40 2-2
ตอนที่ 60 สมควรได้รับ (2)
“เจ้าคิดว่ามันตามติดพวกเราเพราะหินพระธาตุปฐพีจริงๆรึ?”
“หรือว่า...จะเกี่ยวข้องกับพี่สาวถัง?”
ไป๋ซือหมิงมุ่นคิ้วขมวดงุนงง ไม่สู้จะเข้าใจเรื่องราวเท่าใดนัก
เหลิงหยุนเจียวเบือนหน้ากลับตั้งตรง ขณะเดียวกันนั้น ก็เป็นโม่เฉินหยวนซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายเอ่ยถามขึ้นต่อในทันที
“เจ้าต้องการให้มันทำพันธะสัญญากับเจียวเหนียงอย่างนั้นรึ?”
โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆเพิ่มเติม เหลิงหยุนเจียวทราบได้ทันทีว่า โม่เฉินหยวนกำลังหมายถึงจ้าวอินทรีครามตนนั้น
“แล้วไฉนจะไม่ได้ล่ะ?”
ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่จ้าวอินทรีครามเป็นฝ่ายเอ่ยปากยื่นข้อเสนอ กลับเป็นโม่เฉินหยวนที่จู่ๆก็ตอบปัดปฏิเสธทิ้งอย่างไม่ไยดี ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาไม่คิดที่จะสอบถามความเห็นของนางก่อนเลยสักน้อย
“แล้วมันสมควรอย่างนั้นรึ?”
“....” เจอประโยคนี้สวนเข้าใส่ เหลิงหยุนเจียวถึงกับพูดไม่ออก
จ้าวอินทรีครามในยามนี้เป็นถึงสัตว์อสูรระดับเก้า ขุมพลังความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับยอดฝีมือขอบเขตปราณฟ้าดินทั้งคน!
สัตว์อสูรระดับเก้าถึงขั้นประเคนตัวเองยอมเป็นทาสรับใช้ ข้อเสนอเฉกเช่นนี้คงมิมีผู้ใดในทวีปปราณฟ้ากล้าคิดกล้าฝันมาก่อน!
เหลิงหยุนเจียวจึงไม่เข้าใจเอาเสียเลย บุรุษผู้นี้ไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากที่ใดกัน จึงกล้าเอ่ยถามว่า มันสมควรอย่างนั้นรึ? กลับเป็นเจ้าเสียมากกว่าที่ควรจะถามตัวเองว่า สมควรแล้วรึที่มีปากสุนัขเช่นนี้?
“เพ้อเจ้อ คงเพราะตั้งมาตรฐานสูงปานนี้กระมัง จนป่านนี้ถึงยังหาภรรยาไม่ได้เสียที?”
โม่เฉินหยวนถึงกับมุมปากกระตุกอย่างแรง พยายามจะเสาะหาข้อถกเถียงขึ้นหักล้าง นัยน์ตาคู่ลึกล้ำถลึงจับจ้องเหลิงหยุนเจียวอยู่นานสองนาน แต่ท้ายที่สุด เขาก็มิได้เอ่ยกล่าวอันใดออกมาสักคำ
เหลิงเจียวเหนียงย่อมสังเกตเห็นปฏิกิริยาความขัดข้องใจของทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจน จึงลูบหลังมือปลอมประโลมเหลิงหยุนเจียวอย่างแผ่วเบา แล้วรีบกล่าวแทรกคั่นกลางหวังให้สถานการณ์คลี่คลายลง
“แม่จ๋า ท่านลุงโม่แค่หวังดีกับข้าเท่านั้น พวกท่านอย่าได้ทะเลาะกันเลยขอรับ”
“???”
เสมือนมีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นทั่วทั้งใบหน้าของเหลิงหยุนเจียวในทันใด นางขมวดคิ้วแน่นหันไปมองเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนด้วยความสับสนไม่เข้าใจ
นี่ลูกชายของนางกำลังพูดแก้ต่างแทนผู้อื่นอย่างนั้นรึ? บุรุษหน้าด้านหน้าทนผู้นี้มันทำอะไรกับลูกข้า!?
นางหยิกหูเหลิงเจียวเหนียงเบาๆเจืออารมณ์หงุดหงิดไม่น้อย ชำเลืองมองบุรุษหนุ่มที่กำลังควบขี่ม้าอยู่ฝั่งซ้าย แล้วตะคอกเสียงเย็นชาแผดดังขึ้นว่า
“นี่เจ้าวางยาอะไรให้เขากิน? เขาจึงได้หลงลืมไปแล้วว่าเป็นลูกผู้ใด?”
โม่เฉินหยวนได้ยินเช่นนั้น ก็เผยสีหน้าบิดเบี้ยวระทมใจอย่างบอกไม่ถูก แต่จังหวะนั้นคล้ายกับว่าเหลิงหยุนเจียวแอบเห็นเข้าพอดี เขาจึงรีบเบือนหน้าหนีมองไปทางอื่นโดยไว แต่ก็เจือด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เป็นลูกผู้ใดอย่างนั้นรึ? เป็นลูกเจ้าไม่ผิดแน่ แต่เขาก็เป็นลูกของข้าด้วยเช่นกัน!
เหลิงหยุนเจียวส่งสายตาจับผิดระคนสงสัยไปทางโม่เฉินหยวนอยู่สองสามครา ในที่สุดก็สังเกตเห็นว่า พฤติกรรมของเขาดูแปลกไปจากเดิมจริงๆ
“นี่เจ้าคิดว่า...ตัวเองเป็นพ่อเด็กหรืออย่างไร? หรือตั้งใจจะเกี้ยวข้าโดยหวังเข้าทางลูก?” เป็นเสียงของเหลิงหยุนเจียวที่เอ่ยประชดเสียดสีขึ้นด้วยความหงุดหงิดใจ
ไป๋ซือหมิงที่นั่งควบม้าแทะแตงโมไปพลาง เมื่อได้ยินประโยคคำพูดนี้เข้าเท่านั้น ก็ถึงกับหูผึ่งใคร่รู้ในบัดดล ลอบชำเลืองมองคนทั้งสองตัดสลับกันไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น พร้อมรอยยิ้มชวนสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“กลับเป็นเจ้าที่เพ้อเจ้อ ข้าหรือต้องการเกี้ยวพาราสีเจ้า? ข้าขอตายเสียดีกว่า!”
“ข้าก็เช่นกัน!”
สิ้นเสียงกล่าวจบ เหลิงหยุนเจียวก็หาได้สนใจอันใดอีก และเหลียวหลังกลับไปมองจ้าวอินทรีครามที่ยามนี้เป็นเพียงนกแก้วตัวน้อย และกำลังบินคอตกอยู่ท้ายหลัง แต่ทันใดนั้นเอง นางก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
หรือเหตุผลที่โม่เฉินหยวนไม่ยอมให้มันทำพันธะสัญญากับเหลิงเจียวเหนียง เป็นเพราะเขาต้องการครอบครองไว้เอง?
ฟังว่าพวกเผ่าวิญญาณมีศาสตร์มนตราแขนงพิสดาร ที่สามารถกลืนกินสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อเสริมพลังความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองได้
ยามนี้ โม่เฉินหยวนกำลังได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังมีพิษร้ายตกค้างอยู่ในร่างกาย จวบจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ เพราะเหตุนี้จึงต้องการกลืนกินจ้าวอินทรีครามเพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่งของตน?
“อันที่จริงพี่หลานก็แข็งแกร่งยิ่งนัก หากแม่จ๋าอนุญาต ข้าเองก็ยินดีทำพันธะสัญญากับเขาเช่นกัน”
“ยิ่งไปกว่านั้น วันข้างหน้าหากต้องการจะไปที่ใด พวกเราก็สามารถให้พี่หลานไปส่งได้ด้วย!”
“....”
เหลิงหยุนเจียวยกมือไม้ขึ้นบีบแก้มน้อยๆสีขาวของเหลิงเจียวเหนียงทีหนึ่ง ราวกับกำลังชื่นชมในการตัดสินใจของเขา แต่ก็มิได้เอ่ยกล่าวอันใดออกมาสักคำ
กระนั้นเอง หากนางสันนิษฐานถูกต้อง โม่เฉินหยวนคงไม่ยอมรามือปล่อยให้จ้าวอินทรีครามตกเป็นของลูกชายนางโดยง่ายเช่นกัน
ฟังจากปากอิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิงนั่น พอจะจับใจความได้ว่า ภายในเผ่าวิญญาณกำลังเกิดความขัดแย้งบางอย่างขึ้น และโม่เฉินหยวนเองก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัดทิ้งเช่นกัน หากเขาไม่เร่งมือฟื้นคืนพลังความแข็งแกร่งโดยไว ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้
สังเกตเห็นว่า โม่เฉินหยวนเอาแต่มุ่งสายตาจับจ้องเหลิงเจียวเหนียงในอ้อมแขนของนางไม่คลาย สีหน้าท่าทางปราศจากร่องรอยทั้งสุขและเศร้า เหลิงหยุนเจียวพลันกระชับกอดเจ้าตัวน้อยไว้แน่น เพิ่มความตื่นตัวระมัดระวังมากยิ่งขึ้น