แม้ว่าพ่อแม่สามีและน้องสาวคนเล็กของน้องสามีจะพูดคุยกันเสียงเบาแค่ไหนแต่มีหรือที่เหล่าลูกสะใภ้ทั้งสามที่เงี่ยหูฟังอยู่ตลอดจะไม่ได้ยิน
“ในที่สุดก็กำจัดส่วนเกินออกไปได้แล้วหนึ่ง”สะใภ้สามกระซิบกับสามีเสียงแ่อย่างลิงโลดเธอหมายมาดเอาไว้ั้แ่แยกบ้านกันแล้วว่าจะต้องได้บ้านดินหลังนี้ตอนนี้เขี่ยหลิวซือซือออกไปได้แล้วหนึ่งยังเหลือครอบครัวของพี่ชายน้องชายของสามีอีกที่ต้องถูกกำจัดเป็รายต่อไปรอก่อนเถอะ
“อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงเพียงนั้นเราต้องแย่งชิงพื้นที่ส่วนที่เคยเป็ของน้องเล็กมาให้ได้”พื้นที่ที่หลิวซือซืออาศัยอยู่นั้นแม้ไม่กว้างขวางแต่ถ้าได้มาเพิ่มเขากับภรรยาก็จะหายใจคล่องขึ้น
สะใภ้สามพยักหน้าพลางก็ยิ้มร่าก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆสามีส่วนลูกชายลูกสาวนั้นตอนนี้น่าจะหลับไปแล้วบนเตียงเตาของพ่อแม่สามี
“แต่ก็มีเื่น่าสงสัยอยู่นะคะว่าเธอจะเอาเงินจากที่ไหนมาซื้อบ้านดินพวกนั้น”เท่าที่เธอคิดคำนวณน้องสาวสามีน่าจะเหลือเงินติดตัวแค่สามหยวนเท่านั้นเธอเอาความมั่นใจจากไหนมาพูดว่าจะออกไปอยู่ข้างนอกกันนะ
“น่าจะแอบขายไข่ไก่ฟ้าที่หล่อนไปเก็บมาได้นั่นแหละคุณก็อย่าคิดมากเลยถ้าคุณอยากกินวันหลังผมจะเข้าป่าหาพวกมันมาให้คุณกิน”
“ของในตะกร้าที่เธอนำกลับมาด้วยทุกครั้งไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรนะคะ ทำเป็มีลับลมคมใน ฉันดูๆไปแล้วไม่น่าจะขายได้ราคาค้าขายหรือจะไปสู้การเป็ชาวนาที่มีเกียรติ”
“ช่างเธอเถอะขอแค่ไม่มาขอเงินบ้านพวกเราก็พอแล้ว รีบนอนดีกว่านะพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน”
“ได้ๆๆ”ว่าแล้วเธอก็เบียดตัวเข้าหาสามีอย่างคาดหวัง
และไม่นานเื้ัผ้าม่านผืนบางภายใต้ความมืดของค่ำคืนก็เกิดการขยับแ่เบาแต่เร่าร้อน ใช้เวลานานพอสมควรจึงเหลือเพียงแค่ความเงียบงัน
หลิวซือซือปรายตามองผ้าม่านกั้นพื้นที่ของพี่สามแล้วก็ยิ้มเหยียดออกมาคิดว่าคนอื่นหูหนวกตาบอดกันหมดแล้วสินะผ้าม่านกั้นก็บางแสนบางทำอะไรไม่รู้จักละอายเอาเสียเลย เฮ้อ!
เช้าของวันต่อมาสองแฝดตื่นั้แ่เช้าตรู่ราวกับจะรู้ว่าพวกเขาจะได้ย้ายออกจากบ้านหลังนี้แล้วไม่เพียงไม่ร้องไห้แต่พวกเขายังหัวเราะเสียงดังอีกด้วย
หลิวซือซือที่อุ้มตะกร้าของลูกชายลูกสาวขึ้นหลังโดยใช้ผ้ารัดผ้าอ้อมของพวกเขายึดเข้ากับตะกร้าอย่างแ่าแล้วก็เดินออกจากบ้านไปพร้อมกับพ่อและแม่
“พี่สี่กับพี่สะใภ้สี่ไม่ต้องลำบากไปส่งฉันก็ได้นะคะ”
พี่สี่บ้านหลิวได้แต่ส่ายหน้าเมื่อตอนเช้ามืดนั้นน้องสาวได้เอาเงินห้าหยวนมาคืนเขาแล้วแม้จะสงสัยว่าเธอไปหาเงินมาจากไหนแต่เขาก็ไม่คิดจะพูดหรือถามให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจ
“ให้พี่กับพี่สะใภ้ของเธอช่วยนั่นแหละดีแล้วเสี่ยวซือซือขนไปครั้งเดียวเลยจะได้ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา”
“ใช่แล้วน้องเล็กข้าวของเครื่องใช้ของเธอมีแค่นี้เองไม่ลำบากอะไรหรอกอีกอย่างพี่สะใภ้สี่ก็อยากจะไปดูความเรียบร้อยที่บ้านของเธอด้วยเผื่อมีตรงไหนที่ต้องซ่อมแซมพี่สี่ของเธอจะได้ช่วยแก้ไขให้วันนี้เลย”
“วันนี้พวกพี่สองคนไม่ไปทำงานกันเหรอคะ”ถามพลางั์ตาของหลิวซือซือก็แดงเรื่อ คนที่คอยเป็ห่วงอย่างจริงใจแม้จะน้อยแต่ก็ทำให้เธอซาบซึ้งได้เป็อย่างมาก
“ทำสิก็ไปดูๆไว้ก่อนตอนพักเที่ยงจะแวะไปช่วยจัดการให้ ยังมีตอนเย็นอีกส่วนเธอที่อยู่บ้านก็ทำความสะอาดไปพลางๆนะ”พี่สี่บ้านหลิวตบบ่าน้องสาวอย่างเป็ห่วง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้เพราะรู้ดีว่าลูกสาวที่แต่งงานแล้วไม่ควรอาศัยอยู่บ้านเดิมนานเกินความจำเป็ยิ่งในกรณีน้องเล็กของเขาอีก ช่างเป็สถานการณ์ยุ่งยากใจจริงๆ
“แกกับเมียไม่ต้องยุ่งยากลำบากหรอกฉันกับพ่อของแกวันนี้ลางานกับทางฝ่ายผลิตแล้วบ้านดินหลังนั้นที่พ่อแกเลือกมาให้น้องน่ะก็ค่อนข้างดีกว่าทุกหลัง ทั้งยังมีประตูแต่ละห้องและประตูหน้าลานบ้านมิดชิดติดตรงที่ว่าด้านในมีหญ้ามีต้นไม้ขึ้นรกไปหน่อยก็แค่นั้น เรียกคนมาช่วยสักหน่อยก็น่าจะจัดการได้เร็วขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเรียกพี่ๆกับพี่สะใภ้ให้มาช่วยกันดีไหมครับแม่ยังมีหลานๆอีก”
“เฮอะ!ฉันบอกพวกเขาั้แ่เมื่อคืนแล้วล่ะ แต่พวกเขาบอกว่าต้องรีบไปทำงานที่แปลงนาแล้วเป็ไงล่ะตอนที่พวกเราตื่นและขนของออกมาพวกเขายังไม่ตื่นเลย”
พี่สี่และพี่สะใภ้สี่ไร้คำจะกล่าวในเื่นี้ไม่คิดเลยว่าพอเื่ราวพลิกผันพวกเขาที่เคยรักและห่วงใยหลิวซือซือจะรีบเปลี่ยนสีหน้ากันเร็วถึงเพียงนี้
ถ้าสถานการณ์กลับกันเฉินเหว่ยหงคนนั้นยังคงเป็ลูกเขยของสกุลหลิวน้องเล็กของเขาก็คงจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้แต่เื่ราวมันผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
หลิวซือซือเห็นสายตาของพ่อแม่พี่ชายและพี่สะใภ้ก็รีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสกระตือรือร้น “ขอแค่มีที่ให้ซุกหัวนอนได้ ที่เหลือฉันจะค่อยๆจัดการเองค่ะแม่”
“ไม่ได้ๆทุกอย่างจะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยภายในวันนี้เลขากับหัวหน้าหมู่บ้านก็บอกว่าจะส่งคนมาช่วยจัดการต้นไม้ใบหญ้ารอบๆตัวบ้านอยู่เหมือนกันพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางเลยล่ะเสี่ยวซือซือ”
“คงไม่ใช่บ้านดินหลังนั้นหรอกใช่ไหมคะแม่ที่ติดกับชายป่าตรงทิศเหนือใกล้กับลำธารน่ะค่ะ”
“นั่นแหละๆ หลังนั้นนั่นแหละมีรั้วดินค่อนข้างสูงและแ่าดีพอสมควรและก็มีพื้นที่ด้านในเกือบสองหมู่เลยนะมีพื้นที่ให้ลูกทำแปลงปลูกผักเยอะแยะเลยล่ะเสี่ยวซือซือ”
“ค่อนข้างดีจริงๆด้วยค่ะ ทั้งใกล้ที่ตักน้ำกินน้ำใช้ด้วย”
“อืม ่กลางวันลูกคงไม่เหงาหรอกเพราะน่าจะมีคนเอาผ้าไปซักและไปตักน้ำจากลำธารตรงนั้นหลายคนก็พวกที่มีบ้านใกล้แถวนั้นนั่นแหละ”
“ดีค่ะแม่”
ใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วโมงคนทั้งหมดก็มาถึงและมันก็เริ่มสว่างพอดี พี่สี่จึงดับคบเพลิงของเขาลงเพื่อเป็การประหยัด ไม่ต้องเอ่ยถึงน้ำมันก๊าดซึ่งต้องใช้เงินซื้อพวกเขาไม่มีปัญญาซื้อมาใช้หรอก
“มากันแล้วเหรอ”เป็เสียงของเลขาหมู่บ้านนั่นเองที่พาคนมาจัดการกับต้นไม้และวัชพืชบริเวณรอบๆบ้านดินที่กำลังจะมีเ้าของหลังนี้
“มาแล้วล่ะค่ะเลขาหลิว ขอบใจมากนะคะที่พาคนมาช่วยพวกเราจัดการทำความสะอาดบ้าน”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนี่นามากันแล้วก็ขนของเข้าไปด้านในแล้วมาทำสัญญาซื้อขายกันดีกว่านะ”เลขาหลิวมองทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มย่องผ่องใส จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนราคาของบ้านดินเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิบหยวนหรอกแต่มันถูกปล่อยทิ้งร้างมานานแล้วราคาจึงลดลงตามความเสื่อมโทรมอีกอย่างถ้าไม่ขายในราคานี้แล้วยังจะมีใครกล้าซื้ออยู่อีกเหรอเพราะทุกคนล้วนเป็ชาวนายากจนกันทั้งนั้น
เงินสิบหยวนที่ได้มานี้ส่งเข้าส่วนกลางแล้วก็ยังเหลือส่วนแบ่งของเขาอยู่เล็กน้อยการพาคนมาช่วยสะสางต้นไม้ใบหญ้ารอบๆบ้านดินของหลิวซือซือจึงเป็อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง
เมื่อทุกคนเข้ามาในห้องโถงเล็กของบ้าน ก็เห็นว่ามันได้รับการทำความสะอาดไปแล้วหนึ่งรอบกลิ่นอับจึงไม่ค่อยมีแล้ว
“มาเริ่มทำสัญญากันเถอะ” เลขาหลิวเอ่ยออกมาอย่างกระตือรือร้น
พ่อหลิวกับแม่หลิวเมื่อพิจารณาสภาพด้านในของบ้านอย่างละเอียดแล้วก็พยักหน้า“เสี่ยวซือซือชอบไหมลูก”
“ชอบมากเลยค่ะพ่อ ออกจะใหญ่โตด้วยซ้ำค่ะ แต่ก็นับว่าดีสองแฝดจะได้มีพื้นที่วิ่งเล่น”ถ้าจะให้พูดตามจริงก็คือถ้าเลือกได้เธอก็คงไม่เลือกบ้านหลังนี้หรอกแต่ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างอยู่ที่นี่ก็ไม่ถือว่าแย่
“อืม ถ้าชอบก็เอาหนังสือสัญญาไปอ่านดู”พ่อหลิวหยิบเอาสัญญามาจากเลขาหลิว แล้วก็ส่งให้ลูกสาวได้อ่านดูนั่นก็เพราะเขาไม่ได้เรียนหนังสือจึงอ่านตัวหนังสือไม่ออกเลยนั่นเอง
หลิวซือซือรับหนังสือสัญญามาอ่านแล้วก็ขอปากกาจากเลขาหลิวมาลงลายมือชื่ออย่างรวดเร็ว“นี่เงินสิบหยวนค่ะลุงหลิว”
เลขาหลิวรับเอาเงินไปนับดูไม่นานก็ยิ้มพึงใจออกมา “ดีๆๆ ต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรก็ไปหาลุงหลิวคนนี้ได้นะเสี่ยวซือซือ”เขามองหญิงสาววัยสิบเก้าปีแต่หน้าตากร้านแดดกร้านลมจนเหมือนผู้หญิงวัยสามสิบด้วยสีหน้าเวทนาคนเราไม่อาจมองกันให้ทะลุไปถึงจิตใจได้จริงๆเพราะยุวปัญญาชนเฉินคนนั้นใครๆก็ล้วนชมว่าเขาเป็คนดีคนซื่อแต่คนดีคนซื่อของทุกคนกลับทำกับลูกเมียของตัวเองได้ลงคอ
เมื่ออยู่กันเพียงคนในครอบครัวแล้วแม่หลิวก็อุ้มหลานแฝดออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง
“ดูสิช่างเป็เด็กน้อยที่รู้ความจริงๆหลานรักของยายเสี่ยวซือซือเอาเบาะผ้าของพวกเขาไปปูบนเตียงเตาในห้องนอนเถอะดูสิเสี่ยวเหว่ยกับเสี่ยวซื่อเย่เริ่มหาวอีกแล้ว”
“ตื่นั้แ่เช้ามืดตอนนี้คงจะง่วงอีกแล้วค่ะแม่”หลิวซือซือเดินถือตะกร้าสานที่มีผ้านวมสองผืนตามผู้เป็แม่เข้าไปในห้องนอน
เมื่อเด็กน้อยทั้งสองนอนหลับไปแล้วแม่หลิวก็เอ่ยเตือนลูกสาว “พวกเขาเริ่มจะพลิกคว่ำแล้วก็ระมัดระวังหน่อยนะถ้าเกิดพลัดตกลงมาที่พื้นก็แย่เลยนะ”
“ฉันคิดว่าจะไปตัดไม้ไผ่มาทำคอกกั้นเตียงเตาเอาไว้แม่ว่าทำแบบนี้ดีไหมคะ”
“ไฮ้!ข้าวของเครื่องใช้ไม่มีจะเอาอะไรไปตัดกันไม่ต้องไปหายืมมีดคนอื่นไปตัดเองหรอกให้พ่อกับพี่สี่ของลูกไปตัดมาให้ก็สิ้นเื่อยู่นี่ก่อนนะแม่จะไปสั่งการเอง”
“ขอบคุณนะคะแม่”
แม่หลิวเพียงโบกมืออย่างไม่ถือสาแล้วก็เดินออกไปที่ห้องโถงเล็กของบ้านดิน
ไม่นานหลิวซือซือก็เดินออกไปสำรวจในห้องครัวเล็กของบ้านก็เห็นว่ามีเพียงห้องว่างเปล่าเท่านั้นคาดว่าเตาที่เคยมีอยู่ในนี้ถูกเก็บกวาดออกไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมันคงจะพังไปตามกาลเวลานั่นเอง
“พี่สะใภ้ให้พี่สี่ของเธอไปเก็บก้อนหินมาทำเป็เตาก้อนเส้าสำหรับทำครัวชั่วคราวให้เธอแล้วล่ะเสี่ยวซือซือแรกเริ่มก็อาจจะลำบากนิดหน่อยนะจ๊ะ แต่พี่สะใภ้สี่จะมาคอยสอดส่องดูเธอกับลูกบ่อยๆ”
“แค่นี้ก็นับว่าดีมากๆแล้วล่ะค่ะพี่สะใภ้สี่วันไหนถ้าพี่กับพี่สี่มีปัญหาก็มาพักที่บ้านหลังนี้กับฉันได้นะคะฉันยินดีต้อนรับพี่ทั้งสองคน”
“อืม พี่สะใภ้สี่จะจำไว้เสี่ยวซือซือ”ว่าแล้วสะใภ้สี่บ้านหลิวก็ถือมีดออกไปช่วยตัดกิ่งไม้แถวๆรั้วดินของบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อาหารเช้าของวันนี้ก็คือไข่ต้มที่เธอลุกขึ้นมาต้มที่ครัวของบ้านพ่อแม่ั้แ่เช้ามืดนั่นเองแจกให้ทุกคนคนละหนึ่งฟองก็เป็อันเสร็จสิ้น
พอสายหน่อยหลิวซือซือต้องย้ายสองแฝดมานอนที่ห้องโถงเล็กเพราะตอนนี้คุณพ่อของเธอกำลังทำคอกกั้นที่เตียงเตาให้อย่างขะมักเขม้น
“วันหลังจะให้พี่สี่ของลูกทำโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่มาให้ใช้ไปก่อนถึงจะไม่แข็งแรงเท่าไม้พวกนั้นแต่ก็น่าจะใช้ได้หลายปีมีเงินจากการค้าขายก็ค่อยหาซื้อเอาใหม่นะลูก” แม่หลิวเอ่ยพลางก็สานตะกร้าไม้ไผ่เพื่อเอาไว้ให้ลูกสาวได้ใช้ใส่ของใช้ในบ้านวันนี้เธอตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะทำให้ได้ห้าชิ้นซึ่งมันเป็ตะกร้าไม่ใหญ่มากน่าจะเสร็จทัน
“ไม่รู้ว่ากระทะใบบัวกับหม้อดินเผาราคาเท่าไหร่นะคะแม่คูปองฉันก็ไม่มีเสียด้วยสิ”
“เื่นี้ต้องรอหน่อยแม่ให้สหายลองถามกับเหล่าญาติพี่น้องที่อยู่หมู่บ้านด้านล่างลองดูแล้วอีกสองสามวันน่าจะได้เื่ ถ้าได้ของเก่ามาก็คงไม่ต้องใช้คูปองจ่ายเงินไปห้าหยวนสิบหยวนน่าจะได้แล้ว”
หลิวซือซือพยักหน้าเห็นด้วยแต่วันนี้เธอคงต้องใช้กระบอกไม้ไผ่หุงข้าวไปก่อน เพราะด้านหลังบ้านมีป่าไผ่ขึ้นเต็มไปหมดเลยนั่นเอง
“น่าเสียดายที่ไม่มีหน่อไม้นะคะแม่จะได้เก็บมาทำหน่อไม้ตากแห้งเอาไว้กิน่หน้าหนาว”
“ที่บ้านก็มีนิดหน่อยไม่น่าจะเหลือถึงหน้าหนาวคงต้องเข้าป่าหาอย่างอื่นแทนแล้วล่ะ”
“วันไหนที่อากาศดีฉันคิดว่าจะลงเขาไปดูที่ตลาดนัดในตำบลดูว่ามีเมล็ดพันธุ์ผักขายหรือเปล่าพื้นที่ด้านข้างกับด้านหลังบ้านดินหลังนี้น่าจะปลูกผักได้หลายสิบแปลงเลยค่ะแม่ปลูกตอนนี้น่าจะทันก่อนหน้าหนาว ถึงตอนนั้นฉันจะแบ่งเอาไปให้แม่นะคะ”
แม่หลิวหัวเราะอย่างชอบใจ“ลูกคนนี้นี่ตัวเองยังตั้งตัวไม่ได้เลย อย่าเป็ห่วงพ่อกับแม่นักเลยเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ดูสิสองแฝดยังรอเสื้อผ้าอุ่นๆอยู่นะ”
หลิวซือซือที่กำลังเหลาริ้วไม้ไผ่เพื่อให้ผู้เป็แม่นำไปสานตะกร้าเชิดหน้าขึ้นหน่อยๆ“ฉันได้กินอิ่มพ่อกับแม่ก็ต้องได้กินอิ่มสิคะ อ้อวันก่อนฉันเข้าป่าไปเจอลูกพลับป่าเยอะเลยค่ะแม่รอให้พวกมันสุกฉันจะไปเก็บมาตากแห้งเอาไว้ คนชนบทเราอาจไม่เห็นความสำคัญแต่ถ้านำเอาไปขายในเมืองคงได้ชั่งละหลายเหมาเลยนะคะ”
“เอาสิ วันไหนจะไปเก็บก็ไปบอกแม่จะมาดูสองแฝดให้”
เธอไหนเลยจะยอมให้แม่มาเดือดร้อนเพราะเธอ“ฉันไม่รีบเก็บหรอกค่ะแม่ อีกอย่างไรมันก็อยู่ใกล้กับบ้านของฉันเดินเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้วค่ะ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้อีกหน่อยแม่กับพ่อของลูกก็คงไม่ค่อยว่างการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงรอบนี้ผลผลิตน่าจะเยอะกว่า่ฤดูร้อนคงต้องรีบทำงานลูกอยู่ที่บ้านหลังนี้ก็ระมัดระวังตัวให้มากถึงคนในหมู่บ้านของพวกเราจะไม่เยอะเหมือนหมู่บ้านด้านล่าง แต่คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจปิดประตูหน้าต่างบ้านให้เรียบร้อยก่อนนอนนะ” แม่หลิวมองลูกสาวด้วยความเป็ห่วงลูกสาวคนนี้เธอและสามีรักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ แต่ดูชะตาที่แสนอาภัพของเธอสิไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี ได้แต่หวังว่าชีวิตของเสี่ยวซือซือจะดีขึ้นเรื่อยๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะระมัดระวังให้มาก ถ้าไม่จำเป็ก็จะไม่ออกจากบ้านค่ะแม่”
“ดีแล้วล่ะด้วยสถานะของลูกในตอนนี้อาจทำให้เหล่าผู้หญิงที่มีสามีหลายคนในหมู่บ้านรู้สึกไม่ดีกับลูกทำอะไรก็ต้องระมัดระวังป้องกันตัวเองเอาไว้ให้ดีคนอื่นจะได้ไม่ว่าร้ายให้เสียหายได้”
หลิวซือซือชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะใช้มีดด้ามเล็กเหลาไม้ไผ่ต่อ
กระทั่งเย็นย่ำพ่อหลิวและแม่หลิวถึงเดินออกจากบ้านลูกสาวคนเล็กพวกเขากำชับอีกหลายเื่ก่อนจะตัดใจเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านที่ห่างออกไปไกลพอสมควร
หญิงสาวมองท้องฟ้าที่ใกล้จะมืดแล้วก็รีบเดินไปปิดหน้าต่างบ้านที่มีอยู่สองสามบานจากนั้นก็ยกตะกร้าของสองแฝดเข้าไปในห้องนอน หลังจากผ่านการซ่อมแซมหลายอย่างในที่สุดประตูห้องนอนก็แ่าพอจะป้องกันคนบุกรุกเข้าบ้านได้ในระดับหนึ่ง
ลู่หลิงเทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ที่นำไปพิงเอาไว้ใกล้กองไฟลงไปบนผ้าผืนบางมันกำลังอุ่นพอดีเธอบิดผ้าพอหมาด จากนั้นก็เริ่มเช็ดตัวให้ลูกชายลูกสาวแล้วก็จัดการแต่งตัวให้พวกเขาใหม่ ซึ่งเสื้อผ้านั้นก็มีแค่ไม่กี่ชุดใช้วนไปวนมาแต่ก็ค่อนข้างสะอาดเพราะเธอใช้สบู่ซัก ถ้าได้เข้าไปในเมืองคิดว่าจะหาซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับซักเสื้อผ้าเด็กโดยเฉพาะ
“ต่อไปนี้พวกเราก็ได้อยู่ตามลำพังสามคนแม่ลูกแล้วนะจ๊ะเด็กๆบ้านนี้จะเป็บ้านของพวกเราตลอดไป”
สองแฝดส่งเสียงอ้อแอ้พร้อมกับหาวออกมาอย่างง่วงงุนไม่นานพวกเขาก็ผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข