เมื่อกลับถึงที่พัก เสี่ยวจิ้งพลันปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของเด็กสาว ร่างกายของัน้อยดูเปล่งปลั่งเป็ประกายสีแดงวาว ไม่ซีดจางเหมือนครั้งแรกที่เจอ เขาทั้งสองข้างก็นูนเด่นชัดเจนขึ้น หางยืดยาวกว่าเดิมมาก พอคาดเดาได้แล้วว่า ในอดีตเทพอสูรน้อยตนนี้มีความสง่างามมากเพียงใด
“อสรพิษแสงจันทร์ จะเป็ปัญหากับเ้าหรือไม่” เด็กสาวเอ่ยกับเสี่ยวจิ้งอย่างที่รู้ดีว่า เป็การกระตุ้นความหลงตัวเองของเทพอสูรตัวน้อยอย่างแรง
“เหอะ!…อสรพิษแสงจันทร์ ก็แค่ไส้เดือนตัวเล็กๆสำหรับข้าเท่านั้น เพียงได้ยินเสียงลมหายใจของข้า พวกมันก็ไม่กล้าขยับตัวแล้ว…!!”
มู่เชียนหัวเราะเบาๆเมื่อปฏิกิริยาของัน้อยไม่ผิดไปจากที่คาด เสี่ยวจิ้งแสดงให้นางเห็นมาหลายคราแล้วว่าเขาสามารถกำราบสัตว์อสูรได้ทุกชนิด ดูจาก่ก่อนที่เขาเพียงเอ่ยปากเรียก สัตว์อสูรมากหน้าหลายตาก็เดินเรียงแถวเข้ามาให้นางฝึกปราณโอสถอย่างว่าง่าย
“คุณหนูเดินทางเที่ยวนี้ ใช้เวลานานหรือไม่เ้าคะ ?”เสี่ยวจือจือเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าที่พยายามมีรอยยิ้ม นางรู้ดีว่าคุณหนูต้องเข้าไปทำภารกิจในป่าและอาจจะต้องไปหลายวัน เพราะไม่้าเป็ตัวถ่วงจึงไม่คิดเอ่ยปากขอติดตาม กระนั้นเสี่ยวจือจือก็ยังอดกลัวไม่ได้ที่ต้องอยู่คนเดียว
รอยยิ้มของสาวน้อยบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด ท่าทีที่หวาดหวั่นแต่แสร้งทำเป็เข้มแข็งนั้นกระทบใจมู่เชียนอย่างแรง อย่างไรนางก็ไม่อาจพาเสี่ยวจือจือไปเสี่ยงอันตรายด้วยกันได้ แต่จะทิ้งไว้คนเดียวก็ห่วงว่าความงามของเด็กสาวอาจเป็ภัย โดยเฉพาะกับคนอย่างหลี่เช่อ…
ฉวนสี่เก็บตัวเพื่อเตรียมเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ย่อมไม่อาจปลีกเวลามาดูแลเสี่ยวจือจือ ....คงเหลือเพียงทางเลือกเดียวแล้ว
“ข้าจะพาเ้าไปฝากตัวกับท่านอาจารย์ฟ่าน อยู่กับนางเ้าคงไม่พบปัญหาอะไร รอจนเมื่อข้าเสร็จสิ้นภารกิจ ข้าจะรีบไปรับเ้ากลับมา”
แม้ไม่อยากแยกจากกัน แต่เพื่อให้คุณหนูปฏิบัติภารกิจอย่างสบายใจ สาวใช้ตัวน้อยจึงยอมทำตามคำสั่งของนายสาวแต่โดยดี เสี่ยวจือจือตั้งมั่นในใจว่า่ที่คุณหนูไม่อยู่นางจะพยายามฝึกฝนอย่างเต็มที่ เพื่อที่ครั้งหน้าจะสามารถช่วยเหลือคุณหนูได้ ไม่ต้องปล่อยนายสาวไปเผชิญอันตรายเพียงลำพังแบบนี้
ฟ่านจูหลิงรับสาวน้อยไว้ดูแลอย่างเต็มใจ พร้อมรับปากว่าจะช่วยแนะนำการฝึกตนให้อีกด้วย ได้ยินเช่นนี้มู่เชียนค่อยวางใจ พาเสี่ยวจิ้งมุ่งหน้าเข้าป่าทมิฬไปในที่สุด
ผืนป่ารกครึ้มสีดำสนิท เพียงก้าวเท้าเข้ามาบรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนเป็ะเืวังเวง ต้นไม้ใหญ่อายุเกินร้อยปีสูงตระหง่าน ใบหนาปกคลุมซ้อนกันจนแสงส่องทะลุผ่านลงมาแทบไม่ได้ ความมืดสลัวที่ปกคลุมทั่วไปช่างสมชื่อป่าทมิฬ
มู่เชียนโคจรเคล็ดวิชาพันดาวตกลัดเลาะไปในป่าอย่างรวดเร็ว จนเห็นเป็เพียงเงาวูบวาบเท่านั้น
“ข้าััถึงสัตว์อสูรชั้นสูงตระกูลอสรพิษได้ น่าจะเป็ฝูงอสรพิษแสงจันทร์ พวกมันอยู่ไกลออกไปทางเหนือราว 500 ลี้” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นทันทีที่ััถึงเป้าหมาย
“อืมม..บริเวณนี้เป็เพียงชายขอบป่า ตรงใจกลางเทือกเขาสูงนั่นจึงจะพบดงว่านอสรพิษ” เด็กสาวตอบโดยไม่หยุดวิ่ง ระยะทาง 500 ลี้ด้วยความเร็วของนาง หากไม่มีอะไรขัดจังหวะคงสามารถไปถึงจุดหมายได้ก่อนเช้า
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ร่างของทั้งสองเริ่มดิ่งลึกเข้ามาในป่า แสงสลัวรอบกายยิ่งนานยิ่งเปลี่ยนเป็มืดมิด มู่เชียนพยายามหลีกเลี่ยงการนอนหลับ เพราะแม้จะมีเสี่ยวจิ้งอยู่ข้างๆ อย่างไรปราณอี้เจ๋อของนางก็คงดึงดูดเอาสัตว์ต่างๆมารวมตัวกันอยู่ดี สภาพที่ถูกรายล้อมด้วยสัตว์นานาชนิดหากมีใครมาพบเข้านางคงอธิบายได้ยาก
นักยุทธ์ระดับครึ่งก้าว 7 ดาวเช่นนาง ต่อให้ไม่หลับไม่นอนทั้งอาทิตย์ก็ไม่เป็ปัญหาแต่อย่างใด
“บนเขาสูงตรงกลางนั่น ...คล้ายจะมีเผ่าพันธุ์ัอยู่ด้วย” เสี่ยวจิ้งมองที่ยอดเขาแล้วเอ่ยออกมาลอยๆ
“ั ! เผ่าพันธุ์ของเ้าน่ะหรือ?” เด็กสาวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ จากบันทึกของแคว้นต้าหนาน ไม่มีผู้พบเห็นัมาหลายร้อยปีแล้ว
“ก็แค่รุ่นหลานของหลานห่างๆเท่านั้น” เสี่ยวจิ้งหลับตาลงแผ่ััของเทพอสูรออกไป “ดูเหมือนเ้านั่นกำลังเก็บตัวเพื่อเลื่อนสู่ระดับ ‘ราชันย์อสูร’ หากไม่มีอะไรรบกวนอีกราวๆร้อยปีคงตื่นขึ้นเอง”
“ราชันย์อสูร ?! …. ันั่น มีพลังเกือบเทียบระดับราชันย์ยุทธ์เชียวหรือ ?!” น้ำเสียงของมู่เชียนใอย่างยิ่ง
ระดับของสัตว์อสูรแบ่งเป็ 9 ขั้น ได้แก่ สามัญอสูร ยอดอสูร ปราชญ์อสูร จ้าวอสูร มหาอสูร าาอสูร มหาาาอสูร เหนืออสูร และเทพอสูร
ส่วนปราณของผู้ฝึกตน มี 10 ขั้น ได้แก่ นักยุทธ์ ยอดยุทธ์ ปราชญ์ยุทธ์ จ้าวยุทธ์ มหายุทธ์ ราชันย์ยุทธ์ มหาราชันย์ยุทธ์ เหนือยุทธ์ กึ่งเทพยุทธ์ ส่วนขั้นที่สิบ ที่เรียกว่า ‘เทพยุทธ์’นั้นมีเพียงผู้ที่มีสายเืเทพเช่นมู่เชียนที่สามารถบรรลุถึงได้
ทว่าแคว้นต้าหนานช่างอ่อนด้อยด้านการฝึกปราณ แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เข้าถึงระดับจ้าวยุทธ์ก็ยังมีเพียงสองคนเท่านั้น คือเ้าตำหนักเซียนอัคคีและเ้าสำนักหมู่ตึกพฤกษา ส่วนผู้ฝึกตนขั้นสูงกว่า ได้หายสาบสูญไปจากแผ่นดินต้าหนานหลายร้อยปีแล้ว
มู่เชียนมั่นใจว่าการที่ัระดับราชันย์อสูรหลับใหลอยู่ บนเทือกเขาแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดทราบ มิเช่นนั้นย่อมสร้างความโกลาหลไปทั่วอาณาจักรเป็แน่ !!
ขณะที่สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เสี่ยวจิ้งกลับหันมาเอ่ยกับนางด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “เ้าจะตื่นเต้นอะไร... ต่อให้มันฟื้นขึ้นมา ข้าก็ไล่มันกลับไปนอนต่อได้ทันที”
เสียงเล็กยียวนติดจะโอ้อวดเล็กน้อยทว่านางไม่คิดถือสา จากที่อยู่ร่วมกันมานาน เทพอสูรัเพลิงตนนี้…มีความสามารถมากพอให้หลงตัวเองได้จริงๆ มู่เชียนยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ เป็ครั้งที่เท่าไรไม่ทราบที่เด็กสาวรู้สึกขอบคุณท่านเทพเ้าของมิติ ที่ส่งเสี่ยวจิ้งมาเป็ผู้ช่วยนางเช่นนี้
หลายชั่วยามต่อมาร่างของทั้งคู่ก็เข้าใกล้ใจกลางป่า ทว่าก่อนจะถึงดงว่านอสรพิษนั้น เสี่ยวจิ้งกลับััได้ถึงพลังบางอย่าง เทพัน้อยเอ่ยเตือนมู่เชียนด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า “มีอะไรรบกวนเ้าัเด็กนั่น มันตื่นแล้ว เ้าระวังตัวด้วย”
มู่เชียนพยักหน้ารับรู้แล้วเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด ครู่ต่อมาพลันได้ยินเสียงต่อสู้อึกทึกครึกโครมดังมาจากยอดเขา แสงสีต่างๆที่พวยพุ่งขึ้นฟ้าดูน่าตื่นตายิ่ง
“อืมม..ตัวอะไรกันนะที่หาญกล้าสู้กับัได้” เด็กสาวที่อ่อนประสบการณ์ รู้สึกสนใจการสู้รบของัขั้นราชันย์อย่างมาก
เทพอสูรน้อยหลับตาลงก่อนจะเอ่ยตอบ “มนุษย์…ราว 6-7 คน พวกนั้นมิใช่คนธรรมดา ชั้นต่ำสุดในนั้นอย่างน้อยก็คือปราชญ์ยุทธ์”
“มนุษย์หรือ ?! …” เสียงใสเอ่ยงุนงง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความอยากรู้อยากเห็นในเวลาต่อมา “เสี่ยวจิ้ง พวกเราไปดูสถานการณ์ทางนั้นสักหน่อยดีหรือไม่ ? ข้าอยากเห็นั อีกอย่างมนุษย์ที่หาญสู้กับัย่อมมีฝีมือมิใช่น้อย”
“หึ..อยากเห็นัอะไร ?!…ไม่ใช่ว่าข้าก็อยู่ตรงนี้ ?“ เสียงเล็กตวาดดังอย่างไม่พอใจ เหตุใดสตรีนางนี้ไม่ยอมมองเขาเป็ัสักที “อย่าเสียเวลาดีกว่า…รีบทำภารกิจของเ้าไปเถิด” คำพูดของมู่เชียนทำให้เสี่ยวจิ้งขุ่นเคืองจึงเอ่ยปัดทันที
มู่เชียนหันมองัขี้ใจน้อยด้านข้าง นางจินตนาการภาพเ้ากิ้งก่าน้อยนี่ในร่างัไม่ออกจริงๆ ทันใดนั้นประกายเ้าเล่ห์ก็เผยขึ้นในดวงตา
“อืมม.. ันั่นอาจจะตัวโตเกินไป พวกเราอาจพบอันตรายได้” เด็กสาวเอ่ยพลางเหลือบมองเสี่ยวจิ้ง เห็นัน้อยเชิดจมูกขึ้นแล้วเริ่มพ่นลมหายใจกรุ่นร้อนออกมาก็ตั้งหน้าตั้งตาราดน้ำมันต่อไป
“ภารกิจจากเทพบิดาสำคัญเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับเ้าและข้าคงไม่ดี ดูสิ…สู้กันใหญ่โต จนฟ้าถล่มูเาทลายเพียงนั้น อันตรายจริงๆ” …กลิ่นขมไหม้ลอยมาจากเส้นผมของนางที่อยู่ใกล้ร่างเสี่ยวจิ้ง ทว่าเด็กสาวยังคงไม่ใส่ใจ ก็ผมไหม้ไปไม่กี่เส้นเท่านั้น
“โอ้....พื้นะเืมาถึงตรงนี้เลย เข้าใกล้ย่อมไม่ดีแน่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นหวาดหวั่น ทำให้เสี่ยวจิ้งจอมหลงตัวเองทนต่อไปไม่ไหว
“อยู่กับข้าเ้ายังจะต้องกลัวอะไร ไป !…ไปดูให้ชัด…บ้านนอกแท้ๆ เพียงการต่อสู้เล็กน้อยเท่านี้ก็ตื่นเต้นเสียแล้ว สมัยข้ายังรุ่งเรือง เขาทั้งลูกนี้ไม่พอให้ข้าพลิกตัวยืดเส้นสายเสียด้วยซ้ำ !”
สำเร็จ !!
บริเวณยอดเขา มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบด้านหลังก้อนหินขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่เห็นนั้นช่างน่าตื่นใจยิ่ง
เด็กสาวไม่เคยเห็นัโตเต็มวัยมาก่อนในชีวิต เ้าตัวั์มีสีเขียวทั่วทั้งร่าง เขาสีเขียวทั้งคู่บนศีรษะส่องประกายเจิดจ้าโดดเด่น ฟันซี่ใหญ่แหลมคม รูปลักษณ์ราวกับเป็ส่วนผสมระหว่างจระเข้และงู บนหลังของมันปีกหนามสีเขียวขนาดใหญ่ไล่ลามจากลำคอไปจรดปลายหาง ขนาดตัวนั้นมโหฬารอย่างยิ่ง ประมาณคร่าวๆได้ไม่ต่ำกว่า 30 จั้ง เฉพาะเขาคู่นั้นก็สูงเกินกว่าตัวคนแล้ว
นี่คือ ‘ัพฤกษา’ ที่โดดเด่นเื่การป้องกันตัวและเยียวยา โดยปกติแล้วถือเป็สัตว์อสูรที่รับมือยากเป็อันดับต้นๆ ที่สำคัญ เ้าตัวใหญ่นี่ยังใกล้บรรลุขั้นราชันย์อสูรแล้ว
ฝ่ายมนุษย์เป็บุรุษ 6-7 คน สวมชุดสีเทารูปแบบเรียบง่าย มีลายปักที่อกเสื้อด้านซ้ายเป็รูปวงกลมเล็กๆสองวงซ้อนกัน แต่ละคนมีฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก
ทว่า..ท่ามกลางคนกลุ่มนั้นคนผู้หนึ่งได้ดึงดูดสายตาของมู่เชียนไว้
บุรุษรูปร่างสูงโดดเด่น รัศมีแห่งอำนาจที่แผ่กระจายออกมาทำให้เขาดูแตกต่างออกไป ...ชุดยาวสีดำสนิทไร้ลวดลาย ผมยาวถูกมัดรวบอย่างง่ายๆอยู่ด้านหลัง มือขวาถือกระบี่ยาวสีดำเช่นเดียวกัน .. เพียงกวาดตามองผ่านก็ทราบได้ทันทีว่าเขาคือผู้นำของคนกลุ่มนี้
มู่เชียนพยายามเพ่งมองใบหน้า ทว่าด้วยความวุ่นวายของสถานการณ์และความรวดเร็วของคนผู้นั้น เป็เื่ยากที่นางจะสามารถมองการเคลื่อนไหวของเขาได้ทัน ไม่ต้องเอ่ยถึงการลอบมองใบหน้าของเขาเลย
การต่อสู้ระหว่างคนและัช่างตระการตา กระบวนท่ามีทั้งโจมตีและตั้งรับ มีทั้งธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็ปราณธาตุมืดรุนแรงที่ฝั่งมนุษย์ทุกคนล้วนสามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว พลังที่หลงเหลือจากการต่อสู้ของพวกเขาทำเอาต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณนี้ถูกทำลายจนราบเรียบ
‘ไม่เสียแรงที่เกลี้ยกล่อมเสี่ยวจิ้งอยู่นาน’ มู่เชียนคิดพลางลอบเก็บประสบการณ์จากฉากต่อสู้ตรงหน้า เด็กสาวไม่กลัวอันตรายเพราะรู้ดีว่าับนบ่าของนางมีฝีมือไม่ด้อยกว่าใคร อย่าว่าแต่เสี่ยวจิ้งสามารถควบคุมัั์ตัวนั้นได้
“โฮกกกกกก !!”
“โครมมม …… !!”
“ตูมมมมม..... !!”
เสียงัั์คำราม สลับกับเสียงะเิของปราณต่อสู้ ยอดเขาที่เคยเขียวชอุ่มกลับกลายเป็เตียนโล่ง ร่องรอยที่เกิดจากอาวุธและการะเิพลังบางส่วน สร้างความเสียหายให้พื้นดินจนแตกแยกเป็ร่องลึกและหลุมขนาดใหญ่
แม้ฝั่งมนุษย์จะเหนือกว่าในด้านของจำนวน ทว่า..การโจมตีของพวกเขากลับไม่อาจระคายผิวัพฤกษาเลยแม้แต่น้อย ผู้เดียวที่พอจะทำให้เกิดร่องรอยบนิัอันแข็งแกร่งได้ มีเพียงร่างสูงในชุดสีดำ ท่าร่างรวดเร็วและการโจมตีที่ทรงพลังทำให้มู่เชียนสามารถแยกเขาออกจากผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
“ชายชุดดำคนนั้น...เขาสำเร็จยุทธ์ชั้นไหนหรือ ?” สาวน้อยเอ่ยถามอย่างสนใจ คนที่สู้กับัระดับราชันย์ได้ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
ทว่าเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเสี่ยวจิ้งยังไม่ตอบ มู่เชียนจึงหันกลมามองัน้อยด้วยความสงสัย กลับเห็นสีหน้าเทพอสูรดูกระอักกระอ่วนผสมความไม่ชอบใจอย่างรุนแรง
“เ้าก็มองไม่ออกหรือ ?!”
“ชิ…!!” เสี่ยวจิ้งพ่นเสียงหงุดหงิดออกมา แล้วหันหน้าหนีไป
มู่เชียนนิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง เดิมทีนางเพียงตั้งใจเอ่ยเพื่อยั่วให้เสี่ยวจิ้งประเมินความสามารถของคนผู้นี้ออกมาเท่านั้น ไม่เคยคิดสักนิดว่าเสี่ยวจิ้งจะไม่รู้จริงๆ
หมายความว่า คนผู้นั้นมีปราณยุทธ์ในขั้นที่เหนือกว่าเสี่ยวจิ้ง !!
“เขาเหนือกว่าเ้าอีกหรือ ? เป็ไปได้อย่างไร”
“เหอะ...แค่เพราะข้าอ่อนแอลงหรอก เ้าหนุ่มนี่อย่างมากก็เพียงชั้นเหนือยุทธ์ปลายๆเท่านั้น ในอดีตข้าอยู่ในขั้นเทพอสูรเชียวนะ” คิดถึงยุครุ่งเรืองในอดีต ัน้อยก็ยิ่งมีสีหน้าคับแค้น “หากไม่เพราะถูกปราณมืดกัดกร่อนจนเหลือเพียงระดับ ‘มหาอสูร’ มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งจะเทียบข้าผู้เป็ร่างกึ่งเทพได้อย่างไร”
เสี่ยวจิ้งมองบุรุษชุดดำด้วยสีหน้าไม่พอใจ…อะไรบางอย่างในตัวเ้าหมอนี่ทำเขาหงุดหงิดจริงๆ !
มหาอสูรของเสี่ยวจิ้งเทียบกับมนุษย์ก็คือขั้นมหายุทธ์ ไกลกว่านั้นก็คือ ราชันย์ยุทธ์ มหาราชันย์ยุทธ์ เหนือยุทธ์ นั่นหมายความว่าบุรุษผู้นี้เหนือกว่าเสี่ยวจิ้งถึงสามขั้นเต็ม !
มู่เชียนอ้าปากค้าง คนผู้นั้นดูแล้วอายุยังไม่มาก เหตุใดจึงมาถึงขั้นนี้ได้ ?!
คล้ายจะเยาะเย้ยการวิเคราะห์ของเสี่ยวจิ้ง จู่ๆัพฤกษาพลันสะบัดหางเข้าใส่กลุ่มมนุษย์ ปลายหางแหลมคมขนาดั์พอดีฟาดเข้าใส่ชายชุดดำอย่างจัง
บุรุษผู้นั้นยกกระบี่ขึ้นขวาง แม้จะใช้ปราณกระบี่สลายพลังโจมตีส่วนหนึ่งลงไปบ้าง แต่เรี่ยวแรงมหาศาลนั้นก็ยังผลักร่างเขาจนกระเด็น
ร่างสูงลอยมากระแทกกับผาหิน ใกล้กับบริเวณที่มู่เชียนหลบอยู่อย่างมาก กระบี่ปราณสีดำในมือเขาสลายไปแล้ว ขณะที่โลหิตสายหนึ่งกระเซ็นออกมาจากร่างก่อนจะหยดลงบนพื้น
“เขาาเ็แล้วนี่... หากคนผู้นั้นมีปราณเหนือยุทธ์จริง เขาควรเอาชนะัขั้นราชันย์อสูรได้ง่ายๆเลยมิใช่หรือ เหตุใดสภาพจึงทุลักทุเลเพียงนี้?”
“เพราะเ้าหมอนี่เป็ธาตุมืดบริสุทธิ์น่ะสิ บริเวณนี้อิทธิพลของภูติพฤกษายังสูงมาก ปราณมืดย่อมถูกกดข่มโดยธรรมชาติ พลังโจมตีของเขายามนี้ลดลงสามขั้นเป็อย่างน้อย”
“อะไรนะ…นี่ลดสามขั้นแล้วหรือ ?!” นั่นเท่ากับพลังลดลงเหลือหนึ่งในพันส่วนเท่านั้น หากเขามีพลังเต็มที่น่ากลัวทั้งูเาทั้งัั์นี่คงแหลกสลายไปแล้ว’
ทันใดนั้น บุรุษชุดดำคล้ายััได้ถึงบางสิ่งจึงหยุดต่อสู้และหันมามองนาง เสี่ยวจิ้งที่เกาะอยู่บนบ่ามู่เชียนสะดุ้งวาบก่อนจะรีบหนีเข้าหลบไปในร่างของเด็กสาวด้วยความหวาดกลัว !
มู่เชียนไม่ทันได้สังเกตท่าทางแปลกๆของเสี่ยวจิ้ง เพราะเพียงชั่วขณะที่นางมองเห็นบุรุษผู้นี้อย่างเต็มตา ทุกสีสันและสรรพสิ่งรอบข้างพลันจืดจางลงไป..
เด็กสาวต่างโลกผู้เชื่อมั่นมาตลอดว่า มิติแห่งนี้มีแต่มนุษย์หน้าตาดี ถึงคราวต้องกลับคำพูดเสียใหม่ … เหตุเพราะ ชายหนุ่มตรงหน้าเพิ่งเปลี่ยนทุกคนที่นางเคยพบมาชั่วชีวิต ให้กลายเป็หัวผักกาดไปหมดแล้ว !!
บุรุษผู้นี้อายุราวยี่สิบกว่าปี ใบหน้าได้รูปขาวจัด งดงามจนเกือบจะอ่อนหวาน ทว่ายังผสานความแข็งแกร่งของบุรุษไว้ได้อย่างลงตัว ดวงตาสีเทาเรียวยาวเชิดขึ้น คิ้วเข้มทรงกระบี่ยาวจรดจอนผม จมูกโด่งตรงเป็สัน ริมฝีปากบางได้รูปสีชมพูเข้มจนเกือบแดง เส้นผมสีดำสนิทเหยียดตรงจรดเอว ผ้าผูกผมของเขาหลุดออกั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ทว่ายามนี้เส้นผมที่พลิ้วไหวไร้พันธนาการกำลังเกี่ยวเอาหัวใจดวงน้อยๆของนางให้ล่องลอยไป รูปร่างสูงสง่ารวมกับสีหน้าที่เ็า ทำให้เขาดูไม่เหมือนมนุษย์เอาเสียเลย
‘เทพในนิทานคงหน้าตาแบบนี้สินะ’
ปราณสีทองในร่างสั่นกระเพื่อมด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง ทว่านางกลับไม่ได้สังเกตุความแปลกประหลาดนั้น รูปลักษณ์ไม่ต่างจากเทพของเขาตรึงความสนใจนางเอาไว้ แขนเสื้อสีดำมีร่องรอยฉีกขาดขนาดใหญ่ โลหิตที่หลั่งไหลออกมาจนชุ่มโชกกลับไม่อาจทำให้เขาดูทรุดโทรมลงแม้แต่น้อย