หลังจากเื่น่าอัปยศที่ซูหยวนเย่ทำกับซูอิ๋งอิ๋งเมื่อคืน พอยามเช้าของวันใหม่มาถึง ซูหยวนเย่ที่ตื่นขึ้นมามันก็คิดว่ามารดาคงจะบ่นมันหูชา ไม่ก็โกรธจนไม่ยอมพูดด้วยไปอีกนานเป็แน่ ทว่า…ทุกอย่างกลับผิดคาด ซูอิ๋งอิ๋ง กลับมีท่าทีวางเฉย จะโกรธก็ไม่เชิง จะว่าไม่โกรธก็ไม่ใช่ ซูหยวนเย่ที่เห็นเช่นนั้นก็วางตัวไม่ถูก แถมยังกล้า ๆ กลัวที่จะเอ่ยถามอีกด้วย
"เอ่อ…คือ ท่านมะ…มะ ไม่สิ น้องหญิงเ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่" ซูหยวนเย่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ขณะที่กำลังนั่งกินอาหารเช้าในชั้นล่างของโรงเตี๊ยม และพอซูอิ๋งอิ๋งได้ยินคำถามแววตาเรียบเฉยก็พลันเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวดุดัน ซูหยวนเย่ถึงกับสะดุ้งเฮือกประหนึ่งกระต่ายน้อยที่ถูกหมาป่าจ้องมอง
“ห้าม เอ่ย ถึง เื่ เมื่อ คืนท่านพี่ ข้าจะถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น และจงอย่าได้คิดทำเช่นนั้นอีก ไม่เช่นนั้นจะหาว่าข้าใจร้าย” ซูอิ๋งอิ๋งกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าน่าขนลุก และก้มหน้าก้มตาคีบอาหารเข้าไปปาก นางไม่เงยหน้ามามองบุตรชายในร่างสามีแม้แต่น้อย ซูหยวนเย่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า ก่อนจะลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าเช่นกัน
บรรยากาศในโต๊ะตัวนั้นจึงเต็มไปด้วยความอึดอัดกดดัน มากมายขนาดที่ลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ ยังพากันลุกหนี เสี่ยวเอ้อร์ และเถ้าแก่ที่เห็นก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแขกทั้งสองไม่ได้ทำอะไรผิด
"เถ้าแก่ขอรับ เอาอย่างไรกันดี ขืนเป็แบบนี้ลูกค้าคนอื่นหนีหมดร้านแน่ ๆ"
"แล้วเ้าจะให้ข้าทำเช่นไร จอมยุทธ์ซูอิ๋งอิ๋งไม่ได้ทำอะไรผิด นางคงแค่มีเื่บาดหมางกับท่านซูอี้หนาน ตามประสาผัวเมียเท่านั้น เท่าที่ข้ารู้มา นางเป็สตรีที่หึงแรงทีเดียว นี่คงจะจับได้ว่าท่านซูอี้หนานแอบเกเรไปยุ่งกับสาว ๆ คนอื่นเป็แน่จึงโกรธถึงเพียงนี้"
เถ้าแก่โรงเตี้ยมเอ่ยพึมพำพร้อมพ่นลมหายใจออกมาด้วยความท้อแท้ เพราะมันคงจะเสียลูกค้าไปอีกหลายคนเป็แน่ ซูหยวนเย่ที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปรกติรอบกายจึงได้เอ่ยขึ้นว่า
"นะ น้องหญิง เื่เมื่อคืนข้าขอโทษ ข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ยามนี้เ้าลดจิตสังหารลงได้หรือไม่ ลูกค้าในโรงเตี้ยมหวากลัวจนหนีหายไปหลายคนแล้ว หากเป็เช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่าเถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อรจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย"
ซูอิ๋งอิ๋งที่ได้ฟังก็นิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นความอึดอัดกดดันภายในโรงเตี้ยมจึงพลันค่อย ๆ คลายลง
"เห็นแก่เถ้าแก่ และเสี่ยวเอ้อร์ที่ต้องทำมาหากิน ข้ายอมก็ได้ แต่อย่าได้ใจไปท่านพี่ ความผิดของท่านยังไม่หายไปรู้ไว้ด้วย"
ซูหยวนเย่พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนหันไปมองเถ้าแก่ กับเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนอยู่ตรงมุมร้าน ทั้งคู่พอทราบว่าสถานการณ์คลี่คลายลง จึงยกสองมือประสาน ก้มหัวปลก ๆ ขอบคุณซูหยวนเย่เป็การใหญ่
ส่วนซูหยวนเย่พอเห็นว่ามารดาคนงามลดอารมณ์โกรธจึงทำใจดีสู้เสือเอ่ยปากชวนคุย "น้องหญิงแล้ววันนี้พวกเราจะไปสืบข่าวที่ไหนกันดี"
"ที่ใดรึ? นั้นสินะ ดูเหมือนโรงเตี้ยมจะไม่มีเบาะแสของพวกคนชุดดำซะด้วย ถ้าจะต้องสืบต่อ บางทีคงต้องเริ่มจากผู้มีความแค้นต่อเ้า"
"ข้าหรือ…?" ซูหยวนเย่ตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่แล้วมันก็ฉุกคิดได้ว่า 'เ้า' ที่ซูอิ๋งอิ๋งหมายถึง คงจะเป็ เ้าของร่าง หรือก็คือ ซูอี้หนาน บิดาของมันเสียมากกว่า
"เข้าใจแล้ว หมายถึง 'ข้า' สินะ เช่นนั้นก็แปลว่า สมัยก่อน ข้าคงจะเคยก่อวีรกรรมไว้ไม่น้อย"
"ย่อมเป็เช่นนั้น ก็ท่านพี่เป็ถึงจอมยุทธ์อันดับหนึ่ง หากจะมีศัตรูมากมายก็ถือเป็เื่ปรกติ แต่จะมีผู้ใดบ้าง ข้าก็ไม่ทราบทั้งหมดหรอก ท่านพี่อาจจะต้องรวบรวมสมาธิแล้วเรียกความทรงจำเก่า ๆ กลับมา เหมือนเมื่อคืนที่ท่านพี่ฝันถึง…." ซูอิ๋งอิ๋งนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ส่วนซูหยวนเย่ก็จ้องตานางไม่กะพริบ ด้วยความงุนงงสงสัย
ใบหน้าของนางแดงซ่านเพราะนึกถึงความรู้สึกต้องห้ามเมื่อคืน ก่อนซูอิ๋งอิ๋งจะพลันเอ่ยอย่างร้อนรน
"ช่างเถอะ ๆ เ้ารีบนึกให้ออกได้แล้ว ว่ามีผู้ใดบ้างพวกเราจะได้ไปตามหา" ก่อนหลบสายตาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น จากนั้นซูหยวนเย่จึงพลันหลับตา รวบรวมสมาธิ และเรียกความทรงจำของซูอี้หนานบิดาให้ปรากฏขึ้นในหัว
“ความทรงจำของท่านพ่อ ความจำของท่านพ่อ….จงมา จงมา จงมา… โอ้ มาแล้ว ๆ หือ!”
“จื้อเนี้ยข้าจะแตกแล้วอูยยย...ยยย ถ้ำหยกของเ้าช่างวิเศษนัก”
“พี่อี้หนานแท่งหยกของท่านช่างแข็งแกร่งยิ่งข้า ข้า ข้าไม่ไหวแล้ววววว ซี้ดดดดด...ดดดด”
ภาพในความทรงจำแรกของซูอี้หนานก็คือ มันกำลังร่วมรักกับสตรีแรกรุ่นนางหนึ่งภายในถ้ำอย่างดุเดือดก่อนจะเสร็จสมพร้อมกันทั้งคู่ จากนั้นซูอี้หนานก็สัญญาว่าจะพานางหนีไปอยู่ด้วยกัน ณ สถานที่ห่างไกลผู้คน ทว่า...ในท้ายที่สุด อาจารย์หญิงของนางก็จับได้เสียก่อน แถมซูอี้หนานก็หนีหายไป โดยไม่กลับมานางอีกเลย ในความทรงจำบอกว่า ปัจจุบันสตรีนางนี้คือ จื้อเนี้ยเลี้ยบ ซือไท่ผู้นำของสำนักเทพธิดาธรรมรุ่นปัจจุบัน...
ภาพในความทรงจำที่สอง ไม่ต่างจากภาพแรก เป็ซูอี้หนานกำลังร่วมรักกับสตรีแรกรุ่นอีกคนในท่าลิงอุ้มแตง กลางป่าที่มีดอกไม้สีเหลืองโปรยปราย
“อ๊า อ๊า อ๊า อ๊า หลันอวี้ พี่จะแตกแล้ว พี่จะแตกแล้ว!” ซูอี้หนานลากเสียงยาวขณะเร่งขยับเอวกระเด้าถ้ำหยกเร็วรี่
“ท่านพี่กระแทกเข้ามาแรง ๆ แรงอีกข้าจะขึ้น์แล้ว อ๊าาาาา....าาาา” ไม่นานสองหนุ่มสาวก็ร่ำร้องออกมาพร้อมกันพร้อมร่างที่กระตุกเกร็ง ก่อนจะััริมปาก บดบี้กันอย่างดูดดื่ม และอีกเช่นเคย ซูอี้หนานรับปากว่าหลังจากไปประลองยุทธ์เพื่อตัดสินความเป็เ้ายุทธภพ มันจะกลับมาคุกเข่าขอขมาเ้าเกาะ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่มันทำกับบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขา ทว่า...สุดท้ายแล้ว ซูอี้หนานก็ไม่กลับมาแถมยังไปแต่งงานกับซูอิ๋งอิ๋งในเวลาต่อมา นั้นทำให้ หลันอวี้ซึ่งเป็บุตรสาวของ ัเีหลง เ้าเกาะดอกทองโกรธแค้นเป็อย่างมาก...
ความทรงจำที่สาม ก็ไม่ต่างจากสองความทรงจำแรก ผิดที่ว่าภาพของซูอี้หนานจะดูเป็เด็กหนุ่มรุ่นเยาว์ที่อายุอานามพอ ๆ กับซูหยวนเย่ก่อนจะเสียชีวิต
“น้องลิ่วอี้ขย่มลงมาแรง ๆ เลย อ๊า อ๊า อ๊า เช่นนั้นแหละ ซี้ดดด....ดดดดด”
“อี้หนานเ้ารักข้าหรือไม่ ซี้ดดด...ดดดด”
“รักข้ารักเ้าคนเดียวยอดรักของข้า ข้าจะอยู่กับเ้าที่หุบเขาหมื่นผีแห่งนี้ตลอดไป”
“ประเสริฐนัก ข้าก็รักท่าน อูย อูย อูย บีบเคล้นเต้าข้าแรง ๆ ผัวข้าซี้ดดด...ดดดด”
สตรีน้อยนางนั้นผมดำขลับ ดวงหน้าโค้งมน ดวงตาคมกริบฉายแววน่าสะพรึงกลัว ปทุมถันสองเต้า อวบใหญ่เกินวัย นางกำลังใช้กระบวนท่า นางมารควบขย่มแท่งอาชากับซูอี้หนานอยู่ ก่อนที่ร่างจะกระตุกเกร็งในไม่ช้า ทว่า...ซูอี้หนานกลับ พลันพลิกตัวสลับตำแหน่งแล้วกระแทกถ้ำหยกของนางต่ออีกหลายครั้งจนมันแน่นิ่งไปเพราะถึง์เช่นกัน
จากนั้นภาพความทรงจำก็เปลี่ยนไปเป็ คนทั้งสองร่วมรักกันอีกหลายต่อหลายกระบวนท่า ก่อนที่เวลาจะผ่านไปอีกราว ๆ 2 ปี และกลายเป็ภาพของซูอี้หนานทำลับ ๆ ล่อ ๆ คล้ายขโมยตำราอะไรสักอย่าง ก่อนหลบหนีออกจากหุบเขาหมื่นผีในยามวิกาล และมันก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
ซูหยวนเย่ทราบจากความทรงจำว่า สตรีแรกรุ่นที่บิดาร่วมรักด้วยมีนามว่า ลิ่วอี้ปาย เป็บุตรสาวของประมุขพรรคมาร แห่งหุบเขาหมื่นผี
นางถูกมอบหมายให้เก็บรักษาคัมภีร์ พลังมารกลืนตะวันครึ่งแรก ทว่า...กลับถูกซูอี้หนานขโมยหนีออกไปด้วยเหตุผลบางอย่าง นั้นจึงทำให้ ลิ่วอี้ซุน บิดา และประมุขพรรคในเวลานั้นไม่มีทางเลือก จำต้องลงโทษนางตามกฎ ซึ่งก็คือกักขังนางไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเป็เวลา 10 ปี คงไม่ต้องบอกว่า ลิ่วอี้ปาย จะรู้สึกเช่นใด ทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งอยากจะสับซูอี้หนานออกเป็หมื่น ๆ ชิ้น
เวลาล่วงไปได้ 7 ปี ลิ่วอี้ซุนเกิดป่วยหนักใกล้ตาย มันจึงต้องมอบตำแหน่งประมุขพรรคให้ทายาท ซึ่งก็คือ ลิ่วอี้ปายที่ถูกลงโทษอยู่ เมื่อนั้นเองนางจึงถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนด แถมความแค้นที่มีต่อ ซูอี้หนานยังเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนด้วย เนื่องจากตอนนั้นเป็เวลาที่ ซูอี้หนานพึ่งจะแต่งงานกับซูอิ๋งอิ๋งได้ไม่กี่วัน...
ภาพความทรงจำต่อ ๆ มาก็ไม่พ้นเื่กามราคะเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็การร่วมรักกับบุตรสาวของเ้าสำนักกระบี่หยก์ ร่วมรักกับลูกสาวของเสนาบดีผู้หนึ่งในราชสำนัก และอีกหลาย ๆ คน นับไม่ถ้วน แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ ซูอิ๋งอิ๋ง ไม่เคยล่วงรู้ความลับเหล่านี้เลย คงเพราะั้แ่ซูอี้หนานแต่งงานกับนางแล้ว ความเ้าชู้มักมากของมันก็หายไปกระมัง หรือจะเรียกว่าเสือสิ้นลายก็ว่าได้...
จากนั้นสองตาของซูหยวนเย่ก็พลันลืมตาตื่นขึ้นด้วยท่าทางใสุดขีด เหงื่อกาฬของมันแตกเต็มหน้า ซู่อิ๋งอิ๋งหรี่ตามองจ้องเขม็ง ก่อนจะเอ่ยถามสั้น ๆ ว่า ซูหยวนเย่เห็นอะไรในความทรงจำเมื่อครู่
"มะ เมื่อครู่หรือ ข้า ข้าเห็น
"เห็นอันใด…"
"คือ…ข้าเห็น"
"เ้าเห็นอันใดบอกข้ามา..." ซูอิ๋งอิ๋งแค่นเสียงถามอีกครั้งพร้อมแววตากดดันยิ่งกว่าเดิม นั้นจึงทำให้ซูหยวนเย่พ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมา ก่อนจะบอกเล่าทุกอย่างที่มันเห็นเมื่อครู่ให้มารดาฟัง
พอซูอิ๋งอิ๋งฟังจบนางก็นิ่งเงียบไป ทว่า….มือกำแน่นบ่งบอกถึงอารมณ์เดือดดาลราวกับูเาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
"ท่านพี่นะท่านพี่ ข้าทราบว่าท่านเป็คนเ้าชู้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็ถึงเพียงนี้ แต่เอาเถิดแค้นส่วนแค้น ยังไงเสียหนี้เื ก็ย่อมต้องชดใช้ คนลึกลับผู้นั้นไม่ได้ทำให้ท่านตายคนเดียว แต่ทำให้ บุตรชายของข้าตายจากไปด้วย" ซูอิ๋งอิ๋งเอ่ยด้วยแววตาแข็งกร้าวดุดัน
"เช่นนั้นพวกเราควรไปที่ใดเป็ที่แรก" ซูอี้หนานเอ่ยถาม ซูอิ๋งอิ๋งไม่นิ่งคิดพลันเอ่ยปากตอบอย่างไม่ลังเล
"ไปหาลิ่วอี้ปายแห่งพรรคมาร เพราะหากจะมีใครอยากฆ่าท่านมากที่สุดก็คงจะเป็นาง" ซูอิ๋งอิ๋วกล่าว ก่อนจะยกมือเรียกเสี้ยวเอ้อร์มาคิดเงิน แล้วจากนั้นทั้งสองก็ออกจากโรงเตี๊ยม เดินทางมุ่งตรงไปยังทิศเหนือซึ่งเป็ที่ตั้งของหุบเขาหมื่นผี...
จบบทที่ 8