวันก่อนพบว่ามีทาสยี่สิบคนที่ไม่มีที่ไป พากันรอเ้าของเหมืองคนใหม่อยู่ในที่พักเป็เื่ปกติที่เ้าของเหมืองที่หมดสัมปทานแล้วจะทิ้งทาสเอาไว้ทาสที่ถูกทิ้งไว้อายุเกินสี่สิบปีแล้วขายก็ไม่ได้ราคาทั้งยังต้องเสียค่าอาหารเลี้ยงดู ทำงานต่อไปอีกได้ไม่กี่ปี ไม่คุ้มที่นายทาสจะนำไปด้วย
หวงเหวินเกรงว่าซุนิฉวนจะตำหนิที่ตนเองรับทาสอายุมากเอาไว้ถึงยี่สิบคน “คุณชายใหญ่ ข้าตัดสินใจโดยพลการ ขอคุณชายใหญ่ลงโทษด้วย” หวงเหวินลุกขึ้นยืนก้มตัวประสานมือให้กับซุนิฉวน
ซุนิฉวนไหนเลยจะคิดตำหนินี่กลับแสดงว่าหวงเหวินเองความจริงเป็ผู้มีใจเมตตาไม่น้อยหวงเหวินติดตามซุนเหว่ยมาสิบกว่าปี แสดงว่าซุนเหว่ยเองก็มิใช่คนโเี้มิน่าบุตรชายทั้งสามคนของซุนเหว่ยถึงได้ถูกอบรมออกมาจนมีลักษณะนิสัยเช่นนี้
“ท่านอาหวงนั่งลงก่อนข้าไม่คิดตำหนิท่าน ที่จริงข้าเองมีเื่อยากจะปรึกษาท่านเื่คนงานเช่นกัน”
ซุนิฉวนยิ้มดึงมือหวงเหวินให้นั่งลงหวงเหวินมีสีหน้าสงสัย แต่ยังรอให้ซุนิฉวนกล่าว
“ท่านอาหวงจำผู้อพยพที่ด้านหน้าประตูเมืองถานโจวได้หรือไม่”
“คุณชาย ท่านคงไม่”
ซุนิฉวนพยักหน้ากล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“เมืองถานโจวเป็เมืองเล็กต่อให้ท่านซื้อทาสจนหมดเมือง อย่างไรคงได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยข้าคิดจะรับผู้อพยพมาที่เหมืองเกลือ”
ซุนิฉวนประมาณจากสายตาผู้อพยพน่าจะมีราวเกือบสองร้อยคน มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่คนชราผู้พิการเองก็มีไม่น้อยหากคัดเลือกผู้ที่แข็งแรงที่พอจะทำงานในเหมืองเกลือได้ น่าจะได้คนงานมาเพิ่มอีกเกือบสามสิบสี่สิบคนแต่ปัญหาคือคนอีกราวร้อยกว่าคนที่เหลืออยู่จะให้กินอยู่เปล่าคงจะไม่ได้
“ท่านอาหวงพวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”
อยู่ๆ ซุนิฉวนก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาหวงเหวินคิดว่าคุณชายใหญ่เปลี่ยนไปั้แ่ฟื้นจากอาการาเ็ ซุนิฉวนเป็คนฉลาดหลักแหลมก็จริงอยู่แต่ที่ผ่านมาความคิดของซุนิฉวนยังอยู่ในการคาดคำนวณของหวงเหวิน
คราวนี้หวงเหวินพอจะคาดเดาได้ว่าซุนิฉวนน่าจะอยากรับผู้อพยพเข้ามาที่เหมืองเกลือเพราะความสงสารแต่ไม่ทราบว่าเื่นี้เกี่ยวอันใดกับการออกไปเดินเล่นเช่นนี้ แต่หวงเหวินยังคงติดตามซุนิฉวนออกไปด้านนอก
ั้แ่มาถึงที่เหมืองเกลือเมื่อตอนหลังเที่ยงซุนิฉวนก็สังเกตเห็นถึงเนื้อที่กว้างใหญ่ของเหมืองเกลือทั้งสองแห่งเหมืองเกลือนี้มีขนาดราวสองร้อยถึงสามร้อยมู่ด้านหลังมีูเาเขียวขจีด้านข้างติดลำน้ำ ซุนิฉวนพาหวงเหวินเดินอ้อมไปทางูเาพบเห็นร่องรอยของการทำไร่ในด้านที่ติดกับูเาแต่ว่าปล่อยจนรกร้างมีแต่วัชพืชขึ้นรกเต็มไปหมด
อากาศยามบ่ายค่อนข้างร้อนตอนนี้เพิ่งเริ่มเข้าเดือนสี่ พื้นที่แถบเหลียงกวางอยู่ในเขตป่าร้อนชื้นหน้าร้อนนั้นร้อนนัก หน้าฝนมีฝนตกหนักเกิดอุทกภัยอยู่เสมอหน้าหนาวแม้ยังไม่หนาวเท่าดินแดนทางเหนือแต่ก็ทารุนไม่ต่างกัน
ซุนิฉวนหยุดลงใต้ต้นไม้สูงต้นหนึ่งหวงเหวินยืนรอให้ซุนิฉวนเป็คนกล่าว “ท่านอาหวงข้าทราบว่าท่านเป็กังวลเื่เสบียงการกินอยู่ของผู้อพยพ ข้าไม่ได้คิดให้พวกเขาเข้ามาอยู่โดยไม่ได้ทำอะไรท่านดูไร่นารกร้างเหล่านี้ ผู้ชายที่ทำงานหนักได้ ท่านคัดเลือกเอาไปที่เหมืองเกลือผู้หญิงกับคนที่แข็งแรงให้ทำงานในไร่ คนแก่กับเด็กให้ช่วยทำงานในเรือนเด็กผู้ชายที่พอมีแววท่านให้จูห่าวคัดเลือกไปฝึกเป็ผู้คุ้มกันเพิ่มเติม”
หวงเหวินเบิกตามองซุนิฉวนราวกับตนเองเพิ่งเคยเห็นซุนิฉวนเป็ครั้งแรกหวงเหวินเมื่อเห็นไร่นาที่ว่างเปล่าก็เข้าใจว่าซุนิฉวนเพียง้าให้ผู้อพยพเป็แรงงานในไร่แต่ซุนิฉวนนอกจากกล่าวถึงงานในไร่นาแล้วยังกล่าวถึง งานในเรือนการฝึกปรือผู้คุ้มกันเพิ่มเติมก็ทราบว่า ซุนิฉวนคิดอ่านอย่างครอบคลุม
“ข้าเข้าใจแล้วข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”น้ำเสียงของหวงเหวินเพิ่มความเคารพยกย่องซุนิฉวนขึ้นมาอีกหลายส่วน
“พี่ใหญ่”ซุนิเจี๋ยวิ่งนำซุนิเย่กับอวี้เออ๋ร์บ่าวรับใช้มาทางซุนิฉวนทั้งสามคนออกไปเดินสำรวจเหมืองเกลือั้แ่มาถึงจนมาพบซุนิฉวนอยู่กับหวงเหวินที่ด้านนี้หวงเหวินเห็นซุนิฉวนน่าจะหมดเื่ที่้ากล่าวแล้วจึงลาไปทำตามแผนที่ซุนิฉวนมอบหมาย
“พวกเ้าไปไหนกันมาอย่าได้วิ่งเล่นไปจนทั่ว แดดร้อนปานนี้ระวังจะไม่สบาย”
ซุนิเจี๋ยวิ่งมามีเหงื่อท่วมตัวพอเข้าร่มไม้ก็หายใจหอบเพราะความเหนื่อยจนซุนิฉวนต้องใช้ชายเสื้อเช็ดหน้าให้น้องชายคนเล็กซุนิเย่เพียงหน้าแดงเพราะแดด เดินตามหลังเข้าร่มไม้มาด้วยกัน
“พี่ใหญ่กำลังดูอะไรอยู่?“ซุนิเย่ถาม
ซุนิเย่อายุสิบสี่ปีแล้วถือว่าโตพอสำหรับคนในยุคสมัยนี้ น้องรองของซุนิฉวนคนนี้เป็คนฉลาดช่างสงสัยแต่ไม่ชอบพูดคุยเจรจากับคนแปลกหน้าซุนิฉวนกำลัง้าหาคนมาช่วยงานดูแลการทำไร่ในอนาคตพอดี
“ิเย่พี่ใหญ่มีงานจะให้เ้าทำอย่างหนึ่ง หากเ้าทำได้ดีพี่ใหญ่จะมีรางวัลให้เ้า”
ซุนิเย่ตาเป็ประกายรับคำแทบจะทันที“พี่ใหญ่ท่านสั่งมาได้เลย ข้ายินดีช่วยท่านทำงาน”
“พี่ใหญ่แล้วข้าละท่านมอบงานให้พี่รอง แล้วข้าละ ข้าก็อยากช่วยท่านทำงาน”ซุนิเจี๋ยโถมตัวเข้ากอดซุนิฉวน
“เ้าก็อยากทำงานเช่นนั้นหรือขอข้าคิดดูก่อน” ซุนิฉวนยกมือลูบคางทำท่าครุ่นคิด “งั้นข้าให้เ้าช่วยพวกจูห่าวฝึกผู้คุ้มกันเป็อย่างไร”
“อือ”ซุนิเจี๋ยพยักหน้าพลางปรบมืออย่างดีใจ
ซุนิเจี๋ยเพิ่งจะสิบขวบซุนิฉวนไม่ได้คาดหวังให้น้องชายคนเล็กทำอะไรมากมายการให้ไปอยู่กับพวกจูห่าวก็เพื่อหวังให้ซุนิเจี๋ยได้ออกกำลังกายฝึกฝนตนเองให้แข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น
จ้าวอาเม่ย อพยพหนีความอดอยากมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในเสฉวน จ้าวอาเม่ยแต่งงานกับคนในหมู่บ้านเดียวกันมีบุตรสี่คนเมื่อก่อนทั้งหกคนพ่อแม่ลูก มีที่นาเป็ของตนเองที่ดินหกมู่แม้ไม่มากแต่พอให้ทั้งหกกินอิ่มในทุกมื้อสามีเข้าป่าตัดไม้ล่าสัตว์ มีเงินเหลือให้พอซื้อเสื้อผ้าได้ปีละครั้งชีวิตนับว่ามีความสุขตามประสา แต่เมื่อสามปีก่อนมีทหารมาจากอำเภอบอกว่าทางการมีการขึ้นภาษี ภาษีที่เพิ่มขึ้นทำให้บ้านของจ้าวอาเม่ยต้องเอาข้าวเปลือกที่เก็บเอาไว้กินตอนหน้าหนาวออกมาจ่ายให้ทางการ
เงินเก็บที่มีไม่มากต้องเอาไปใช้ซื้อข้าวมาให้คนหกปากท้องกินสามีของนางต้องเข้าป่าบ่อยขึ้น เข้าไปในป่าไกลกว่าเดิมเพื่อหาของป่ามาขายคนในหมู่บ้านประสบปัญหาอย่างเดียวกัน ในปีแรก ๆ จ้าวอาเม่ยยังพอผ่านไปได้แต่พอเข้าปีที่สอง ข้าวเปลือกที่ปลูกก็ไม่พอจะเอามาจ่ายภาษีสามีนางต้องขายที่นาหกมู่ที่มี เพื่อเอาเงินมาจ่ายภาษีจากเ้าของที่กลับกลายเป็ต้องเช่าที่นาของตนเอง
พอปีที่สามหกคนพ่อแม่ลูกพร้อมกับคนในหมู่บ้านเดียวกันหลายสิบหลังต้องกลายเป็คนไม่มีที่อยู่ ไม่มีปัญญาจ่ายภาษีไม่สามารถเช่าที่นาของตนเองได้อีกต่อไป สามีนางพาคนทั้งบ้านหนีออกจากหมู่บ้านร่อนเร่หางานทำ วันทั้งวันแทบไม่มีข้าวตกถึงท้องไปที่ไหนก็มีแต่ผู้อพยพมากมายเต็มไปหมด
สามีนางเพราะทะเลาะกับผู้อพยพคนอื่นเพียงเพราะโจ้กชามเดียวต้องกลายมาเป็คนพิการขาข้างซ้ายใช้การไม่ได้ รายได้ที่พอจะมีบ้างจากการเข้าป่าก็หายไปเมื่อต้นปีบุตรชายคนเล็กที่ยังไม่ครบห้าขวบก็ตายไปเพราะความอดอยากจ้าวอาเม่ยทั้งห้าคนที่เหลืออยู่เร่ร่อนมาจนถึงเมืองถานโจวที่เมืองนี้ยังพอมีคนใจบุญ ในทุกเช้าอย่างน้อยมีคนตั้งโต๊ะแจกโจ้กข้าวฟ่างไม่ก็หมั่นโถววันละมื้อที่พวกนางครอบครัวได้มีอะไรตกถึงท้องบ้าง
จ้าวอาเม่ยร่ำไห้กอดลูกสาวลูกชายคนรองอยู่ในเพิงไม้เก่าจะพังแหล่ไม่พังแหล่ลูกชายคนโตอายุสิบสองของนางไม่สบายมาหลายวันแล้วนางตัดสินใจจะขายลูกสองคนออกไปเพื่อให้ได้เงินมาพอให้ลูกชายคนโตได้หาหมอรักษาสามีของนางนั่งก้มหน้าเหม่อลอยอยู่ในมุมหนึ่งของเพิงไม้
“อาอวี้ อาซานแม่ขอโทษนะลูก”
“แม่พ่อข้าไม่อยากไป ข้าไม่อยากไป ข้าจะกินให้น้อยลง ท่านแม่อย่าขายข้ากับน้องสามไปเลย”
เด็กสาวในเสื้อผ้าเก่าขาดกอดจ้าวอาเม่ยเอาไว้ร่ำไห้น้ำตานองส่งเสียงคร่ำครวญดังไปทั่ว แต่สภาพเช่นนี้พบเห็นได้ในทุกวันมีวันไหนบ้างที่ไม่มีคนอดตาย พ่อแม่ไม่ขายลูกออกไปเพื่อความอยู่รอด
“อาเม่ยมีคนมาแจกข้าวอยู่หน้าประตูเมือง”
คนจากหมู่บ้านเดียวกันชะโงกหน้าเข้ามาบอกจ้าวอาเม่ยก่อนที่จะรีบวิ่งไปที่ด้านหน้าประตูเมืองจ้าวอาเม่ยหันไปบอกสามีให้ออกไปรับข้าวที่มีคนมาแจกแต่ว่าวันนี้เมื่อตอนเช้ามีการแจกข้าวต้มไปแล้ว นึกไม่ถึงตอนสายยังมีคนมาแจกอีก
สามีนางนิ่งเงียบไม่ขยับตัว“งั้นเ้าก็อยู่นี่ ข้าจะออกไปดูก่อน อาอวี้ อาซาน แม่จะไปเอาของกินมาให้กินให้อิ่มก่อนก็แล้วกัน” เด็กสองคนไร้เรี่ยวแรงจะกล่าว ได้แต่ใช้สายตามองส่งมารดาเดินออกไปด้านนอก
จ้าวอาเม่ยเดินตามผู้คนไปที่หน้าประตูเมืองแต่ไม่เห็นมีการตั้งโต๊ะเพื่อแจกอาหารเหมือนใน่เช้า จ้าวอาเม่ยมองฝ่าฝูงคนเข้าไป มองเห็นรถม้าสองคันใหญ่ชายแต่งกายสุภาพไว้เครายาวยืนอยู่กึ่งกลางล้อมรอบไปด้วยชายฉกรรจ์ท่าทางแข็งแรงสี่คน
หวงเหวินออกเดินทางจากเหมืองเกลือในตอนเช้าตรู่ของวันถัดมาพอมาถึงก็ให้จางฉิงออกไปะโป่าวประกาศว่าเหมืองเกลือ้ารับคนงานทางเหมืองจะไม่จ่ายค่าจ้างเป็เงิน แต่จะมีข้าวให้กินสองมื้อ มีที่อยู่กับเสื้อผ้ารับไม่จำกัดไม่ว่าชายหญิง เด็กหรือชราสามารถพาครอบครัวไปอยู่ที่เหมืองเกลือได้โดยทางเหมืองเกลือจะดูแลทั้งครอบครัว
จ้าวอาเม่ยแทบไม่เชื่อหูตนเองสามีนางพิการ ลูกสามคนที่เหลือก็ยังเล็กเกินกว่าจะทำงานหนักได้ แต่ว่านางยินดีทำงานในเหมืองเกลือ ขอเพียงมีที่อยู่มีข้าวให้กินอิ่มท้อง
“นายท่านท่านบอกว่ารับทั้งครอบครัว สามีข้าพิการก็ไปที่เหมืองได้ใช่ไหมเ้าค่ะ”
กลุ่มคนที่ห้อมล้อมหวงเหวินอยู่ต่างเงียบเสียงลงผู้อพยพครอบครัวไหนบ้างที่ไม่มีคนแก่หรือพิการที่ทำงานหนักไม่ได้อยู่ด้วยคำถามของจ้าวอาเม่ยพอดีถามแทนทุกผู้คน
“นายท่านของข้าสั่งมาว่าให้รับทุกคนที่เต็มใจไปทำงานที่เหมือง ไม่ว่าคนแก่เด็กหรือพิการของเพียงยังไม่ตาย สามารถพาไปได้ทั้งหมดพวกข้าจะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ใครที่้าไปทำงานที่เหมืองเกลือพรุ่งนี้เช้าออกเดินทาง”