ย้อนกลับไปในตอนที่ปู่หวงประกาศว่าจะรับหลานชายสักคนมาเป็นทายาทสืบสกุล เพื่อให้คอยดูแลยามแก่เฒ่าและจัดการเรื่องงานศพในบั้นปลาย หวงอันกั๋ว หลานชายคนโตของตระกูล ย่อมหมายมั่นปั้นมือว่า 'ส้มหล่น' ลูกใหญ่นี้จะต้องตกมาถึงมือตน
หากได้เป็นลูกบุญธรรมของสองผู้เฒ่า เงินทองที่พวกเขาสะสมมาทั้งชีวิต รวมไปถึงที่ดินทำกินในชื่อของคุณย่าและที่ดินปลูกบ้าน ย่อมตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
สองผู้เฒ่าไร้ลูกหลาน ทั้งยังใช้ชีวิตมัธยัสถ์ ลำพังรายได้จากการทำนาของคุณย่าก็เพียงพอเลี้ยงปากท้องคนสองคนได้สบาย อีกทั้งสุขภาพของพวกเขาก็แข็งแรงมาโดยตลอด เพิ่งจะเริ่มเจ็บออดๆ แอดๆ ต้องกินยาบ้างก็ตอนที่ไม้ใกล้ฝั่งแล้ว สมัยหนุ่มสาวนั้นแทบไม่เคยต้องพึ่งพาหมอหรือยาเลยด้วยซ้ำ
แถมคุณปู่ยังมีเงินบำนาญกินทุกเดือน ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ว่ากันว่าสมัยที่ปลดประจำการกลับจากกองทัพ ท่านได้รับเงินก้อนสำหรับตั้งตัวมาอีกก้อนโต
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าสองผู้เฒ่ามีเงินเก็บซุกซ่อนอยู่เท่าไหร่ ลูกหลานต่างได้แต่คาดเดากันไปต่างๆ นานา
แต่หวงอันกั๋วก็ทำได้แค่คิด เพราะตามธรรมเนียมการรับช่วงทายาทที่ตระกูลหวงยึดถือกันมา หากปู่หวงจะรับหลานมาเป็นลูกบุญธรรม ก็ต้องรับลูกชายของน้องชายคนสุดท้อง ดังนั้น หวงควน ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กของน้องชายปู่หวง จึงได้สิทธิ์นั้นไปครอง กลายเป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดในบรรดาลูกพี่ลูกน้อง
ทว่าสถานการณ์ตอนนี้พลิกผัน เมื่อสองฝ่ายทะเลาะกันจนมองหน้าไม่ติด ปู่หวงถึงขั้นฉีกหนังสือสัญญาการเป็นทายาททิ้ง ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกในนามกับหวงควน หวงอันกั๋วเห็นดังนั้น ในใจก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความสะใจ
แต่พอรู้ข่าวว่าปู่หวงไม่เพียงตัดขาดหวงควน แต่ยังคิดจะพาย่าหวงไปอยู่บ้านพักคนชรา หวงอันกั๋วก็เริ่มนั่งไม่ติด
ตามกฎระเบียบแล้ว หากสองผู้เฒ่าย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ที่ดินทำกินกว่าหนึ่งไร่ที่หมู่บ้านจัดสรรให้คุณย่า รวมถึงบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน จะถูกยึดกลับคืนเป็นของส่วนรวมทันที
ในชนบท ตัวบ้านอาจไม่ได้มีค่ามากมายนัก แต่สิ่งที่ล้ำค่าดั่งทองคำคือ “ที่ดินปลูกบ้าน” ซึ่งต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลเท่านั้น
หวงอันกั๋วมีลูกชายสองคน คนโตอายุสิบเจ็ดสิบแปดแล้ว อีกปีสองปีก็ต้องออกเรือน ก่อนจะหาเมียก็ต้องมีบ้านเสียก่อน ที่ดินตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่เขาหมายตาไว้
“ลุงใหญ่ครับ เรื่องที่นากับบ้านน่ะ ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ยกหน้าที่ให้พวกผมพี่น้องดูแลเถอะครับ ล้มเลิกความคิดที่จะไปอยู่บ้านพักคนชราเถอะ ผมได้ยินมาว่าคนแก่ที่นั่นลำบากมาก เจ้าหน้าที่ดูแลก็ไม่ดี บางทีก็ทุบตีคนแก่ด้วย พวกนั้นเป็นคนอื่น จะมาดูแลดีเหมือนลูกหลานดูแลได้ยังไง จริงไหมครับ” หวงอันกั๋วหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงห่วงใย
คำพูดของหวงอันกั๋วทำให้ย่าหวงเริ่มลังเล “ตาเฒ่า... ฉันว่าเราอย่าไปอยู่บ้านพักคนชราเลยนะ อันกั๋วพูดถูก ไปอยู่ที่นั่นถ้าโดนคนเขารังแกจะทำยังไง ญาติพี่น้องก็ไม่มีสักคน คนนอกมันพึ่งพาไม่ได้หรอก”
เมื่อเห็นคุณย่าเริ่มคล้อยตาม แววตาของทุกคนก็เป็นประกายความหวัง
น้องชายของปู่หวงรีบเสริมขึ้นทันที “พี่ใหญ่ครับ ที่อันกั๋วพูดมาไม่ได้ขู่พี่นะ เจ้าควนถึงมันจะเลวยังไง มันก็ยังเป็นคนแซ่หวง ถ้าถึงที่สุดแล้วสองผัวเมียนั่นมันไม่ดูแลพี่จริงๆ พี่คิดว่าพวกเราจะยอมเหรอ ถึงพวกผมจะตายไปแล้ว ก็ยังมีเจ้าอันกั๋ว เจ้าอันปัง หลานๆ ยังอยู่กันครบนะครับ”
เขาพูดต่อ “พี่ใหญ่ ผมรู้ว่า เจ้าควนกับเมียมันทำตัวไม่เอาถ่าน กลับไปผมจะด่ามันให้หนัก รับรองว่ามันต้องปรับปรุงตัวแน่ๆ พี่กับพี่สะใภ้ให้โอกาสมันอีกสักครั้งเถอะครับ”
แต่ยังไม่ทันที่ปู่หวงจะเอ่ยปาก ย่าหวงก็ชิงยื่นคำขาด “ฉันตกลงว่าจะไม่ไปบ้านพักคนชราก็ได้ แต่เรื่องหวงควน ฉันไม่เอาแล้ว! ตัดขาดกันไปเลย ตอนนี้เราสองคนยังพอขยับตัวไหว ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร ถ้าวันไหนขยับไม่ไหวจริงๆ พวกคุณถ้าเวทนา ก็แค่เอาน้ำมาให้กินสักขันก็พอ! รับหวงควนเป็นลูกมาตั้งกี่ปี มันเคยมาถามไถ่สุขภาพเราบ้างไหม เคยดูดำดูดีว่าเราขาดเหลืออะไรไหม วันๆ มีแต่ยุให้ลูกมาขอเงิน ยิ่งเห็นความโหดเหี้ยมของไอ้หวงเทาที่กระชากหัวหนูทิงเสวี่ย ฉันบอกตรงๆ ว่าฉันกลัว เด็กมันผ้าขาว ที่กลายเป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อแม่ไม่สั่งสอน!”
แม้คุณย่าจะไม่อยากไปตกระกำลำบากที่บ้านพักคนชรา แต่จะให้ทนคบหากับครอบครัวหวงควนต่อไป นางก็ทำใจไม่ได้
บ้านนี้คำตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ปู่หวง คุณย่าจึงหันไปมองสามีที่นั่งนิ่งเงียบ
ปู่หวงปลดประจำการกลับบ้านเกิดในปี 1955 สมัยเป็นทหารพันพัวอยู่กับศึกสงครามจนเลยวัยหนุ่ม กลับมาก็อายุมากแล้ว ผ่านช่วงวัยที่เหมาะสมแก่การแต่งงานไปโข
เขากับย่าหวงแต่งงานกันผ่านการแนะนำของแม่สื่อ ตามแบบฉบับคลุมถุงชนของคนยุคเก่า
บ้านเดิมของย่าหวงมาจากตระกูลเจ้าที่ดิน ภูมิหลังทางชนชั้นจึงไม่สู้ดีนัก ทำให้เรื่องการออกเรือนล่าช้า กว่าจะได้แต่งงานอายุก็ล่วงเข้าเลขสามแล้ว
หลังสร้างครอบครัว ปู่หวงได้งานทำที่สถานีตำรวจ ย่าหวงก็เป็นแม่บ้านแม่เรือน ชีวิตคู่ถือว่าราบรื่นมีความสุข
เรื่องเดียวที่น่าเสียดายคือทั้งคู่ไร้ทายาท... ความจริงไม่ใช่เพราะย่าหวงมีลูกไม่ได้ แต่เป็นเพราะปู่หวงได้รับบาดเจ็บที่จุดสำคัญสมัยออกรบ
เพื่อรักษาหน้าและศักดิ์ศรีของสามี ย่าหวงจึงยอมแบกรับคำครหา บอกกับคนภายนอกเสมอมาว่าตนเองเป็นหมัน
แม้ไร้ทายาทสืบสกุล แต่ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา คู่ทุกข์คู่ยากคู่นี้ก็ประคับประคองดูแลกันมาเป็นอย่างดี
ปู่หวงนิ่งคิดอยู่นานก่อนเอ่ยเสียงขรึม “เอาล่ะ เรื่องบ้านพักคนชราพวกฉันจะชะลอไว้ก่อน แต่เรื่องหวงควนถือเป็นอันสิ้นสุด ห้ามใครมาเกลี้ยกล่อมอีก ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับยายเฒ่าจะเก็บของไปบ้านพักคนชราทันที”
เมื่อเห็นผู้เฒ่าตัดสินใจเด็ดขาด ทุกคนก็ได้แต่สงบปากสงบคำ
ขืนไปเซ้าซี้จนแกโมโห แล้วพาเมียไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านขอย้ายไปบ้านพักคนชราจริงๆ ตระกูลหวงคงได้กลายเป็นตัวตลก ถูกชาวบ้านนินทากันสนุกปากไปทั้งตำบลแน่
เพื่อตัดขาดกับหวงควนให้ถูกต้องตามขั้นตอน ปู่หวงจึงเดินทางไปพบผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านหลี่รุ่ยไฉ เมื่อทราบเรื่องก็พยายามไกล่เกลี่ย “ลุงครับ ลองทบทวนดูอีกทีดีไหม ให้โอกาสหวงควนมันหน่อย หรือจะให้ผมไปเรียกมันมาด่าอบรมสั่งสอนให้ก็ได้นะครับ”
ปู่หวงส่ายหน้า “รุ่ยไฉเอ๊ย ความหวังดีของเธอฉันรับไว้ แต่พอเถอะ ฉันคิดเผื่อไว้แล้วว่าถ้าวันไหนฉันกับป้าแกขยับตัวไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องรบกวนเธอกับทางหมู่บ้านช่วยสงเคราะห์ พาไปส่งบ้านพักคนชราในอำเภอ... ถ้าเลือกได้ ฉันก็ไม่อยากทำแบบนั้นหรอก มันเสียหน้าไปถึงบรรพบุรุษ แต่ถ้ามันสุดทางจริงๆ ฉันก็คงต้องทำ”
หลี่รุ่ยไฉรีบโบกมือ “โธ่ลุง... ไปอยู่บ้านพักคนชรามันจะสุขสบายเหมือนอยู่บ้านเราได้ยังไงครับ คือตามกฎน่ะ เงื่อนไขของลุงกับป้ามันผ่านฉลุยอยู่แล้ว แต่ที่นั่นมันวังเวง ไม่มีลูกหลาน ลุงวางใจเถอะ ถึงตอนนั้นถ้าคนตระกูลหวงไม่ดูแล ทางหมู่บ้านเราไม่นิ่งดูดายแน่นอน แต่ถ้าลุงยืนยันจะตัดขาดกับหวงควน ผมก็เคารพการตัดสินใจครับ”
ปู่หวงเป็นถึงวีรบุรุษผ่านศึก เป็นผู้อาวุโสที่คนนับถือ หลี่รุ่ยไฉจึงให้ความเกรงใจอย่างมาก
ในที่สุด พันธะสัญญาการเป็นบุตรบุญธรรมระหว่างหวงควนกับปู่หวงก็ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์
แม้หวงควนจะโขกศีรษะกับพื้นจนเสียงดังก้อง หน้าผากแตกยับจนเลือดอาบใบหน้า แต่สองผู้เฒ่าก็มีใจคอหนักแน่นดั่งหินผา ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
พวกเขารู้ดีแก่ใจ... ที่หวงควนไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ใช่เพราะความกตัญญูหรือความผูกพันพ่อลูก แต่เป็นเพราะความเสียดายในทรัพย์สินมรดกที่กำลังจะหลุดลอยไปต่างหาก