หลังจากที่เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงเช่าบ้านสำเร็จ พวกเขาก็เข้าไปทำความสะอาดและเอาของในมิติไปเก็บไว้ที่นั่น แต่เพราะกลัวว่าจะมีคนสงสัยที่ไม่เห็นผู้เช่า พวกเขาจึงให้จางปินเซ่อย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น โดยให้จางปินเซ่อขึ้นไปพักที่ชั้นสอง
จางปินเซ่อตอบตกลงในทันที เพราะบ้านเช่าหลังนี้อยู่ใกล้กับทางที่จะไปมณฑล อีกทั้งเขาก็ไม่ต้องไปเอาของที่จุดเดิมอีกแล้ว จางปินเซ่อจึงไปขายของที่มณฑลได้ั้แ่เช้า เื่นี้ทำให้เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงพอใจเป็อย่างมาก เพราะหลังจากที่พวกเขาขายของที่ตลาดมืดในตอนเช้าเสร็จ พวกเขาก็สามารถมาที่บ้านเช่าเพื่อเอาของจากมิติมาเก็บไว้ได้โดยที่จางปินเซ่อไม่สงสัย เพราะเวลานั้นเป็เวลาที่จางปินเซ่อไม่อยู่ที่บ้าน
“มีบ้านเช่าอย่างนี้ก็สะดวกดีเหมือนกันนะ เราจะเอาของออกมาไว้เท่าไหร่ก็ได้” โจวต้าเฝิงบอก
“ต้องชมปินเซ่อด้วยครับ เ้าหมอนี่ขายของเก่งไม่ใช่เล่น พี่ดูสิว่าเราเอาของมาไว้เท่าไหร่ เขาก็แทบจะขายหมดภายในหนึ่งวัน”
“ฉันว่าเราเพิ่มค่าจ้างให้เขาอีกหน่อยเถอะ เพราะนอกจากเขาจะขนของไปขายแล้ว ตอนเย็นเขายังต้องมาชำแหละไก่ เป็ด บางทียังต้องเชือดหมูเตรียมไว้ขายอีก งานพวกนี้มันหนักเหมือนกันนะ”
“งานเชือดพวกนี้ ผมคิดว่าจะให้เขาเป็เดือนน่ะครับ เดือนละสิบหยวน พี่คิดว่ามันน้อยไปไหม” เจียงโม่โฉวถาม
“ไม่น้อยแล้วล่ะ จริงอยู่ว่าไก่กับเป็ด เขาต้องเชือดทุกวัน แต่หมูเขาไม่ได้เชือดทุกวันนี่นา”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงหันมามองหน้ากันอย่างใ บ้านหลังนี้นอกจากพวกเขาสองคนแล้วก็มีแค่จางปินเซ่อเท่านั้นที่รู้จัก
“ใครมาเคาะประตูหน้าบ้านน่ะ นายไม่ได้กำชับปินเซ่อเหรอว่าไม่ให้บอกที่ตั้งของบ้านนี้กับใคร” โจวต้าเฝิงถามเสียงเข้ม
“ผมกำชับเขาอย่างดีแล้วครับ”
“กำชับแล้วทำไมยังมีคนมาเคาะประตูอีก”
“เดี๋ยวผมออกไปดูเอง ไม่แน่อาจจะเป็เ้าของบ้านก็ได้” เจียงโม่โฉวพูดจบก็เดินไปหน้าประตู พอเขาเปิดประตูก็ต้องใ
“เฮ้ย! มีใครมาตายอยู่ตรงนี้เนี่ย” เจียงโม่โฉวเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่หน้าบ้าน เขาพลิกร่างเด็กคนนั้นก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย เขารีบอุ้มเด็กคนนั้นเข้าไปในบ้านทันที
“นายอุ้มใครเข้ามา นายรู้จักเด็กผู้ชายคนนี้ด้วยเหรอ” โจวต้าเฝิงถาม
“เด็กผู้ชายที่ไหนล่ะครับ นี่มันเด็กผู้หญิงต่างหาก” เจียงโม่โฉวถอดหมวกเด็กหญิงออก ผมยาวของเธอก็ปล่อยลงมา “พี่จำขอทานน้อยที่ผมเคยพูดให้ฟังได้หรือเปล่าครับ”
“คนที่บอกทางไปตลาดมืดกับนายน่ะเหรอ แล้วทำไมเธอถึงถูกทำร้ายมาอย่างนี้ล่ะ คงไม่ใช่แก๊งขอทานทำร้ายมาหรอกนะ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เดี๋ยวผมจะลองเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้เธอดื่มดูก่อน เผื่ออาการจะดีขึ้น แต่ผมคงต้องรบกวนให้พี่ช่วยตักน้ำใส่กะละมังแล้วก็หาผ้าสะอาดให้สักผืนนะครับ ผมจะทำความสะอาดแผลให้เธอ”
สองหนุ่มคิดว่ายังไงวันนี้คงกลับไปทำงานที่หมู่บ้านไม่ทันแล้ว จึงไม่ได้รีบร้อนอะไร พอทำแผลให้เด็กหญิงเสร็จ พวกเขาก็เลยต้องนั่งรอให้จางปินเซ่อกลับมา
“พี่โม่โฉว พี่ต้าเฝิง วันนี้พวกพี่ไม่กลับไปทำงานที่หมู่บ้านเหรอครับ” จางปินเซ่อเดินเข้าไปหาน้ำในครัวมาดื่มดับกระหาย โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ที่โซฟา
“ปินเซ่อ นายรู้จักเด็กคนนี้ไหม” เจียงโม่โฉวชี้ไปที่เด็กหญิง
จางต้าเฝิงมองไม่เห็นหน้าเด็กหญิง แต่เขาจำชุดที่เธอใส่ได้
“น้องชายคนนี้ล่ะครับที่ผมขอให้พี่รับเขาเข้าทำงาน วันนี้ผมก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมไม่เห็นเขาไปช่วยขายของ ว่าแต่ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ” จางปินเซ่อถาม
“นายไม่ได้บอกที่อยู่ของนายให้เขารู้เหรอ”
“ไม่นะครับ! พี่โม่โฉว ผมไม่ได้บ้าพอที่จะบอกที่อยู่ของเราให้คนอื่นรู้นะครับ” จางปินเซ่อรีบปฏิเสธ
“ฉันจะเชื่อนายก็แล้วกัน แต่นายก็ไม่สังเกตเลยใช่ไหมว่าเธอเป็เด็กผู้หญิง เธอไม่ใช่เด็กผู้ชาย”
“หา!” คราวนี้จางปินเซ่อใจนสำลักน้ำ “เด็กผู้หญิงเหรอครับ เป็ไปไม่ได้หรอก เขาแค่เป็เด็กผู้ชายตัวเล็ก พี่อย่ามาโกหกผมเลย ผมกอดคอเล่นกับเขามาตั้งเท่าไหร่แล้ว”
“ผู้ชายที่ไหนจะผมยาวถึงหลังขนาดนี้” เจียงโม่โฉวชี้ไปที่ผมยาวสลวยของเด็กหญิง
แต่ก่อนที่หนุ่มๆ จะคุยกันต่อ เด็กหญิงก็ดูเหมือนว่าจะตื่นขึ้นมาแล้ว
ลู่อิ๋งอิ๋งลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ ก่อนที่เธอจะมองเห็นจางปินเซ่อ “พี่ปินเซ่อ ที่นี่คือบ้านของพี่จริงๆ ด้วย”
แต่จางปินเซ่อไม่ได้ยิ้มให้เธอเหมือนทุกที และสีหน้าก็บึ้งตึงดูน่ากลัวมาก
“เอ่อ...ผมขอโทษนะครับที่มาโดยไม่ได้บอก พอดี...พอดีผม...” ลู่อิ๋งอิ๋งนึกหาคำแก้ตัวไม่ออก เธอจะบอกออกไปได้อย่างไรว่าเธอแอบตามจางปินเซ่อมาดูว่าบ้านเช่าของเขาอยู่ที่ไหน ทั้งๆ ที่เขาเคยย้ำกับเธอแล้วว่าเขาไม่อาจพาเธอมาที่บ้านเช่าของเขาได้ เพราะบ้านหลังนี้เป็บ้านเช่าของเ้านาย
“จะพูดผมทำไมล่ะน้องชาย เห็นกันอยู่ว่าเธอคือเด็กผู้หญิง” จางปินเซ่อพูดเสียงขุ่น นี่เขาถูกเด็กสิบขวบหลอกได้จริงหรือ
ลู่อิ๋งอิ๋งเอามือจับไปที่หมวกของเธอทันที ก่อนที่เธอจะหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด “ฉัน...ฉัน...ฉันขอโทษนะคะ”
“เอาล่ะๆ นายอย่าทำให้เธอใเลย” เจียงโม่โฉวพูดห้าม “ตกลงว่าเธอชื่ออะไร ‘ขอทานน้อย’”
“พี่ชายใจดี พี่คือคนที่ให้ซาลาเปากับฉันใช่ไหมคะ ฉันจำพี่ได้”
“ยังดีที่เธอจำได้ ฉันก็จำเธอได้เหมือนกัน และก็รู้ั้แ่แรกแล้วด้วยว่าเธอไม่ใช่เด็กผู้ชาย ตกลงว่าเธอชื่ออะไร”
“ฉันชื่อลู่อิ๋งอิ๋งค่ะ”
“เธอถูกแก๊งขอทานจับมาหรือว่าเธอไม่มีบ้านอยู่จริงๆ” เจียงโม่โฉวเริ่มสัมภาษณ์แล้ว โจวต้าเฝิงได้แต่พาจางปินเซ่อไปหาที่นั่งฟัง เพราะเมื่อเจียงโม่โฉวเริ่มสอบสวนเมื่อไหร่ ไม่มีทางที่คนๆ นั้นจะปฏิเสธคำถามได้
“พ่อกับแม่เป็คนบอกให้ฉันไปขอทานค่ะ” ลู่อิ๋งอิ๋งกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นน้ำตา “บ้านของฉันจนมาก ฉันตัวเล็กทำให้ไปทำงานในไร่แลกแต้มไม่ได้ ฉันถึงต้องออกมาหาเงินด้วยวิธีนี้ค่ะ”
“เธอเป็ลูกสาวคนเดียวของบ้านเหรอ”
“ค่ะ ที่เหลือคือพี่ชายกับน้องชายของฉัน”
“อ้อ...พ่อกับแม่ของเธอเป็ประเภทรักลูกชายไม่รักลูกสาวสินะ อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“ฉันอายุสิบสี่ปีแล้วค่ะ”
“สิบสี่! อายุเธอก็เท่ากับฉันเลยน่ะสิ ทำไมเธอถึงตัวเล็กจังล่ะ” จางปินเซ่ออดที่จะถามไม่ได้
โจวต้าเฝิงตบหลังจางปินเซ่อ “ทุกวันนี้มีใครได้กินดีอยู่ดีบ้าง นายเองก็เหมือนกัน คิดว่าตัวเองสูงยาวนักหรือไง”
จางปินเซ่อลูบหัวตัวเองอย่างเขินๆ “นั่นสิครับ ผมก็ลืมไป”
“ทำไมเธอถึงมาเป็ลมอยู่ตรงนี้ล่ะ ถูกใครทำร้ายมา” เจียงโม่โฉวถามต่อ
ลู่อิ๋งอิ๋งร้องไห้อย่างห้ามไม่อยู่ กว่าจะสงบลงได้ก็ผ่านไปหลายนาที “พ่อกับแม่ตีฉันค่ะ พวกเขาคิดว่าฉันซ่อนเงินไว้ใช้คนเดียว แต่ฉันไม่ได้ทำอย่างนั้นนะคะ เงินค่าจ้างที่ฉันได้รับ ถูกพี่ชายกับน้องชายของฉันขโมยไป ฉันอธิบายเท่าไหร่แม่ก็ไม่ฟัง แม่คิดว่าฉันโกหก พ่อโกรธมากก็เลยตีฉัน แล้วพวกเขายังบอกว่าจะพาฉันไปขายที่ท่าเรือด้วยค่ะ ฉันไม่อยากถูกขายไปที่ท่าเรือ ผู้หญิงในหมู่บ้านถูกขายไปที่นั่น แต่พวกเธอไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย”
“เธอก็เลยจะมาขอหลบอยู่กับปินเซ่อสินะ แล้วเธอคิดว่าเธอจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้นานเท่าไหร่”
ลู่อิ๋งอิ๋งส่ายหน้าอย่างจนใจ เธอไม่รู้ว่าจะตอบยังไงจริงๆ
เจียงโม่โฉวถอนหายใจ เขาเป็เทพมาก่อน และยังเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วหลายร้อยชาติ สุขทุกข์แบบไหนเขาก็ผ่านมาหมดแล้ว และทั้งเขากับอ้ายเหม่ยก็เหมือนกัน ถึงแม้พวกเขาสองสามีภรรยาจะถือคติดีมาดีกลับ หรือร้ายมาร้ายกลับ แต่พวกเขาก็ไม่เคยละเลยที่จะช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ยิ่งได้รู้ว่าเด็กสาวอย่างลู่อิ๋งอิ๋งจะถูกขายให้กับผู้ชายที่ท่าเรือ เขาจะไม่ช่วยเหลือได้ยังไง
“พ่อแม่ของเธอตั้งใจจะขายเธอไปเท่าไหร่”
“ฉันได้ยินว่าพ่อจะขายฉันไปสามร้อยหยวนค่ะ”
“สามร้อยหยวน! ชีวิตคนหนึ่งคนมีค่าแค่สามร้อยหยวน พ่อกับแม่เธอมันไม่ใช่คนแล้ว” จางปินเซ่อพูดอย่างโมโห
“แต่ชีวิตนายมีค่าแค่ห้าหยวน นายลืมหรือเปล่า” เจียงโม่โฉวบอก
จางปินเซ่อก้มหน้าน้ำตาซึม เขาลืมเื่นี้ไปแล้วจริงๆ
“ฉันไม่ได้อยากจะพูดให้นายเสียใจ แต่อยากพูดให้นายจำวันนี้ วันที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าของนาย เมื่อนายเติบโตจนร่ำรวย นายจะได้ไม่ใจอ่อนกับคนแบบนี้”
“ผมเข้าใจแล้วครับ” จางปินเซ่อรับปากอย่างหนักแน่น ใช่...เขาเป็คนที่ถูกแม่ให้เงินมาห้าหยวนเพื่อให้เขาออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และเงินห้าหยวนนั้นก็เป็สาเหตุให้พี่ชายพาคนมาซ้อมเขาและยังแย่งเงินก้อนนั้นกลับไปอีก
“ลู่อิ๋งอิ๋ง ฉันขอถามเธอว่าถ้าฉันซื้อเธอมาจากพ่อและแม่ของเธอ วันหน้าเธอยังจะกลับไปหาพวกเขาไหม” เจียงโม่โฉวถาม
“ไม่ค่ะ ฉันจะไม่กลับไปที่นั่นอีก พวกเขาตัดสินใจขายฉัน ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่้าฉันแล้ว ฉันจะไม่กลับไปตกนรกอีกแล้วค่ะ” ลู่อิ๋งอิ๋งตอบอย่างไม่ลังเล
“ถ้างั้นก็ดี ฉันจะจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย” เจียงโม่โฉวรับปาก