ด้านนอกกำแพงฝั่งตะวันออกของจวนสกุลอวิ๋นเป็นที่กำบังสายลมและแสงแดดได้เป็นอย่างดี กระท่อมมุงจากสร้างเสร็จเป็นแถวๆตั้งแต่หลายวันก่อน มีเตาดินเผาสิบกว่าเตาอยู่ใกล้กับฐานของกำแพง หม้อเหล็กใบที่ใหญ่ที่สุดถูกยกออกมาวางลงบนเตาและต้มโจ๊กข้าวโพดที่กำลังเดือดปุดๆ
พี่สะใภ้เฉิงและคนอื่นๆต่างก็ช่วยกันเรียกฮูหยินและเด็กให้เข้าไปที่กระท่อมจากนั้นก็จัดให้ฮูหยินและเด็กนั่งแยกกันและถือโอกาสตอนที่ป้าหลี่กำลังพาคนไปเอาถ้วยกับตะเกียบมาอวิ๋นอิ่งก็พาเสี่ยวชิงหยิบกระดาษและพู่กันไปไล่ถามทีละคนๆ
ฮูหยินเหล่านั้นแม้ว่าดวงตาจะจ้องไปที่ควันร้อนๆที่ลอยขึ้นมาจากหม้อ แต่พวกนางก็ยังคงสงวนท่าทีอยู่บ้างเมื่ออวิ๋นอิ่งถามอะไรพวกนางก็ตอบตามนั้นไป แต่เด็กๆเหล่านั้นกลับหิวโหยเป็นอย่างมาก แต่ละคนกัดนิ้วของตนเองและน้ำลายไหลออกมา จนกระทั่งเปียกเสื้อด้านหน้าก็ยังไม่รู้ตัว
ป้าหลี่มองอย่างสงสารนางรีบใส่เกลือลงไปในหม้อใบใหญ่ ผู้อพยพเหล่านี้หิวโหยมาเป็นเวลานานแล้วลำไส้ของพวกเขาก็บอบบางลงมาก จู่ๆ ให้กินอิ่มเกินไปก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายพวกเขาทำได้เพียงกินโจ๊กข้าวโพดไปก่อนให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัว รอจนกระทั่งท้องและลำไส้ปรับตัวได้แล้วถึงจะกลับสู่ภาวะปกติได้
อย่างไรก็ตามสกุลอวิ๋นเองก็ไม่ใช่คนตระหนี่ในโจ๊กข้าวโพดนั้นยังใส่มันฝรั่งเส้นและผักกาดขาวหั่นฝอย และก็เพิ่มเกลือเล็กน้อยถือว่าเป็นอาหารที่รสชาติไม่เลวเช่นกัน
ส่วนอวิ๋นอิ่งเพิ่งจะถามเสร็จไปสองโต๊ะโจ๊กข้าวโพดก็ถูกยกออกมาวาง เหล่าฮูหยินและเด็กทนไม่ไหวอีกต่อไปพวกเขาหยิบถ้วยขึ้นมายกซดบางครั้งเด็กๆ ก็ถูกโจ๊กลวกจนน้ำตาไหลแต่มือของเขากลับไม่ยอมปล่อยถ้วยเครื่องปั้นดินเผาเลยแม้แต่น้อย
ป้าหลี่ตบไปที่ขาและเกลี้ยกล่อมว่า“ค่อยๆ กินช้าๆ ในหม้อยังมีอีก ระวังจะลวกปากพังเอาได้”
น่าเสียดายที่ไม่มีใครฟังนางในเวลานี้สายตาของทุกคนมีแต่โจ๊กข้าวโพดชามนั้น ไหนเลยจะสนใจเรื่องอื่นได้
ติงเหว่ยเองก็มองจนรอบตาแดงก่ำนางโบกมือส่งสัญญาณให้อวิ๋นอิ่งว่ารออีกสักพักค่อยเข้าไปถาม อย่ารบกวนเวลาที่พวกนางกำลังจะกินอิ่มท้อง
ในไม่ช้าโจ๊กข้าวโพดในหม้อใหญ่แสนอร่อยก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยงเด็กบางคนถึงกับเลียชามจนสะอาดเอี่ยมอ่อง และในที่สุดก็มองไปที่หม้อเปล่าๆ ใบนั้นท่าทางของพวกเขาช่างน่าสงสารจริงๆ
พี่สะใภ้หยวนและคนอื่นๆเก็บถ้วยกับตะเกียบไปพลางพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ทุกคนกินรองท้องกันไปก่อนเดี๋ยวตอนกลางวันยังมีของกินอีก รับรองว่าไม่ให้พวกเจ้าหิวท้องอย่างแน่นอนพวกเจ้าวางใจเถอะ”
หลังจากที่พวกนางพูดจนปากเปียกปากแฉะในที่สุดก็เอาถ้วยและตะเกียบคืนมาจากพวกเด็กๆได้ อวิ๋นอิ่งก็ถามต่อไป จากนั้นก็หยิบสมุดบัญชีเล่มหนาๆ เดินไปข้างหน้าติงเหว่ยนางกระซิบรายงานว่า “แม่นาง มีฮูหยินทั้งหมด 280 คน และมีเด็กทั้งหมด 160 คน”
“เอาล่ะงั้นให้แบ่งหน้าที่ตามสิ่งที่พวกนางถนัด ต้องการคนตัดเย็บ 20 คน ยัดไส้สำลี 20 คนเย็บผ้า 100 คน หากใครไม่ถนัดเย็บเสื้อก็แบ่งไปทำรองเท้านวมแทนและหากว่าไม่ถนัดทำงานก็ให้แบ่งไปทำงานจิปาถะต่างๆ แทน”
ติงเหว่ยแจกจ่ายงานอย่างละเอียดจากนั้นก็มองไปที่พี่สะใภ้หยวนและคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“มีคนกินข้าวมากมายขนาดนี้ ป้าหลี่ยังต้องดูแลอาหารของคนในจวนอีกเกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง มิสู้เหล่าพี่สะใภ้รับงานทำอาหารไปพอถึงเวลาหากยุ่งขึ้นมาแล้วพวกท่านเกรงว่าจะไม่มีเวลากลับไปกินข้าวที่บ้านก็กินที่นี่ด้วยกันเลย เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับหัวหน้าหยวนให้เองให้เขานับงานให้พวกเจ้าคนละหนึ่งงานดีหรือไม่?”
“ตกลงขอบคุณแม่นาง”
ในยุคสงครามเช่นนี้เสบียงอาหารคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ตราบใดที่พวกเขามาทำงานไม่เพียงจะประหยัดข้าวหนึ่งมื้อในครอบครัว แต่ยังสามารถหาเงินได้อีกด้วยพี่สะใภ้หยวนและคนอื่นๆ ไหนเลยจะปฏิเสธ พวกนางยิ้มออกมาราวกับอยากจะกลับบ้านไปบอกข่าวดีในทันที
ติงเหว่ยอธิบายออกมาไม่กี่ประโยคจากนั้นก็มองเหล่าฮูหยินและเด็กที่กำลังมองมาที่นางอย่างระมัดระวังติงเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังออกมาว่า “พี่สะใภ้ทุกท่านเกรงว่าพวกท่านคงจะเห็นประกาศหน้าศาลาว่าการอำเภอกันแล้วใช่ไหมพวกเราจวนสกุลอวิ๋นไม่ใช่ที่ทำบุญทุกคนเข้ามาในจวนแห่งนี้แล้วต่อไปก็ถือว่าเป็นคนงานในโรงงานผ้าของสกุลอวิ๋นแล้วขอเพียงพวกเจ้าไม่เกียจคร้าน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายข้ารับรองว่าพวกเจ้าจะไม่ต้องหิวท้องและเหน็บหนาวอีกต่อไปลูกของพวกเจ้าก็จะมีข้าวกินไปด้วย แน่นอนว่าบนโลกใบนี้ไม่มีอาหารที่ได้มาโดยไม่ต้องทำงานเด็กๆ เองก็ต้องทำงานโดยแบ่งตามช่วงวัยและเป็นงานที่พวกเขาสามารถทำได้ถึงขั้นที่ว่าทุกคืนจะมีคนมาสอนพวกเขาเขียนอ่านหนังสือด้วย”
“นี่เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?”
หลังจากสิ้นเสียงของติงเหว่ยก็มีฮูหยินหลายคนลุกขึ้นมาอย่างตื่นเต้น หน้าตาพวกนางยังดูสวยงามและอายุน้อยอยู่เลยเห็นได้ชัดว่าก่อนที่จะตกระกำลำบากพวกนางก็ไม่ใช่ชาวนาธรรมดาๆ ทั่วไปมิเช่นนั้นในเวลาเช่นนี้คงไม่สนใจการเรียนหนังสือของลูกขนาดนี้
ติงเหว่ยเองก็ไม่อยากถามซักไซ้ที่มาที่ไปของพวกนางดังนั้นนางก็เลยพยักหน้าเป็นการตอบรับแต่ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากพูดอีกครั้งสีหน้ากลับจริงจังขึ้นมา “ยังไงก็ตาม พวกเจ้าต้องรู้ว่าในห้องทำงานนั้นจะต้องเก็บผ้าดิบและปุยฝ้ายเอาไว้เป็นจำนวนมากและยังเก็บแม้กระทั่งเสบียงอาหารของทุกคนหากว่ามีใครกล้าละเลยในการทำงานหรือประพฤติตัวไม่ดีขอเพียงจับได้หนึ่งคนทุกคนในกลุ่มเล็กทั้งหมดก็จะถูกขับไล่ออกไปจากโรงงานผ้าเมื่อถึงตอนนั้นหากใครพาลูกไปหนาวตายท่ามกลางหิมะก็อย่ามาโทษว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน!”
ฮูหยินกลุ่มหนึ่งที่เมื่อครู่กำลังแอบหารือกันเมื่อได้ยินคำนี้ราวกับถูกน้ำเย็นเทราดลงบนหัว พวกนางหดหัวกลับและเงียบลงในทันทีคนที่มีไหวพริบก็กำลังมองซ้ายมองขวาพยายามหาคนที่นิสัยดีและขยันมาทำงานในกลุ่มเดียวกัน
ติงเหว่ยเองก็ไม่สนใจว่าพวกนางจะคิดอะไรนางส่งสายตาให้อวิ๋นอิ่งแล้วก็กลับเข้าไปในเรือน
อวิ๋นอิ่งพยักหน้าเล็กน้อยในระหว่างที่นางกำลังยกมือขึ้นก็ทำเหมือนว่าเตะขาเก้าอี้หักไปขาหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เหล่าฮูหยินและเด็กพวกนั้นเชื่อฟังมากขึ้น
ส่งผลให้ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งงานหรือแบ่งกลุ่มต่างก็ดำเนินไปได้ราบรื่นมาก
……
ถึงแม้ในหมู่บ้านจะมีการเตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้วแต่ก็ยังคงเร่งรีบอยู่ดี โรงงานผ้ากำลังเร่งก่อสร้างดังนั้นเล้าหมูที่เหลืออยู่จึงถูกแยกออกมาชั่วคราวและทำเป็นเตียงสองชั้นที่ปูด้วยเสื่อฟางหนาๆ ตอนกลางวันสามารถนั่งทำงานได้ส่วนตอนกลางคืนก็เอนตัวลงนอนได้เลย
คงไม่ต้องบอกว่าเงื่อนไขการสร้างนั้นแสนจะง่ายดายแต่เมื่อเปรียบเทียบกับกระท่อมมุงจากแล้วกลับอบอุ่นกว่ามากเหล่าฮูหยินและเด็กต่างก็ชอบมาก แต่ละคนก็ยุ่งกับการทำงานเพราะเกรงว่าเจ้าบ้านจะไล่พวกนางออกไป
เหล่าฮูหยินได้รับผ้าดิบและเส้นด้ายกลุ่มตัดผ้าก็ตัดเป็นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่อย่างรวดเร็วฮูหยินที่อายุมากสักหน่อยก็จะถือไปที่ห้องด้านข้างเพื่อไปยัดไส้ปุยฝ้ายซึ่งคนในกลุ่มนี้ล้วนแต่อายุค่อนข้างมาก พวกเขาค่อยๆใส่ปุยฝ้ายสีเหลืองอ่อนเข้าไปให้หนาเท่าๆ กัน จากนั้นก็ส่งต่อไปที่กลุ่มเย็บผ้า
การทำงานในลักษณะสายการผลิตเช่นนี้ทุกคนต่างก็ทำงานเดิมซ้ำๆเพียงให้พวกเขาคุ้นเคยสักหน่อยก็จะสามารถทำออกมาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีกด้วย
จนกระทั่งพี่สะใภ้หยวนและคนอื่นๆตุ๋นหัวไชเท้าเสร็จก็ทำเหลี่ยงเหอเหมี่ยนฟาเกา [1] ปรากฏว่ามีเสื้อนวมมากกว่าสี่สิบถึงห้าสิบตัววางอยู่ในตะกร้าโดยแบ่งตามขนาดส่วนรองเท้านวมที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและเวลาก็มีถึงเจ็ดแปดคู่แล้ว
ไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้านเท่านั้นที่มองอย่างประหลาดใจแม้แต่เหล่าคนงานหญิงก็ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกนางจะทำได้เร็วขนาดนี้
แต่ติงเหว่ยกลับยังไม่พอใจในความเร็วเช่นนี้นางคิดไปคิดมาแล้วก็เรียกเฉิงเหนียงจื่อมาปรึกษาด้วยกันเปลี่ยนจากผ้าคาดเอวเป็นกระดุม และเปลี่ยนจากรองเท้านวมแบบยาวเป็นแบบสั้น ส่วนเศษผ้าที่เหลือจากการตัดก็ให้ทำเป็นแถบผ้าคาดกว้างประมาณฝ่ามือของเด็ก
หลังจากที่คนงานหญิงกินข้าวแล้วติงเหว่ยก็ประกาศเปลี่ยนวิธีการใหม่และมาตรการใหม่ ใครทำมากก็ได้มากทุกวันนอกเหนือจากงานประจำที่ต้องทำให้เสร็จหากว่าทำเพิ่มได้หนึ่งชิ้นก็จะได้รับเงินค่าแรง การตัดผ้าค่อนข้างง่าย ตัดได้ชิ้นหนึ่งก็ได้หนึ่งเหวินยัดไส้ปุยฝ้ายก็ตัวละหนึ่งเหวิน ส่วนเย็บผ้าได้ตัวละสองเหวิน
ทำให้คนงานหญิงต่างก็เบิกบานใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนี้
มนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นสัตว์ที่มีความละโมบอยู่ในตัวตอนที่หิวพวกเขาก็ตั้งตารอโจ๊กร้อนๆ สักชาม แต่เมื่อเขากินอิ่มและมีเสื้อผ้าอุ่นๆให้ใส่แล้วตอนนี้ก็เริ่มกังวลว่าในกระเป๋าไม่มีเงินทุกวันนี้เจ้าบ้านไม่เพียงแค่ให้เสื้อผ้าและอาหาร แต่ยังจ่ายค่าแรงเพิ่มอีกด้วยนับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง
คงไม่ต้องบอกว่าในตอนบ่ายทุกคนต่างก็ตั้งใจทำงานราวกับถูกฉีดเลือดไก่ไม่มีผิดพวกเขาเย็บผ้ากันอย่างคล่องแคล่วมากหลังจากที่ฟ้ามืดแล้วพวกเขาทำเสื้อนวมได้มากกว่าตอนเช้าถึงยี่สิบกว่าตัวรองเท้าเองก็มีมากถึงสิบกว่าคู่ หากไม่เป็นเพราะว่าไม่มีตะเกียงน้ำมันใช้เหล่าฮูหยินก็คงจะจุดตะเกียงน้ำมันเพื่อทำงานต่อไป
ติงเหว่ยพลิกเสื้อนวมและรองเท้านวมดูเมื่อเห็นว่าการเย็บละเอียดและถี่เป็นอย่างมาก นางก็ค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย
นางเองก็ไม่ใช่คนขี้เหนียวเช่นกันกงจื้อหมิงให้คนมาส่งเสบียงอาหารอีกแล้วดังนั้นในวันรุ่งขึ้นเหล่าฮูหยินก็ได้เงินค่าแรงก่อนกินข้าวเย็น ถึงแม้จะได้แค่คนละสามถึงห้าเหวินแต่กลับทำให้หลายคนหลั่งน้ำตาออกมาอย่างมีความสุข
มีเงินติดตัวไว้ต่อให้จะต้องไปเร่ร่อนข้างนอกอีกครั้งอย่างไรก็สามารถซื้ออาหารให้ลูกๆ กินได้และก็มีความหวังมากขึ้นในการรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองเอาไว้
ภายใต้การใช้ทั้งความเมตตาและอำนาจนั้นโรงงานผ้าของสกุลอวิ๋นก็คึกคักขึ้นมาในทันใด แม้ว่าในหมู่บ้านจะมีถึง 400 กว่าคนแต่ตอนกลางวันกลับเงียบสงบเป็นอย่างมาก เหล่าฮูหยินกำลังตั้งใจทำงานอย่างสุดชีวิตส่วนเด็กๆ คนที่อายุมากสักหน่อยก็ขึ้นเขาไปตัดฟืนไม่ก็ขุดดินในบริเวณที่แสงแดดส่องถึง หรือไม่ก็หาหนอนที่จำศีลเพื่อไปเลี้ยงไก่
ในตอนเย็นหลังจากที่เหล่าฮูหยินกินข้าวเสร็จพวกนางก็จะแบ่งกันไปอาบน้ำที่แม่น้ำเป็นกลุ่มๆส่วนเด็กๆ ก็จะนั่งเป็นแถวๆ ในห้องครัวที่อบอุ่นและเรียนเขียนอ่านหนังสือกับเฉิงต้าโหยวที่รับงานพิเศษสำหรับสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือนั้นไม่ต้องรอให้ติงเหว่ยกำชับ เด็กๆที่รู้เรื่องต่างก็ไปหากิ่งไม้และทรายมาด้วยตนเอง เอาไม้มาเหลาให้แหลมเอาทรายมาใส่ถาดให้เต็ม แต่ละคนล้วนตั้งใจเขียนด้วยความจริงจังคงไม่ต้องบอกว่าทำให้เหล่ามารดาที่มาแอบดูถึงกับปาดน้ำตา
ติงเหว่ยดูแลหมู่บ้านใหญ่โตแห่งนี้พร้อมใส่ใจดูแลอันเกอเอ๋อร์เป็นอย่างดีแต่ไม่ว่านางจะงานยุ่งสักแค่ไหน ก่อนเที่ยงนางก็เข้าครัวจัดเตรียมอาหารด้วยตนเอง
……
เช้าวันนี้ที่นางตื่นขึ้นมาท้องฟ้าดูมืดครึ้มเล็กน้อยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะมีลมและหิมะ นางจึงตะโกนเรียกอวิ๋นอิ่งซ้ำๆ เพื่อมาซักถามหลังจากได้ยินว่าเสื้อนวมเย็บจนครบหนึ่งพันตัว และรองเท้านวมก็มีห้าร้อยคู่แล้วนางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบจัดอาหารและของกินของใช้จำนวนหนึ่งจากนั้นก็นั่งรถม้าเข้าเมืองไปส่งของชุดแรกที่สำเร็จแล้ว และนางก็อยากจะไปเยี่ยมคนผู้นั้นที่นางคิดถึงตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
และแน่นอนว่าเหตุผลข้อสุดท้ายนั้นนางไม่มีทางยอมรับอย่างแน่นอน
ในศาลาที่ว่าการเมืองเฉียนโจวกำลังยุ่งอยู่เช่นเคยพร้อมมีกลิ่นอายของการฆ่าฟันทำให้ประชาชนที่ทนความเหงาไม่ไหวและออกมาเดินเล่นข้างนอกต่างก็พากันอ้อมหลบไปทางอื่น
ติงเหว่ยตามขบวนรถม้าไปที่หน้าประตูศาลาที่ว่าการเฉิงต้าโหยวกระโดดลงจากหลังม้าเพื่อทักทายองครักษ์ที่เฝ้าประตูอยู่และขอให้เข้าไปรายงานแทนเขาแต่ไม่รู้ว่าองครักษ์คนนั้นโง่เขลามาตั้งแต่กำเนิดหรือคิดว่าตนเองเฝ้าประตูศาลาที่ว่าการก็เลยสูงส่งกว่าคนอื่นสามส่วนเขากลับหรี่ตาเล็กและเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าไปรายงาน
ติงเหว่ยที่รออยู่ในรถม้าจนร้อนใจก็หยิบห่อของและกล่องข้าวกระโดดลงมาแล้วตะโกนถามว่า “มีเรื่องอะไรกัน?”
เฉิงต้าโหยวเห็นนายหญิงลงมาถามด้วยตนเองเขาก็รู้สึกว่าตนเองจัดการเรื่องได้ไม่ดีแล้วก็รู้สึกโมโหเขาจึงทำได้เพียงจำใจกระซิบตอบนายหญิงไปไม่กี่ประโยค
ติงเหว่ยขมวดคิ้วและก้าวไปข้างหน้านางยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็เห็นคนที่นางคุ้นเคยเดินออกมาจากด้านในประตูดังนั้นนางจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่ทัพอวี้ฉือ ท่านกำลังจะออกไปข้างนอกหรือ?”
-----------------------------------------
[1] เหลี่ยงเหอเหมี่ยนฟาเกา 两合面发糕หมายถึงขนมชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งสาลีและแป้งข้าวโพดสองชนิด มีลักษณะคล้ายๆ ขนมปุยฝ้าย