19 (1-2)
ตอนที่23 ผู้หล่อแสดงความสามารถ
ได้ยินเสียงเดือดดาลจากฝั่งผู้ชมหลัวซีเพียงโบกกุหลาบในมือแ่อ่อน รอยยิ้มบางเบาคลายจิตใจเสมือนกับว่าชายเคราหนาตรงหน้าหาใช่ภัยร้ายในสายตาของเขาเลย เสมือนกับว่าศึกครานี้หาใช่สมรภูมิสัประยุทธ์เืสาดแต่เป็การเปิดตัวครั้งแรกเคียงคู่ไปกับรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ของเขา
ชายเคราหนายิ่งหงุดหงิดใจเข้าไปใหญ่ต่อความไม่รู้ไม่ชี้ใดๆของหลัวซี ค้อนั์สองมือหวดฟาดจากบนลงล่างทว่าครึ่งจังหวะต่อมากลับเปลี่ยนทิศทางจากซ้ายไปขวากวาดลานกว้างหวังทุบ่ล่างของหลัวซีให้พิการ
ตัดตอนเ้าหนุ่มนี้ให้พิการเดินไม่ได้อยากรู้จริงเชียว หลังจากนี้มันยังจะหลงตัวได้อีกหรือไม่!
“ระวังนะสุดหล่อ!!”
บรรดาผู้สาวหลายนางท่ามกลางฝูงชนต่างกรีดร้องอุทานลือลั่นด้วยความใสุดขีด
เซียถงอดหนี่ตาแคบลงมิได้พินิจจากสีของลมปราณที่เป็สีฟ้าจางอ่อนเจือผสมกับสีเขียวมรกตซะเป็ส่วนใหญ่ชายเคราหนาคนนี้น่าจะอยู่ในขอบเขตเสาหลักฟ้าครึ่งขั้นเท่านั้น แต่กระทั่งเองอาศัยความโเี้ไร้ปรานีของตัวเขา นับเป็คู่ต่อสู้ที่จัดการได้ยุ่งยากคนหนึ่งซึ่งนี่ไม่ใช่เื่ดี แต่แน่นอนว่า หากเป็นางที่ลงสนามสัประยุทธ์อีกฝ่ากลับมิใช่ภัยคุกคาม แต่สำหรับหลัวซีกลับไม่แน่
เมื่อจะเห็นค้อนั์กวาดลานกำลังหวดใส่ร่างกาย่ล่างของตนทว่าหลัวซียังทำตัวราวกับว่าไม่รู้ไม่เห็น และยังคงยิ้มหวานพราวเสน่ห์พลางสูดดมกุหลาบในมือต่อหน้าฝูงชนดังเดิม
ฝูงชนบางส่วนกรีดร้องระงมลั่นบางคนถึงกับปิดตาก็มี น่าเสียดายยิ่งนัก หากชายหนุ่มผู้นี้พิการ่ล่างเดินไม่ได้นั่นหมายความว่าคงเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปด้วย
“คุณหนูรีบลงไปช่วยเขาเร็วเ้าค่ะ!!”
อิ๋งเอ๋อร์คว้ามือเซียถงกุมแน่นไม่คลายอ่อนรีบเร่งกล่าวขึ้นอย่างร้อนอกร้อนใจ
เซียถงยังคงเฝ้ามองอย่างสงบเสงียบ
“โอ้ ตาลุงเคราหนาวิธีการของมันมีแต่พวกคนเถื่อนไร้อารยะเท่านั้นที่ทำลงไฉนถึงต้องตัดอนาคตของเด็กหนุ่มวัยนี้ด้วย?”
ขณะที่ทุกคนกำลังดุร้ายวิจารณ์ชายเคราหนา เสี้ยวอึดใจก่อนค้อนั์จะหวดมาถึงเขาเพียงควงหมุนกุหลาบในมือเบาๆ พลันปรากฏกระแสลมปราณสีฟ้าครามคลุมเคลือบพร้อมปักช่อลงบนค้อนั์ดันดุร้ายของอีกฝ่าย
ทันทีทันใดเสมือนไฟฟ้าสะทิดโฉบแล่นผ่านค้อนั์เข้ามายังแขนทั้งสองข้างทั่วทั้งร่างของชายเคราหนาเหน็บชาขยับไม่ได้ไปชั่วขณะราวกับเป็อัมพาตสีหน้าซีดเซียวหนักเป็ตับหมู แต่กระนั้นเขาก็ยังกัดฟันพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อคลายตัวเองออกจากสภาวะดังกล่าว
กุหลาบในมือของหลัวซีเคลื่อนขยับเล็กน้อยกระแทกก้านกุหลาบในมือลงบนค้อนอีกคราหนึ่งเบาๆ รอบนี้ถึงขั้นทำให้ค้อนั์ร่วงกราวตกกระแทกพื้นอย่างแรงพื้นสนามแตกระแหงกลายเป็รูขนาดใหญ่
ชายเคราหนาปั้นสีหน้ามืดทมิฬคล้ายดินดำใจหายวูบจมลงสู่ก้นหุบเหว เร่งเร้าลมปราณทั้งหมดที่มีกรอกเทไปที่กำปั้นขวาสุดท้ายนี้คิดอะไรไม่ออก ก็ออกหมัดชกใส่บริเวณกล่องดวงใจ่ล่างของหลัวซีสุดแรงเกิดหวังบดขยี้ให้แหลก!
“ลุงเคราข้าเข้าใจดีว่าตนนั้นหล่อเหลามากเพียงใด ดังนั้นแล้วอย่าได้อิจฉากันเลยทั้งหมดนี้บิดามารดาของข้าล้วนให้มาเพียงความริษยาของลุงกลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย”
หลัวซีส่งยิ้มให้เล็กน้อยพร้อมขยับมือหันก้านกุหลาบอาบลมปราณสีฟ้าครามในมือประจันหน้าใส่อีกฝ่ายเสมือนคมดาบพุ่งเสียบแขนขวาของอีกฝ่ายโดยไม่มีลังเล
ชายเคราหนาถึงกับส่งเสียงกรีดร้องคร่ำครวญระงมลั่นล้มกองลงกับพื้นด้วยความเ็ปแสนสาหัสเพราะก้านกุหลาบสีแดงดังกล่าวได้แทงทะลุมือขวาของมันในพริบตาภาพฉากที่สายเืพุ่งปรี๊ดออกมาช่างงดงามเสมือนน้ำพุสีโลหิต
หลัวซียังคงหันไปส่งยิ้มพราวเสน่ห์ให้แก่ฝูงชนดวงตาหวานเยิ้มเป็ทรงเสี้ยวจันทร์ดูมีความสุขปราศจากความทุกข์ใจอันใดและไม่แม้แต่จะเหลียวมองชายเคราหนาอีกเลย กระบวนเคลื่อนไหวทั้งหมด รวดเร็ว เด็ดขาดภายในหนึ่งเสี้ยวอดใจเท่านั้น มันทั้งสง่างามและน่าดูชมยิ่งแล้ว
อัฒจันทร์โดยรอบพลันเงียบสงัดทุกคนต่างเบิกตาโตเท่าไข่ห่านต่อเหตุตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเกินพรรณนานับกระทั่งเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายเอง แต่ละคนยังถึงกับหรี่ตาลง
หลัวซีแทบไม่ได้ใช้มือเลยด้วยซ้ำทั้งหมดเป็เพียงการหยิบใช้ก้านกุหลาบในการปราบปราม ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างการต่อสู้ เขายังแทบจะไม่เหลียวมองคู่ต่อสู้เลยด้วยซ้ำหากหลัวซีคนนี้เอาจริงขึ้นมา...
“เสาหลักฟ้าเต็มขั้น!เขาเป็ยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าตัวจริงเสียงจริง!”
ฝูงชนต่างแหกปากร้องลั่นอุทานกันอย่างจ้าละหวั่น
หลัวซีโบกมือของตนให้แก่ทุกคนโดยรอบสารทิศเสมือนกับว่าการแสดงของเขาได้ปิดม่านจบลงไปแล้วพร้อมเก็บดอกกุหลาบในมือลงไปอย่างรู้งานกระแสลมปราณสีฟ้าครามเองก็ค่อยเลือนหายไปจนหมดสิ้น
ต่อหน้าภาพฉากนี้สายตาของเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายที่อยู่ปะปนท่ามกลางฝูงชน เริ่มส่อแววจริงจังจับจ้องอีกฝ่าย
ดอกกุหลาบสีแดงดอกนี้ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กไหลเย็นอายุพันปียามผนวกรวมเข้ากับความแกร่งกล้าของลมปราณผู้ใช้ กล่าวกันว่า เมื่อัักับสิ่งใดจะเพิ่มน้ำหนักให้สิ่งของเ่าั้หนักขึ้นพันตันในพริบตา!ปรากฏว่าเ้าหนุ่มชุดไหมขาวผู้นี้มีสมบัติล้ำค่าหายากชิ้นหนึ่งอยู่ใน
เซียถงเองก็จับจ้องไปที่กุหลาบดอกนั้นชนิดตาไม่กะพริบพลางรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ภายในใจนางคิดเพียงว่า นางควรสรรหาอาวุธสักชิ้นติดตัวบ้างแล้วอย่างน้อยก็น่าจะมีประโยชน์กว่ามือเปล่าเพราะมีดสั้นของนางก็แค่เหล็กธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น
กล่าวโดยสรุปได้ว่ายามที่นางต้องปะทะกับหลัวซีคนนี้ โอกาสชนะของนางกลับน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ในทีแรก
ต่อให้นางเคยเป็นักฆ่ามาก่อน แต่หากต้องเผชิญพบกับของวิเศษในโลกแห่งนี้มันก็จนปัญญาเช่นกัน
ดีไม่ดีสิ่งของวิเศษที่ว่ายังอาจอันตรายเสียยิ่งกว่าปืนในยุคของนางอีก!
“รอบนี้หลัวซีเป็ฝ่ายชนะ”
ไม่นานกรรมการก็ป่าวประกาศออกมา
หลัวซียิ้มทั้งยังโค้งคำนับแก่ทุกคนเป็การส่งท้ายชูมือขึ้นโบกไปมาเล็กน้อยคล้ายเป็การส่งสัญญาณหญิงงามในชุดสีแดงเพลิงที่ยืนอยู่บนสี่มุมสนามรีบเร่งโปรยกลีบบุปผาลงมาอีกครั้งในชั่วพริบตา เสมือนสายพิรุณบุปผาร่วงโรย ปลิวว่อนไปทั่วกลางนภาหาวทุกสายตาตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อกลีบบุปผาเ่าั้หยุดลงทุกคนก็ได้สติฟื้นคืนกลับมา แต่พอกดสายตามองไปทางสนามประลอง กลับไม่มีใครอยู่แล้ว
“คุณชายหลัวซีไปเสียแล้ว...”
อิ๋งเอ๋อร์เหม่อมองไปทางสนามประลองพร้อมเผยสีหน้าผิดหวังออกมา
“อืม”
เซียถงพยักหน้าและพาอิ๋งเอ๋อร์เดินกลับไปยังสนามหมายเลขหนึ่งภายในใจสงสัยว่า ถึงตาของนางแล้วรึยัง?หากถึงแล้วแต่นางไม่ยอมปรากฏตัวอยู่บนสนามเกินกว่าสิบห้านาทีก็ถือเป็การตัดสิทธิ์แพ้ทันที
ใน่บ่ายวันนี้ในที่สุดก็ถึงตาของเซียถงขึ้นสนามและคู่ต่อสู้คนแรกของนางเป็เพียงขอบเขตเสาหลักเหลืองเท่านั้นถึงนางจะออมมือระงับความแข็งแกร่งไว้มากแล้ว แต่ก็ยังสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดายกล่าวได้ว่าแทบจะไม่ต้องออกกระบวนอะไรเลย
คล้อยหลังที่นางเดินลงจากสนามเซียถงก็บังเอิญเหลือบไปเห็นองค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่กับเซี่ยเสวี่ยเหลียนที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนบนอัฒจันทร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เซี่ยเสวี่ยเหลียน นางจับจ้องเซียถงเขม็งสายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความเกลียดชังเกินกว่าจะปกปิด
เซียถงเหลือบหางตามองทั้งคู่สวนกลับไปทีหนึ่งพร้อมแสยะยิ้มเย้ยหยั่นไปให้จากนั้นค่อยเดินหันหลังกลับและจากออกไป
เฝ้าแผ่นหลังของเซียถงที่เคลื่อนห่างจากออกไปไกลจนหลับสายตาไป๋หลี่เย่ก็ยกมือลูบคางเล็กน้อยคล้ายกับว่ากำลังครุ่นคิด แววตาคู่นั้นไสววูบหนึ่งกล่าวว่า
“เป็ฝีมือของนางจริงๆงั้นรึ? นางเก่งถึงขั้นทำให้ใบหน้าของอัครมหาเสนาบดีเย่เกิดแผลได้เชียว?”
“ใช่แล้วท่านพี่! นังนี่ไม่เพียงแต่จะกรีดคอท่านแม่ข้าจนเป็แผลเท่านั้นแต่ยังสร้างภัยคุกคามแก่ท่านอัครมหาเสนาบดีเย่ได้ด้วย!”
เซี่ยเสวี่ยเหลียนกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้นใจนักแม้นางจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ณ วันนั้น แต่ในเวลาต่อมาคล้อยหลังได้ฟังฮูหยินรองเฉิงร้องไห้ตัดพ้อชีวิตใส่นางก็เข้าใจทุกอย่างว่าเกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง
“มีน้อยคนนักที่สามารถสร้างภัยคุกคามแก่อัครมหาเสนาบดีเย่ได้”
ไป๋หลี่เย่ค่อนข้างรู้สึกสังสัยกังขาใจมากแม้ว่าความแข็งแกร่งของเซียถงจะสูงถึบขอบเขตเสาหลักเขียวแต่ก็ไม่น่าจะสร้างาแให้แก่เย่หลีเทียนได้เลย
“ทีแรกข้าเองก็ไม่เชื่อเช่นกันแต่เื่นี้มิใช่แค่ท่านแม่เท่านั้น กระทั่งบ่าวไพร่ทุกคนในจวนยังกล่าวตรงกันหมดแม้แต่พี่ชายของข้าเองก็เช่นกัน”
ไม่รู้ว่านังผีบ้านี่แอบใช้เวทมนตร์อาคมอันใดกันถึงพลิกฟ้าคว่ำสมุทร ทรงพลังเก่งกาจได้ในพริบตา ขณะที่ตัวเซี่ยเสวี่ยเหลียนยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่มีอะไรพัฒนา แน่นอนว่า ยิ่งเซียถงแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่นางก็ยิ่งเกลียดมันมากขึ้นเท่านั้น!
“หากพี่ชายของเ้าเองยังกล่าวเช่นนั้นคงมิใช่เื่เท็จแล้ว”
ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นผ่านสายตาของไป๋หลี่เย่วูบหนึ่งรากฐานพลังบำเพ็ญตบะของเซียถงจักต้องสูงปานใดกัน? หลังนางหายจากอาการาเ็สาหัสความแข็งแกร่งของนางก็พุ่งทะยานสูงถึงขอบเขตเสาหลักเขียวในชั่วอึดใจสิ่งนี้ต้องมีเบื้องลึกเื้ัเป็แน่แท้?
ก่อนเดินจากสนามขึ้นไปบนอัฒจันทร์เซียถงต้องแวะจับฉลากเพื่อจับคู่ในรอบถัดไป ซึ่งนางได้หมายเลขสิบสาม ณสนามประลองที่สาม พอเหลือบไปเห็นชื่อของคู่ต่อสู้ ก็ถึงกับอดยิ้มเยาะขึ้นมิได้ปรากฏว่าคู่ต่อสู้ในรอบถัดไปที่ต้องเจอก็คือ จางเสวี่ยหรง
เส้นทางมักคับแคบเสมอเมื่อกล่าวถึงศัตรูจางเสวี่ยหรงได้เจอนางสมใจปรารถนาแล้ว