ตัวละคร
นินทินาศ ผู้หญิงห้าวที่กำลังเรียนปีสาม คณะเกษตรศาสตร์ แม่แต่งงานใหม่ ทำให้เธอจะต้องย้ายตามแม่ไปอยู่กับครอบครัวของคู่อริ
อนัฆพัฒน์ เป็คู่อริของนินทินาศ อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน กำลังเรียนปีสี่ คณะธุรกิจบัณฑิต แต่ต้องอดทนอยู่ครอบครัวเดียวกันกับนินทินาศ และต้องยอมรับนินทินาศเป็น้องสาวต่างสายเื
ทรงชัย เป็เพื่อนั้แ่สมัยมัธยมของนินทินาศ กำลังเรียนปีสาม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็คนที่เข้าใจนินทินาศมากที่สุด เพราะประสบปัญหาแบบเดียวกันคือ พ่อของเขาแต่งงานกับแม่หม้ายลูกติด ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างสายเื ชื่อ ธิติกานต์
ธิติกานต์ เป็น้องสาวต่างสายเืของทรงชัย กำลังเรียนปีสอง คณะธุรกิจบัณฑิต เป็รุ่นน้องของอนัฆพัฒน์ ธิติกานต์กับอนัฆพัฒน์ชอบไปไหนมาไหนด้วยกันจนทุกคนเข้าใจว่าทั้งสองเป็แฟนกัน
หลีฝาน นักธุรกิจหนุ่ม เคยเป็มาเฟียมาก่อนทำให้ถูกคู่อริลอบฆ่า โชคดีที่นินทินาศ ช่วยชีวิตเขาไว้ ดังนั้น เขาจึงมอบสร้อยที่มีจี้รูปั เมื่อใดก็ตามที่นินทินาศนำมาคืนเขา เขาก็พร้อมที่จะช่วยเหลือนินทินาศทุกเื่ เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณที่เธอช่วยชีวิตเขาไว้
ตอนที่ 1
เนื่องจากพ่อของอนัฆพัฒน์และแม่ของนินทินาศแต่งงานกัน ทำให้เขาและเธอจำใจต้องอยู่ครอบครัวเดียวกันแม้ว่าทั้งสองจะไม่ถูกกันก็ตาม
ในวันนี้นินทินาศมีเรียนเลิกค่ำ เธอรีบขับรถกลับบ้านเพราะแม่ชอบบ่น แม่ไม่ชอบให้เธอกลับบ้านดึก แต่ในระหว่างทางเธอมองเห็นชายคนหนึ่งดูแปลกๆ เดินโซเซ พอขับเข้าไปใกล้ๆ เธอก็พบว่าผู้ชายคนนั้นถูกยิงที่ไหล่และกำลังจะล้มไปกองกับพื้น เธอจึงรีบจอดรถเพื่อไปดูอาการชายคนดังกล่าว
นินทินาศพยายามแตะชีพจรเมื่อพบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็พยายามเรียกเขา “คุณ คุณ คุณ เป็ยังไงบ้าง คุณ”
“ชะ ชะ ช่วยผมด้วย” ชายแปลกหน้าพูดด้วยเสียงอันแ่เบา
นินทินาศพยายามประคองเขาขึ้นรถ เพื่อพาเขาส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แม้เธอจะกลัวชายคนนี้เพราะลักษณะของเขาเหมือนมาเฟีย แต่ด้วยมนุษยธรรม เธอก็ต้องรีบช่วยชีวิตเขาให้เร็วที่สุด
เ้าหน้าที่โรงพยาบาลเห็นรถยนต์จอด พวกเขามองเห็นนินทินาศลงมาจากรถ แล้วเปิดประตูด้านหลัง พอเห็นเต็มตาว่ามีผู้ได้รับาเ็ เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเื พวกเขาก็รีบมาช่วยกับประคองชายที่ถูกยิงมานอนบนเตียงรถเข็น แล้วรีบส่งตัวไปที่ห้อง ICU เพราะชายคนนั้นเสียเืมากและหมดสติ
ก่อนกลับบ้าน เธอได้แจ้งกับทางโรงพยาบาลและให้ปากคำกับตำรวจแล้ว ซึ่งตำรวจคงต้องรอให้คนเจ็บฟื้นและมีอาการดีขึ้นก่อนถึงจะรู้ต้นสายปลายเหตุ อีกทั้งในตอนนี้คนเจ็บไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวเลย เลยกลายเป็ชายนิรนาม มีเพียงสร้อยที่มีจี้รูปัติดตัวเท่านั้น
นินทนาศขับรถกลับถึงบ้าน พอเห็นบ้านเงียบ เธอก็โล่งใจเพราะกลัวแม่บ่น เธอกำลังเปิดประตูรถ แต่ทว่า
“ทำไม กลับบ้านค่ำอย่างนี้” อนัฆพัฒน์ พี่ชายทำหน้าที่บ่นแทน
“โอ๊ย ใหมดเลย มันเื่ของฉัน” นินทินาศพูดเสียงห้วน เพราะเธอไม่เคยนับถือเขาเป็พี่เลย
“แล้วนั่นทำไมเสื้อผ้าเปื้อนเืไปหมดล่ะ ไปก่อเื่อะไรอีก” อนัฆพัฒน์สอบถามด้วยความเป็ห่วง
“ฉันไม่ใช่นายซักหน่อย ฉันไปช่วยคนาเ็มาต่างหาก” นินทินาศว่ากระทบ
“ต่อไป ต้องระวังตัวบ้างนะ ถึงมีวิชาป้องกันตัว แต่อย่าลืมว่าตัวเองเป็ผู้หญิง อย่าหาว่าไม่เตือนล่ะ” อนัฆพัฒน์เอือมกับน้องสาวต่างสายเื
“รู้แล้ว จะบ่นอีกนานมั้ย ตอนนี้ง่วงมากแล้ว เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็ตื่นกันหมดหรอก” นินทินาศรีบตัดบท
“ก็ไปสิ” อนัฆพัฒน์มองตามหลังน้องสาวที่ไม่เคยญาติดีด้วย
นินทินาศรู้ดีแก่ใจว่าอนัฆพัฒน์เป็ห่วงเธอในฐานะน้องสาว แต่เพราะเขากับเธอเป็คู่อริกันมาก่อน เธอจึงไม่ยอมรับความหวังดีและมีอคติกับเขาตลอดมา เธอจึงรีบเดินหนีเขาขึ้นไปบนบ้านเพื่อไปอาบน้ำนอน
อนัฆพัฒน์ทำได้แต่ส่ายหน้าให้กับน้องสาวต่างสายเื เขาคงทำได้เพียงเท่านี้
**************************************************
เช้าวันถัดมา นินทินาศรีบไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการของชายคนดังกล่าว
“คุณนั่นเอง คนไข้้าพบคุณค่ะ นับว่าเขาแข็งแรงมากเลยนะคะ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะฟื้นตัวเร็วขนาดนี้” พยาบาลทึ่ง
“ขอบคุณมากค่ะ คุณพยาบาล” นินทินาศรีบเดินเข้าไปในห้องพิเศษ เธอก็ใเพราะภายในห้องมีบอดี้การ์ดเต็มไปหมดเลย
“พวกนายออกไปก่อน ฉัน้าคุยกับเธอเป็การส่วนตัว” ชายถูกยิงออกคำสั่ง
“ครับนาย” บอดี้การ์ดรับคำพร้อมกัน
นินทินาศเห็นว่าวันนี้ชายคนนั้นดูน่าเกรงขามมาก เธอเลยเดินเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ไม่ต้องกลัวผมหรอกครับ ผมชื่อ หลีฝาน เคยเป็มาเฟียมาก่อน แต่ตอนนี้ผมเป็เพียงนักธุรกิจเท่านั้น แล้วคุณคือ?” หลีฝานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เอ่อ ฉันชื่อ นินทินาศค่ะ เรียกนาศ เฉยๆก็ได้ แล้วทำไมคุณถึงถูกยิงล่ะคะ” นินทินาศอยากรู้ต้นสายปลายเหตุ
“ฝีมือคู่อริผมครับ แต่ผมยังไม่มีหลักฐาน” หลีฝานคาดการณ์
“แล้ว เอ่อ ญาติๆของคุณล่ะคะ ทำไมถึงเห็นแต่บอดี้การ์ดเท่านั้น” นินทินาศแปลกใจ
“ผมเป็เด็กกำพร้า ไม่มีญาติและยังไม่มีครอบครัวครับ” หลีฝานมีสีหน้าเศร้าหมอง เพราะในใจลึกๆ เขาก็แอบรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว
“ไม่น่าเชื่อว่าคนหน้าตาดีอย่างคุณจะยังไม่มีภรรยานะคะ” นินทินาศทำสีหน้าแปลกใจ
“ผมยังไม่อยากให้เธอคนนั้นมาเสี่ยงชีวิตกับผมด้วยครับ” หลีฝานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันเข้าใจค่ะ” นินทินาศกล่าว
“เพื่อเป็การตอบแทน ผมจะมอบสร้อยจี้รูปันี้ให้คุณครับ” หลีฝานถอดสร้อยเพื่อเตรียมส่งมอบ
“มันน่าจะสำคัญมาก คุณจะมอบให้ฉันทำไมคะ” นินทินาศไม่้าสิ่งตอบแทน
“มันไม่มีค่าหรอกครับ แต่ถ้าวันใดคุณ้าให้ผมช่วยเหลือ คุณแค่นำสร้อยเส้นนี้มาคืนผม ผมจะช่วยเหลือคุณทุกเื่โดยไม่มีข้อแม้ใดๆครับ” หลีฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุณยอมช่วยทุกเื่จริงๆหรอคะ” นินทินาศไม่เคยคิดว่าจะมีคนแบบนี้ด้วย
“ครับ ผมเป็มาเฟียมาก่อน ผมรักษาคำพูดเสมอ” หลีฝานยื่นสร้อยพร้อมกับนามบัตรของเขาที่ได้จากลูกน้องให้กับเธอทันที
“เพื่อไม่ให้คุณรู้สึกติดค้าง ฉันจะรับมันไว้ค่ะ” นินทินาศเลยรับมา เพราะคิดว่าคงไม่ได้เจอเขาอีก เธอจึงนำสร้อยเส้นนี้เก็บไว้ในกระเป๋าถือ
“เอ่อ ฉันมีเรียนค่ะ ฉันคงต้องรีบไปมหา’ลัยแล้ว” นินทินาศเห็นเขาแข็งแรงดีก็หมดห่วง เลยจะรีบลากลับ
“เชิญครับ ขอบคุณมากจริงๆที่ยอมช่วยชีวิตผมครับ” หลีฝานซึ้งใจ
“ฉันเห็นคุณเป็เพื่อนมนุษย์คนนึงค่ะ งั้นขอตัวนะคะ สักวันพวกเราคงได้เจอกันอีก” นินทินาศพูดไปอย่างนั้นเอง
“โชคดีครับคุณนาศ” หลีฝานกล่าวแล้วเขาก็ล้มตัวนอนพักผ่อน
พอนินทินาศเดินออกไป ก็เห็นลูกน้องของหลีฝานยืนมองเธอเป็ทิวแถว แล้วพากันเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย
นินทินาศมีนัดกินข้าวเที่ยงกับเพื่อนรักของเธอซึ่งเขาก็คือทรงชัย ก่อนที่เธอจะได้ไปเรียนที่คณะ่บ่าย
**************************************************
ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ
“ไม่น่าเชื่อว่าระดับไฮโซอย่างนายจะนัดฉันมากินก๋วยเตี๋ยวที่นี่ได้” นินทินาศกล่าวอย่างแปลกใจ
“เปลี่ยนบรรยากาศบ้างไง” ทรงชัยรู้สึกเบื่อ
“นั่นน้องสาวนายไม่ใช่หรอ ทำไมไม่ชวนมาทานโต๊ะเดียวกันล่ะ” นินทินาศเหลือบไปเห็นธิติกานต์พอดี
“นั่นไง น้องฉันมีนัดกับแฟนน่ะ” ทรงชัยมองเห็นอนัฆพัฒน์เดินเข้ามาในร้าน
นินทินาศหันไปก็เห็นพี่ชายต่างสายเืของเธอเอง เธอเลยกระซิบถามเพื่อนทันที “พวกเขาเป็แฟนกันนานแล้วหรอ”
“สักพักได้แล้วมั้ง นี่เธอไม่รู้ข่าวบ้างเลยหรอ” ทรงชัยทำสีหน้าแปลกใจ
“ฉันกับนายพัฒน์นั่น คุยกันได้ไม่กี่ประโยคหรอก นายเองก็รู้ดีนี่” นินทินาศพูดถึงคู่อริ
“เออใช่ ฉันลืมน่ะ” ทรงชัยเพิ่งนึกได้
“รีบกินเถอะ ฉันมีเรียน จะได้รีบไปด้วย” นินทินาศรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องทานข้าวร้านเดียวกันกับคู่อริ
“เคี้ยวบ้างนะเพื่อน” ทรงชัยเห็นเพื่อนรีบทาน
นินทินาศได้แต่แอบลอบมองดูพี่ชายต่างสายเืทานก๋วยเตี๋ยวและพูดคุยกับธิติกานต์อย่างถูกคอ บางครั้งก็เห็นทั้งคู่หัวเราะอย่างสนุกสนาน ซึ่งเธอไม่เคยเห็นพี่ชายในมุมนี้เลย พอเธอทานเสร็จก็รีบแยกย้ายกันไปเรียนทันที
**************************************************
เมื่อนินทินาศกลับมาถึงบ้าน เธอก็รีบอาบน้ำแล้วลงมาคุยกับพ่อแม่บ้าง แล้วรีบขึ้นไปนอนเพราะกลัวเห็นหน้าพี่ชาย โชคดีที่วันนี้พี่ชายเธอกลับดึก แต่แล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
นินทินาศงัวเงียตื่นขึ้นมาเปิดประตู ก็ต้องใที่เห็นพี่ชายตัวเอง “มีอะไรอีกล่ะ”
“รถฉันเสียน่ะ พรุ่งนี้หกโมงเช้าขับไปส่งมหา’ลัยหน่อยสิ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ไม่มีคนอื่นว่างหรอ” นินทินาศพยายามเลี่ยง
“พ่อกับแม่ต้องไปทำงานที่บริษัทแต่เช้า ไม่มีใครว่างหรอก” อนัฆพัฒน์ไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่
“ได้ๆ ถ้าฉันไม่ตื่นก็รีบมาปลุกก็แล้วกัน ไปนอนก่อนนะ ฉันง่วงมากเลย” นินทินาศจำใจต้องรับปาก
“ขอบใจก็แล้วกัน” อนัฆพัฒน์เห็นน้องต่างสายเืรีบปิดประตูห้องนอน เพราะเธอไม่อยากคุยต่อ
**************************************************
เช้าวันรุ่งขึ้น นินทินาศอยากแกล้งพี่ชาย เธอก็เลยแกล้งอาบน้ำช้ามาก จนมันสายมากแล้ว เธอเดินลงมาทำหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“นี่เธอ้าแกล้งพี่งั้นหรอ” อนัฆพัฒน์โมโห
“เปล่าซักหน่อย ไปกันเถอะ มัวแต่ทะเลาะ จะยิ่งสายไปมากกว่านี้นะ” นินทินาศทำหน้าทะเล้น
นินทินาศเลยขับรถอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งพี่ชายตัวเอง ในขณะที่อนัฆพัฒน์ทำได้แต่นั่งหน้าบูดด้วยอารมณ์โมโห
นินทินาศเลยแกล้งชวนคุย “ได้ข่าวว่านายมีแฟนแล้ว ธิติกานต์ก็น่ารักดีนะ เหมาะกับนายดี”
“ทรงชัยเป็คนบอกเธอล่ะสิ ยังไงก็อย่าเชื่อมันให้มากนักล่ะ และเธอควรระวังนายนั่นให้ดีด้วย” อนัฆพัฒน์เตือน
“เขาเป็เพื่อนรักฉัน ทำไมจะเชื่อเขาไม่ได้ นายต่างหากที่ฉันต้องระวัง” นินทินาศกล่าวเสียงแข็ง
“ตามใจก็แล้วกัน ฉันเตือนเธอแล้วนะ” อนัฆพัฒน์ไม่อยากพูดต่อ
“เลิกพูดเถอะ ให้จอดตรงไหนน่ะ ไม่เห็นมีคนเลย” นินทินาศกล่าว
“งั้นจอดตรงหลังคณะก่อนก็แล้วกัน ขอฉันโทรหาเพื่อนก่อน” อนัฆพัฒน์คาดว่าจะไม่ทันรถค่ายอาสา
อนัฆพัฒน์สอบถามเพื่อนได้ความว่า รถตู้ค่ายอาสาที่จะไปมหาสารคามออกเดินทางไปแล้ว เขาได้ตกรถเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“เพราะเธอคนเดียว ที่ทำให้พี่ตกรถ” อนัฆพัฒน์กล่าวโทษ
“อ้าว ก็ฉันไม่รู้นี่ว่านายจะไปค่ายอาสาน่ะ ถ้านายบอกฉันเมื่อคืน ฉันคงไม่แกล้…” นินทินาศหลุดปาก
“นั่นไง เธอจงใจแกล้งพี่จริงด้วย งั้นเธอต้องรับผิดชอบไปส่งพี่ที่มหาสารคามด้วย” อนัฆพัฒน์บังคับ
“เื่อะไรล่ะ” นินทินาศไม่ยอม
“งั้นพี่จะฟ้องแม่ว่าเธอแกล้งพี่จนพี่ตกรถ” อนัฆพัฒน์ขู่
“อะ อะ ก็ได้ เดี๋ยวขับไปส่งก็ได้ พอใจรึยังล่ะ” นินทินาศกลัวแม่ตัวเอง เธอไม่ชอบฟังแม่บ่น
นินทินาศจำใจต้องขับรถไปส่งพี่ชาย แต่ทว่าขับไปสักพักเธอก็หลงทาง
“นี่เธอยังจะแกล้งพี่ไม่เลิกอีก แล้วเมื่อไหร่จะขับไปถึงล่ะเนี่ย” อนัฆพัฒน์บ่น
“ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” นินทินาศกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“งั้นจอดเดี๋ยวนี้ ขับรถเปลืองน้ำมันเปล่าๆ” อนัฆพัฒน์บ่น
นินทินาศเลยต้องจอดรถเพื่อเปลี่ยนให้อนัฆพัฒน์มาขับแทน
“จริงๆนายยืมรถฉันแล้วขับไปมหาสารคามเองก็ได้นะ ไปส่งฉันที่บขส.ก่อนก็ได้” นินทินาศไม่อยากไปด้วย
“จะถึงอยู่แล้ว และพี่ไปค่ายไม่จำเป็ต้องใช้รถ ทนอีกหน่อยก็แล้วกัน” อนัฆพัฒน์กล่าวตามตรง
ตอนนี้กลายเป็ว่านินทินาศต้องมานั่งหน้ามุ่ยจากการกระทำของตัวเอง ทำให้เธอต้องไปค่ายอาสากับเขาด้วย
เนื่องจากอนัฆพัฒน์ขับรถเร็ว ทำให้เขาขับไปถึงค่ายด้วยเวลาไล่เลี่ยกับรถตู้พอดี
นินทินาศลงจากรถเพื่อจะเดินไปขับรถกลับกรุงเทพฯ แต่ทว่า
“อ้าว พี่นาศก็มาด้วยหรอคะ” รุ่นน้องกล่าวทัก
“อ๋อ พี่แค่...” นินทินาศพูดไม่จบ อาจารย์ก็ทักเธอ
“อ้าวดีเลย มาพัฒนาชุมชนด้วยกัน เป็นักกีฬาเทควันโดชื่อดังและยังมีน้ำใจช่วยส่วนรวมอีก” อาจารย์กล่าวชม
“สวัสดีค่ะอาจารย์ คือว่าหนู…” นินทินาศพูดไม่จบ รุ่นน้องก็มาดึงแขนเธอ
“ไปค่ะพี่ พี่พักกับน้องนะคะ คืนนี้น้องมีเพื่อนคุยแล้ว” รุ่นน้องรู้สึกดีใจที่มีเพื่อน
นาศจำใจต้องเดินตามแรงจูงของน้องในคณะที่สนิทกัน กลายเป็ว่านินทินาศต้องอยู่ค่ายอาสาและช่วยพัฒนาชุมชนด้วย
วันนี้ค่ายอาสาจะไปพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษา ผู้ชายพากันไปทาสีโรงเรียนและซ่อมแซมห้องน้ำ ในขณะที่ผู้หญิงช่วยกันขนหนังสือบริจาคและอุปกรณ์กีฬาเพื่อส่งมอบให้กับครูใหญ่ของโรงเรียน
หลังจากนั้นนินทินาศต้องช่วยอาจารย์จัดหนังสือในห้องสมุด กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยง เธอนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเลย เธอก็เลยบอกอาจารย์ว่าเธอจะขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้ ดังนั้นอาจารย์จึงสอบถามคนอื่นว่ามีใคร้าอะไรเพิ่มเติมก็ให้ฝากนินทินาศซื้อ
“นั่นไงพวกผู้ชายทำงานเสร็จพอดี นายอนัฆพัฒน์ไปเป็เพื่อนน้องสาวสิ ผู้หญิงไปคนเดียวมันอันตราย” อาจารย์เป็ห่วงนินทินาศ
“ไม่เป็ไรค่ะ อาจารย์” นินทินาศไม่อยากไปกับคู่อริ
“ไปกันเถอะ เธอยิ่งขับรถหลงทาง เดี๋ยวขับไป รถไปโผล่ชายแดนกันพอดี” อนัฆพัฒน์กล่าว
“บ้าสิ” นินทินาศโพล่งขึ้นมา
“นั่นสิ ให้พี่ชายเธอขับรถให้เถอะ จะได้ช่วยขนของด้วย เห็นว่าพวกผู้หญิงจะเข้าครัวด้วย ต้องไปจ่ายตลาดเพิ่มด้วยนี่” อาจารย์กล่าว
“ครับอาจารย์” อนัฆพัฒน์เลยรีบลากแขนน้องสาวไปที่รถ
“ปล่อย ฉันเดินเองได้” นินทินาศพยายามสลัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุม แต่พี่ชายเธอจับแน่นมาก จนกระทั่ง…
**********************************************************************************************************************
ตอนที่ 2
เสียงมือถือดัง ทำให้อนัฆพัฒน์ยอมปล่อยมือ นินทินาศจึงรีบรับโทรศัพท์ทันที
“ว่าไงทรงชัย” นินทินาศทักเมื่อเห็นเป็เบอร์เพื่อน
“นี่เธอลืมนัดแล้วเหรอ ไหนเธอสัญญาว่าจะพาฉันไปอยุธยาไง” ทรงชัยทวงนัด
“เอ่อ ฉันขอโทษ ฉันมีธุระกะทันหันน่ะ ไว้วันหลังค่อยไปด้วยกันนะ” นินทินาศรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไร ฉันไปกับเพื่อนแล้ว ว่าแต่ตอนนี้เธออยู่ไหนน่ะ” ทรงชัยถาม
“ฉันมาค่ายอาสา ที่มหาสารคาม” นินทินาศกล่าวตามจริง
“อื้อ ไปทำงานเพื่อสังคมก็ดีแล้ว งั้น Bye นะเพื่อน” ทรงชัยวางสายทันทีเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง
ระหว่างที่นินทินาศคุยโทรศัพท์ เธอก็เดินตามพี่ชายไปขึ้นรถอัตโนมัติ และเธอก็ยอมขึ้นรถแต่โดยดี
พอวางสายได้ไม่นาน มือถือก็ดังอีกครั้ง
“ฮัลโหล แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ” นินทินาศเห็นเป็เบอร์แม่
“ไปค่ายอาสาอย่าก่อเื่นะลูก และต้องระวังตัวด้วย อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวมันอันตราย หรือบอกพี่เขาให้พาไปก็ได้นะลูก” แม่โทรมาด้วยความเป็ห่วง
“แม่รู้ได้ยังไงคะว่าหนูอยู่ค่ายอาสา” นินทินาศแปลกใจ เธอคิดว่าน่าจะมีแค่พี่และเธอเท่านั้นที่รู้
“ก็พี่เขามาขออนุญาตแม่แล้ว เขาบอกว่าจะพาหนูไปค่ายอาสาด้วยกัน” แม่กล่าว
“เื่นี้หนูไม่เห็นรู้เื่เลย พี่เขาบอกว่ารถเสียเลยให้หนูมาส่งที่ค่ายอาสาเฉยๆนี่คะ” นินทินาศเริ่มฉุนเฉียวเหมือนเธอถูกหลอก
“รถพี่เขาก็ใช้ได้นี่ลูก สงสัยคงสื่อสารกันผิดมั้ง ว่าแต่ตอนนี้หนูทำอะไรอยู่ล่ะ” แม่กล่าวอีกครั้ง
“ไปซื้อเสื้อผ้าค่ะ หนูมาค่ายแต่ไม่ได้จัดเตรียมกระเป๋าเลยค่ะแม่” นินทินาศกล่าว
“อ้าว ก็พี่เขามาขอให้แม่จัดเตรียมกระเป๋าให้หนูแล้วไง แม่ก็เห็นพี่เขาเอาไปด้วยนี่ลูก” แม่กล่าว
“นี่มันอะไรกันคะ” นินทินาศโมโหเป็ทวีคูณ
“งั้นลูกก็ถามพี่เขาเองก็แล้วกัน แม่ต้องไปประชุมต่อแล้ว ว่างๆก็โทรมาหาแม่บ้างนะลูก แม่จะได้ไม่ต้องห่วง” แม่รู้ถึงอารมณ์ลูกสาวเลยรีบตัดบททันที
“ค่ะแม่” นินทินาศวางสายทันที
หลังจากนินทินาศวางสาย เธอก็รีบถามพี่ชายด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวทันที “นี่เป็แผนการของนายนี่ ทำไมนายต้องหลอกฉันมาค่ายอาสาด้วย”
“ก็ถ้าพี่ชวนเธอดีๆ เธอก็คงปฏิเสธพี่อยู่แล้วนี่” อนัฆพัฒน์กล่าวโดยที่ไม่หันมามองหน้าเธอ
“ก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว ฉันมีนัดแล้วด้วย ทีหลังฉันจะไม่มีวันยอมช่วยนายอีกเลยคอยดู” นินทินาศกล่าวด้วยอารมณ์โกรธ
“พี่ขอโทษก็แล้วกัน ไหนๆเธอก็มาแล้ว ก็ถือซะว่ามาเที่ยวและมาบำเพ็ญประโยชน์ก็แล้วกันนะ” อนัฆพัฒน์กล่าวด้วยน้ำเสียงปกติไม่ได้รู้สึกผิดสักนิด
“คิดว่าพูดแค่นี้จะจบหรอ…” นินทินาศไม่ทันพูดต่อ มือถือของเธอก็ดังอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะอาจารย์ มีอะไรหรือเปล่าคะ” นินทินาศรีบปรับเสียงให้อ่อนลง
“อาจารย์ว่าจะทำอาหารเลี้ยงชาวบ้านด้วย ดังนั้นอาจารย์ฝากซื้อของสดของแห้งเพิ่มเป็สองเท่าก็แล้วกัน เธอออกเงินไปก่อนนะ แล้วค่อยมาเก็บเงินกับอาจารย์เพิ่ม” อาจารย์สั่ง
“รับทราบค่ะ” นินทินาศรับคำ
นินทินาศระลึกได้ว่าเธอจะต้องไปจ่ายตลาดอีก เลยเลิกทะเลาะกับพี่ชาย เธอคิดในใจว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ ครั้งหน้า ฉันเอาคืนนายแน่”
ทั้งสองเลยต้องสงบศึกกันชั่วคราว เพราะต้องช่วยกันซื้อของสดของแห้งตามรายการที่อาจารย์เขียนไว้ กว่าจะครบทุกรายการ เล่นเอาทั้งสองเดินไปทั่วตลาด ทั้งคู่ช่วยกันถือข้าวของพะรุงพะรัง แล้วนำมาเก็บไว้ที่หลังรถ
“รีบกลับกันเถอะ ไม่งั้นอาจารย์ต้องโทรมาเร่งอีกแน่” นินทินาศกล่าว
“อื้อ แล้วเธอจะสำรวจของในกระเป๋าก่อนมั้ย เผื่อขาดเหลืออะไร จะได้รีบซื้อ” อนัฆพัฒน์เตือนน้องสาว
นินทินาศพยักหน้าแล้วรีบไปสำรวจกระเป๋าที่แม่จัดไว้ให้กับเธอ ซึ่งแม่ของเธอเป็คนละเอียดอ่อนมาก ข้าวของเครื่องใช้ยิ่งกว่าครบเสียอีก เพราะมีแทบจะทุกอย่าง เลยเดินไปบอกพี่ชาย
“ครบแล้วล่ะ ไปกันเถอะ” นินทินาศกล่าว
ทั้งคู่ขึ้นรถโดยมีอนัฆพัฒน์เป็คนขับ เขาขับอย่างเงียบๆ เพราะไม่อยากชวนน้องสาวทะเลาะ เพราะเขายอมรับว่าตั้งใจหลอกน้องสาวมาที่ค่ายอาสาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง
ทีมอาสาฝ่ายชายพากันมาช่วยขนของไปที่ครัว โดยฝ่ายหญิงพากันเตรียมทำอาหารเข้าครัวร่วมกับแม่ครัวประจำหมู่บ้าน ต่างคนต่างทำอาหารโดยไม่มีใครปริปากบ่นสักคำ เพราะต่างคนตั้งใจจะทำอาหารเลี้ยงชาวบ้านด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว
ตกเ็าวบ้านทยอยมาที่โรงเรียนตามที่ผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศไว้ว่าจะมีการเลี้ยงอาหารเย็น พร้อมกับมีการแสดงของนักเรียนและนักศึกษาทีมอาสา มีทั้งแสดงละครร้องรำทำเพลง ทำให้ผู้ที่มาชมสนุกสนานเพลิดเพลิน ประกอบกับพากันอิ่มหนำด้วยอาหารรสเลิศที่เหล่านักศึกษาและแม่ครัวร่วมมือกันทำ
ถึงแม้ว่านินทินาศจะโกรธพี่ชาย แต่เธอก็แอบรู้สึกขอบคุณเขา เพราะเขาทำให้เธอได้มาร่วมกิจกรรมต่างๆและทำอะไรเพื่อส่วนรวมบ้างแบบที่เธอไม่เคยทำมาก่อน
**************************************************
เช้าวันถัดมา อาจารย์พานักศึกษาไปทำบุญเลี้ยงพระตอนเช้า และพาไปเที่ยวชมอุทยานและไปพิพิธภัณฑ์ก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ นักศึกษาพากันซื้อของฝากและขึ้นรถเตรียมกลับ
นินทินาศอยากขับรถกลับคนเดียว เพราะเธอยังโกรธพี่ชายอยู่ แต่อาจารย์ก็พูดแกมบังคับให้อนัฆพัฒน์มาขับรถกลับให้ เพราะห่วงลูกศิษย์ เธอเลยจำใจนั่งรถไปกับเขา
“ทำไมนายต้องหลอกฉันมาค่ายด้วยล่ะ” นินทินาศยังคงถามย้ำ
“ไหนๆเธอก็โกรธพี่อยู่แล้ว งั้นพี่ไม่บอกเหตุผลก็แล้วกัน” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ช่างเถอะ งั้นนายขับไปส่งฉันที่บ้านทรงชัยหน่อยสิ แล้วนายก็กลับบ้านไปก่อนได้เลย เดี๋ยวฉันให้เพื่อนไปส่ง” นินทินาศกล่าว
“ไม่! พี่รับปากแม่แล้วว่าจะพาเธอกลับบ้านด้วยกัน ถ้าเธอมีธุระอะไรกับนายนั่นก็ทำไป พี่จะรอก็แล้วกัน” อนัฆพัฒน์ปฏิเสธทันควัน
“นายไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ ฉันดูแลตัวเองได้ อีกอย่างฉันอยู่บ้านเพื่อนหรือบ้านแฟนนาย ไม่เห็นจะน่าห่วงตรงไหน” นินทินาศกล่าว
“พี่จะไม่ยอมเสียคำพูดกับแม่” อนัฆพัฒน์ยกแม่มาอ้าง
“อะ ก็ได้ รอได้ก็รอไป แล้วอย่ามาว่าทีหลังก็แล้วกัน” นินทินาศยอมใจ
**************************************************
อนัฆพัฒน์ขับไปจอดที่หน้าบ้านของทรงชัย รู้สึกว่าบ้านดูเงียบๆ
“นายจะลงมาทำไมน่ะ” นินทินาศแปลกใจพี่ชาย
“ฉันก็อยากมาเยี่ยมแฟนฉันบ้างสิ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ยอมรับแล้วสินะ งั้นก็ไปสิ” นินทินาศกล่าว
นินทินาศกดอ็อดเรียก แต่แล้วทั้งคู่ก็พากันใ เพราะคนที่ออกมาคือทรงชัย แต่เขามีสภาพฟกช้ำดำเขียวทั้งใบหน้าและตามตัว
“มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ ทำไมนายมีสภาพแบบนี้” นินทินาศเป็ห่วงเพื่อน
“ฉันถูกเพื่อนของธิติกานต์รุมซ้อมน่ะ” ทรงชัยกล่าว
“ทำไมพวกเขาต้องทำรุนแรงแบบนี้ด้วย แล้วนายแจ้งตำรวจแล้วหรือยัง” นินทินาศโกรธแทนเพื่อน
“ไม่หรอก ยังไงพวกเขาก็เป็เพื่อนน้องสาว” ทรงชัยยอมความ
“แล้วน้องนายไปไหนแล้วล่ะ เธอมาดูแลนายมั้ย” นินทินาศกล่าว
“ตัวธิติกานต์นั่นแหละที่บอกเพื่อนให้มารุมซ้อมฉันน่ะ” ทรงชัยฟ้อง
“ไม่ใช่นายไปทำอะไรเธองั้นหรอ” อนัฆพัฒน์พูดแทรก
“ฉันจะไปทำอะไรน้องสาวได้ล่ะ อย่าคิดว่าฉันจะมีความคิดแบบนายสิ” ทรงชัยว่ากระทบ
“ช่างเถอะ แสดงว่าน้องนายไม่อยู่บ้านล่ะสิ ให้ฉันทายาให้มั้ย” นินทินาศกล่าว
“แม่ส่งข้อความให้รีบกลับบ้าน เห็นว่ามีธุระสำคัญ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ เธอค่อยมาเยี่ยมเพื่อนวันหลังก็แล้วกัน” อนัฆพัฒน์ทำท่าดูมือถือ
“แต่ว่า…” นินทินาศสงสารเพื่อน
“เธอกลับไปเถอะ ขอบใจมากที่มาเยี่ยม” ทรงชัยเกรงใจ
อนัฆพัฒน์พาน้องสาวกลับไปขึ้นรถ ทั้งๆที่รู้ว่าเธอเป็ห่วงเพื่อนมาก
“ทำไมแฟนนายต้องทำอะไรรุนแรงขนาดนี้ด้วย” นินทินาศโกรธแทนเพื่อน
“มันคงมีต้นสายปลายเหตุมากกว่าที่คิด ธิติกานต์ไม่ใช่คนทำอะไรไม่มีเหตุผลหรอก” อนัฆพัฒน์รู้จักธิติกานต์ดี
“เข้าข้างกันดีจริงๆ สมกับที่เป็แฟนกัน” นินทินาศกล่าว
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เงียบใส่กัน ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก เพราะพูดไปก็ชวนทะเลาะเสียเปล่าๆ
เมื่อรถจอด แล้วแม่ออกมาต้อนรับลูกๆ
นินทินาศเข้าไปกอดแม่ แล้วรีบถามทันที “แม่ส่งข้อความหาพี่ มีธุระอะไรสำคัญหรอคะ”
“เปล่านี่ลูก แม่ก็เพิ่งกลับบ้านเหมือนกัน” แม่แปลกใจ
นินทินาศหันกลับไปมองพี่ชายด้วยอารมณ์โกรธเป็ทวีคูณ ในใจคิดที่ว่า “นี่ฉันโดนเขาหลอกอีกแล้วหรือนี่”
ทั้งคู่พากันเก็บข้าวของ ไปอาบน้ำแล้วลงไปทานข้าวเย็น
คู่อริทั้งสองยังคงไม่พูดคุยกัน แต่พากันคุยกับพ่อและแม่ เล่าเื่ราวที่ค่ายอาสาอย่างสนุกสนาน
ครอบครัวนี้แปลกมาก อนัฆพัฒน์และนินทินาศให้ความเคารพและนับถือพ่อกับแม่เสมอ ทำให้ครอบครัวดูอบอุ่นไม่แพ้ครอบครัวอื่น เสียอยู่อย่างเดียวคือพี่น้องไม่ถูกกัน คอยแต่ทะเลาะกันตลอด แต่ทั้งคู่จะพยายามไม่ทะเลาะกันต่อหน้าพ่อกับแม่ เพราะไม่อยากให้ผู้ใหญ่รู้สึกไม่สบายใจ
หลังจากทานข้าวเสร็จ นินทินาศเดินไปที่สวนหลังบ้านแล้วรีบโทรหาเพื่อนทันที
“สรุปทำไมนายถึงโดนซ้อมงั้นหรอ” นินทินาศรู้สึกสงสัย
“น้องสาวฉันหนีออกจากบ้าน ฉันก็แค่จะไปตามน้องกลับบ้านเท่านั้นเอง แต่เธอติดเพื่อนไม่ยอมกลับแถมยังพาเพื่อนมารุมซ้อมฉันอีก ยังดีที่มีคนเห็นเสียก่อน พวกนั้นเลยพากันหนี ฉันเลยรอดมาได้” ทรงชัยเล่า
“ไม่น่าเชื่อว่านายกับน้องสาวจะมีปัญหากัน เห็นแต่ก่อนนายก้บธิติกานต์ดูสนิทกันมากเลยนะ” นินทินาศกล่าว
“เพราะเธอคบเพื่อนไม่ดี ฉันพยายามห้าม เลยกลายเป็เกลียดฉันซะงั้น” ทรงชัยกล่าว
“แล้วแม่เลี้ยงนายว่ายังไงล่ะ เธอยอมปล่อยลูกสาวไปได้ยังไง” นินทินาศสงสัย
“ฉันก็ไม่คิดว่าธิติกานต์จะเกเรถึงขั้นไม่เชื่อฟังแม่ด้วยนี่สิ” ทรงชัยกล่าว
“นายรักษาตัวด้วยก็แล้วกัน มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” นินทินาศกล่าว
“ขอบใจมากเพื่อน” ทรงชัยกล่าวอย่างซึ้งใจ
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ แม่ฉันไม่ชอบให้ฉันนอนดึก” นินทินาศกลัวแม่บ่น
นินทินาศแหงนมองดูดาวและนึกเปรียบเทียบครอบครัวของเธอและของเพื่อนตัวเอง แม้ทั้งสองครอบครัวจะตกชะตาเดียวกัน แต่ชีวิตครอบครัวช่างต่างกันมาก เพราะถึงยังไงครอบครัวของเธอก็ยังมีความปรองดองมากกว่าครอบครัวของทรงชัยเสียอีก
**************************************************
หลังจากนั้นนินทินาศก็ไปเยี่ยมเพื่อนทุกวันก่อนไปเรียน จนกระทั่งเพื่อนมีอาการดีขึ้น แต่ที่เธอแปลกใจก็คือ ทั้งๆที่พี่ชายเธอก็ไม่ได้เป็ห่วงเป็ใยทรงชัยอะไรมากมาย แต่เขาก็ตามเธอไปเยี่ยมด้วยเสมอ เธอพยายามห้ามปรามหรือแอบหนีออกมาคนเดียวก็ไม่สำเร็จ เธอเองก็แปลกใจว่าทั้งๆที่เธอกับเขาเป็คู่อริกัน แต่เขากลับรู้ทันความคิดเธอตลอด
สามวันต่อมา นินทินาศมีเรียนเลิกค่ำ เธอขับรถแวะร้านสะดวกซื้อ เพราะอยากซื้อขนมขบเคี้ยวและนมเปรี้ยว พอเธอเดินออกมาจากร้าน เธอก็เริ่มสังเกตเห็นธิติกานต์
นินทินาศอยากถามให้รู้เื่ว่าทำไมถึงต้องทำร้ายทรงชัยถึงขนาดนั้นด้วย เธอเลยวิ่งไปหาธิติกานต์ แต่ทว่าเธอเริ่มสังเกตเห็นว่าธิติกานต์กำลังจะวิ่งตัดหน้ารถเพื่อฆ่าตัวตาย ด้วยความที่นินทินาศมีนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่น ทำให้เธอรีบวิ่งไปผลักธิติกานต์หลบรถกระบะ แต่ทว่านินทินาศกลับ…
*********************************************************************************************************************
ตอนที่ 3
ธิติกานต์เซไปตามแรงผลักแล้วล้มไปอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน ในขณะที่นินทินาศถูกรถกระบะชนเข้าอย่างจัง ธิติกานต์ใสุดขีดที่พบว่านินทินาศช่วยชีวิตเธอไว้แต่กลับถูกชนเสียเอง
“ฮือ ฮือ ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลให้ที” ธิติกานต์กล่าวด้วยความใ
พลเมืองดีเลยรีบแจ้งรถพยาบาลให้มารับคนเจ็บ พร้อมกับแจ้งตำรวจเพื่อให้คนขับรถกระบะรับผิดชอบ แต่ชายคนนั้นชี้หน้าด่าธิติกานต์ทันที
“ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย แต่คนเจ็บมาช่วยเธอไว้ต่างหาก หากจะโทษต้องโทษผู้หญิงคนนี้ ผมไม่ผิดครับ” คนขับรถกระบะกล่าวโทษ
“งั้นให้เ้าหน้าที่ตำรวจเป็ผู้ตัดสินก็แล้วกัน” พลเมืองดีคนหนึ่งกล่าว
ธิติกานต์ไม่สนอะไรทั้งสิ้น เธอเป็ห่วงนินทินาศอย่างมาก เลยรีบขึ้นรถพยาบาลและจับมือนินทินาศไว้ “ทำใจดีๆไว้นะนาศ อย่าเป็อะไรไปนะ ฉันขอโทษ ฮือ ฮือ”
เมื่อธิติกานต์ถึงโรงพยาบาล เธอรีบโทรไปบอกอนัฆพัฒน์ทันที
ธิติกานต์อยู่หน้าห้อง ICU เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ครอบครัวของนินทินาศก็มากันครบทุกคน
“นาศเป็ยังไงบ้างลูก” แม่ของนินทินาศสอบถาม
“คุณหมอกำลังรักษาอยู่ค่ะ ยังไม่ออกมาเลย” ธิติกานต์รู้สึกผิดอย่างมาก เธอเลยคุกเข่า แล้วกล่าวว่า “หนูขอโทษนะคะคุณป้า เพราะหนู นาศถึงประสบอุบัติเหตุแบบนี้ค่ะ”
“ทำไมถึงว่าเป็เพราะหนูล่ะลูก” แม่ของนินทินาศสงสัย
“คือ หนูตั้งใจจะวิ่งตัดหน้ารถ เพื่อให้รถชน นาศมาช่วยหนูไว้ได้ทัน แต่เธอกลับถูกชนแทนหนูค่ะ” ธิติกานต์เล่าสั้นๆ
“เอาเถอะ ยังไงหนูก็ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายนาศเขานี่ลูก พวกเรารอดูอาการของนาศกันดีกว่า ทำใจให้สบายนะ และอย่าคิดสั้นฆ่าตัวตายอีกล่ะ ชีวิตนั้นมีค่ามากนะลูก ถึงหนูไม่รักตัวเอง หนูก็ควรเห็นแก่คนที่รักหนูบ้าง” แม่ของนินทินาศกล่าวเตือน
“แต่หนูไม่มีใครเลยนี่คะ” ธิติกานต์กล่าวด้วยเสียงเศร้า
“ป้าไม่รู้หรอกนะว่าหนูไปเจออะไรมา แต่ขอให้จำเอาไว้ว่า ฆ่าตัวตายเป็บาปมหันต์นะลูก และมันเป็เพียงวิธีการหนีปัญหาเท่านั้น หนูต้องเข้มแข็งและค่อยๆคิดหาทางแก้ปัญหา ดีไม่ดีหนูอาจเจอทางออกก็ได้ ถ้าหนูมีสมาธิและสติมากกว่านี้ หนูสัญญากับป้าได้มั้ย ว่าจะไม่คิดสั้นอีก” แม่ของนินทินาศกล่าว
“ค่ะ หนูสัญญาว่าจะไม่คิดสั้นอีก” ธิติกานต์ยอมรับปาก
“ดีมาก มาคอยเป็กำลังใจให้นาศฟื้นกันดีกว่านะ” แม่พาธิติกานต์ไปนั่งรอฟังหมอ
หมอเปิดประตูเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“สมองของลูกสาวคุณได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง ตอนนี้เธอมีสภาพเป็เ้าหญิงนิทราครับ หมอพยายามถึงที่สุดแล้วจริงๆ” หมอกล่าวอย่างหมดหวัง
แม่ของนินทินาศทรุดตัวไปกองกับพื้น จนพ่อต้องรีบเข้ามาประคองไว้ “ไม่เป็ไรนะคุณ ผมจะหาหมอเก่งๆที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มารักษาลูกของพวกเราให้ได้ คุณอย่าเพิ่งหมดกำลังใจนะครับ” พ่อรีบปลอบใจ
แม่กอดพ่อร้องไห้ เพราะเธอนึกไม่ถึงว่าลูกสาวจะมีเคราะห์หนักขนาดนี้
ธิติกานต์รู้สึกผิดอย่างมาก แต่อนัฆพัฒน์ก็เดินมาตบไหล่ให้กำลังใจและกล่าวว่า “ทำใจให้สบาย มีปัญหาอะไรจะให้พี่ช่วยก็บอก แต่คิดสั้นอีก จงจำไว้ว่านินทินาศพยายามช่วยเหลือเธอจนเกือบแลกชีวิต”
“แต่เธอก็ไม่มีวันเป็ปกติได้อีกนี่คะ เพราะฉันคนเดียว” ธิติกานต์ยังคงโทษตัวเอง
“ครอบครัวพี่จะหาทางช่วยนาศให้ถึงที่สุดเอง เธอไม่ต้องเป็ห่วง” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ค่ะพี่พัฒน์” ธิติกานต์กล่าว
**************************************************
วันถัดมา แม่ของนินทินาศลางานเพื่อมาดูอาการของลูกสาว
“ฮือ ฮือ ลูกแม่ แม่ต้องหาทางช่วยหนูให้เป็ปกติให้จงได้ ยังไงหนูก็ต้องเข้มแข็งอย่าจากแม่ไปเสียก่อนนะลูกนะ” แม่ของนินทินาศกล่าวทั้งๆที่ลูกสาวยังไม่ฟื้น
กายละเอียดของนินทินาศเฝ้ามองดูแม่ของตนเองจับมือเธอร้องไห้ เธอรู้สึกสงสารทั้งแม่และตัวเอง สักพักเธอก็มองเห็นต้นเหตุที่ทำให้เธอประสบเคราะห์เช่นนี้
ในใจนินทินาศคิดว่า “มาทำไม เพราะเธอคนเดียว ธิติกานต์ เธอทำให้ฉันต้องพรากจากแม่ ทำให้ฉันต้องมีสภาพแบบนี้ แต่ตัวเธอกลับไม่เป็อะไรเลย ์ช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ”
อนัฆพัฒน์ประคองธิติกานต์มาเยี่ยมน้องสาว เนื่องจากธิติกานต์ทุกข์ใจและเสียใจเื่นินทินาศจนไม่ยอมทานอาหาร ทำให้เธอเกือบจะเป็ลม เขาเลยมาช่วยประคองไว้
นินทินาศคิดอีกว่า “คงจะสมใจนายแล้วสินะ นายพัฒน์ ต่อไปนายจะไม่มีคู่อริอย่างฉันแล้ว ช่างสมกับเป็แฟนกันจริงๆ แฟนนายทำให้ฉันเป็อย่างนี้ ส่วนนายก็ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของแฟนนาย”
นินทินาศรู้สึกแค้นธิติกานต์มาก เธอพยายามจับเนื้อต้องตัวธิติกานต์ แต่ไม่สามารถแตะอะไรได้เลย
หลังจากเข้าเยี่ยม อนัฆพัฒน์อยากให้ธิติกานต์สบายใจ เขาเลยพาเธอไปวัดเพื่อทำบุญถวายสังฆทานอุทิศบุญให้กับเ้ากรรมนายเวรของน้องสาว และขอให้ผลบุญนี้ช่วยให้น้องสาวฟื้นขึ้นมาเป็ปกติ
นินทินาศตามทั้งคู่ไปที่วัด เธอไม่ได้อยากได้ผลบุญอะไรทั้งสิ้น เธออยากจะแก้แค้น ในเมื่อธิติกานต์อยากตายดีนัก เธอก็จะทำให้ธิติกานต์สมใจ แต่ทว่านินทินาศมีพลังอ่อนมาก เธอไม่มีปัญญาจับเนื้อต้องตัวใครได้ ทำได้เพียงจ้องมองดูเท่านั้น
นินทินาศตามไปจนกระทั่งมองเห็นพี่ชายไปส่งธิติกานต์ที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง เธอรู้สึกแปลกใจที่ธิติกานต์ไม่ยอมกลับบ้าน ในใจคิดว่า “งั้นดีเลย ถ้าฉันมีพลังแกร่งขึ้นเมื่อไหร่ ฉันจะได้ฆ่าเธอได้สะดวกๆ”
แต่ระยะเวลาผ่านไปเจ็ดวัน นินทินาศกลับมีพลังอ่อนลงเรื่อยๆ ทั้งๆที่พี่ชายและธิติกานต์ก็ทำบุญตักบาตรอุทิศบุญกรวดน้ำให้เธอทุกวัน นินทินาศรู้สึกจนปัญญาจริงๆ เธอไม่อาจแก้แค้นอะไรได้เลย ทำได้แต่มองคู่รักไปทำบุญด้วยกันทุกวันเท่านั้น
จนกระทั่งนินทินาศเห็นผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัว
“คุณเป็ใคร” นินทินาศสงสัย
“ถ้าคุณอยากสมหวังก็ตามฉันมาค่ะ” อุไรกล่าวแล้วเดินนำทาง
นินทินาศมองออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็เพียงดวงิญญาเท่านั้น เธอไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอันตรายเธอได้ จึงยอมเดินตามไปแต่โดยดี จนกระทั่งเดินเข้าไปในป่าและเห็นเรือนสีทองอร่ามตา
“ฉันคืออุไรค่ะ ส่วนบ้านหลังนี้ก็คือ เรือนกาญจนา” อุไรแนะนำตัว
“แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ” นินทินาศสงสัย
“คุณอยากแก้แค้นไม่ใช่หรอคะ เรือนแห่งนี้สามารถขอพรได้ค่ะ คุณจะได้แก้แค้นได้สำเร็จ แต่การขอพรต้องทำอะไรเป็สิ่งแลกเปลี่ยน หากทำตามข้อตกลง คุณก็จะได้รับพรนั้นทันที” อุไรบอกเงื่อนไข
“ฉันจะขอพรค่ะ ฉันยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อแลกกับการฆ่าธิติกานต์” นินทินาศกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“หากวันหนึ่งคุณฟื้น คุณห้ามบอกเื่นี้กับใครเด็ดขาดนะคะ เพราะคุณอาจจะประสบภัยยิ่งกว่านี้ ซึ่งอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้เลย” อุไรกล่าวเตือน
“ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใครเื่นี้ค่ะ” นินทินาศรับคำ
“งั้นตามเข้ามาค่ะ” อุไรเดินนำหน้าเข้าไปในบ้าน
นินทินาศเดินเข้ามาภายในบ้านก็ไปเจอผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
**************************************************************************************************************
ตอนที่ 4
“นี่คือ ญินดา ท่านเป็แม่บ้านที่ดูแลเรือนหลังนี้ค่ะ” อุไรแนะนำ
“สวัสดีค่ะ คุณญินดา” นินทินาศไหว้อย่างนอบน้อม
“ไหว้พระเถอะ คุณนินทินาศ เอาล่ะ งั้นคุณหลับตาค่ะ” ญินดาไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบสั่งเธอทันที
นินทินาศกำลังจะถามว่าทำไม แต่พอมองไปที่อุไร ก็เห็นอุไรส่ายหน้าไม่ให้พูด เธอจึงหลับตาตามคำสั่ง
“ลืมตาค่ะ” ญินดากล่าว
นินทินาศเห็นสภาพภายในบ้านกลายเป็โรงหนังโรงใหญ่และมีเก้าอีตั้งอยู่กลางห้อง เธอสงสัยมาก ว่าจะให้เธอทำอะไร
“เนื่องจากตอนนี้คุณมีสภาพเป็เ้าหญิงนิทรา และคุณมาพบพวกเราในสภาพที่เป็เพียงกายละเอียด กำลังของคุณอ่อนลงอย่างมาก ดังนั้นพวกเราจึงตกลงกันว่าจะให้คุณไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ให้ดูหนังั้แ่ต้นจนจบเท่านั้น หลังจากนั้นคุณถึงสามารถขอพรได้ตามที่คุณปรารถนาค่ะ เชิญไปนั่งประจำที่ได้” ญินดากล่าว
นินทินาศจึงไปนั่งอยู่ตรงกลางห้องเพื่อรอดูหนังฉาย
เื่ราวในหนังถ่ายถึงตอนที่แม่ของธิติกานต์แต่งงานกับพ่อของทรงชัย หลังจากนั้นธิติกานต์จำต้องย้ายเข้าไปอยู่ในครอบครัวของทรงชัยโดยปริยาย
“พวกเราเป็พี่น้องกันแล้ว อยากได้อะไรบอกพี่ได้ ไม่ต้องเกรงใจพี่นะครับ” ทรงชัยพูดจาอย่างเป็กันเอง
“ขอบคุณค่ะพี่ทรงชัย” ธิติกานต์รู้สึกหายเกร็ง เพราะทรงชัยไม่ได้รังเกียจเธอ
ทรงชัยทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดี เขาช่วยถือกระเป๋าให้ทั้งแม่เลี้ยงและธิติกานต์เข้าไปในบ้าน
“อื้อ ขอบใจลูกมากนะ ที่ไม่รังเกียจแม่” แม่ของธิติกานต์กล่าว
“ผมจะไปรังเกียจได้ยังไงครับ ในเมื่อแม่จะเป็คนดูแลพ่อของผม” ทรงชัยกล่าวยิ้มๆ
ครอบครัวทรงชัยจึงอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข มีอะไรก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ธิติกานต์เปิดประตูพบว่าเป็พี่ชายตัวเอง “มีอะไรหรือเปล่าคะพี่ทรงชัย”
“พี่มีเื่เกี่ยวกับแม่จะคุยกับกานต์น่ะ ขอพี่เข้าไปหน่อยนะ” ทรงชัยกล่าว
ธิติกานต์เห็นสีหน้าจริงจังของพี่ชาย เธอเลยยอมให้เขาเข้าไปในห้องนอนของตัวเองพร้อมกับล็อคประตูเรียบร้อย เพราะไม่อยากให้ใครเข้ามาเห็นเธอและพี่ชายอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ทรงชัยเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ธิติกานต์จึงนั่งบนเตียงเพื่อฟังธุระของพี่ชาย
“แม่เป็อะไรหรอคะ” ธิติกานต์สงสัย
แต่ทว่าทรงชัยกลับรีบลุก แล้วกระโจนเข้ามาหาเธอ ผลักเธอไปนอนบนเตียงอย่างแรง
“นี่พี่จะทำอะไรน่ะ อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ ไม่งั้นฉันะโร้องให้คนช่วยจริงๆ ด้วย” ธิติกานต์เริ่มเข้าใจวัตถุประสงค์ของพี่แล้ว
“พี่แอบชอบเธอมานานแล้ว เป็ของพี่เถอะนะธิติกานต์” ทรงชัยกล่าวเสียงพร่า
ธิติกานต์กำลังจะะโ แต่ทรงชัยรีบนำเทปมาปิดปากเธอไว้ แล้วจับแขนทั้งสองข้างกดไปบนเตียงเพื่อไม่ให้เธอดิ้น พร้อมกับรีบจูบพรม ไซร้ซอกคอ
ธิติกานต์ไม่คิดว่าทรงชัยจะแปลงร่างเป็อสูรกายแบบนี้ เธออยากผลักเขาออกไปแต่สู้แรงเขาไม่ได้ น้ำตาอาบสองแก้มเพราะเธอไม่มีปัญญาดิ้นหรือสู้อะไรได้เลย
ทรงชัยยิ้มอย่างมีชัย เขาค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าน้องสาวต่างสายเืทีละชิ้น
ธิติกานต์ทำได้แต่ร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครก็ได้มาช่วยเธอออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ที และเหมือน์เป็ใจ เสียงมือถือของทรงชัยดัง เหมือนระฆังช่วยชีวิตเธอไว้
ทรงชัยไม่อยากผละออกไปจากตัวเหยื่อที่เขาเฝ้ามาเนิ่นนาน แต่ก็กลัวว่าจะเป็สายจากพ่อหรือแม่เลี้ยง เขาจึงรีบดูว่าใครโทรมา
ธิติกานต์อาศัยจังหวะนั้นรีบถีบซาตานคนนี้จนเขาล้ม เธอรีบหยิบมือถือตัวเอง เปิดประตูออกไปจากห้อง แล้ววิ่งให้เร็วที่สุด จนกระทั่งสามารถวิ่งเข้าไปในห้องพักของแม่บ้าน
แม่บ้านรับรู้ธาตุแท้ของทรงชัยเป็อย่างดี เธอจึงยอมให้ธิติกานต์รีบแต่งตัวให้เรียบร้อย ธิติกานต์รีบโทรไปหาอนัฆพัฒน์ให้มารับที่บ้านของทรงชัย
“ว่าไงกานต์ มีอะไรหรือเปล่า” อนัฆพัฒน์รับสาย
“พี่พัฒน์คะ รีบมารับกานต์ที่บ้านของทรงชัยด่วนเลยนะคะ พี่ทรงชัยจะข่มขืนกานต์ค่ะ ช่วยกานต์ด้วยนะคะ” ธิติกานต์พูดอย่างร้อนรน
“พี่จะรีบไปเดี๋ยวนี้ หลบในที่ปลอดภัยก่อนนะ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ค่ะ พี่พัฒน์” ธิติกานต์รู้สึกดีที่มีพี่พัฒน์คอยให้ความช่วยเหลือเธอเสมอ
ทางด้านทรงชัย เขารับสายของนินทินาศ หลังจากนั้นเขาก็รีบขับรถออกไปมหา’ ลัย เพื่อไปโรงอาหารที่คณะเกษตรฯ นินทินาศ้าปรึกษาเื่ที่แม่ของเธอจะแต่งงานใหม่ ซึ่งทรงชัยมีประสบการณ์เื่นี้ เธอคิดว่าเขาต้องเข้าใจความรู้สึกของเธอแน่ๆ
ทรงชัยขับรถสวนทางกับอนัฆพัฒน์ เขารู้สึกเจ็บใจมากที่เหยื่อหลุดมือไปได้ อีกทั้งยิ่งเห็นคู่อริรุ่นพี่มาหาเหยื่อของเขา ก็ยิ่งโมโห เขาเลยรำพึงว่า “นาศนะนาศ ไม่น่าโทรมาขัดจังหวะเลย ฉันกำลังจะมีความสุขอยู่แล้วเชียว”
“ทำไมทรงชัยถึงกลายเป็คนแบบนี้ไปได้คะ” นินทินาศคาดไม่ถึงว่าเพื่อนจะมีนิสัยแบบนี้
“นี่คือธาตุแท้ของเขาต่างหาก คุณดูต่อเถอะค่ะ” ญินดากล่าว
อนัฆพัฒน์เดินเข้าไปในบ้านของทรงชัย ธิติกานต์รีบวิ่งเข้ามากอดเขาร้องไห้ทันที เขารอให้เธอสงบสติอารมณ์ได้เสียก่อน เลยรีบบอกให้เธอไปเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่กับรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนที่เขารู้จัก
“เก็บของเถอะนะ พี่จะพาเธอไปอยู่กับดาว” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ดาวจะยอมหรอคะ” ธิติกานต์สงสัย
“พี่รู้จักดาวดี เธอเป็คนมีน้ำใจและรักเพื่อนมาก ไม่ต้องห่วงหรอกนะกานต์” อนัฆพัฒน์กล่าว
“แต่เื่นี้กานต์ยังไม่ได้บอกแม่เลยนะคะ” ธิติกานต์กังวล
“รีบไปกันก่อน ค่อยบอกทีหลังก็แล้วกัน กานต์เป็คนบอกพี่เองไม่ใช่หรอว่า แม่ของกานต์ไม่ยอมให้กานต์ออกไปอยู่หอในมหา’ ลัยเพราะมันเปลืองเงิน ยังไงท่านก็ไม่ยอมอนุญาต” อนัฆพัฒน์กล่าว
“แล้วจะทำยังไงล่ะคะ” ธิติกานต์สงสัย
“กานต์เก่งภาษาอังกฤษ งั้นกานต์รับจ้างแปลงานเป็อาชีพเสริมมั้ยล่ะ แล้วนำเงินส่วนนี้ไว้เป็ค่าเช่าห้อง โดยกานต์ก็บอกแม่เองก็แล้วกันว่ากานต์จะทำอาชีพเสริมหาค่าเช่าห้องเอง” อนัฆพัฒน์เสนอ
“ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่พัฒน์ที่ช่วยกานต์” ธิติกานต์ซาบซึ้งใจ
“ไม่ต้องเกรงใจ พี่เห็นเราเป็เหมือนน้องของพี่ มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้” อนัฆพัฒน์กล่าว
“กานต์น่าจะได้ไปอยู่ครอบครัวของพี่นะคะ พี่จะได้เป็พี่ชายของกานต์” ธิติกานต์กล่าว
“ไม่จำเป็ต้องเป็ครอบครัวเดียวกันหรอกครับ พี่เห็นเราเป็น้องสาวอยู่แล้ว รีบไปกันเถอะ ย้ายไปก่อนค่อยโทรบอกแม่กานต์ทีหลังก็แล้วกัน” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ค่ะ พี่พัฒน์” ธิติกานต์ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี
ธิติกานต์เลยได้ย้ายไปอยู่หอเดียวกับดาวเพื่อนคณะเดียวกัน ซึ่งเธอสามารถขออนุญาตแม่ได้สำเร็จ เพราะเธอได้บอกแม่ว่าจะหาเงินค่าเช่าห้องเอง
เวลาผ่านไปสามเดือน นินทินาศได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านของอนัฆพัฒน์แล้ว ครอบครัวนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย เพียงแต่พี่น้องไม่ถูกกันเท่านั้นเอง แต่โดยลึกๆ แล้วทั้งนินทินาศและอนัฆพัฒน์ต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน แม้จะทะเลาะกันอยู่บ้าง แต่ไม่เคยถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน และนินทินาศก็ไม่เคยถูกลวนลามเหมือนกับธิติกานต์ประสบเลยสักครั้ง นับว่านินทินาศยังโชคดีอยู่มาก
เสียงมือถือของอนัฆพัฒน์ดัง
“ว่าไงกานต์ มีอะไรให้พี่ช่วยงั้นหรอ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“เกิดเื่ใหญ่แล้วค่ะ พอดีกานต์กลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน เลยแอบไปได้ยินพี่ทรงชัยคุยโทรศัพท์กับเพื่อน เขาบอกว่าเขาจะเผด็จศึกนาศที่อยุธยาค่ะ พี่ต้องช่วยนาศนะคะ เธอยิ่งไว้ใจพี่ทรงชัยมากเกินไปจนอาจทำให้เธอเสียท่าพี่ทรงชัยได้นะคะ” ธิติกานต์เป็ห่วงนาศ
“แต่นาศไม่เคยเชื่อพี่ พี่คงห้ามนาศไม่ได้ อีกอย่างจะให้พี่ตามไปช่วยถึงอยุธยาก็ไม่ได้ เพราะพี่ต้องไปค่ายอาสา” อนัฆพัฒน์กล่าว
“งั้นพี่ก็หลอกให้นาศไปค่ายอาสากับพี่สิคะ กานต์ไม่อยากให้นาศโดนข่มขืน ดีไม่ดี หลังจากนั้นพี่ทรงชัยอาจส่งเธอให้เพื่อนของเขาร่วมข่มขืนด้วยนะคะ” ธิติกานต์กล่าว
“อื้อ งั้นพี่จะหาทางเองก็แล้วกัน ส่วนตัวกานต์เองก็ระวังตัวด้วยล่ะ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ค่ะ เดี๋ยวกานต์จะรีบกลับหอพัก โชคดีนะคะพี่พัฒน์” ธิติกานต์วางสายทันที
ในที่สุดนินทินาศก็เข้าใจแล้วว่าทำไมอนัฆพัฒน์ถึงหลอกเธอให้ไปค่ายอาสากับเขาด้วย ที่แท้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เธอติดกับนายทรงชัยนี่เอง ในใจนินทินาศเริ่มซาบซึ้งใจในตัวธิติกานต์และอนัฆพัฒน์ เธอไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนของเธอจะเลวถึงเพียงนี้ ส่วนคนที่เธอคิดว่าเขาเป็คู่อริ เขากลับยอมช่วยเหลือเธอแม้จะโดนเธอต่อว่าต่อขานก็ตาม
แต่แล้วก็ถึงคราวเคราะห์ของธิติกานต์ แม่ของธิติกานต์มาหาถึงที่หอพัก ดาวเลยยอมออกไปซื้อของข้างนอกเพื่อปล่อยให้แม่ลูกคุยกันเป็การส่วนตัว
“แม่โทรมาก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องมาถึงที่นี่เลย” ธิติกานต์กล่าว
“ลูกจำได้ใช่มั้ยว่าแม่เป็คนรับหนูมาเลี้ยง” แม่ของธิติกานต์กล่าว
“จำได้ค่ะ หนูก็ไม่ได้ทิ้งแม่ไปไหนนี่คะ” ธิติกานต์กล่าว
“งั้นมันถึงคราวที่หนูต้องยอมตอบแทนบุญคุณแม่แล้ว” แม่เริ่มทวงบุญคุณ
“แม่หมายความว่ายังไงคะ” ธิติกานต์สงสัย
“แม่ติดหนี้พนัน ทรงชัยจึงยอมชดใช้หนี้ให้แม่ แต่เขา้าตัวหนูเป็การตอบแทน” แม่กล่าวอย่างเ็า
“ไม่นะคะแม่ แม่อย่าทำกับหนูแบบนี้เลยนะคะ หนูขอร้อง” ธิติกานต์ไม่ยอม
“แม่ไม่มีทางเลือก แม่ไม่อยากหย่ากับพ่อของทรงชัย พ่อของทรงชัยไม่ชอบคนเล่นการพนัน หากเขารู้ เขาต้องหย่ากับแม่แน่ๆ แม่รักเขามากนะลูก ทรงชัยสัญญากับแม่แล้วว่าจะไม่บอกพ่อ แต่เขาขอให้หนูยอมเขาเท่านั้น คิดเสียว่าตอบแทนบุญคุณแม่นะลูก” แม่พยายามกล่อม
ธิติกานต์น้ำตาไหลพราก เธอไม่เคยคิดว่าแม่ที่เก็บเธอมาเลี้ยงจะบังคับให้เธอทำอะไรแบบนี้ เธอเห็นแม่ทวงบุญคุณถึงขนาดนี้ เลยว่า “ขอเวลาหนูหน่อยนะคะแม่ เมื่อหนูคิดได้ หนูจะกลับไปที่บ้านเองนะคะ”
“รีบหน่อยนะลูกนะ ถือเสียว่าช่วยแม่” แม่กล่าวโดยไม่นึกถึงความรู้สึกของลูกสาว
ธิติกานต์เดินอย่างไร้สติออกไปจากหอพัก เธอรู้สึกกดดันอย่างมาก เธอไม่อยากกลายเป็เมียบำเรอของนายทรงชัย แต่เธอก็ไม่อาจอกตัญญูกับแม่ได้ น้ำตาไหลไม่ขาดสาย แล้วเธอก็เหม่อมองไปที่ถนนที่อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ธิติกานต์เริ่มไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะอยู่ไปแม่เธอก็ไม่เคยรักเธอเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งต้องมาโดนนายทรงชัยย่ำยีอีก ด้วยความคิดเพียงชั่ววูบเท่านั้น ทำให้ธิติกานต์ตัดสินใจวิ่งตัดหน้ารถ จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน นินทินาศวิ่งมาช่วยชีวิตเธอไว้ แต่ตัวนินทินาศกลับประสบอุบัติเหตุเสียเอง
หลังจากนั้นอนัฆพัฒน์รู้สึกเห็นใจธิติกานต์ และเพื่อไม่ให้เธอคิดสั้นอีก เขาจึงพาเธอไปวัดทำบุญทุกวัน ผ่านไปเจ็ดวัน แม่ของธิติกานต์ก็โทรมาทวงบุญคุณอีก
ธิติกานต์จำใจต้องเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรมครั้งนี้ เธอเลยยอมไปโรงแรมตามที่ทรงชัยนัด แต่ทว่าพอธิติกานต์เข้าในห้อง ภายในห้องกลับมีผู้ชายรอเธออยู่ถึงสามคน ธิติกานต์เห็นว่าไม่ได้การแล้ว เธอพยายามจะหนี แต่ทรงชัยบอกเพื่อนให้ช่วยกันจับตัวเธอไว้
ในใจธิติกานต์พยายามร้องเรียกให้คนช่วย แต่เธอรู้ตัวดีว่าคงหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้
“คุณญินดาคะ ฉันจะขอพรค่ะ” นินทินาศสงสารธิติกานต์
“งั้นว่ามาสิคะ เพราะหนังใกล้จบแล้ว” ญินดาอนุโลมให้
“ฉันอยากช่วยเหลือธิติกานต์ค่ะ” นินทินาศกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“คุณไม่คิดฆ่าเธอแล้วหรอคะ” ญินดาสงสัย
“ไม่ค่ะ ทำยังไงก็ได้ให้ฉันช่วยกานต์ให้ได้” นินทินาศขอพร
“ทำไมคุณไม่ขอให้ตัวเองฟื้นล่ะคะ” ญินดาสงสัย
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันอยากให้ธิติกานต์พ้นวิกฤติครั้งนี้” นินทินาศกล่าว
อุไรจึงปรากฏตัว “ขอให้พรของคุณ สมปรารถนาในบัดดล” อุไรร่ายมนตร์
นินทินาศปรากฏตัวที่ห้องของทรงชัยและเพื่อนๆ ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง เธอรีบเข้าสิงธิติกานต์ทันที
จากที่ธิติกานต์กำลังถูกผู้ชายทั้งสามเล้าโลม ก็กลายเป็ว่านินทินาศใช้ร่างของธิติกานต์ถีบและต่อยตีกับผู้ชายทั้งสามอย่างไม่ยั้ง ถึงเธอจะมีวิชาป้องกันตัว แต่เธอกำลังต่อสู้ผู้ชายทั้งสามคน ดังนั้นการหนีจึงเป็การป้องกันตัวที่ดีที่สุดในตอนนี้
นินทินาศในร่างธิติกานต์วิ่งออกนอกห้อง จนกระทั่งออกมานอกโรงแรม เธอรีบโบกรถ Taxi เพื่อให้ไปส่งเธอที่บ้านของอนัฆพัฒน์ทันที นินทินาศพยายามล้วงเงินในกระเป๋า เธอก็ใมากเพราะไม่คิดว่าธิติกานต์จะไม่พกเงิน ยังดีที่มีมือถือ เธอเลยรีบโทรหาอนัฆพัฒน์
“ว่าไงกานต์” อนัฆพัฒน์เห็นว่าเป็เบอร์ของธิติกานต์
“พี่อยู่บ้านหรือเปล่าคะ กานต์กำลังจะไปหาค่ะ” นินทินาศกล่าว
“อยู่ครับ มีอะไรงั้นหรอ” อนัฆพัฒน์สงสัย
“กานต์ลืมกระเป๋าตังค์ค่ะ พี่ช่วยจ่ายค่า Taxi ให้กานต์ก่อนนะคะ เดี๋ยวกานต์คืนเงินให้ค่ะ” นินทินาศในร่างของกานต์กล่าว
“ได้สิ ใกล้ถึงบ้านพี่รึยังล่ะ” อนัฆพัฒน์ถาม
“ใกล้ถึงแล้วค่ะ พี่พัฒน์ออกมารับได้เลยนะคะ” นินทินาศในร่างของกานต์กล่าว
รถ Taxi จอดอยู่หน้าบ้านของอนัฆพัฒน์ เขากำลังจะทักกานต์ แต่เธอรีบพูดเสียก่อน
“พี่พัฒน์จ่ายค่า Taxi ให้ก่อนนะคะ กานต์ต้องรีบไปที่ห้องของนาศค่ะ” นินทินาศในร่างของกานต์กล่าว
พัฒน์ไม่ทันพูดอะไรต่อ กานต์ก็วิ่งขึ้นบนบ้านอย่างชำนาญเหมือนเป็เ้าของบ้านเสียเอง เขาเลยจ่ายค่า Taxi แล้วรีบตามไปดูกานต์
นินทินาศในร่างของกานต์รีบหาสร้อยจี้รูปัและนามบัตรของหลีฝานทันที เมื่อพบแล้วก็รีบนำสร้อยมาห้อยคอไว้ แล้ววิ่งลงไปข้างล่าง เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เธอลืมบอกให้ Taxi รอเธอก่อน และคิดว่ารถ Taxi คงวิ่งออกไปแล้ว จึงจำเป็ต้องไหว้วานพี่ชาย
“พี่พัฒน์ช่วยพากานต์ไปที่นี่หน่อยนะคะ” นินทินาศในร่างของกานต์ยื่นนามบัตรให้
“กานต์จะไม่บอกต้นสายปลายเหตุให้พี่ฟังก่อนหรอ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“เื่มันยาวค่ะ เดี๋ยวว่างเมื่อไหร่กานต์จะเล่าให้พี่ฟังนะคะ” นินทินาศในร่างของกานต์กล่าว
อนัฆพัฒน์เลยยอมพากานต์ไปส่งที่บ้านของหลีฝานทันที เขาเริ่มสังเกตเห็นว่าบุคลิกของกานต์ดูเปลี่ยนไป ลักษณะเธอห้าวๆ คล้ายกับนินทินาศอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่เขาคิดว่าถึงถามอะไรไป กานต์ในตอนนี้ก็ไม่ยอมตอบเขาอยู่ดี
และแล้วทั้งพัฒน์และกานต์ก็มาถึงที่บ้านของหลีฝานเสียที
***********************************************************************************************************
ตอนที่ 5
นินทินาศคิดว่าบ้านหลังนี้เป็บ้านของหลีฝานอย่างแน่นอน เพราะมองไปรอบๆบ้านก็เห็นแต่บอดี้การ์ดอยู่เต็มไปหมด
“กานต์มาบ้านหลังนี้ทำไมครับ” อนัฆพัฒน์สงสัย
กานต์กดอ็อด แล้วหันมาบอกพี่ชายว่า “กานต์มีเื่จะขอให้คนในบ้านหลังนี้ช่วยค่ะ พี่พัฒน์กลับไปก่อนเถอะนะคะ”
“บ้านหลังนี้ดูน่ากลัวจะตายไป พวกเขาน่าจะเป็พวกมาเฟียเสียมากกว่า มันอันตรายเกินไปนะครับ ให้พี่เข้าไปเป็เพื่อนเถอะ” อนัฆพัฒน์เป็ห่วง
นินทินาศเข้าใจว่าเขาอาจจะห่วงแฟน เลยยอมให้พี่ชายเข้าไปแต่โดยดี
“พวกคุณมีธุระอะไรไม่ทราบ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งกล่าว
“ฉัน้ามาพบคุณหลีฝานค่ะ” นินทินาศในร่างกานต์กล่าว
“แล้วพวกคุณเป็ใครครับ ผมจะได้บอกนายได้ถูก ซึ่งต้องรอให้นายพิจารณาก่อนว่าจะให้คุณเข้าไปได้หรือไม่” บอดี้การ์ดกล่าว เพราะเ้านายระวังตัวเื่การให้คนแปลกหน้าเข้าออกในบ้าน
“ฉันคือนินทินาศค่ะ กรุณาบอกตามนี้” นินทินาศในร่างกานต์กล่าว
อนัฆพัฒน์หันไปมองหน้าธิติกานต์อย่างแปลกใจที่เธอบอกพวกเขาอย่างนั้น
“ครับ รอตรงนี้สักครู่นะครับ” บอดี้การ์ดรับคำ
ในขณะที่นินทินาศในร่างของกานต์พยักหน้ารับ
อนัฆพัฒน์เริ่มสงสัยว่ากานต์อาจจะถูกนินทินาศเข้าสิง เพราะบุคลิกของเธอในตอนนี้เหมือนนาศอย่างมาก แต่เขายังไม่ถามอะไรไปในตอนนี้ เพราะถ้าเป็นาศจริง เธออาจชวนเขาทะเลาะก็เป็ได้ เลยพยายามเฝ้ามองอย่างเงียบๆ
ผ่านไปสิบนาที คนของหลีฝานก็มาเปิดประตูให้เธอและพี่ชายเข้าไปในบ้าน
บ้านของนักธุรกิจหลีฝานดูใหญ่โตรโหฐานมาก แต่ทว่าในบ้านหลังนี้กลับมีแค่หลีฝาน สาวใช้ และบอดี้การ์ดเท่านั้น ทำให้หลีฝานดูเหงาและโดดเดี่ยวอย่างมาก
“คุณไม่ใช่นินทินาศนี่ คุณเป็ใครกันแน่ และ้าอะไร” หลีฝานโมโหเหมือนตนถูกหลอก
นินทินาศยื่นสร้อยจี้รูปัให้หลีฝาน “คุณยังจำสร้อยเส้นนี้ได้ใช่มั้ยคะ คุณเป็คนมอบมันให้ฉันเอง”
“นินทินาศอาจบอกคุณเื่นี้ก็ได้นี่ครับ และคุณก็สมอ้างเป็เธอ” หลีฝานกล่าว
“มันอาจจะดูเหลือเชื่อไปหน่อยนะคะ ตอนนี้ฉันเข้าสิงผู้หญิงคนนี้อยู่” นินทินาศกล่าวตามตรง
“ผมเป็มาเฟียมาก่อนนะครับ การต้มตุ๋นหลอกลวงผมอาจทำให้คุณเจ็บตัวได้” หลีฝานรีบขู่
“งั้นฟังฉันพูดให้จบก่อนเถอะค่ะ ฉันมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว” นินทินาศกล่าว
“งั้นว่ามาสิครับ” หลีฝานยอมฟัง
“ฉันเป็คนช่วยชีวิตคุณที่ริมถนน คุณถูกยิงที่ไหล่ และฉันก็ขับรถพาคุณไปส่งที่โรงพยาบาล วันถัดมาคุณฟื้นตัวเร็วมาก และได้มอบสร้อยเส้นนี้ให้กับฉัน คุณเป็คนบอกฉันเองว่า หากฉันนำสร้อยมาคืนคุณ คุณจะยอมช่วยเหลือฉันทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ถูกมั้ยค่ะ และคุณก็บอกว่าจะรักษาคำพูดด้วย” นินทินาศกล่าว
“งั้นก็ได้ครับ ผมยอมเชื่อคุณก็ได้ แล้วคุณ้าให้ผมช่วยอะไร” หลีฝานยอมฟัง
“ฉันอยากให้คุณช่วยเหลือธิติกานต์ค่ะ ซึ่งก็คือร่างผู้หญิงที่ฉันสิงอยู่นี้ ก่อนอื่น ฉันขอเล่าให้คุณฟังคร่าวๆ แม่ธิติกานต์ติดหนี้พนัน ลูกเลี้ยงที่ชื่อทรงชัยจึงยอมชดใช้หนี้ให้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้ธิติกานต์ยอมเป็เมียบำเรอเป็การตอบแทน ธิติกานต์ถูกบีบคั้นจากแม่ที่เก็บเธอมาเลี้ยง แม่เธอทวงหนี้บุญคุณ จนเธอยอมไปพบทรงชัยที่โรงแรม แต่ทรงชัยพาเพื่อนมาด้วยอีกสองคน กะว่าจะรุมโทรมธิติกานต์ คุณน่าจะทราบข่าวว่าฉันถูกรถชน ิญญาของฉันซึ่งยังไม่ตาย เลยเข้าสิงธิติกานต์เพื่อรีบทำร้ายพวกมันแล้วพาร่างธิติกานต์หลบหนีออกมา ทำให้รอดอย่างหวุดหวิด แต่ทว่าหลังจากนี้ธิติกานต์ต้องถูกบังคับอีกแน่ ฉันอยากให้คุณปกป้องเธอจากแม่เลี้ยงและนายทรงชัย โดยให้ธิติกานต์อยู่กับคุณด้วย คุณทำได้ใช่มั้ย”
“ถ้าเป็ความจริง ธิติกานต์จะยอมงั้นหรอครับ เธอเห็นผมเป็เพียงคนแปลกหน้า แถมหน้าตาน่ากลัวเหมือนพวกมาเฟียเสียอีก” หลีฝานกังวล
“งั้นคุณช่วยถ่ายคลิปวีดีโอให้ฉันหน่อยค่ะ แล้วคุณเปิดคลิปนี้ให้ธิติกานต์ดู เธอต้องยอมรับความช่วยเหลือจากคุณแน่” นินทินาศมั่นใจ
หลีฝานจึงจัดฉาก ให้นินทินาศในร่างธิติกานต์นั่งที่โซฟา แล้วสั่งให้ลูกน้องนำมือถือมาถ่ายคลิปไว้
“ฉัน นินทินาศเองนะกานต์ ฉันขอโทษที่เคยมองเธอไม่ดี ฉันไม่เคยรู้ว่าเธอประสบปัญหาครอบครัวจนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย โชคดีที่ฉันช่วยชีวิตเธอไว้จนทำให้ตัวเองกลายเป็เ้าหญิงนิทรา แต่ฉันจะทวงบุญคุณบ้าง หากเธอรู้สึกผิดเื่นี้และรู้สึกเป็หนี้บุญคุณฉัน งั้นเธอก็ต้องตอบแทนฉันโดยทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง สิ่งที่ฉันจะให้เธอทำก็คือ ฉันจะให้เธอย้ายมาอยู่กับคุณหลีฝาน คุณหลีฝานรับปากแล้วว่าจะคุ้มครองเธอจากนายทรงชัยและแม่เลี้ยงของเธอ ฉันรู้ว่าเธอติดหนี้บุญคุณของแม่เลี้ยง แต่ถ้าเธอยอมเสียตัวให้นายทรงชัย ฉันจะให้คุณหลีฝานบอกเื่ที่แม่เธอเล่นการพนันให้พ่อเลี้ยงของเธอรับรู้ ได้ข่าวว่าพ่อเลี้ยงไม่ชอบคนเล่นการพนันไม่ใช่หรอ จงจำไว้ว่าเธอต้องมีชีวิตเผื่อฉันด้วย ห้ามคิดสั้นเด็ดขาด จงนึกถึงฉันไว้ให้ดี ฉันอยากมีชีวิตมาก แต่มันเป็ไปไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเธอต้องมีชีวิตอย่างมีความสุข เรียนให้จบและหางานทำให้ได้ ตั้งตัวได้แล้วตอบแทนบุญคุณแม่เลี้ยงมันก็ยังไม่สายไปหรอก สุดท้ายนี้ฉันต้องไปแล้วนะ ถึงเธอจะได้ไปอยู่ในครอบครัวไม่ดี แต่เธอยังมีพี่อนัฆพัฒน์ ดาว หลีฝาน และฉัน ที่พร้อมจะช่วยเธอเสมอ แม้พวกเราจะต่างสายเืกัน แต่พวกเราก็เป็พี่เป็น้องกันได้ ลาก่อน” นินทินาศกล่าวจนจบ
นินทินาศในร่างธิติกานต์สลบไป หลังจากนั้นอีก 10 นาที ธิติกานต์ก็ตื่นขึ้นมา พอมองเห็นชายแปลกหน้านั่งเฝ้าเธออยู่ เธอเลยรีบโวยวายทันที “อย่า อย่า ทำอะไรฉันเลย ช่วยด้วย”
อนัฆพัฒน์รีบเข้าไปดูกานต์ทันที “กานต์ ไม่มีอะไรแล้วนะ เธอปลอดภัยแล้ว นาศเขาไปช่วยเธอทันเวลาพอดี”
“นาศเป็เ้าหญิงนิทราอยู่ จะมาช่วยกานต์ได้ยังไงคะ” ธิติกานต์สงสัยกับเื่เหลือเชื่อ
“นาศเข้าสิงเธอ และได้ทำร้ายไอ้ชั่วสามคนนั่นให้แล้ว นาศพาเธอมาหาพี่และพามาพบคุณหลีฝาน ดังนั้นเธอจะต้องอยู่กับคุณหลีฝานเขานะ” อนัฆพัฒน์กล่าว
“กานต์จะอยู่กับคนแปลกหน้าได้ยังไงคะ พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องกันเสียหน่อย” ธิติกานต์กล่าว
“งั้นคุณก็ดูคลิปเองเถอะ แต่ผมรับปากนาศไว้แล้วว่าจะปกป้องคุณ ดังนั้นคุณจะต้องอยู่กับผมที่นี่” หลีฝานยืนยันคำเดิม
กานต์กำลังจะเถียง แต่อนัฆพัฒน์รีบเปิดคลิปให้กานต์ดู เมื่อเธอได้ดู ก็ทำให้เธอใอย่างมากเพราะนั่นเป็ตัวเธอก็จริง แต่อากัปกิริยาคล้ายนาศอย่างมาก และตอนนั้นตัวเธอก็ไม่มีสติเลยสักนิด กานต์จึงยอมเชื่อ และเธอรู้สึกติดค้างนาศไว้จริงๆ เธอจึงยอมเชื่อทุกคำพูดของนาศ
“ก็ได้ค่ะ กานต์จะอยู่กับคุณที่นี่ แต่อยู่ในฐานะ เอ่อ” ธิติกานต์กระอักกระอ่วนใจ
“งั้นคุณก็เป็น้องสาวผมก็แล้วกัน ผมให้สาวใช้จัดห้องให้คุณแล้ว เดี๋ยวผมจะพาคุณไปเก็บของที่ห้องของดาวเอง” หลีฝานกล่าว
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ผมต้องรีบไปดูนาศที่โรงพยาบาล’ อนัฆพัฒน์เห็นว่าหมดเื่แล้ว
“ผมเสียใจด้วยนะครับที่นาศประสบเคราะห์กรรมแบบนี้ ทั้งๆที่เธอก็มีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น” หลีฝานหล่าว
“ครับ ครอบครัวผมจะช่วยเธออย่างเต็มที่ ยังไงผมก็จะทำให้นาศฟื้นขึ้นมาเป็ปกติให้ได้ครับ” อนัฆพัฒน์กล่าวอย่างมุ่งมั่น
“งั้นผมเป็กำลังใจให้ก็แล้วกันครับ” หลีฝานกล่าว
“ขอบคุณครับ” อนัฆพัฒน์กล่าว แล้วหันไปบอกกานต์ “พี่ไปก่อนนะ ขาดเหลืออะไรก็บอกพี่ได้”
“ขอบคุณค่ะพี่พัฒน์” ธิติกานต์กล่าว
กลายเป็ว่าธิติกานต์ต้องย้ายมาอยู่กับหลีฝานโดยปริยาย ตอนแรกแม่เลี้ยงของกานต์จะไม่ยอม แต่พอหลีฝานขู่จะบอกเื่ที่เธอเล่นการพนันให้สามีใหม่ของเธอรับรู้ เธอจึงยอมแต่โดยดี แต่แม่เลี้ยงได้ขอเงินจากหลีฝานหนึ่งล้านบาท ซึ่งหลีฝานก็ยอมมอบให้ แต่เขาห้ามแม่เลี้ยงยุ่งเกี่ยวกับธิติกานต์อีก
ทางด้านทรงชัย พอเขารู้ข่าวว่าธิติกานต์มีหลีฝานซึ่งเป็มาเฟียเก่ามาคอยปกป้อง เขาก็เลยเลิกยุ่งเกี่ยวกับน้องสาวต่างสายเืเพราะกลัวอิทธิพลของหลีฝาน
ั้แ่นั้นมาธิติกานต์ก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เธอตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนจบ และหลีฝานก็ให้เกียรติเธอเสมอมา เขาไม่เคยทำร้ายหรือลวนลามเธอเลย ทำให้เธอนับถือเขาอย่างมาก ในใจเธอคิดขอบคุณนาศ เพราะนอกจากนาศจะช่วยชีวิตเธอไว้แล้ว นาศยังมอบชีวิตแสนสุขให้กับเธออีก ทำให้กานต์รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ขึ้นตั้งเยอะ
**************************************************
กายละเอียดของนินทินาศเฝ้ามองแม่ของเธออย่างไม่วางตา ตอนนี้แม่นั่งอ่านหนังสือธรรมะให้กับร่างของเธอที่มีสภาพเหมือนผักฟัง เธอมีน้ำตาไหลพรากเพราะนึกสงสารแม่จับใจ ในใจคิดว่า “หนูขอโทษนะคะแม่ ที่ไม่อาจดูแลแม่ได้อีกต่อไป และขอโทษกับอดีตที่ผ่านมาที่หนูดื้อกับแม่นะคะ”
ทันใดนั้นเอง อุไรก็ปรากฏตัว
“นี่คุณจะมาช่วยให้ฉันฟื้นหรอคะ” นินทินาศแอบดีใจ
“เปล่าค่ะ ก็คุณไม่ได้ขอพรไว้นี่คะ ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก อีกอยากมันเป็กรรมเก่าของคุณเอง คุณต้องชดใช้กรรมค่ะ” อุไรกล่าว
“แล้วคุณมาทำไมคะ” นินทินาศกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ฉันจะพาคุณไปอยู่ที่เรือนกาญจนาด้วย การที่คุณมาเฝ้าร่างไว้แบบนี้ รังแต่จะทำให้คุณต้องทุกข์ใจเพราะสงสารทั้งตัวเองและญาติพี่น้องของคุณเสียเปล่าๆค่ะ” อุไรกล่าว
“ก็ได้ค่ะ ฉันไปอยู่กับคุณก็ได้” นินทินาศเห็นด้วยกับอุไร
นินทินาศจึงเดินตามอุไรกลับไปที่เรือนกาญจนาอีกครั้ง
************************************************************************************************************
ตอนจบ
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา นินทินาศก็ได้อยู่ช่วยงานอุไรเป็เวลาสามปี ทำให้นินทินาศได้พบผู้คนมากมายที่มาขอพรกับเรือนกาญจนา
“ฉันสังเกตว่า ความจริงแล้ววัตถุประสงค์ของเรือนกาญจนา ไม่ได้ทำเพื่อให้คนมาขอพร แต่เป็สถานที่ที่ทำให้บุคคลนั้นตัดสินใจกระทำบางสิ่งบางอย่างตามที่ถูกที่ควรซะมากกว่านะคะ” นินทินาศตั้งข้อสังเกต
“ถูกต้องแล้วค่ะ ในสมัยที่ฉันกับอุไรยังเป็มนุษย์อยู่ พวกเราได้ตัดสินใจกระทำความผิดฆ่าคนตายเพราะบันดาลโทสะ สุดท้ายพอรู้สึกผิดบาป ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อเป็ิญญา พวกเราได้รับโอกาสจากเทพองค์หนึ่ง พระองค์เนรมิตเรือนกาญจนาให้พวกเราอาศัย พร้อมกับมอบหมายหน้าที่ให้พวกเราอำนวยพรให้กับผู้ที่มาขอพร แต่ผู้ขอพรจะต้องทำบางสิ่งบางอย่างแลกกับพรนั้นๆ บางครั้งพวกเราได้พิจารณาแล้วว่า บางคนได้ขอพรเพื่อฆ่าอริศัตรูด้วยอารมณ์โกรธ พวกเราจำเป็ต้อนคิดกิจกรรมหรือพยายามทำให้เขาเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของศัตรู เพื่อให้ผู้ขอพรนั้นเห็นใจและไม่คิดฆ่าใครด้วยอารมณ์โกรธอย่างที่พวกเราเคยทำ” ญินดากล่าว
“อย่างนี้นี่เอง ฉันก็เกือบจะฆ่าธิติกานต์เพราะความแค้นเหมือนกัน ฉันขอขอบคุณคุณมากนะคะ คุณญินดา” นินทินาศยกมือไหว้ขอบคุณ
“คุยอะไรกันคะ ป้าหลาน” อุไรกล่าวทัก
“เล่าความเป็มาของเรือนกาญจนาให้นินทินาศฟังน่ะ” ญินดากล่าว
“แต่ฉันขอเตือนนะคะ หากเธอฟื้น เธอห้ามบอกเื่ราวเกี่ยวกับเรือนกาญจนาให้ใครฟังเป็อันขาด” อุไรเตือน
“ฉันสัญญาค่ะ ว่าแต่ทำไมถึงแพร่งพรายไม่ได้ล่ะคะ” นินทินาศสงสัย
“ความจริงแล้ว พวกเราเป็ฝ่ายเลือกคนที่มาขอพรน่ะ ถ้าหากเื่นี้เกิดแพร่งพรายออกไป อาจเกิดเหตุวุ่นวายได้ และที่นี่มีความลับอีกอย่างก็คือ หากเป็คนที่มีจิตใจอำมหิตและมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อสนองตัณหาของตนเอง บุคคลเหล่านี้จะไม่อาจมองเห็นเรือนกาญจนาได้ และเมื่อไม่เห็น เขาก็จะนำไปพูดได้ว่าเรือนกาญจนาไม่มีอยู่จริง เป็เื่หลอกลวงทั้งสิ้น ซึ่งอาจมีผลทำให้บุคคลที่พวกเรา้าช่วยเหลือ ก็จะไม่ยอมมาที่เรือนแห่งนี้” อุไรยอมเผย
“ช่างเป็เื่ซับซ้อนเสียจริงค่ะ” นินทินาศกล่าว
“เอาล่ะ ฉันมีข่าวดีจะบอก” อุไรกล่าวยิ้มๆ
“ข่าวอะไรหรอคะ” นินทินาศอยากรู้
“เธอมีโอกาสฟื้นเป็ปกติได้แล้วล่ะ” อุไรกล่าว
“เป็ความจริงหรอคะ” นินทินาศดีใจอย่างมาก
“ครอบครัวเธอต่างช่วยกันช่วยเหลือเธอ แม่ของเธอไปบวชชีเป็เวลา 6 เดือนและธิติกานต์ก็หมั่นทำบุญให้ เพื่อที่ว่าผลบุญเหล่านี้จะได้ช่วยให้เธอมีโอกาสฟื้น ไม่เพียงเท่านั้น พ่อของเธอก็ได้หาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พอพบก็รีบส่งตัวเธอไปรักษาถึงอเมริกาเลย หลังจากรักษาเขาก็ส่งตัวเธอกลับบ้าน และคาดการณ์ว่าเธอน่าจะฟื้นภายใน 7 วัน” อุไรกล่าว
“งั้นฉันก็กลับเข้าร่างได้แล้วน่ะสิ” นินทินาศกล่าว
“ใช่แล้วล่ะ งั้นไปกันเถอะ ฉันจะนำทางให้เอง” อุไรกล่าว
“แต่ที่นั่นเป็บ้านของฉันอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็ต้องนำทางก็ได้ค่ะ” นินทินาศเกรงใจ
“เธอคงยังไม่รู้สินะว่า เธอได้ย้ายบ้านไปแล้ว รีบตามมาเถอะ อย่าถามให้มากนักเลย” อุไรกล่าว
นินทินาศงงมากว่าเธอจะได้ย้ายไปอยู่ที่ไหนอีก ก็ในเมื่อบ้านของพ่ออนัฆพัฒน์ก็มีอยู่หลังเดียว แต่เธอก็เดินตามอุไรออกไปจากเรือนกาญจนา เดินไปตามป่า แล้วไปปรากฏตัวอยู่ที่บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง
“นี่บ้านใครกันล่ะนี่” นินทินาศพูดพึมพำ
“รีบเข้าร่างเถอะ มีเวลาไม่มากแล้ว” อุไรกล่าว
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณอุไร” นินทินาศเดินไปหาร่างที่นอนอยู่บนเตียงนุ่ม เธอนอนซ้อนทับเข้าร่างจนกระทั่ง นินทินาศใสะดุ้งตื่นทันที
“คุณผู้หญิงฟื้นแล้ว คุณผู้หญิงฟื้นแล้วค่ะ” สาวใช้ะโโหวกเหวกโวยวายด้วยความดีใจ
พยาบาลประจำตัวเลยรีบโทรบอกหมอ และอนัฆพัฒน์ทันที
นินทินาศสำรวจตัวเอง แล้วเห็นสาวใช้เดินเข้ามาหาด้วยความดีใจ
“ทำไมถึงเรียกฉันว่าคุณผู้หญิงล่ะ” นินทินาศสงสัย
“ก็คุณเป็ภรรยาของเ้าของบ้าน ฉันก็ต้องเรียกคุณแบบนี้นี่คะ” สาวใช้กล่าว
“ห๊า อะไรนะ ฉันยังไม่ได้แต่งงาน และมีสภาพแบบนี้ จะไปเป็ภรรยาใครได้ยังไง” นินทินาศสงสัย
“แม่ของคุณยกคุณให้คุณผู้ชายแล้วค่ะ เห็นว่ามีพิธีแต่งงานทั้งๆที่คุณไม่ได้สติด้วยค่ะ” สาวใช้กล่าว
“บ้าจริง แล้วแม่ยกฉันให้กับใครกันล่ะเนี่ย” นินทินาศสงสัย
“ยกให้พี่เองครับ เธอเป็ภรรยาของพี่แล้ว” อนัฆพัฒน์ปรากฏตัว
“พี่พัฒน์ แต่พวกเราเป็พี่น้องกันนะ” นินทินาศพูดอย่างเอาเื่
“แม่ไม่รู้ว่าเธอจะฟื้น แต่ตัวเธอควรจะมีคนดูแลไปตลอดชีวิต เลยขอให้พี่เป็คนดูแลเธอ หากวันหนึ่งท่านมีอันเป็ไป จะได้ไปอย่างหมดห่วง” อนัฆพัฒน์กล่าว
“เอาเถอะ ไหนๆ ฉันก็ฟื้นแล้ว ก็เลิกกันไปก็แล้วกัน พี่จะได้เป็อิสระและแต่งงานกับคนที่ชอบเสียที” นินทินาศกล่าว
“ก่อนจะทำอะไรก็อ่านจดหมายของแม่ก่อนก็แล้วกันครับ ระหว่างที่รอหมอด้วย” อนัฆพัฒน์ยื่นจดหมายของแม่มาให้ภรรยาอ่าน
“อะไรนะ นี่แม่โอนที่ดินที่ระยองให้พี่ เพื่อเป็ของขวัญแต่งงาน ก็ไหนว่าแม่จะยกให้ฉันหลังจากเรียนจบไง” นินทินาศใ
“ก็แม่เห็นเธอยังเป็เ้าหญิงนิทรา และเธอก็เป็ภรรยาพี่อยู่แล้ว ยังไงมันก็เป็สมบัติของพวกเราอยู่ดี” อนัฆพัฒน์อธิบาย
“แต่ฉันกะว่าจะไปทำสวนที่นั่นหลังจากเรียนจบนี่ งั้นพี่ยกมันให้ฉันเถอะ ไหนๆพี่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แล้วพวกเราก็เลิกกันไป” นินทินาศกล่าว
“พี่โอนที่ดินให้เธอก็ได้ แต่พี่มีข้อแม้” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ข้อแม้อะไร” นินทินาศสงสัย
“เธอจะต้องดูแลพี่ในฐานะภรรยาเป็เวลาสามเดือน แทนตัวเองว่านาศ และพูดเพราะๆกับพี่ด้วย ถ้าทำได้พี่จะโอนที่ดินคืนให้” อนัฆพัฒน์กล่าว
“แล้วทำไมฉันต้องดูแลพี่ด้วย” นินทินาศสงสัย
“ก็พี่ยังเป็คนดูแลเธอในฐานะสามีของเธอมาเป็เวลาสามปีได้เลย ดังนั้นเธอติดค้างพี่อยู่ แค่สามเดือนเอง พวกเราจะได้ไม่ติดค้างกัน” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ก็ได้ นาศจะดูแลพี่ในฐานะภรรยาก็ได้ค่ะ แต่ห้ามมีอะไรเกินเลยนะคะ หลังจากสามเดือนพี่ก็รีบโอนที่ดินคืนนาศ และพวกเราก็จะไม่มีอะไรติดค้างกัน” นินทินาศยินยอมทำตามเงื่อนไข
“ดีมากครับนาศ เอาล่ะหมอมาพอดี ให้หมอตรวจร่างกายก่อนนะครับ หลังจากนั้นพี่จะพาไปทานข้าว” อนัฆพัฒน์พูดยิ้มๆ
หมอเห็นว่านาศเป็ปกติและมีสภาพร่างกายแข็งแรงอย่างปาฏิหาริย์ ก็เดินมาบอกกับอนัฆพัฒน์ แล้วหมอและพยาบาลก็พากันกลับ
อนัฆพัฒน์เห็นนาศลุกขึ้นเดินเหินได้อย่างปกติ เลยปล่อยให้นาศไปอาบน้ำ
“แล้วพี่จะมารออยู่ในห้องทำไมคะ ไปรอข้างล่างก็ได้” นินทินาศเห็นพัฒน์ไม่ยอมออกไปจากห้องของเธอ
“พี่ยังไม่ไว้ใจครับ หากนาศเกิดเป็ลมเป็แล้งในห้องน้ำ พี่จะได้เข้าไปช่วยทันไง” อนัฆพัฒน์กล่าว
“ขอบคุณค่ะ” แต่นาศคิดในใจว่า “ใครจะกล้าเป็อะไรในห้องน้ำล่ะ อย่างนี้นายก็เห็นฉันโป๊ล่ะสิ”
ดังนั้นนาศจึงเตรียมชุดเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำด้วย พอออกมาก็ตามพี่พัฒน์ลงไปทานข้าว
หลังจากนั่ง นาศก็รีบถามทันที “พ่อกับแม่ล่ะคะ”
“ท่านยังบวชชีอยู่ ท่านให้สัจจะว่าจะบวชเป็เวลาหกเดือนเพื่อนาศ ตอนนี้บวชได้สามเดือนแล้ว อีกสามเดือนพี่ค่อยพานาศไปพบท่านก็แล้วกัน ส่วนพ่อท่านก็ไปทำการค้าที่อเมริกา และวันนี้พี่โทรบอกพ่อแล้วว่านาศฟื้นแล้ว ท่านเลยกะว่าจะซื้อของฝากไปขอบคุณหมอที่รักษานาศด้วยครับ” พัฒน์กล่าว
“ขอบคุณพ่อกับแม่ และพี่ด้วยนะคะ ที่ช่วยดูแลนาศ” นาศรู้สึกซาบซึ้งใจคนในครอบครัว
พัฒน์พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “รีบทานข้าวเถอะครับ”
ั้แ่นั้นมา นาศต้องดูแลพี่พัฒน์ ทั้งจัดเตรียมชุดทำงาน จัดเนคไทให้ ออกไปส่งตอนพัฒน์ไปทำงานและออกมารับหลังจากพัฒน์กลับมาแล้ว ในระหว่างที่อยู่บ้านนาศก็ต้องเตรียมหาที่เรียนใหม่เพราะตนยังเรียนไม่จบ พอว่างก็ไปจัดสวนแก้เบื่อเป็แบบนี้เกือบทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง
“ทำไมนาศต้องไปงานเลี้ยงด้วยคะ” นาศไม่อยากออกงานสังคม
“โถ่ นาศ พี่เป็นักธุรกิจมีชื่อเสียง ตอนวันแต่งงาน สื่อก็มาทำข่าว ดังนั้นพี่ก็ควรจะพาภรรยาไปงานด้วย เพราะมีข่าวประกาศบอกว่านาศฟื้นอย่างปาฏิหาริย์นะครับ” พัฒน์กล่าว
“แต่อีกสองเดือน พวกเราก็จะเลิกกันอยู่แล้วนะคะ” นาศไม่อยากเป็ข่าวใหญ่
“ใน่นี้พี่ยังต้องทำการค้าครับ พี่จำเป็ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อถือในตัวพี่ หากภรรยายังดูแลไม่ได้ แล้วพี่จะใส่ใจลูกค้าได้ยังไงครับ” พัฒน์กล่าวอ้าง
“ก็ได้ค่ะ นาศไปงานเลี้ยงกับพี่ก็ได้” นาศใจอ่อน
**************************************************
ณ งานเลี้ยง ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
อนัฆพัฒน์โอบเอวภรรยาอย่างสนิมสนมเข้าไปในงาน นาศในตอนนี้รู้สึกอึดอัดมาก พยายามขัดขืนก็ไม่เป็ผล เพราะนักข่าวต่างกรูกันเข้ามาถ่ายรูป พร้อมกับมีเสียงฮือฮา แสดงความยินดีที่ภรรยานักธุรกิจหนุ่มฟื้นเป็ปกติ
“ดีใจด้วยนะคะ คุณพัฒน์ ภรรยาของคุณฟื้นอย่างปาฏิหาริย์ แถมสภาพร่างกายในตอนนี้อย่างกับไม่เคยป่วยมาก่อนเลยนะคะ” คุณหญิงกล่าว
“ขอบคุณครับ คุณหญิง” พัฒน์ยิ้มและตอบอย่างสุภาพ
พัฒน์พาภรรยามานั่งที่โต๊ะจีนด้านหน้าซึ่งมีแต่แขก VIP งานเลี้ยงนี้มีการแสดงบนเวทีและการรับบริจาคเงินเพื่อการกุศล พิธีกรเห็นว่าทุกคนให้ความสนใจกับนินทินาศ ภรรยาของพัฒน์ เขาก็เลยประกาศเชิญพัฒน์กับนาศขึ้นไปบนเวที
นาศรีบกระซิบบอกทันที “ทำไมต้องขึ้นไปด้วยคะ”
“ไปเถอะครับนาศ งานเลี้ยงนี้มีแต่ผู้ใหญ่ ไม่ไปมันดูน่าเกลียด” พัฒน์กล่าว
พัฒน์จึงจูงมือภรรยาขึ้นไปบนเวที พร้อมพูดกล่าวแสดงความรู้สึกยินดีที่ได้ภรรยากลับคืนมา ส่วนนาศก็ต้องพูดแสดงความรู้สึกที่ตนได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้งอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะตนไม่เคยพูดต่อหน้าสาธารณชนมากมายขนาดนี้
พิธีกรกล่าวอีกว่า “ในเมื่องานแต่งงานของคุณอนัฆพัฒน์ เ้าสาวไม่อาจทำอะไรได้ ดังนั้นในวันนี้คุณอนัฆพัฒน์กับคุณนินทินาศก็จุมพิตกันเพื่อชดเชยในวันแต่งงานนะครับ”
นาศส่ายหน้า แต่ก็มีแต่เสียงเชียร์ “จูบเลย จูบเลย จูบเลย”
พัฒน์จึงดึงตัวนาศเข้ามาจูบต่อหน้าสาธารณชน ทั้งคู่จุมพิตกันเนิ่นนาน จนนาศตั้งสติได้รีบขืนตัวผลักพัฒน์ออก
“เอาล่ะครับ ขอบคุณคุณอนัฆพัฒน์กับคุณนินทินาศมากที่มาสร้างสีสันให้กับงานเลี้ยงในวันนี้ งั้นขอเชิญทั้งคู่กลับเข้าที่ได้ครับ เรามาเริ่มการแสดงต่อไปกันเลยดีกว่า” พิธีกรกล่าว
นาศทั้งหน้าแดงทั้งโกรธเขามาก เลยเดินนำหน้าพัฒน์กลับเข้าที่
พองานเลี้ยงเสร็จสิ้น พัฒน์ขับรถพานาศกลับบ้าน
“พี่ขอโทษครับนาศ” พัฒน์กล่าว
“พี่ไม่จำเป็ต้องแสดงว่าสวีทกับนาศขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ยังไงพวกเราก็ต้องเลิกกันอยู่ดี ถึงตอนนั้นนักข่าวต้องมาสัมภาษณ์หนักกว่าเดิมแน่ๆ” นาศกล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“เอาล่ะ พวกเราจบเื่นี้กันนะครับ วันพรุ่งนี้เป็วันหยุด พี่จะพานาศไปทำบุญดีมั้ย” พัฒน์รีบเปลี่ยนเื่
“ก็ได้ค่ะ” นาศอารมณ์เย็นลงเพราะเธอก็อยากไปทำบุญ
ตลอดระยะเวลาสามเดือน นาศเริ่มมีใจกับพัฒน์ เพราะใน่นี้ทั้งคู่พูดดีต่อกัน และนาศก็ดูแลและปฏิบัติต่อพัฒน์อย่างกับสามีของตัวเอง พอถึงวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่จะสิ้นสุดลง นาศจึงแอบร้องไห้ เพราะตนเริ่มรู้ใจตัวเองแล้วว่า ตนรักพี่พัฒน์อย่างชายคนรักมากเพียงใด
นาศพยายามสกัดกั้นความรู้สึกหวั่นไหวนี้ไว้ เพื่อไม่ให้พัฒน์รับรู้ความรู้สึก เพราะนาศรู้ดีว่าพัฒน์มีคนรักอยู่แล้ว ซึ่งก็คือธิติกานต์นั่นเอง นาศรู้สึกเป็หนี้บุญคุณพัฒน์ ดังนั้นเธอจะไม่ไปขัดขวางความสุขของพัฒน์เด็ดขาด
**************************************************
พัฒน์มารับนาศเพื่อพาไปโอนที่ดินที่สำนักงานที่ดิน
“ทำไมไม่บอกนาศล่ะคะ นาศไปที่สำนักงานเองก็ได้” นาศกล่าว
“ไม่เป็ไรครับ พี่มีเอกสารให้นาศเซนด้วย” พัฒน์กล่าว
“เอกสารอะไรหรอคะ” นาศสงสัย
“คือว่า พี่ได้จ้างเพื่อนของนาศมาทำสวนบนที่ดินของนาศแล้วครับ และจะมีสัญญาจ้างเขาเป็เวลาสี่ปี นี่เป็สัญญาที่นาศจะต้องจ้างเขาต่อ แต่พี่มีงานด่วนที่ต้องรีบกลับไปบริษัท งั้นนาศช่วยเร่งเซนเอกสารให้พี่หน่อยนะครับ จะได้รีบไปสำนักงานกัน" พัฒน์กล่าว
นาศเลยรีบเซนเอกสารซึ่งน่าแปลกที่มันมีหลายหน้ามาก เธอเห็นพัฒน์รีบ เลยไม่ได้อ่านดีๆ อีกอย่างพัฒน์เป็คนเปิดเอกสารให้เธอเซน พอเสร็จสิ้น พัฒน์ก็รีบเก็บเอกสารทั้งหมดเข้าตู้เซฟทันที ทำให้นาศไม่มีโอกาสได้อ่านรายละเอียดเลย
พอโอนที่ดินเรียบร้อย พัฒน์ก็ขับกลับมาส่งนาศที่บ้านทันที แล้วไปที่บริษัทโดยไม่พูดอะไรสักคำ
นาศแอบน้อยใจ แต่ถึงยังไงทั้งสองก็ต้องแยกย้ายต่างคนต่างอยู่ เธอเลยรีบไปเก็บของเพื่อเดินทางไประยอง เธอกะว่าจะไปทำสวนที่นั่น จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก และพยายามตัดใจจากพัฒน์ให้ได้ และเพราะนาศกลัวว่าพัฒน์จะรับรู้ความรู้สึกของเธอ นาศก็เลยรีบออกเดินทางไประยองโดยที่ไม่ร่ำลาพัฒน์สักคำ
**************************************************
ณ สวนเงาะโรงเรียน
“อ้าว ชาวสวนที่พี่พัฒน์จ้าง เป็เธอนั่นเอง ยัยขวัญ” นาศเจอเพื่อนทำงานที่สวน
“ฉันดีใจที่เธอฟื้นแล้ว คุณพัฒน์โทรบอกฉันแล้วว่า เ้านายคนใหม่เป็เธอ” ขวัญกล่าว
“อย่าเรียกว่าเ้านายเลย ถือซะว่าพวกเรามาช่วยกันดูแลสวนแห่งนี้กันเถอะ” นาศกล่าว
“ค่ะ คุณนาศ” ขวัญพูดทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อนเพื่อแสดงความเป็กันเอง
หลังจากนาศทำสวนเสร็จ สาวใช้ก็นำการ์ดแต่งงานมาให้นาศ
“คุณพัฒน์จะไปหัวหินค่ะ เลยแวะมาที่นี่เพื่อนำการ์ดแต่งงานมาให้คุณ” สาวใช้ยื่นการ์ดให้นาศ
นาศรับการ์ดมา และกล่าวกับสาวใช้ว่า “ขอบใจมาก”
นาศรับมาแล้วเดินขึ้นไปบนห้องเพื่ออาบน้ำ เธอนำการ์ดเก็บในลิ้นชักทันที เพราะเธอคิดว่าจะหาข้ออ้างไม่ไปงานแต่งงาน แล้วรีบเข้าไปอาบน้ำ ในตอนนั้นเธอเกิดความรู้สึกหลากหลาย ทำให้น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา เธอปล่อยให้มันไหลไปพร้อมกับสายน้ำ ในตอนนี้นาศได้สูญเสียพัฒน์ให้กับธิติกานต์ไปแล้ว
ั้แ่นั้นมานาศก็ตั้งหน้าตั้งตาทำสวนอย่างลืมวันลืมคืน เธอไม่สนใจใครทั้งสิ้น จนกระทั่งธิติกานต์โทรมาหาเธอ
“นาศยังโกรธฉันอยู่หรอ ทำไมไม่มางานแต่งงานฉันล่ะ” กานต์กล่าว
“ฉันขอโทษนะกานต์ ฉันมัวยุ่งๆจริงๆ งานในสวนเยอะมาก ฉันก็เลยทำงานโดยลืมวันลืมคืนไปเลย รู้ตัวอีกที ฉันก็พลาดงานของเธอไปซะแล้ว ไว้วันหลังฉันจะไปเยี่ยมนะ” นาศรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไรจ้ะ ค่อยเจอกันวันหลังก็ได้ ฉันก็นึกว่าเธอยังโกรธฉันอยู่” กานต์กล่าว
“ไม่แล้วล่ะ เธอสบายใจได้นะ ขอให้มีข่าวดีเร็วๆก็แล้วกัน” นาศอวยพร
“ขอบใจนะนาศ งั้นแค่นี้ก่อนนะ” กานต์กล่าว
นาศวางสาย แล้วยืนเหม่อมองดูดาวที่ระเบียงของห้อง นาศเจ็บใจตัวเองที่ไม่อาจตัดใจจากพัฒน์ได้ น้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง เธอไม่คิดเลยว่าเธอจะปักใจรักคู่อริเก่ามากมายถึงเพียงนี้ แต่แล้วสักพักอยู่ดีๆ ก็มีใครก็ไม่รู้กอดเธอจากทางด้านหลัง
“ใครน่ะ ปล่อยนะ” นาศพยายามดิ้นขัดขืน
พัฒน์หอมแก้มนาศ แล้วกล่าวว่า “พี่เองครับนาศ รู้มั้ยพี่คิดถึงนาศมากแค่ไหน”
นาศหันกลับไปหาพัฒน์ “พี่พัฒน์ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ พี่พัฒน์แต่งงานกับกานต์แล้ว และนาศก็ไม่ได้เป็ของเล่นของพี่ด้วย”
พัฒน์จับร่างนาศให้หันมาหาเขา พร้อมกับปาดน้ำตาให้เธอ และดึงตัวเธอเข้ามากอดทั้งๆที่นาศพยายามขืนตัวและดิ้นอยู่อย่างนั้น
“นี่นาศยังไม่ได้อ่านการ์ดแต่งงานล่ะสิ เลยไม่รู้ว่ากานต์แต่งงานกับใครน่ะ” พัฒน์กล่าว
นาศหยุดดิ้น แล้วรีบถามทันที “หมายความว่ายังไงคะ กานต์ไม่ได้แต่งงานกับพี่งั้นหรอ”
“กานต์แต่งงานกับฉีฝานครับ” พัฒน์ยอมเฉลย
กานต์ผลักพัฒน์ออก แล้วรีบถามทันที “ว่าไงนะคะ ก็ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันแบบพี่น้อง จะเป็ไปได้ยังไงคะ”
“พวกเขาก็เหมือนพวกเราสองคนไงครับ พออยู่ด้วยกันไป เหมือนทั้งคู่คอยเติมเต็มให้แก่กัน ฉีฝานผู้ซึ่งเคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว พอมีกานต์เข้ามาในชีวิต กำแพงที่ฉีฝานเคยสร้างเอาไว้ก็พังทลาย กานต์เองก็ใฝ่หาคนมาปกป้องเธอ แม้ว่าทั้งคู่จะพยายามบังคับตัวเองว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนรัก แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่อาจฝืนตัวเองได้อีกต่อไป” พัฒน์กล่าว
“แล้วทั้งคู่รู้ใจกันได้ยังไงคะ” นาศสงสัย
“วันที่กานต์มาบอกว่าจะไปจากฉีฝานครับ มันเลยทำให้ฉีฝานต้องสารภาพรัก กานต์แค่อึ้งและใเพราะไม่คิดว่าฉีฝานจะมีใจตรงกัน ฉีฝานก็ดันใจร้อนดึงตัวกานต์เข้าไปกอดและจูบจนกระทั่งทั้งคู่มีอะไรเกินเลย ทั้งคู่เลยตกลงแต่งงานกันเพราะกานต์ยอมพูดเปิดใจกับฉีฝานว่าตนก็รักเขาเหมือนกัน” พัฒน์เล่าย่อๆ
“แล้วทำไมพี่ถึงรู้ละเอียดขนาดนั้นคะ” นาศสงสัย
“ก็กานต์เล่าให้พี่ฟังครับ” พัฒน์กล่าว
“พี่ไม่รู้สึกเสียใจหรอคะ ที่คนรักกลายเป็ของชายอื่น” นาศสงสัย
“คนรักของพี่อยู่ตรงนี้ต่างหาก กานต์เป็เพียงน้องสาวพี่เท่านั้นครับ” พัฒน์มองตานาศไม่วางตา
นาศหน้าแดง เธอไม่คิดว่าพัฒน์จะชอบตน “เป็ไปได้ยังไงคะ ก็ในเมื่อพวกเราไม่ถูกกัน”
“นาศคิดไปเองต่างหาก พี่รักนาศมาั้แ่นาศอยู่ปีหนึ่งแล้ว แต่เพราะพี่เป็รุ่นพี่ที่ต้องฝึกเทควันโดให้นาศ พี่ก็เลยพูดจาเข้มงวดกับนาศ ทำให้นาศไม่ชอบหน้าพี่ และเพราะพี่กับทรงชัยไม่ถูกกัน ทรงชัยจึงพูดใส่ร้ายพี่ให้นาศฟัง นาศก็เลยมีอคติต่อพี่ถึงเพียงนี้ วันที่พี่รู้ว่านาศจะต้องมาอยู่ในครอบครัวเดียวกันกับพี่ รู้มั้ยว่าพี่เสียใจแค่ไหน" พัฒน์กล่าว
“ทำไมล่ะคะ” นาศสงสัย
“ก็นาศจะต้องมาเป็น้องสาวพี่น่ะสิครับ คนที่พี่รักมาเป็น้องสาวต่างสายเื มันทำให้พี่ต้องสกัดกั้นหัวใจตัวเอง” พัฒน์กล่าว
“งั้น ที่ นาศแต่งงานกับพี่ นั่นก็คือ…” นาศพูดไม่ออก
“พี่เป็คนขอนาศกับแม่เองครับ พี่สัญญากับแม่ว่าพี่จะดูแลนาศในฐานะภรรยาของพี่ไปตลอดชีวิต ตอนแรกท่านก็ไม่ยอม แต่เพราะท่านเห็นว่าพี่รักนาศมากแค่ไหน ท่านเลยใจอ่อนครับ” พัฒน์ยอมบอกความจริง
“แต่พวกเราเลิก…” นาศกล่าวไม่จบเช่นเคย
“ใครบอกว่าเลิก พวกเราจดทะเบียนสมรสกันแล้วต่างหาก” พัฒน์กล่าว
“หมายความว่ายังไงคะ จดทะเบียนตอนไหน” นาศสงสัย
“ก่อนไปโอนที่ดินไงครับ” พัฒน์กล่าว
“พี่หลอกนาศอีกแล้วนี่คะ” นาศถึงบางอ้อ เพราะวันนั้นเธอไม่ได้อ่านเอกสารเลยสักฉบับ
“ก็นาศชอบหลอกตัวเอง ชอบปากไม่ตรงกับใจ พี่เลยต้องใช้วิธีนี้ไงครับ” พัฒน์กล่าว
นาศหน้าแดงหนักขึ้นกว่าเดิม แถมต้องมาเสียรู้เขาหลายครั้งหลายครา
พัฒน์ดึงตัวภรรยาเข้ามาจูบกันที่ระเบียง ทั้งคู่รู้ตัวแล้วว่าต่างมีใจให้แก่กัน และตอนนี้พวกเขาไม่จำเป็ต้องปิดกั้นตัวเองอีกแล้ว พัฒน์อุ้มตัวภรรยาไปที่ห้องนอนและพวกเขาก็ได้เข้าหอกันเสียที หลังจากที่แต่งงานกันเป็เวลาสามปี
พัฒน์หอมแก้มภรรยาในตอนเช้า เขากอดเธอไว้แน่นและกล่าวว่า
“ตื่นได้แล้วครับที่รัก”
“ทำไมพี่พัฒน์ไม่ถนอมนาศเลยคะ ไม่เอาแล้วนาศจะไปอาบน้ำ” นาศพูดด้วยความเขินอาย
พัฒน์ยิ้มแล้วปล่อยภรรยาพันผ้าห่มไปอาบน้ำอย่างเอ็นดู ตอนนี้เขาไม่จำเป็ต้องแสดงตัวเป็พี่ชายอีกแล้ว เขายอมรับว่าเขาเป็พี่ชายที่คิดไม่ซื่อ แต่เขาก็เฝ้ารอเวลาที่นาศจะมีใจให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงวางแผนให้นาศดูแลเขาในฐานะสามีเป็เวลาสามเดือนหลังจากเธอฟื้น เพื่อให้นาศยอมเปิดใจให้กับเขา และเขาก็เฝ้าดูเธอมาตลอด เห็นแม้กระทั่งนาศแอบร้องไห้ในตอนที่เขาและเธอจะต้องจากกัน เขาจ้างสาวใช้ที่สวนคอยจับตามองนาศมาตลอด ซึ่งสาวใช้ก็รายงานว่า นาศแอบร้องไห้เมื่อเห็นการ์ดแต่งงานและไม่ยอมเปิดอ่านเลยสักนิด พอพัฒน์รู้ว่านาศรักเขา พัฒน์ก็เลยยอมปรากฏตัวและเผยความรู้สึกให้นาศรู้
พัฒน์ตั้งใจแล้วว่าจะไม่ยอมบังคับขืนใจนาศเด็ดขาด จึงยอมอดทนรอนาศตลอดมา จนกระทั่งนาศยินยอมเป็ภรรยาของเขาทั้งตัวและหัวใจ
พัฒน์พาภรรยาลงมาทานข้าว ท่ามกลางความยินดีของลูกจ้างที่อยู่ในสวน
“แล้วนี่พี่พัฒน์ไม่ไปทำงานหรอคะ” นาศสงสัย เพราะพัฒน์ไม่ได้เตรียมตัวเดินทาง
“พี่ลางาน 7 ครับ กะว่าจะมาฮันนีมูนที่นี่” พัฒน์กล่าวยิ้มๆ
นาศหน้าแดง เลยรีบเปลี่ยนเื่ “แล้วแม่ชีท่านจะกลับมาเมื่อไหร่คะ”
“อีก 7 วันท่านถึงจะสึกครับ พอพ่อไปรับท่าน พี่ก็พานาศกลับกรุงเทพฯพอดี นาศจะได้เจอท่านเสียที อีกอย่างพี่จะพานาศไปหากานต์และฉีฝานด้วย เพราะนาศไม่ยอมไปงานแต่งงานของคนทั้งคู่”
“เพราะพี่นั่นแหละ ไม่ยอมบอกนาศตรงๆนี่คะ” นาศกล่าวโทษ
“ก็พี่ไม่รู้นี่ว่านาศจะไม่ยอมอ่านการ์ดแต่งงานน่ะ” พัฒน์กล่าวยิ้มๆ
“แต่นาศต้องรีบกลับมาที่สวนนะคะ เพราะต้องทำงานต่อ” นาศเริ่มห่วงงาน
“พี่ไม่ให้กลับหรอกครับ ใครจะปล่อยให้ภรรยาอยู่ไกลจากตัว” พัฒน์กล่าว
“แต่นาศมีงานอยู่ที่ระยองนี่คะ นานๆพวกเราค่อยเจอกันก็ได้ หรือให้นาศไปหาพี่ที่กรุงเทพฯก็ได้ค่ะ” นาศกล่าว
“พี่จะให้นาศเรียนให้จบก่อนครับ ซึ่งนาศก็ต้องอยู่กับพี่ที่กรุงเทพฯ ส่วนงานที่นี่ก็ปล่อยให้ขวัญดูแลให้ ซึ่งขวัญเขาจะเก็บเงินซื้อที่ดินเป็ของตัวเอง ต่อไปเขาก็จะได้มีสวนเป็ของตัวเองเสียที” พัฒน์กล่าว
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ” นาศยินยอมทำตาม
ตลอดระยะเวลา 7 วัน ทั้งคู่สวีทกันยิ่งกว่าข้าวใหม่ปลามันเสียอีก ทำให้ไม่มีใครรู้เลยว่าทั้งคู่เคยไม่ถูกกันมาก่อน
พัฒน์พาภรรยาเก็บของกลับไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ พอมาถึงที่บ้านของพ่อกับแม่ นาศก็เข้าไปกราบบุคคลทั้งสองด้วยความเคารพและซาบซึ้งใจ
“หนูขอบคุณพ่อกับแม่มากเลยนะคะ ที่ทำทุกอย่างเพื่อทำให้หนูกลับมาเป็ปกติ” นาศนั่งกับพื้นแล้วกราบไปที่ตักของบุคคลทั้งสอง
“ก็พวกเราเป็ครอบครัวเดียวนี่ลูก” พ่อกล่าว
“มาให้แม่กอดหน่อยสิลูก แม่ดีใจมากเลยนะที่ได้ยินข่าวว่าลูกฟื้นแล้ว แต่แม่ต้องทำตามสัจจะ ต้องบวชให้ครบหกเดือน ในตอนนี้หนูเป็ภรรยาของพัฒน์แล้วนะลูก อย่าหาเื่ชวนพี่ทะเลาะอีกล่ะ” แม่กล่าว
“ค่ะแม่ ถ้าพี่เขาไม่ชวนหนูทะเลาะก่อนนะคะ” นาศกล่าว
“นั่นไง เริ่มอีกแล้ว” แม่ถึงกับส่ายหน้า
พัฒน์โอบเอวภรรยาออกจากบ้าน เพราะต้องพาไปหาธิติกานต์ตามสัญญาอีก นาศรู้สึกดีใจ ถึงเธอจะกำพร้าพ่อและกังวลกับการได้มาอยู่ในครอบครัวใหม่ แต่พอถึงปัจจุบันจึงทำให้เธอรู้ว่าพ่อเลี้ยงเมตตาปราณีต่อเธอมากเพียงใด และยิ่งเห็นเขารักแม่ เธอก็ยิ่งรู้สึกหมดห่วง เพราะถึงเธอไม่ได้อยู่ด้วย พ่อเลี้ยงก็ดูแลแม่เป็อย่างดี และถึงพัฒน์จะคิดไม่ซื่อกับเธอ แต่เขาก็รอเวลาให้เธอเปิดใจให้เขาเสียก่อน เขาไม่เคยลวนลามและข่มเหงรังแกเธอเหมือนที่ทรงชัยเคยทำกับธิติกานต์เลย
พอถึงบ้านของฉีฝาน นาศรู้สึกว่าบอดี้การ์ดมีจำนวนน้อยลงกว่าเดิม พอลงจากรถ พัฒน์ก็โอบเอวภรรยาเดินเข้าไปในบ้านอย่างเป็กันเอง เพราะบอดี้การ์ดทุกคนรู้จักอนัฆพัฒน์ดี เลยไม่ต้องระวังตัวอะไรมากมาย
“นึกว่าจะไม่มาเยี่ยมกันเสียแล้วนะครับ” ฉีฝานกล่าวทัก
“ฉันขอโทษนะคะ ฉันเอ่อ…” นาศพูดไม่ออก
“ช่างเถอะครับ พัฒน์บอกผมหมดแล้ว ที่แท้คุณก็เข้าใจผิดคิดว่ากานต์แต่งงานกับพัฒน์นี่เอง” ฉีฝานกล่าว
“ทำไมพี่ต้องบอกเขาทุกเื่ด้วยคะ” นาศหันไปว่าสามีเพราะอาย
“พี่บอกกานต์ครับ แล้วกานต์เป็คนบอกฉีฝานต่างหาก” พัฒน์กล่าว
“เอาน่านาศ ฉันเป็คนถามพี่พัฒน์เอง ฉันไม่สบายใจเพราะไม่เห็นเธอมางานแต่งงาน พี่พัฒน์เลยยอมเฉลยให้ฉันสบายใจขึ้นน่ะ” ธิติกานต์กล่าว
“ยังไงผมก็ขอบคุณมากนะครับ นาศ เพราะนอกจากนาศจะช่วยชีวิตผมแล้ว นาศยังมอบภรรยาแสนดีให้ผมอีก” ระหว่างนั้นฉีฝานก็โอบไหล่ภรรยา
กานต์หันไปตีไหล่ของฉีฝานด้วยความเขิน “คุณน่ะ”
นาศยิ้มให้กับคนทั้งคู่ ในใจเธอนึกขอบคุณเรือนกาญจนา ที่อุไรและญินดาทำให้เธอเข้าใจจิตใจของกานต์ และทำให้นาศยินยอมช่วยเหลือกานต์ให้รอดพ้นเงื้อมมือพรรคพวกของทรงชัยไปได้
“ไม่รู้ว่าทรงชัย กับแม่เลี้ยงของกานต์จะเป็ยังไงบ้างนะคะ” นาศสงสัย
“แม่ฉันแต่งงานใหม่อีกแล้ว เพราะพ่อของทรงชัยจับได้ว่าแม่เล่นการพนัน ส่วนทรงชัยทำงานเป็นักสถาปนิก แต่ดันมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับภรรยาเ้านาย จนเ้านายจ้างคนให้มารุมซ้อม ตอนนี้ทรงชัยกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลน่ะ” กานต์เล่า
“ฉันไม่คิดว่าทรงชัยจะเป็คนแบบนี้ได้เลย ขอบใจเธอเหมือนกันนะกานต์ ที่เธอยอมช่วยไม่ให้ฉันเสียท่าทรงชัยที่อยุธยา” นาศกล่าว
“เื่นี้เธอรู้ได้ยังไง หรือว่าพี่พัฒน์ยอมบอก” กานต์สงสัย
“เปล่า ฉันรู้ก็แล้วกัน เอาเถอะ ฉันไม่รบกวนแล้ว ขอให้มีความสุขอยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชรเลยนะ” นาศหันไปลาเพื่อนอีกคน “ลานะคะ ฉีฝาน”
พัฒน์พยักหน้าลาคนทั้งคู่ และโอบภรรยากลับบ้านด้วยกัน ในระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน
“พี่ว่า นาศกลับมาคราวนี้ดูใจเย็นขึ้นเยอะเลยนะครับ” พัฒน์กล่าว
“ประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนอะไรหลายอย่างค่ะ” นาศกล่าว
“งั้นวันนี้พวกเราไปดินเนอร์ด้วยกันนะครับ พี่หิวแล้ว” พัฒน์กล่าวยิ้มๆ
“ใต้แสงเทียนด้วยมั้ยคะ ชักอยากฟังเขาสีไวโอลินให้ฟัง” นาศพูดเชิงล้อเล่น
“เอ่อ พี่ว่าชุดพวกเราอาจจะไม่เหมาะ ไว้วันหลังนะครับ” พัฒน์มองดูเสื้อผ้าถึงกับส่ายหน้า
“นาศล้อเล่นค่ะ ไปทานอะไรอร่อยข้างทางก็ได้” นาศกล่าว
“งั้นไปกันครับ” พัฒน์พาไปทานกับข้าวตามสั่งข้างทาง
หลังจากทานข้าวด้วยกัน นาศก็นั่งรถกลับกับพัฒน์ เธอมองเห็นอุไรและญินดายืนอยู่ข้างทาง ทั้งคู่ยิ้มให้กับเธอพร้อมกับโบกมืออำลา นาศกลัวพัฒน์จะสงสัยเลยทำได้แต่ยิ้มให้พวกเขา และคิดในใจว่า “ขอบคุณพวกคุณมากนะคะ ที่มอบชีวิตใหม่อันแสนสุขให้กับนาศ”
“พวกเราก็ขอบคุณคุณเช่นกัน ที่มาช่วยงานเรือนกาญจนานะคะ ลาก่อน” และแล้วอุไรและญินดาก็แว๊บหายไป
“มองอะไรหรอครับนาศ พี่เห็นนาศยิ้มให้ใครด้วย” พัฒน์สงสัยจริงๆ
“เอ่อ นาศแค่เหม่อค่ะ พอนึกถึงเื่ราวที่ผ่านมานาศก็เลยยิ้ม” นาศรีบแก้ตัว
“นึกถึงพี่บ้างหรือเปล่าครับ” พัฒน์กล่าว
“เจอกันทุกวันขนาดนี้ ยังต้องนึกอีกหรอคะ” นาศกล่าวเขินๆ
“พี่อยากอยู่ในฝันของนาศด้วยครับ” พัฒน์กล่าว
นาศหัวเราะ “พอเถอะค่ะ เดี๋ยวได้พากันไปทะเลาะในฝันกันพอดี”
พัฒน์จับมือนาศไว้ และกล่าวว่า “ไม่มีทะเลาะแล้วครับ”
นาศทำได้แต่อมยิ้ม และปล่อยให้เขาจับมือเธออยู่อย่างนั้น
ทั้งคู่ก็กลับบ้านของอนัฆพัฒน์ ซึ่งบ้านหลังนี้พ่อของเขาสร้างให้ไว้เป็เรือนหอให้พัฒน์กับนาศ แต่นาศยังต้องไปเรียนที่มหา’ลัยเอกชนแห่งหนึ่งเพื่อให้ตนเรียนจนจบก่อนที่จะกลับไปทำงานที่สวน ระหว่างนี้เขากับเธอก็ใช้ชีวิตอย่างสามีภรรยา
นาศเห็นคุณค่าของชีวิตมากยิ่งขึ้น เธอจึงระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม ไม่หุนหันพลันแล่นเสี่ยงชีวิตเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว นับว่าเธอได้รับบทเรียนมากมาย และการที่ได้ไปช่วยงานที่เรือนกาญจนา ก็ทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกของผู้คนรอบข้างมากยิ่งขึ้น ั้แ่นั้นมานาศจึงดูเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น ไม่ใช้อารมณ์และพูดกับผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลมากกว่าเดิม
จบบทที่ 17
.