สองชั่วยามหลังจากที่หลี่เฉินและอาฝูหายลับไปจากประตูเมืองจือจี้ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายประหลาดที่ไม่อาจนิยามได้ บรรยากาศภายในบ้านของ **"เถ้าแก่เฉียน"** ชายร่างท้วมผู้โชคร้ายที่เพิ่งสูญเสียเหรียญทองไปถึง 50 ตำลึงให้กับ "เซียนกำมะลอ" กลับพลิกผันจากหน้ามือเป็หลังมืออย่างสิ้นเชิง
ภายในโรงเตี๊ยมที่เคยเงียบเหงาและอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าที่ชวนอาเจียนจนลูกค้าพากันหนีหาย บัดนี้อากาศกลับเปลี่ยนไปราวกับอยู่คนละโลก เถ้าแก่เฉียนยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นไม้กลางบ้าน มือทั้งสองข้างกุมศีรษะด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ แววตาที่เคยมีประกายแห่งความหวังบัดนี้เลื่อนลอยไปที่ธงผ้ายันต์ลายมือขยุกขยิกที่หลี่เฉินปักทิ้งไว้ เขาหัวเราะขมขื่นออกมาเบาๆ ในลำคอ "เซียนกำมะลอ... ข้ามันโง่เองที่ไปเชื่อคนแปลกหน้าที่เขียนป้ายด่าทอผู้คนเช่นนั้น" เขาคิดในใจอย่างเ็ป ธุรกิจโรงเตี๊ยมของเขาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษกำลังจะล่มสลายลงในมือเขาเพียงเพราะกลิ่นสาบสางที่ติดจมูกมานานนับเดือน ราวกับเป็คำสาปแช่งที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
แต่แล้ว... ความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ราวกับมีหัตถ์์มาดลบันดาล บรรยากาศรอบๆ ตัวเขาที่เคยหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยก้อนหินั์ พลันเบาหวิวลงอย่างฉับพลัน ลมพัดแรงวูบหนึ่งลอดผ่านหน้าต่างที่ปิดตายเข้ามา กลิ่นเหม็นเน่าที่เปรียบเสมือนเงาตามตัวหายไปในทันที ราวกับมีใครบางคนหยิบยื่นน้ำสะอาดมาล้างอากาศอันเน่าเฟะให้กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง เถ้าแก่เฉียนเบิกตากว้าง เขาค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นกำยานอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นไอของดินหลังฝนพรำเข้ามาแทนที่ มันคืออากาศที่สดชื่นที่สุดเท่าที่เขาเคยััมาในรอบหลายเดือน!
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?" เขาพึมพำด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวด้วยความยินดีที่คาดไม่ถึง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ที่เคยหายหน้าหายตาก็วิ่งตึงตังดังขึ้นที่หน้าประตูร้าน "เถ้าแก่! เถ้าแก่ขอรับ!" เสียงหนึ่งะโเรียกด้วยความตื่นเต้น เถ้าแก่เฉียนรีบวิ่งออกไปหน้าโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางทุลักทุเล สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาต้องหยุดชะงัก—ลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่เคยหนีหายไปเพราะข่าวลือเื่กลิ่นเหม็น บัดนี้กำลังยืนออกันอยู่เต็มหน้าร้าน ทุกคนต่างทำจมูกฟุดฟิดด้วยความประหลาดใจ แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบผืนดินหน้าบ้าน ราวกับโลกใบนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่
เถ้าแก่เฉียนหันไปมองธงผ้ายันต์ที่ถูกปักไว้ที่กำแพงข้างบ้านอีกครั้ง มันไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่เขากลับรู้สึกเหมือนเห็นแสงจางๆ พุ่งผ่านออกไปสู่ฟากฟ้า เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว "เขาคือยอดผู้มีวิชาจริงๆ! เขาไม่ได้มาหลอกข้า แต่เขามาโปรดข้า!" เถ้าแก่เฉียนรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะไปทางทิศที่หลี่เฉินจากไป โดยไม่สนใจสายตาแปลกประหลาดของลูกค้า
ทว่า... ในขณะที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่เฉียนกลับมามีชีวิตชีวา ความโกลาหลที่น่าสะพรึงกลัวกลับไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลลี่ที่อยู่ติดกัน ราวกับเป็เหรียญอีกด้านของชะตากรรม
ลี่ช่ง ผู้นำตระกูลผู้ถือดี กำลังยืนตะคอกบ่าวไพร่ในห้องโถงด้วยความกราดเกรี้ยว จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ก็เปลี่ยนสี จากฟ้าครามกลายเป็สีนิลทมิฬ กลิ่นเหม็นเน่าที่เคยหายไปจากร้านเถ้าแก่เฉียน กลับมาอุบัติขึ้นใหม่ที่นี่ แต่มันรุนแรงและเข้มข้นกว่าเดิมนับร้อยเท่า! ไม่นานนัก สายฝนที่หนืดข้นสีน้ำตาลขุ่นก็สาดเทลงมา เป็ "ฝนอุจจาระ" ที่สาดกระหน่ำใส่คฤหาสน์ตระกูลลี่เพียงหลังเดียว!
*ฉ่า... พลั่ก!* เสียงหยาดฝนหนืดข้นกระทบหลังคาดังสนั่นราวกับเสียงะเิของของเน่าเสีย สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคืออุณหภูมิของสายฝนนั้น... มันไม่ได้เย็นฉ่ำดั่งฝนทั่วไป แต่มันกลับเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งที่แช่มาจากก้นบึ้งของนรก เมื่อััิั ลี่ช่งรู้สึกราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่รูขุมขน ลมหายใจที่เขาสูดเข้าออกเต็มไปด้วยรสขมปร่าของซากศพจนเขาต้องอาเจียนออกมาเป็น้ำดีไม่หยุดหย่อน
"ท่านหัวหน้า! ช่วยด้วย! กลิ่นนี้มัน... มันทำข้าจะตายแล้ว!" บ่าวรับใช้คนหนึ่งร้องลั่น พลางใช้มือขยี้ตาที่แดงก่ำจากละอองฝนพิษ ลี่ช่งเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีกว่า เขาคลานหนีออกจากห้องโถงอย่างทุลักทุเล ร่างกายที่เคยสวมใส่ชุดผ้าไหมราคาแพงบัดนี้เต็มไปด้วยคราบโสโครกเหนียวเหนอะหนะ
ในตลาดเมืองจือจี้ ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยสีหน้าสะใจและหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน
"ดูนั่นสิ! เวรกรรมมีจริง! ตระกูลลี่เอาเปรียบชาวบ้าน รังแกคนยากคนจนมานาน วันนี้์คงหมดความอดทนกับพวกมันแล้ว!" หญิงแม่ค้าขายปลาะโบอกพลางใช้ผ้าปิดจมูกแน่น
ชายชราผู้หนึ่งหัวเราะร่าพร้อมเอามือตบเข่า "ใช่เลย! นายน้อยลี่ถังนั่นทำตัวเกเรไปทั่วเมือง ทำร้ายคนไม่เว้นวัน วันนี้คงไปเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้วถึงได้เจอดีเช่นนี้! เชื่อข้าเถอะ คนพวกนี้โกงกินมามาก ครั้งนี้แหละคือจุดจบของความชั่วร้ายทั้งปวงของพวกตระกูลลี่!"
"แต่เ้าดูนั่นสิ" หญิงสาวคนหนึ่งพูดด้วยความหวาดกลัว "นั่นมันกลิ่นของ 'คำสาป' ที่แม้แต่ปรมาจารย์ยังต้องถอยห่าง! ตระกูลลี่ของเ้าไปทำบาปอะไรไว้กันแน่? พวกผู้ฝึกตนพะเนจรที่ข้าเห็นเมื่อครู่ยังรีบเผ่นหนีกันจ้าละหวั่น บอกว่ากลัวกลิ่นและอาถรรพ์จะติดตามพวกเขาไปด้วย!"
บทสนทนาของชาวบ้านเต็มไปด้วยความสมน้ำหน้า หลายคนเดินมามุงดูใกล้ๆ อย่างไม่กลัวเกรงเหมือนที่เคยเป็ แต่ละคนต่างมีสีหน้าสะใจที่ได้เห็นผู้มีอำนาจในเมืองต้องตกต่ำลงในสภาพที่ดูไม่ได้
ในขณะเดียวกัน ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านชิงอวิ๋น เวลาล่วงเลยผ่านไปครบ 7 วันพอดี หลี่เฉินและอาฝูใช้เวลาตลอดสัปดาห์ไปกับการปรับหน้าดินและลงกล้าในนาข้าว การทำนาจริงๆ นั้นช่างหนักหนาสาหัส เหงื่อไคลไหลย้อยหลังจนแสบคัน ิัที่โดนแดดแผดเผาจนเกรียมดำ และความเมื่อยล้าที่สะสมจนแทบไม่อยากขยับตัว
"ท่านพี่... ข้าว่าเราพักกันก่อนเถอะขอรับ ผักบุ้งพวกนี้งอกงามเกินไปแล้ว ข้าว่ามันดูผิดปกติชอบกล" อาฝูพูดพลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ใบหน้า
หลี่เฉินหัวเราะร่า โดยไม่รู้เลยว่าที่ดินผืนนี้ได้รับอานิสงส์จากพลังความวิบัติที่เขาสั่งการผ่านตัวอักษร "อาฝู เ้าไม่ต้องคิดมาก! ขยันคือหนทางสู่ความร่ำรวย ถ้าเราขยันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ปีหน้าเราคงรวยจนไม่ต้องมองหน้าใครแล้ว! เ้าลองดูสิ... ข้าวพวกนี้ใบมันเป็ประกายเชียวล่ะ" เขาพึมพำอย่างมีความสุข แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจากการทำนา แต่เมื่อเทียบกับเหรียญทองที่เขาได้รับมา มันกลับเป็ความเหนื่อยที่คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าการเป็คุณชายในเมือง
ในยามบ่ายที่ลมพัดเย็นสบาย หลี่เฉินหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าออกมาเพื่อจะวางแผนการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป ทันใดนั้น ลมพัดกรรโชกวูบใหญ่พัดผ่านกระท่อมเข้ามา ทำให้หน้ากระดาษของสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะเปิดสะบัดไปมา ก่อนจะไปหยุดลงที่หน้ากลางเล่ม ที่นั่นมีชื่อของ **"ลี่ถัง"** และ **"ลี่ช่ง"** ปรากฏอยู่ชัดเจนตามปกติ หลี่เฉินขมวดคิ้ว
"สมุดนี่ทำไมลมพัดเปิดไปมาเองบ่อยจัง... แถมยังมาเปิดหน้านี้ตลอดเลย ข้าเขียนไว้นานแล้วนะเนี่ย น่ารำคาญจริงๆ" เขาบ่นพลางปิดสมุดด้วยความรำคาญ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าเพียงแค่ชื่อปรากฏอยู่หน้ากระดาษ ในเวลาที่พลังของสมุดทำงาน ความวิบัตินั้นก็ได้ส่งตรงไปถึงตัวผู้ที่มีชื่อเ่าั้แล้วอย่างสมบูรณ์
หลี่เฉินเดินกลับมาที่กระท่อมด้วยความขุ่นมัวจากเื่สมุด แต่พอเขาก้าวผ่านธรณีประตู ความรู้สึกนั้นก็หายไปเป็ปลิดทิ้ง สายตาของเขาเปลี่ยนเป็ประกายวาวโรจน์ราวกับเห็นสมบัติล้ำค่า เขารีบถลาไปที่ใต้เตียงไม้เก่าๆ แล้วลากหีบเหล็กใบเล็กๆ ออกมา ภายในนั้นคือเหรียญทอง 50 ตำลึงที่เขาได้มาจากเถ้าแก่เฉียน หลี่เฉินหยิบเหรียญทองขึ้นมาหนึ่งเหรียญ แล้วหยิบผ้าขี้ริ้วสะอาดๆ ออกมาเช็ดถูมันอย่างบรรจง
*ขัด... ขัด... ขัด...* เสียงผ้าถูไปกับผิวเหรียญดัง *เอี๊ยด... เอี๊ยด...* ตามจังหวะที่หลี่เฉินบรรจงขัดเงา เขาจ้องมองเหรียญทองนั้นด้วยสายตาหวานเชื่อม ราวกับกำลังมองดูใบหน้าของคนรัก "โอ้... เ้าช่างงดงามเหลือเกิน แสงทองของเ้าทำให้ข้าลืมความเหนื่อยล้าจากการทำนาไปได้หมดสิ้น" เขาพึมพำพลางจูบลงบนเหรียญทองเสียงดัง *จุ๊บ!* อาฝูที่เดินผ่านมาเห็นพี่ชายกำลังนั่งคุยกับเหรียญทองด้วยสายตาปลาบปลื้มก็ได้แต่ถอนหายใจยาว "ท่านพี่... ท่านขัดจนเหรียญมันจะบางลงไปกว่าเดิมแล้วนะขอรับ วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากขัดเหรียญ"
หลี่เฉินหันมาทำตาเขียวใส่ "เ้าไม่เข้าใจหรอกอาฝู! นี่ไม่ใช่แค่เงิน! แต่มันคือหยาดเหงื่อแรงงานของข้า! เงินที่ผ่านการขัดถูอย่างดี ย่อมมีพลังดึงดูดเงินก้อนใหม่ให้เข้ามาหาข้ามากขึ้น! เ้าคอยดูเถอะ อีกไม่นานข้าจะต้องมีเหรียญทองกองเท่าูเาจนข้าสามารถนอนแช่ในกองเงินได้เลย!"
เขาสั่งเรียงเหรียญทองทั้งหมดกลับเข้าหีบอย่างระมัดระวัง เขาใช้ผ้าห่อหุ้มเหรียญไว้อย่างดี ก่อนจะเอาไปซ่อนไว้ใต้หมอน "ถ้าใครคิดจะมาขโมยเงินของข้าล่ะก็... ข้าจะขัดตัวมันจนหนังถลอกให้ดู!" เขาประกาศกร้าวพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนทับหีบสมบัติด้วยท่าทางที่ดูยังไงก็เป็คนติดเงินงอมแงม
โดยที่หลี่เฉินยังคงเข้าใจอย่างสนิทใจว่าการที่ชื่อในสมุดปรากฏขึ้นมานั้นเป็เพียงความบังเอิญที่น่าหงุดหงิด โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าความมั่งคั่งของเขานั้นแลกมาด้วยความล่มสลายของตระกูลใหญ่ในเมืองจือจี้ไปเสียแล้ว!
การเดินทางของ 'เซียนกำมะลอ' ในฐานะผู้กำหนดโชคชะตาที่ไร้เดียงสาที่สุดในโลกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และไม่มีใครในแผ่นดินนี้ที่จะสามารถหยุดยั้งปากกาหมึกสีเืเล่มนี้ได้อีกต่อไป