แรงปะทะระหว่างแสงศักดิ์สิทธิ์และความมืดมิได้จางหายไปพร้อมกับการะเิครั้งก่อน ตรงกันข้าม มันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนแม้แต่มิติเองก็เริ่มส่งเสียงคร่ำครวญ รอยแยกที่ฉีกท้องฟ้าออกเป็สองภาคขยายตัวออกอย่างช้า ๆ คล้ายกับแผลที่ไม่อาจสมานได้อีกต่อไป ขณะที่พลังของทั้งสองฝ่ายยังคงกระแทกเข้าหากันไม่หยุด ราวกับไม่มีใครยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว
ชายในชุดเกราะทองยืนอยู่ท่ามกลางกระแสพลังที่บิดเบี้ยว แสงสีทองรอบกายของเขาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพียงคลื่นเล็ก ๆ บนผิวน้ำที่ไม่อาจกระทบถึงแก่นแท้ของเขาได้ ดวงตาสีทองคู่นั้นจับจ้องไปยังจ้าวมารโดยไม่หลบเลี่ยง แม้พลังของอีกฝ่ายจะเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะจนทำให้เทพหลายตนต้องถอยร่น แต่เขากลับยังคงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคง
“เ้าฝืนได้เพียงเท่านี้หรือ” น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง หากแต่แฝงแรงกดดันที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้เป็เป้าหมายยังรู้สึกหายใจติดขัด “ความโกลาหลที่ไร้การควบคุม ต่อให้รุนแรงเพียงใดก็ย่อมมีขีดจำกัดของมัน”
จ้าวแห่งมารแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแ่ต่ำ แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ในความมืดรอบตัว “ขีดจำกัด?” เขาทวนคำช้า ๆ พลางยกมือขึ้น ปราณปีศาจสีแดงดำพลันพุ่งทะยานขึ้นจากร่างของเขาอีกครั้ง คลื่นพลังนั้นมิได้ะเิออกไปโดยไร้ทิศทาง หากแต่เริ่มรวมตัวกันเป็กระแสน้ำวนขนาดมหึมาที่บดบังแม้กระทั่งแสงศักดิ์สิทธิ์ “สิ่งที่มีขีดจำกัดคือกรอบที่เ้าตั้งขึ้นต่างหาก”
ในวินาทีนั้น ความมืดมิได้เพียงต้านทานแสง หากแต่เริ่มกัดกินมัน
แสงสีทองจำนวนมากถูกกลืนเข้าไปในกระแสน้ำวนสีดำอย่างเงียบงัน วงเวทบางส่วนเหนือฟ้าสั่นไหวเล็กน้อย เทพหลายตนเบื้องล่างเริ่มแสดงสีหน้าตึงเครียดเป็ครั้งแรกั้แ่าเริ่มขึ้น เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า หากแสงถูกกลืนกินมากกว่านี้ แม้แต่สมดุลของสนามรบก็อาจพลิกกลับได้
ชายในชุดเกราะทองมิได้แสดงอาการใดออกมา เขากลับค่อย ๆ หลับตาลงเพียงชั่วขณะหนึ่ง ราวกับกำลังฟังบางสิ่งที่อยู่ลึกยิ่งกว่าความวุ่นวายเบื้องหน้า เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงในดวงตานั้นกลับลึกและหนักแน่นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“เช่นนั้น ก็จบเถิด”
คำพูดนั้นมิได้ดังไปทั่วสนามรบ หากแต่เหมือนซึมซาบลงในทุกอณูของอากาศ ราวกับโลกทั้งใบได้ยินมันโดยไม่ต้องผ่านเสียง
วงแสงเหนือฟ้าหยุดหมุน
แล้วในเสี้ยววินาทีถัดมา มันก็ขยายตัวออกอย่างฉับพลัน
เส้นสายจำนวนมหาศาลแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง กลายเป็โครงข่ายขนาดมหึมาที่ปกคลุมทั้งสนามรบ ราวกับมีใครบางคนกำลังวางกรอบของโลกขึ้นใหม่อีกครั้ง พลังศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากมันมิได้รุนแรงแบบปะทะ หากแต่หนักแน่นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนแรงโน้มถ่วงที่ไม่มีผู้ใดหลุดพ้น
จ้าวแห่งมารหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาััได้ทันทีว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมิใช่เพียงการโจมตี หากแต่เป็การ “กำหนด”
“ในที่สุดเ้าก็ยอมใช้มัน” เขาพึมพำเบา ๆ แต่ในน้ำเสียงกลับมีทั้งการยอมรับและการเย้ยหยันปะปนกัน
โซ่ตรวนสีทองเริ่มปรากฏขึ้นทีละเส้น
ครั้งนี้มันมิได้พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรงเหมือนก่อนหน้า หากแต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากแสงที่แผ่กระจายอยู่รอบด้าน เส้นหนึ่งพันรอบแขน อีกเส้นหนึ่งพันรอบลำตัว และอีกหลายเส้นแทงทะลุผ่านมิติราวกับไม่สนใจระยะทางหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ ทุกเส้นต่างมุ่งตรงไปยังจ้าวมารโดยไม่มีข้อยกเว้น
พลังปีศาจที่เคยปะทุอย่างบ้าคลั่งเริ่มถูกกดทับลงอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพราะมันอ่อนแอ แต่เพราะสิ่งที่กำลังกดมันลงคือกฎที่ไม่เปิดโอกาสให้ต่อต้าน
“ตรวน์พิพากษา…” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นจากหมู่เทพ เป็เสียงที่แฝงทั้งความศรัทธาและความหวาดเกรง เพราะแม้แต่ผู้ใช้มันก็ยังไม่อาจควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
โซ่ตรวนรัดแน่นขึ้นทีละชั้น แสงสีทองแทรกซึมเข้าไปในร่างของจ้าวมาร กดทับแก่นพลังของเขาอย่างไม่ปรานี เสียงแตกหักดังขึ้นภายในร่างนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงร่างกาย แต่รวมถึงพลังที่เขาสั่งสมมานานนับไม่รู้กี่กาล
ถึงกระนั้น เขายังคงยืนอยู่
เขาไม่ดิ้นรนอย่างไร้ทิศทาง ไม่ร้องโหยหวน และไม่คุกเข่า แม้โซ่ตรวนจะดึงร่างของเขาลงอย่างต่อเนื่อง ดวงตาสีดำคู่นั้นยังคงจับจ้องไปยังชายในเกราะทองอย่างไม่หลบเลี่ยง ราวกับกำลังพยายามมองให้ทะลุผ่านสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไปให้ได้
“เ้าชนะแล้ว” เขากล่าวเสียงต่ำ “อย่างน้อย…ก็ในวันนี้”
คำพูดนั้นทำให้สนามรบเงียบลงอีกครั้ง คราวนี้มิใช่เพราะพลัง หากแต่เป็เพราะความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น
ชายในชุดเกราะทองไม่ตอบ เขาเพียงยกมือขึ้นอีกครั้ง
เบื้องล่างของสนามรบ ความมืดแยกออกจากกันอย่างช้า ๆ กลายเป็ช่องว่างขนาดมหึมาที่ไม่มีสิ่งใดสะท้อนอยู่ภายใน มันไม่ใช่หลุมธรรมดา แต่เป็ห้วงลึกที่ตัดขาดจากโลกนี้โดยสิ้นเชิง ความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากมันไม่ใช่ความหนาวทางกาย หากแต่เป็ความว่างเปล่าที่ทำให้การมีอยู่ของสิ่งใดก็ตามดูไร้ความหมาย
นั่นคือนรกชั้นลึกสุด
สถานที่ซึ่งแสงไม่อาจส่องถึง เสียงไม่อาจเดินทาง และกาลเวลาเองก็ถูกกดทับจนแทบไม่เคลื่อนไหว มันมิใช่เพียงคุก หากแต่เป็สถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกอีกต่อไป
โซ่ตรวนสีทองรัดแน่นขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ลากร่างของจ้าวมารลงไปยังห้วงลึกนั้นอย่างช้า ๆ แต่ไม่อาจต้านทานได้ แรงดึงของมันมิได้รุนแรง ทว่าหนักแน่นราวกับคำตัดสินของจักรวาลที่ไม่มีสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้
“จงหลับใหลอยู่ในนรกชั้นลึกสุด” ชายในเกราะทองกล่าว น้ำเสียงของเขาแผ่ไปทั่วฟ้าที่แตกร้าว “และอย่าได้เห็นแสงแห่ง์อีกตลอดกาล”
ร่างของจ้าวมารจมลงไปทีละส่วน ครึ่งล่างหายไปในความมืดแล้ว แต่ในขณะที่ร่างของเขากำลังจะถูกกลืนหายไปทั้งหมด เขากลับเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาสีดำคู่นั้นยังคงลุกไหม้อยู่ และในแววตานั้น ไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ลิขิต…” เขาเอ่ยเสียงแ่ “ยิ่งงดงาม…ก็ยิ่งเป็กรงที่แ่า”
ในวินาทีนั้นเอง พลังบางอย่างพลันะเิออกจากร่างของเขา
มันมิใช่พลังปีศาจที่เคยเห็นมาก่อน หากแต่เป็เศษเสี้ยวของบางสิ่งที่แปลกประหลาด แสงสีทองแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับกระจกที่ถูกทุบ เศษเสี้ยวเ่าั้สะท้อนภาพที่ไม่ชัดเจน พุ่งออกไปทุกทิศทางโดยไม่มีรูปแบบ
“หยุดมัน!” เสียงของชายเกราะทองแฝงความเร่งรีบเป็ครั้งแรก
เทพหลายตนลงมือพร้อมกัน วงเวทศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พยายามสกัดเศษเสี้ยวเ่าั้ไว้ ทว่ามันกลับทะลุผ่านพลังทุกชั้นอย่างเงียบงัน ราวกับไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเดียวกันกับพลังที่พวกเขาใช้
เศษเสี้ยวเ่าั้กระจายออกไปทั่วโลก
บางส่วนตกสูู่เา
บางส่วนจมหายลงในทะเล
บางส่วนหายไปในรอยแยกของมิติ
และบางส่วน…ลอยไปยังที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก
ชายในเกราะทองมองภาพนั้นด้วยแววตาหนักอึ้ง แต่เขามิได้ไล่ตาม เพราะการผนึกต้องเสร็จสมบูรณ์ก่อน
โซ่ตรวนปิดลง
นรกปิดลง
และจ้าวมาร…หายไปในห้วงลึกนั้น
ความเงียบปกคลุมสนามรบ
แสงค่อย ๆ จางลง
ความมืดค่อย ๆ หายไป
และาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์…สิ้นสุดลง
แต่สิ่งที่ถูกทิ้งไว้เื้ั มิใช่เพียงซากปรักหักพัง
หากแต่เป็เมล็ดพันธุ์ของบางสิ่ง
ที่กำลังรอเวลาจะงอกงามขึ้นอีกครั้ง