ในจักรวาลแห่งนี้มีเทพาผานกู่เป็ผู้สร้างโลกผู้ให้กำเนิดทุกสรรพชีวิตรวมถึงแบ่งแยกแดน์และโลกมนุษย์ออกจากกัน การเสียสละของพระองค์ทำให้มีสัจจเทพจุติขึ้นบนแดน์
หลายหมื่นหลายพันปีผ่านไป ดินแดน์ได้เผชิญกับมหันตภัยและการทำลายล้างจากเผ่ามารในอุบัติกาลแต่ละครั้ง สัจจเทพเ่าั้ล้วนสู้รบจนตัวตาย ปฐมิญญาดับสลายกลายเป็ธาตุหลอมรวมคืนสู่จักรวาลก่อนจุติขึ้นอีกครั้งในยุคใหม่ของแดน์ที่ถูกบูรณะฟื้นฟู
ผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า มีสัจจเทพที่เหลือรอดดำรงอยู่มาจนถึงยุคใหม่แค่องค์เดียวเท่านั้นนั่นคือมหาสัจจเทพซื่อหยาง
หนึ่งหมื่นปีให้หลัง มีสัจจเทพที่จุติจากพลังการสร้างโลกของเทพาสี่องค์สององค์แรกล้วนเก็บตัวอยู่บนแดน์ชั้นบนไม่ข้องเกี่ยวกับเื่ของสามพิภพ ส่วนสององค์หลังนั้นได้แก่มหาเทพหานฉือและมหาเทพเสวี่ยเซิน
ห้าพันปีต่อมา ตำนานรักระหว่างมหาเทพเสวี่ยเซินและประมุขเผ่าหงส์อี้เฟิ่งล้วนเป็ที่กล่าวขานบนแดน์ก่อนจะกลายเป็โศกนาฎกรรมเมื่อมหาเทพได้ทำผิดกฎจนถูก์ลงโทษที่แท่นปะาเซียนเพื่อช่วยนางแล้วพญาหงส์เพลิงอี้เฟิ่งจึงยอมทำผิด ขโมยทวนหยางกวงซึ่งถือเป็มหาศาสตราของเทพาเพื่อแหกด่านขุนพล์พาเสวี่ยเซินหลบหนีลงมายังแดนปีศาจ
าระหว่างแดน์และเผ่าหงส์จึงได้อุบัติขึ้นสุดท้ายมหาเทพเสวี่ยเซินเสียสละตนช่วยคนรักจนปฐมิญญาแตกดับทำให้การสู้รบครั้งนั้นประมุขอี้เฟิ่งเป็ฝ่ายยอมพ่ายแพ้ แต่กองทัพและแดน์ก็ล้วนพินาศย่อยยับ
และด้วยเหตุในครั้งนั้นมหาสัจจเทพซื่อหยางจึงได้เนรเทศเผ่าหงส์ทั้งหมดลงไปยังพิภพล่าง โดยลดขั้นจากสัตว์เทพในตำนานเป็แค่ปีศาจเผ่าวิหคก่อนจะบูรณะแดน์ขึ้นอีกครั้ง โดยการปกครองของเยี่ยหัวเทียนจวิน[1]ผู้เป็จักรพรรดิของเหล่าทวยเทพ มีหน้าที่ดูแลและก่อให้เกิดความสงบสุขในสามพิภพ
แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อพญาหงส์เพลิงอี้เฟิ่งได้สังหาราาปีศาจแล้วสถาปนาตนขึ้นปกครองดินแดนปีศาจนับจากนั้นทั้งสามพิภพก็เริ่มสังหรณ์ว่าาระหว่างเผ่าหงส์กับแดน์จะอุบัติขึ้นอีกครั้ง
สองพันสองร้อยปีต่อมา ณ ดินแดนปีศาจ...
เมื่อพูดถึงปีศาจย่อมนึกถึงความชั่วร้ายแน่นอนว่าเซียนและปีศาจย่อมเรียกได้ว่าไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้ แต่สำหรับภูตต้นไม้น้อยตนนี้เชื่อว่าตราบใดที่จักรวาลล้วนมีหยินและหยางเช่นนั้นไม่ว่าจะมนุษย์ เซียน หรือปีศาจล้วนมีดีมีชั่วปะปนกัน
ที่น่ากลัวกว่าปีศาจก็คือมารปีศาจ พวกนี้เมื่อตกสู่ห้วงมารนานเข้าก็อาจกลายร่างเป็อสูรกายแต่ไม่ว่าจะเป็เทพ เซียน มนุษย์หรือปีศาจ หรือสรรพสิ่งใดถ้าถูกกิเลสและความชั่วร้ายเข้าครอบงำจิตใจล้วนตกสู่จิตมารได้ทั้งนั้น
หลังจากผ่านป่าสี่อสรพิษตามคำบอกเล่าของเสี่ยวเอ้อร์โรงน้ำชาข้างทางในที่สุดก็ถึงทางเข้าหุบเขาปีศาจ ภายใต้แสงอาทิตย์ที่เฉิดฉาย บริเวณนี้เป็เทือกเขาเขียวครึ้มขนาดใหญ่สลับซับซ้อนและทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดเบื้องหน้าเป็ลานกว้างที่มีเสาศิลาจารึกความเป็มาของสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ทั้งสี่มุม
ประตูทางเข้าตั้งอยู่บนฐานศิลาสองชั้นแต่ละชั้นมีบันไดราวสิบขั้นทอดขึ้นไปสู่ฐานชั้นบน สองฝั่งประดับด้วยกระถางคบเพลิงรูปวิหคขนาดใหญ่เหนือกรอบสี่เหลี่ยมสลักลวดลายมีป้ายศิลาเขียนว่า หุบเขาปีศาจ
เมื่อก้าวผ่านเข้ามาในหุบเขา บรรยากาศก็แลเงียบเหงากว่าชุมชนปีศาจที่อยู่ด้านนอกกลิ่นอายปีศาจแรงมาก แสดงว่าที่นี่ต้องมีปีศาจดุร้ายอาศัยอยู่ แต่ภูตอิงเถา[2]น้อยในชุดสีเขียวอ่อนก็ยังคงมุ่งหน้าตามหาบุรุษในภาพวาดต่อไปด้วยความหวังว่าจะเจอศิษย์พี่ของนางที่ใดที่หนึ่งในหุบเขาปีศาจแห่งนี้
“พี่สาวท่านนี้ท่านเคยเห็นชายในภาพนี่หรือไม่?” น้ำเสียงนุ่มใสล่วงผ่านจากริมฝีปากที่แดงเรื่อเหมือนผลอิงเถา
เยว่ซินเที่ยวสอบถามปีศาจที่จำแลงกายเป็มนุษย์ตนแล้วตนเล่าที่ได้พบเจอระหว่างทางอย่างน้อยเพื่อจะได้ทราบเบาะแสของเหยียนโม่โฉว กุ่ยเซียน[3]หนุ่มผู้มีใบหน้าและท่าทางสง่างามแม้แต่ในภาพวาดจนในที่สุดก็ได้ข้อมูลบางอย่างจากปีศาจแมวดำที่นางได้ช่วยไว้ในหุบเขา
สามเดือนก่อนหน้านี้ เหยียนโม่โฉวอาสาออกไปกำจัดปีศาจร้ายให้แก่ชาวบ้านที่รวมตัวกันขึ้นเขามาขอความช่วยเหลือยังสำนักเฉินคุนแต่เมื่อเวลาผ่านไป ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันบอกว่าเขาถูกปีศาจร้ายกลุ่มหนึ่งจับตัวไปทั้งยังทำร้ายพวกศิษย์ที่เหลือจนาเ็สาหัส
ด้านเ้าสำนักเฉินคุนหรือก็คือเหยียนชงผู้เป็อาจารย์ของพวกนางยังไม่ทราบเื่ เพราะก่อนหน้านั้นได้ออกเดินทางขึ้นไปยังยอดเขาหลุนซานเพื่อบำเพ็ญตบะเลื่อนขั้นเป็ซ่างเซียน[4] เมื่อครบกำหนดหนึ่งร้อยปีจึงจะลงมาเหล่าศิษย์พี่หญิงที่ไม่ได้ลงเขาไปด้วยต้องช่วยกันรักษาผู้าเ็ ดังนั้นก่อนถึงกำหนดที่อาจารย์จะลงจากเขาซึ่งนั่นก็เหลืออีกแค่หกสิบวัน เยว่ซินจึงได้ตัดสินใจเดินทางออกจากสำนักเฉินคุนมุ่งหน้าตามหาเหยียนโม่โฉวโดยพละการ
นี่ก็ผ่านมาอีกหนึ่งวันแล้ว จากคำบอกเล่าของปีศาจแมวดำว่าเคยพบเห็นคนในภาพวาดนั่นที่นี่ดังนั้นเยว่ซินจึงไม่รอช้าเร่งออกตามหาจนมาถึงยังสถานที่แห่งนี้...วังาาปีศาจ
ภูตต้นอิงเถาน้อยลอบมองผ่านแนวหินไปยังผนังถ้ำศิลาที่มีปีศาจองครักษ์เกราะเงินยืนประจำการสองฝั่งที่นั่นมีปีศาจเข้าออกมากมายราวกับว่าด้านในมีงานชุมนุมเยว่ซินกำลังคิดหาทางเพื่อเข้าไปด้านใน แต่ด้วยพลังภูตธรรมดาๆ เช่นนางมีหวังถูกเหล่าองครักษ์ฉีกร่างเป็ชิ้นๆ
‘ขนาดศิษย์พี่โม่โฉวมีอาคมและพลังเซียนแก่กล้ายังถูกปีศาจจับตัวไปได้เช่นนั้นที่นี่ย่อมไม่ธรรมดา’ นางคิด ว่าแล้วก็ยังลอบสังเกตการณ์ต่อไปจนกระทั่งเห็นว่าด้านหน้าทางเดินกว้างนั่นมีขบวนรถม้าเคลื่อนที่มาจอดจากการแต่งกายของคนที่ลงมาดูเหมือนว่าคงเป็ผู้าุโจากเผ่าใดเผ่าหนึ่งเช่นนั้นจึงไม่รอช้า ฉวยจังหวะที่ทุกท่านกำลังมุ่งความสนใจไปที่คนกลุ่มนั้น ใช้คาถาเปลี่ยนเสื้อผ้าแฝงตัวเป็ปีศาจเดินเนียนๆเข้าไป แต่เยว่ซินลืมไปว่านางไม่มีกลิ่นอายปีศาจ
“ช้าก่อน! เ้ามาจากเผ่าใด?”หนึ่งในองครักษ์เฝ้าประตูเอ่ยขึ้น พร้อมกับก้าวขึ้นมาขวางนางไว้
เยว่ซินชะงักเท้า ทำท่าอึกอักก่อนจะอ้างว่านางเป็ปีศาจกระรอกที่ท่านาาปีศาจเคยช่วยชีวิตหวังจะใช้บารมีเ้าของวังเป็ข้ออ้าง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ยังไม่คลายสงสัย...ย่อมไม่แปลกเพราะนอกเหนือจากการแต่งกายแล้ว นางก็ไม่มีสิ่งอื่นที่แสดงถึงความเป็ปีศาจได้เลย
“พี่ชายผู้สง่างามท่านนี้มิทราบว่าท่านจะอนุญาตให้ข้าเข้าไปหน่อยได้หรือไม่?” เ้าตัวบังคับยิ้มให้เป็ธรรมชาติใช้กลยุทธ์หญิงงามก็เกรงจะไม่สำเร็จ
ทว่าตอนนั้นเองก็มีแม่นางท่านหนึ่งเหาะเหินลงมาจากฟ้าและมาหยุดอยู่ด้านข้างนางท่วงท่าของสตรีผู้นี้สง่างามสวมอาภรณ์พลิ้วไหวสีม่วงประดับขนปักษาสีนิล อีกทั้งใบหน้าก็งดงามราวกับเทพธิดา
“ข้ารู้จักปีศาจน้อยตนนี้ ให้นางเข้าไปกับข้าเถอะ”น้ำเสียงสตรีผู้นี้ไพเราะกังวาน บนหน้าผากของนางมีสัญลักษณ์รูปเปลวจันทราสีม่วงด้านหลังมีบุรุษในชุดดำประดับขนปักษาติดตามมาด้วยคนหนึ่ง
“ไม่ทราบว่าท่านคือ...” เยว่ซินกำลังเอ่ยปากถามแต่สตรีผู้นั้นไม่รอฟังจนจบ
นางยื่นเทียบเชิญให้กับหนึ่งในองครักษ์และเมื่อเห็นนามที่ปรากฏอยู่ด้านในเทียบผ้าไหมสีครามสลักทองนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านในที่สุดภูตอิงเถาน้อยในชุดปีศาจก็ได้ติดตามนางเข้าไปด้านใน
ที่นี่คืออาณาเขตของวังเฟิ่งหวง เยว่ซินได้แต่เดินตามหลังสตรีและผู้ติดตามของนางไปห่างๆกระทั่งพ้นเขตประตูบานใหญ่ที่้าสลักเป็สัญลักษณ์ปีกรัตติกาลของเผ่าปีศาจพ้นจากจุดนั้นมาไม่ไกลก็มาสุดอยู่ที่หน้าผาสูง มีเสาและสะพานศิลาทอดยาวไปยังหน้าผาของอีกฝั่งระหว่างทางมีศิลาเชื่อมไปยังศาลาหินหกเหลี่ยมขนาดใหญ่สองข้าง ด้านล่างเต็มไปด้วยหมอกหนาจนมองคล้ายกับว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ลอยอยู่เหนือก้อนเมฆทิวทัศน์รอบด้านเป็ูเาเขียวสูงต่ำสลับกันไป บางยอดนั้นสูงชะรูดทะลุปุยเมฆเลยด้วยซ้ำ
ในหัวของเยว่ซินเต็มไปด้วยคำถามแต่ยังไม่มีจังหวะเอ่ยกระทั่งเมื่อทั้งสามข้ามมายังอีกฝั่งที่เป็ลานของหน้าผากว้างที่มีชื่อว่าผาเหยียบเมฆแห่งนี้เยว่ซินจึงได้สบโอกาสวิ่งไปดักหน้านางไว้
“ขอบคุณพี่สาวท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านคือ...?”
“ข้าลี่เสี่ยง”
“ลี่เสี่ยง?...ท่านงดงามเช่นนี้เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินนามท่านมาก่อน”เยว่ซินทำท่าคิดเล็กน้อย ท่าทีของนางเหมือนไร้เดียงสา แต่ดูก็รู้ว่าฉลาดเอาตัวรอดไม่น้อยอีกฝ่ายได้ยินคำเยินยอเช่นนั้นก็เผยยิ้ม
“เ้าคิดว่าเ้ารอบรู้ในเื่สามพิภพนี้แค่ไหนกันเชียว”นางย้อน เจตนาและสีหน้าไม่ได้จะตำหนิ ตรงกันข้าม กลับดูเหมือนจะเป็ห่วงเสียมากกว่า
เยว่ซินได้ยินดังนั้นก็เถียงไม่ออกจริงอยู่ที่นางนั้นเติบโตมาในสำนักเซียน อีกทั้งท่านอาจารย์ก็ไม่ปรารถนาจะให้นางข้องเกี่ยวกับเื่ภายนอกสักเท่าไหร่โดยเฉพาะเื่ของสามพิภพ
ด้านลี่เสี่ยงเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปจึงเอ่ยต่อ“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าลอบเข้ามาด้วยเจตนาใด แต่ระวังตัวด้วย เ้าอย่าลืมเ้าไม่ใช่ปีศาจ”
“ท่านก็รู้หรือ?” สีหน้านางแปลกใจมาก
ลี่เสี่ยงเห็นแววตาใสซื่อของนางแล้วก็ส่ายหน้าเล็กน้อย“ข้าต้องไปแล้ว เช่นนั้นข้ากับเ้าแยกทางกันตรงนี้” กล่าวจบนางก็พยักหน้าบอกผู้ติดตามของนางก่อนที่ทั้งคู่จะหายวับไปกับสายลม ทิ้งให้ปีศาจปลอมๆ อย่างเยว่ซินยืนปะปนอยู่ท่ามกลางเหล่าปีศาจที่จำแลงกายเป็มนุษย์เ่าั้
‘นางเป็ใครกันแน่?’ คำถามนี้ยังเป็ปริศนา สตรีผู้นี้ไม่มีกลิ่นอายปีศาจหรือแม้กระทั่งไอเซียนแต่สัญลักษณ์บนหน้าผากของนางช่างคุ้นตานัก เหมือนกับสัญลักษณ์ที่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือว่านางจะเป็...
ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกล ภูตต้นไม้น้อยเริ่มสังเกตว่ารอบๆตัวนางมีแต่บรรดาปีศาจที่ดูเหมือนจะยืนรออะไรบางอย่างอยู่ เยว่ซินยืนหลบไปอยู่ด้านซ้ายเพื่อไม่ให้เป็เป้าสายตา
สถานที่แห่งนี้สวยงามอลังการ เป็ูเาสูงที่ผสมผสานด้วยสิ่งปลูกสร้างกลายเป็วังที่ใหญ่โตโอ่อ่าลานหน้าผากว้างถูกตกแต่งด้วยรูปปั้นหินประดับด้วยผ้าแพรสีแดงสด คบเพลิงในกระถางแกะสลักกลีบบัวที่ตั้งอยู่เรียงรายล้วนถูกจุดสว่างไสว
ถ้ามองตามพรมปักลายสีแดงที่ปูลาดไปจนถึงซุ้มทางเข้าขนาดใหญ่ที่เจาะทะลุผ่านผนังด้านหนึ่งของูเาด้านหลังนั้นเป็ทางแยกไปยังตำหนักและที่ประทับของาาปีศาจรวมไปถึงเรือนรับรองและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่จะอยู่เื้ัูเาลูกนี้ แต่หากมองผ่านทะลุจากทางเข้าตรงขึ้นไปจะพบปากถ้ำขนาดใหญ่ที่เหนือกรอบประตูศิลาสกัดนั้นสลักเป็ป้ายไว้ว่า โถงอินเหิง
เดิมทีสถานที่แห่งนี้ใช้เป็ที่ประทับและประชุมหารือกันระหว่างประมุขและผู้าุโเผ่าต่างๆหากวันนี้สถานที่โอ่อ่าได้ถูกจัดไว้สำหรับเป็งานเลี้ยงรับรองแขก
‘ที่แท้ก็เป็งานมงคลของประมุขน้อยเผ่าวิหค’
เยว่ซินเดินเลียบเลาะเข้าไปสอดส่องกระทั่งได้ยินบทสนทนาของเหล่าปีศาจที่ยืนอยู่บริเวณใกล้เคียง เวลานี้ด้านในคงมีงานเลี้ยงครึกครื้นสุราอาหารคงถูกจัดวางอย่างเต็มโต๊ะ ผู้าุโรวมถึงแขกผู้มีเกียรติต่างก็คงร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว‘แต่ประเดี๋ยวก่อน ถ้าคู่บ่าวสาวอยู่ด้านใน เช่นนั้นตรงนี้พวกเขายืนรออะไรกัน?’
ระหว่างนั้นเยว่ซินเดินเลี่ยงออกมาบริเวณพื้นที่ว่างตรงกลางฝั่งซ้ายมือแล้วก็ได้ยินเสียงใครสักคนดังลั่น
“นั่น!ประมุขน้อยมาแล้ว”
เสียงปีศาจตนใดสักตนเอ่ยขึ้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าก็เห็นวิหคั์ตัวใหญ่กำลังสยายปีกอันมหึมาเหนืออานทองของวิหคดังกล่าวคือคู่บ่าวสาวในอาภรณ์สีแดง รอบๆ เต็มไปด้วยปักษาหลากสีสันคาบผ้าแดงและพวงดอกไม้สวยสดงดงามนักทั้งคู่เหาะลงมาพร้อมกันอย่างสง่างาม และหยุดลงที่แท่นศิลาใหญ่กลางลานโล่ง ก่อนจะเดินเคียงกันไปบนพรมลายแดงที่ปูผ่านกลางบรรดาปีศาจจากทั่วทุกสารทิศที่มาร่วมแสดงความยินดี
เสียงอวยพรดังขึ้นอย่างต่อเนื่องสองฟากฝั่งเยว่ซินชะเง้อคอและยืดตัวขึ้นให้พ้นจากการบดบังตรงหน้า สตรีที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงคงจะเป็ปีศาจสาวที่งดงามยิ่งนักส่วนประมุขเผ่าวิหคที่ว่านี้จะน่ากลัวเหมือนที่ร่ำลือกันในแดนมนุษย์หรือไม่
ความคิดในใจของเยว่ซินเหมือนมีพลังอะไรบางอย่างฉุดให้บุรุษในชุดเ้าบ่าวหันหน้ามายังนางทว่าใบหน้านั้นกลับไม่ใช่ปีศาจร้ายที่น่ากลัวอย่างคำเล่าลือหากแต่เป็ปีศาจหนุ่มใบหน้างดงามหมดจดไร้ที่ติ ที่น่าแปลกคือแววตาเขานิ่งเรียบไร้ซึ่งความปิติยินดีไม่เหมือนกับคนที่กำลังจะแต่งงาน...แต่นั่น
‘นั่นมิใช่ศิษย์พี่ข้าหรอกหรือ?!’
เยว่ซินเบิกตากลมโตของนางจนแทบจะหลุดออกมาเพราะต่อให้เหยียนโม่โฉวเหลือเพียงแค่ดวงตานางก็จำได้...ไม่ผิดแน่แต่เหตุใดเขาถึงได้กลายมาเป็เ้าบ่าวในแดนปีศาจซ้ำยังแต่งงานกับสตรีหน้าไหนก็ไม่รู้ ทั้งที่นางซึ่งเป็คู่หมั้นก็ยืนอยู่ตรงนี้เยว่ซินไม่รอช้า รีบแทรกตัวปรี่เข้าไปหาเขาทันที
“ศิษย์พี่!...ศิษย์พี่โม่โฉว!”
เสียงะโทำให้บุรุษที่อยู่ในชุดเ้าบ่าวชะงักเท้าเสียงอวยพรทุกคำล้วนเงียบกริบ จู่ๆ ปีศาจน้อยนางหนึ่งก็พุ่งพรวดออกจากกลุ่มเข้ามาเกาะแขนเสื้อของคนที่เป็เ้าบ่าว
“บังอาจ!”
เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับพลังเพลิงสีแดงพุ่งเข้าใส่ร่างบอบบางจนกระเด็นออกไปเกือบสามจั้งพื้นหินบริเวณที่ถูกรัศมีของพลังลุกไหม้เป็วง เหล่าปีศาจใกล้เคียงล้วนแตกฮือ
ร่างสูงในชุดสีแดงพิจารณาปีศาจน้อยที่กลายร่างเป็ภูตต้นไม้ในชุดสีเขียวอ่อนอย่างข้องใจก่อนจะเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงอันเข้ม
“เ้าเป็ผู้ใดกัน?!”
“...” แทนคำตอบ เยว่ซินใช้มือข้างหนึ่งยันกายขึ้นนั่งกับพื้นหินที่มุมปากปรากฏโลหิตสีแดงไหลออกมา พลังเพลิงของเขารุนแรงจนทำให้เหมือนกับมีไฟแล่นอยู่ในกายตลอดเวลานางเงยหน้ามองไปยังบุรุษที่นางเรียกว่าศิษย์พี่ผู้นั้นอย่าง้าคำอธิบาย
“ศิษย์พี่ เหตุใดท่านลงมือทำร้ายข้า...นี่ข้าเองเยว่ซิน”
“เ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน?” เขาเอ่ยด้วยโทนเสียงที่ลดความดุดันลงใบหน้ายังนิ่งไร้ปิติยินดีเฉกเช่นตอนแรก มีแต่แววตาสีรัตติกาลคู่นี้ที่ดุดันดังเดิม
ขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ข้องใจซึ่งกันและกันด้านหลังของบุรุษรูปงามในชุดสีแดงก็ปรากฏน้ำเสียงของสตรีที่ไม่ยินดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนางคือปีศาจจิ้งจอกเก้าหางอวี้หนิงเหอ เป็บุตรีของผู้นำเผ่าจิ้งจอกแดง
หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่นางก็สะบัดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออกผ้าบางๆ สีแดงลอยละล่องปลิวไปกับสายลม เผยให้เห็นโฉมหน้าสวยสดงดงามของนางที่บัดนี้แลเกรี้ยวกราดขุ่นมัว
“นี่มันเื่อะไรกัน สตรีผู้นี้เป็ใคร?!” อวี้หนิงเหอทำท่าเหมือนจะปรี่เข้าไปหาเยว่ซิน แต่ถูกผู้เป็เ้าบ่าวของนางรั้งไว้
ร่างสูงปฏิเสธว่าไม่รู้จักนาง เยว่ซินถึงทำหน้าประหลาดใจยิ่งนักการได้เห็นเหยียนโม่โฉวมาแต่งงานกับปีศาจจิ้งจอกตนนี้ก็นับว่าแปลกแล้วการที่เขาบอกว่าไม่รู้จักนางยิ่งทำให้เยว่ซินประหลาดใจยิ่งกว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านไยท่านจำข้าไม่ได้ ข้าเยว่ซินคู่หมั้นของท่าน” นางทบทวนแต่ดูเหมือนคำพูดนี้กลับสร้างความตกตะลึงให้กับอวี้หนิงเหอยิ่งนัก
“ฉางเฟิง นี่ท่านกับนาง?”
“เหลวไหล! ข้าไม่เคยพบหน้าเ้าด้วยซ้ำ” คนถูกกล่าวหามองหน้าเยว่ซินอย่างไม่สบอารมณ์แต่ดูเหมือนนางก็ไม่ยอมลดละ
“ถ้าท่านจะบอกว่าท่านไม่ใช่ศิษย์พี่ของข้าเช่นนั้นท่านตอบคำถามข้า ท่านมีไฝตรงท้ายทอยใช่หรือไม่” เ้าตัวคาดคั้นมือข้างหนึ่งยังกุมไว้บริเวณกลางอกที่าเ็
จะว่าไปนางเองก็ไม่เคยเห็น เคยได้ยินแต่ศิษย์พี่ใหญ่และท่านอาจารย์เอ่ยถึงเช่นนั้นจึงได้รวบรวมความกล้าฝืนใช้พลังอันน้อยนิดพุ่งเข้าไปเปิดเสื้อเขาออกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตา
ท่ามกลางความใของอี้ฉางเฟิงและผู้ติดตามอาภรณ์สีแดงหลายชั้นถูกกระชากลงมาเกือบถึงข้อศอก ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่าปีศาจที่ต่างก็พากันวิพากวิจารณ์ถึงการกระทำของภูตไร้ยางอายตนนี้
ปรากฏว่าต่ำลงมาจากท้ายทอยของเขามีไฝแดงเม็ดเล็กสามเม็ดอยู่กึ่งกลางหลัง เกาะกลุ่มห่างกันคล้ายสามเหลี่ยมมุมคว่ำที่โย้ไปด้านขวาตรงตามที่เยว่ซินกล่าวอ้างจริงๆตำแหน่งลับที่แม้แต่อวี้หนิงเหอเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน สีหน้าปีศาจจิ้งจอกย่อมใว่าเหตุใดเยว่ซินถึงได้รู้แต่ดูเหมือนคนที่จะใสุดย่อมเป็บุรุษผู้ถูกเอาเปรียบ
“นี่เ้า!”
อี้ฉางเฟิงรีบดึงคอเสื้อสีขาวด้านในขึ้นก่อนปิดทับด้วยเสื้อคลุมสีแดงพลางมองโฉมหน้าของสตรีผู้ไร้ยางอายด้วยท่าทีขุ่นเคือง ท่าทางนางภูมิใจที่แสดงให้เห็นได้ว่าคำพูดของนางเป็จริงแต่ในฐานะที่เขาเป็ถึงประมุขเผ่าวิหค การที่ถูกภูตน้อยตนหนึ่งล่วงเกินเช่นนี้มันช่างน่าอับอายขายหน้านักทั่วทั้งสามพิภพไม่เคยมีสตรีหน้าไหนกล้าปฏิบัติหยาบคายเช่นนี้กับเขามาก่อน
เยว่ซินยิ้มมุมปากนิดๆ อย่างลำพองเกือบลืมไปเลยว่าตัวเองยังาเ็ “ทุกท่านก็เห็นแล้ว เช่นนี้เขายังกล้าบอกว่าไม่รู้จักข้า”เ้าตัววาดนิ้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูง ป่าวประกาศให้กลุ่มปีศาจที่ต่างก็ซุบซิบได้ยินกันทั่ว
“เ้า!” อี้ฉางเฟิงคว้าข้อมือขวาของนางขึ้นบีบความโกรธทำให้เผลอสำแดงพลังปีศาจออกมาและหมายจะสังหารนางเสีย
รัศมีสีแดงถูกเปล่งออกมาจากมือใหญ่ที่จับกุมข้อมือนางไว้แน่นเยว่ซินรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผดเผาและเ็ปรวดร้าวเหมือนกระดูกจะแหลกสลายแต่ทันใดนั้นเอง สร้อยข้อมือของนางก็ส่องแสงเป็รัศมีสีฟ้าออกมาต้านพลังรุนแรงของอีกฝ่ายไว้อี้ฉางเฟิงถูกพลังลึกลับแล่นสวนเข้าสู่ร่างกายอย่างแรง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนิญญาถูกกระชากออกไปจากร่างจนต้องยอมปล่อยมือและจังหวะนั้นเอง าาปีศาจอี้เฟิ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่ซุ้มทางเข้าโถงอินเหิง
“นี่มันเื่อะไรกัน?!”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณโดยไม่จำเป็ต้องสำแดงพลังก็ราวกับว่าคำพูดนั้นสามารถตบศัตรูให้กระเด็นได้ก่อนหน้าอี้เฟิ่งได้รับรายงานจากหยวนเลี่ยงผู้ติดตาม ว่ามีสตรีนางหนึ่งอาละวาดก่อกวนงานสมรสของประมุขน้อยออกมาก็พบว่าบุตรชายกับภูตน้อยนางนี้กำลังประมือกันอยู่...ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่าทั้งคู่ต่างก็กำลังยื้อยุดกัน
“ท่านพ่อ/ท่านาา” อี้ฉางเฟิงและอวี้หนิงเหอเอ่ยขึ้นพร้อมกันสีหน้าปีศาจจิ้งจอกนางนี้ดูไม่ยินดีอย่างยิ่ง แววตาของนางที่มองมายังาาปีศาจประหนึ่งจะเรียกร้องความเป็ธรรม
ขณะเดียวกันเยว่ซินเองก็ชะงัก นั่นเป็ครั้งแรกที่นางได้พบเห็นตัวจริงของาาปีศาจผู้ซึ่งเป็จักรพรรดิและอยู่เหนือประมุขเผ่าปีศาจทั้งหมด ตัวตนที่แท้จริงของท่านาาอี้เฟิ่งนั้นเป็บุรุษท่วงท่าสง่าผ่าเผยใบหน้าก็คมคายเฉิดฉายไม่ต่างจากเทพมาจุติ หาได้สูงแปดฉื่อ[5]ดูเหี้ยมเกรียมมีเขี้ยวยาวอย่างภาพวาดในแดนมนุษย์ไม่ถ้าประเมินจากรูปลักษณ์ภายนอกก็ยังดูหนุ่มแน่นราวกับบุรุษในวัยสามสิบต้นๆ
“ลากตัวนางออกไป!” าาอี้เฟิ่งออกคำสั่ง องครักษ์ปีศาจร่างกำยำต่างก็วิ่งกรูกันเข้าไป
เยว่ซินถึงผละออกจากคู่กรณีเมื่อเห็นว่าคนพวกนี้กำลังมุ่งเข้ามาจับตัวนาง
“ช้าก่อนท่านาาปีศาจ โปรดฟังข้า...”แม้อยากจะเรียกร้องความเป็ธรรมให้ตัวเองบ้าง แต่ตอนนี้นางก็ต้องปกป้องตัวเองจากเหล่าองครักษ์ปีศาจเช่นกัน
ทุกอย่างดูโกลาหลไปหมด ไม่มีใครฟังคำพูดนางแม้แต่คนเดียวแม้แต่าาอี้เฟิ่งก็หายตัวไป จังหวะหนึ่งหางตาของเยว่ซินเหลือบไปเห็นลี่เสี่ยงยืนอยู่ด้านหลังผู้าุโเผ่าปีศาจแต่ก็แปลกที่รายนั้นกลับทำเหมือนไม่รู้จักนางด้วยซ้ำ
เยว่ซินฝืนตัวยืนตรง ใช้พลังจากไข่มุกกลืนราตรีที่ข้อมือขวาคอยปกป้องแสงสีฟ้าที่เปล่งออกมาทำให้องครักษ์ร่างกำยำไม่อาจเข้ามาจับกุมนางได้ง่ายๆประกอบกับอาคมและพลังบำเพ็ญพันปีของนาง ถึงแม้ไม่ได้บรรลุขั้นและเทียบชั้นกับเซียนระดับล่างแต่ก็พอจะทำให้หลบหลีกจากอาวุธและการจับกุมได้ว่องไวพอตัว
อี้ฉางเฟิงมองเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายจึงจบเื่ด้วยการใช้อาคมสะกดนางไว้ไม่ให้ขยับหนี ก่อนจะเสกเชือกมัดเซียนออกมาเพื่อพันธนาการลำแสงสีทองพุ่งตรงพันรอบกายอันบอบบางของภูตน้อยอย่างรวดเร็วจนขยับไปไหนไม่ได้เมื่อเห็นนางสิ้นฤทธิ์จึงได้หันไปสั่งปีศาจเผ่าปักษารัตติกาลผู้ติดตามที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ทางด้านขวา
“เฟยฉี นำตัวนางไปขังไว้”
[1] เทียนจวิน คือ ตำแหน่งขององค์จักรพรรดิผู้ปกครองแดน์ทั้งเก้าชั้นฟ้า
[2] เชอร์รี
[3] กุ่ยเซียน เป็ลำดับขั้นของเซียนระดับล่างสุด
[4] ซ่างเซียน เป็ลำดับขั้นของเซียนชั้นสูง
[5] 1 ฉื่อ มีขนาดประมาณ 22.7 - 23.1 เิเ หรือ 10 นิ้ว (มาตราวัดจีน)