ผู้จัดการภัตตาคารซูเหยียน เร่งเดินขึ้นบันไดนำทางพวกเขาทั้งสี่ขึ้นมาถึงบริเวณชั้นสองของภัตตาคาร
เมื่อมาถึงชั้นบน จี๋ฮ่าวเข้าใจได้อย่างชัดเจนเลยว่าเหตุใดถึงเรียกว่าเป็นที่สำหรับแขกคนสำคัญเท่านั้น เพราะว่าที่ชั้นสองนี้จะมีห้องรับรองขนาดใหญ่ถึง 4 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องจะถูกปิดด้วยม่านที่ถักทอจากพลอยหลากสี
แต่แล้วสายตาของนางก็ไปสะดุดอยู่กับป้ายไม้ที่แขวนอยู่บนซุ้มประตู สลักเป็นตัวอักษรเอาไว้อย่างงดงาม เขียนว่า เทพอุดร ก่อนจะหันไปดูห้องอื่นบ้าง เห็นเป็นห้องอีก 3 แห่งที่มีลักษณะไม่ต่างกันมาก ต่างกันก็แค่เพียงชื่อที่สลักบนป้ายไม้ประจำห้อง ได้แก่ เทพบูรพา เทพทักษิณ และเทพประจิม
‘กล้าแทนตนว่าเทพ? หึ..จองหองไม่เบาเลย’ จี๋ฮ่าวถึงกับเลิกคิ้วขึ้นและยิ้มเยาะในใจ
หลังจากเข้ามาภายในห้อง พบว่าภายในห้องจะมีระเบียงส่วนตัว สามารถชมบรรยากาศภายนอกได้อย่างชัดเจน ภายในห้องตกแต่งและประดับไว้อย่างหรูหรา หากสังเกตุดี ๆ จะเห็นว่าผนังห้องทำจากวัสดุอย่างดีไร้รอยต่อ
จี๋ฮ่าวรีบจับจองที่นั่งของตนเองทันที ไม่รอให้เจ้าภาพเอ่ยปาก ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ดูเสียมารยาทเป็นอย่างมาก แต่นางจงใจให้เป็นเช่นนั้น
ทว่าบุรุษหนุ่มก็ยิ้มแย้มทักทายและกล่าวแนะนำตนเองขึ้นอย่างเป็นกันเองทันที "เช่นนั้นข้าขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ข้ามีชื่อว่าจ้าวเฟิง ส่วนนางสองคนนี้เป็นภรรยาของข้าเอง ชื่อหยูเฟยและฉินซิน"
"หืม...เอาจริง? สองคนนี้คือภรรยาของเจ้า?" จี๋ฮ่าวแปลกใจจนอดถามออกมาไม่ได้
เห็นเพียงแค่จ้าวเฟิงพยักหน้ายิ้ม ๆ ตอบ จี๋ฮ่าวจึงยกยิ้มหยี่ตาหยอกกลับไปว่า “ร้ายกาจนักนะ!”
ทั้งสามเห็นเช่นนั้นก็หันไปหัวเราะให้กัน จากนั้นจี๋ฮ่าวนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ข้าชื่อหย่งเยี่ยน” จากนั้นก็โบกมือเรียกพนักงานทันที
“เสี่ยวเอ่อร์ ข้าต้องการอาหารเจที่ขึ้นชื่อของที่นี่มาอย่างละ 2 จานและขอน้ำเปล่า 1 โถ” จี๋ฮ่าวสั่งเสร็จก็หันไปเอ่ยกับจ้าวเฟิงและสตรีทั้งสองว่า “แล้วพวกท่านล่ะจะสั่งอะไร?”
สิ้นคำ เสี่ยวเอ่อร์ถึงกับงุนงง เหตุใดเจ้าขอทานถึงได้สั่งอาหารได้ไม่เกรงใจคุณชายจ้าวเลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อเห็นว่าคุณชายจ้าวไม่ได้ถือสาหาความใด ๆ ตนเองก็ไม่มีสิทธิ์จะเอ่ยปากเช่นกัน
แม้กิริยาของจี๋ฮ่าวจะดูเหมือนไม่มีความเกรงใจ แต่ด้านจี๋ฮ่าวและภรรยาก็ไม่ได้แสดงสีหน้ารังเกียจหรือไม่พอใจออกมา กลับยกยิ้มหัวเราะชอบใจก่อนจะช่วยกันสั่งอาหารมาทาน แถมยังมีหน้าหันมาถามจี๋ฮ่าวเพิ่มด้วยว่า
“แม่นางหย่งเยี่ยน ทำไมเจ้าไม่สั่งเมนูเนื้อบ้างเล่า? ท่านสั่งได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ”
จี๋ฮ่าวยิ้มตอบกลับไปพอเป็นพิธีว่า “ข้าทานเจ...”
“อ่อ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร” จ้าวเฟิงพูดก่อนจะหันไปบอกกับเสี่ยวเอ่อร์ว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ยกเลิกเมนูก่อนหน้านี้แล้วกัน เปลี่ยนเป็นอาหารเจที่ดีที่สุดมาแทน”
จี๋ฮ่าวได้ยินเช่นนั้นก็จ้องมองอีกฝ่ายอย่างสนใจ ไม่คิดว่าพวกเขาจะเล่นบทเอาอกเอาใจตนขนาดนี้ ยิ่งทำให้นางชักอยากจะรู้แล้วสิว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนอีก
ระหว่างนี้จี๋ฮ่าวก็ได้ลอบสังเกตุทั้งสามอยู่ตลอด นางรู้สึกว่าคนเหล่านี้น่าจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างกับตนเองอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเห็นอยู่ชัดเจนว่าพนักงานของที่นี่รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี แต่ทว่าเมื่อครู่จ้าวเฟิงกลับบอกตนเองว่ามาเมืองแห่งนี้เป็นครั้งแรก
ไม่นานทั้งหมดก็สั่งอาหารกันเสร็จ จากนั้นจ้าวเฟิงจึงได้เริ่มชวนจี๋ฮ่าวพูดคุยเกี่ยวกับเมืองซูโจวแห่งนี้และเรื่องราวจิปาถะมากมาย คล้ายกับการพูดคุยเล่นของสหายเก่า มากกว่าการซักถามข้อมูลของเมือง
จี๋ฮ่าวก็ตีหน้าซื่อคุยไปตามปกติ จนกระทั่งอาหารทั้งหมดก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ทุกคนต่างพูดคุยกันไปพลางและทานอาหารกันไปด้วยบรรยากาศแปลก ๆ เพราะสตรีทั้งสองเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดจา มีเพียงจ้าวเฟิงที่แสดงอัธยาศัยดีออกมาเป็นพิเศษจนออกนอกหน้า
เมื่อพูดคุยกันไปสักระยะหนึ่งก็ทำให้จี๋ฮ่าวได้ทราบว่า จ้าวเฟิงและหญิงสาวทั้งสองคือนักผจญภัยจากต่างโลก พวกเขาเล่าว่าที่แห่งนั้นไม่เหมือนกับโลกใบนี้ที่จี๋ฮ่าวอยู่เลยแม้แต่น้อย เพราะโลกของพวกเขามีความเจริญก้าวหน้ากว่าที่แห่งนี้มากมายไม่รู้ต่อกี่เท่า ไหนจะเครื่องผลิตไฟฟ้าที่ใช้แทนพลังงานและแสงสว่าง ไหนจะอาวุธที่มีพลังทำลายล้างได้ทั้งดินแดนด้วยการใช้นิ้วกดปุ่มเพียงนิ้วเดียว
นอกจากนี้จี๋ฮ่าวยังได้รู้อีกว่า ปริศนาของวิหารที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับพวกเขา ความจริงแล้วมันคือประตูมิติที่ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งนี้ได้ แต่ทว่าก็มีเพียงผู้คนจากโลกเดียวกับจ้าวเฟิงเท่านั้นถึงจะสามารถเดินทางข้ามผ่านประมิติแห่งนั้นได้
ที่จี๋ฮ่าวสงสัยก็คือแทนที่จ้าวเฟิงจะถามนางและหาข้อมูลของโลกใบนี้ พวกเขาเอาแต่เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้นางฟังแทน ยิ่งฟังก็ยิ่งให้ความรู้สึกว่า ตัวตนของพวกเขานั้นดูลึกลับและยากจะคาดเดาเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้นางวางใจและแกล้งทำเป็นสงบนิ่งได้ ก็เพราะตนเองมั่นใจว่าอีกฝ่ายอย่างไรก็สู้นางไม่ได้อย่างแน่นอน
ช่วงเวลาหลังจากทุกคนทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็ยังคงพากันนั่งคุยไปเรื่อยเปื่อย รอจนกระทั่งอาหารย่อยเรียบร้อย พวกเขาก็ยังไม่มีที่ท่าจะเผยจุดประสงค์ที่มาหาจี๋ฮ่าวเสียที นางจึงได้เอ่ยปากอาสาพาพวกเขาเดินชมและแนะนำเมืองซูโจวแห่งนี้ทันที ทำให้ในที่สุดจ้าวเฟิงก็ยอมเผยจุดประสงค์และถามนางขึ้นมาเสียที
“เจ้ารู้จักคนที่ทำลายสุสานหลวงหรือไม่?”
ประโยคนี้ทำให้จี๋ฮ่าวชะงักไปชั่วขณะ นางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้ แกล้งทำให้ตนตายใจชั่วขณะ ก่อนจะจู่โจมด้วยคำถามที่ทำให้นางเผยอาการออกมาจนได้
‘มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่สู้ลองเชิงกับเขาดูสักตั้ง’ จี๋ฮ่าวคิดได้เช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบไปว่า“ที่แท้ท่านก็มาเพราะเขา?”
แต่จ้าวเฟิงถามกลับ เหมือนจะรู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่า “ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าหรอกหรือ?”
จ้าวเฟิงและภรรยาทั้งสองยังคงใช้สายตาจับจ้องมาที่จี๋ฮ่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่มีท่าทีกังวัลว่านางจะฉวยหาโอกาสหลบหนีเลยสักนิดจี๋ฮ่าวขมวดคิ้วย่น เงียบคำไม่พูดจา พลางครุ่นคิดความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา หวังแค่จะรอดูว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นไรกับตนเองต่อไป
“หากเจ้าไม่ปฏิเสธ ข้าจะถือว่าเจ้ายอมรับก็แล้วกัน” จ้าวเฟิงวางจอกรินสุราในมือเพิ่ม ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ข้าได้ยินว่ามีผู้คนค้นพบคัมภีร์นิรวาณแล้ว ดูเหมือนว่าคนที่กำลังครอบครองมันอยู่ในตอนนี้ ก็คือคนเดียวกับผู้ที่ลงมือทำลายสุสานหลวงแห่งนั้น….”
“ข่าวว่าคนผู้นี้มีฝีมือไม่น้อย สามารถสังหารทหารองค์รักษ์ไปหนึ่งกองร้อย อีกทั้งยังสังหารนักผจญภัยลือชื่ออย่างหลี่เกอเซียวแห่งพรรคจันทราวารีได้ภายในพริบตา…”
“ท่านว่า….ข่าวที่ข้าได้มานี้ควรเชื่อถือได้หรือไม่?” ประโยคสุดท้ายของจ้าวเฟิงกล่าวเป็นเชิงถามนาง แต่ก็แอบเผยแววตาเจ้าเล่ห์ออกมาให้จี๋ฮ่าวสังเกตุได้ชั่วขณะ
จ้าวเฟิงนั่งไขว้ห้างด้วยท่าทีสบาย ๆ พลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกว่า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้มาเพื่อแย่งชิงมันไปจากเจ้าหรอก แต่ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็อยากให้เจ้าช่วยคัดลอกมันให้ข้าสักเล่มก็พอ หากเป็นเช่นนั้นได้จะประเสริฐมาก”
“แน่นอนว่าหลังจากนี้เจ้าจะร้องขอหรือต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม ขอเพียงแค่เอ่ยปาก ข้าสัญญาว่าถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ข้าจะนำมันมามอบให้เจ้าทันที”
จี๋ฮ่าวนั่งเงียบฟังมาตลอด แม้คำพูดของชายผู้นี้จะดูใจกว้างและมีเหตุผลเป็นอย่างมาก แต่จะอย่างไรคนพวกนี้ก็หวังในผลประโยชน์เท่านั้น แต่หากคิดอีกด้านหนึ่งแล้ว นี่ก็เป็นเวลาเหมาะที่จะได้ข้อมูลข่าวสารจากพวกเขา ถ้าหากนางไม่ล้วงข้อมูลของนักผจญภัยออกมาให้มากที่สุด ก็คงน่าเสียดายมาก
คิดได้ดังนั้น นางก็ยกยิ้มจ้องมองทั้งสาม ก่อนจะตอบกลับไปว่า“เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียม ข้าเองก็อยากรู้เรื่องของนักผจญภัยมานานแล้วเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพวกเจ้ามีเป้าหมายอะไรเพื่อเข้ามายังโลกแห่งนี้ หรือเรื่องที่พวกเจ้าทำไมถึงมีพลังอมตะไม่มีวันตาย ทั้งเรื่องความเร็วในการฝึกฝีมือที่เกินธรรมดาสามัญ หากเจ้ายอมเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้ารู้มาทั้งหมด”
ทันทีที่จ้าวเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้ แต่เขาก็พอใจเป็นอย่างมากเช่นกันที่ได้ยินจี๋ฮ่าวเอ่ยเช่นนั้น ตัวเขาเองก็คิดว่าข้อมูลเบื้องต้นของนักผจญก็ไม่ใช่ความลับอะไรเท่าไหร่ จึงยินดีที่จะบอกนางอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าอย่างนั้น...ก็เริ่มจาก พวกเรามาจากโลกอีกแห่งหนึ่ง โดยใช้ความรู้และวิทยาการล้ำสมัยสร้างทางเชื่อมต่อเพื่อเข้ามายังโลกแห่งนี้ได้ตลอดเวลา ผ่านวิหารที่พวกเจ้าเห็นอยู่ซึ่งชื่อที่แท้จริงของมันก็คือ วิหารแห่งดวงดาว หรืออีกชื่อหนึ่งที่คนที่นี่ใช้เรียกกันว่า วิหารศักดิ์สิทธิ์”
“วิหารแห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่เชื่อมต่อโลกของเรากับที่แห่งนี้แล้ว ยังเป็นสถานที่สำหรับคืนชีพให้แก่นักผจญภัยที่ตกตายมาได้อีกด้วย ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงเป็นอมตะ นั่นก็เพราะร่างที่เราใช้เข้ามายังโลกแห่งนี้ไม่ใช่ร่างจริง มันเป็นเพียงร่างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คลื่นสมองหรือจิตวิญญาณควบคุมจากโลกด้านที่เราจากมา”
“คำว่านักผจญภัยคือชื่อเรียกแทนตัวตนของพวกเราบนโลกแห่งนี้ ซึ่งพวกเราก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้และโชควาสนาในการเสาะแสวงหาตำราและวิชาความรู้การฝึกตนจากโลกใบนี้”
“แต่ถึงอย่างนั้น การดำรงชีวิตของพวกเราบนโลกแห่งนี้ ก็ยังต้องใช้ชีวิตเสมือนจริงไม่ต่างไปจาก NPC เช่นเจ้า ที่ยังคงต้องการปัจจัยมากมายในการดำรงชีวิตบนโลกแห่งนี้”
“อะไรคือ NPC?” จี๋ฮ่าวถามด้วยความสงสัย
“NPC เป็นแค่คำเรียกที่เข้าใจกันเพียงแค่ในหมู่นักผจญภัยด้วยเท่านั้น หรือถ้าจะแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือพวกเราจะใช้เรียกสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในโลกแห่งนี้นั่นเอง” จ้าวเฟิงตั้งใจอธิบายก่อนจะเล่าต่อว่า“อีกอย่างหนึ่ง พวกเราเรียกโลกแห่งนี้ว่าเกมออนไลน์ ผู้คนบ้างก็เข้ามาเล่นเพื่อผจญภัยและสนุกสนานไปกับมัน บ้างก็เข้ามาเพื่อแข่งขันเป็นอาชีพ บ้างก็เข้ามาเพื่อทำธุรกิจ”
“แต่เมื่อยิ่งมีผู้คนมาก การแข่งขันก็ยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องต่อสู้และแย่งชิงเพื่อเสาะหาสุดยอดเคล็ดวิชามาฝึกฝนฝีมือ ให้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและไร้เทียมทานบนโลกแห่งนี้”
“แต่ไม่ว่าใครจะมีเป้าหมายเช่นไร นักผจญภัยทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการเงินเพื่อมาใช้ดำรงชีวิตไม่ต่างไปกับคนบนโลกแห่งนี้ทั้งนั้น จึงทำให้พวกเราต้องทำความรู้จักคนบนโลกแห่งนี้และหาวิธีทำเงินจากทุกทางเพื่อหาเงินมาใช้”
“แต่ทว่าพวกเราเองก็จะมีสิทธิพิเศษที่สามารถนำเงินจากโลกของเราแลกเปลี่ยนเป็นเงินของโลกแห่งนี้ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเจ้าไม่ต้องแปลกใจถ้าจะพบว่ามีนักผจญภัยที่ร่ำรวยอยู่เป็นจำนวนมาก”
จ้าวเฟิงเล่าจบก็มองจี๋ฮ่าวอย่างวิเคราะห์ก่อนจะถามนางอีกว่า “มีอะไรที่เจ้าอยากรู้อีกบ้างไหม?”
จี๋ฮ่าวพยักหน้าและถามอีกว่า “อ๋อ...แล้วเรื่องความเร็วในการฝึกฝนพลังฝีมือของพวกเจ้าล่ะ เหตุใดจึงรวดเร็วผิดธรรมชาตินัก?”
จ้าวเฟิงยิ้มก่อนจะหันไปพยักหน้ามองที่หยูเฟย จากนั้นหยูเฟยจึงหยิบถุงผ้าล้ำค้าใบหนึ่งออกมาและล้วงคลำหาบางอย่างจากภายในออกมา ในมือของเธอปรากฏเป็นเม็ดยาสีฟ้าเข้ม ขนาดเท่าหัวแม่มือ ดูภายนอกแทบไม่ต่างจากยาพิษเลย
ทว่าทันทีที่มันปรากฏขึ้น ดวงตาของจี๋ฮ่าวหดวูบลงและจ้องมองโอสถตรงหน้าอย่างไม่วางตา
“นี่มัน...!!