เวินจ้านใกล้ชิดกับฮ่องเต้เสวียนหวู่มากกว่าผู้อื่นย่อมรู้ดีว่าฝ่าบาทนั้นทรงระแวงค่ายโจรเลี่ยหยางมากขนาดไหน แม้ในใจของฝ่าบาทรู้ดีว่าความเป็นไปได้ที่เยี่ยนเซี่ยงหมิงจะเป็นพวกเดียวกับค่ายโจรเลี่ยหยางต่ำมากแต่หากยังไม่มีข้อสรุป ก็ไม่เอ่ยอันใดออกมาด้วยความมั่นใจได้
คืนนั้นเวินจ้านจึงไปเยือนยังคุกหลวง
“เยี่ยนเซี่ยงหมิงเจ้ายังมีสิ่งใดปิดบังอีกหรือไม่! สิ่งที่ควรรู้ข้าก็รู้พอสมควรแล้ว หากเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ก็จงปิดปากเงียบต่อไปเสีย”
แม้ว่าเยี่ยนเซี่ยงหมิงกับเวินจ้านจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนรัชทายาทเหมือนกันแต่ในยามปกติก็แทบจะไม่ได้พบเจอกันเท่าใดนัก เยี่ยนเซี่ยงหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเวินจ้านมาเยือนกะทันหันรวมทั้งเรื่องที่เอ่ยออกมาด้วย
“เรื่องอื่นข้าไม่ขอถามข้าอยากรู้เพียงว่าเจ้ารู้ตำแหน่งที่ตั้งของค่ายโจรเลี่ยหยางได้อย่างไร”
เวินจ้านจับจ้องใบหน้าของเยี่ยนเซี่ยงหมิงเพื่อหาคำตอบจากใบหน้ากลมกลึงหากแต่เยี่ยนเซี่ยงหมิงกลับไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดทั้งสิ้น
“ท่านโหวข้าทราบว่าท่านหวังดี แต่เรื่องของข้าหาได้สำคัญไม่ตอนนี้เรื่องสำคัญกว่าคือเรื่องของรัชทายาทต่างหาก”
“เจ้ารู้ตัวด้วยหรือทำให้รัชทายาทเดือดร้อนแล้วเหตุใดยังไม่พูดอันใดอีก”
เวินจ้านมีสีหน้าไม่ดีนักส่วนเยี่ยนเซี่ยงหมิงเหล่มองไปยังผู้คุมที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะส่ายหน้าโดยไม่เอ่ยอันใดออกมาท้ายที่สุดแล้วเวินจ้านก็ได้แต่ต้องกลับไปแบบมือเปล่า
นายกองหงเมื่อเห็นท่านโหวเดินออกมาจากคุกหลวงจึงรีบเข้าไปหา “รายงานท่านโหว แม่ลูกสกุลลั่วเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นานครั้งนี้พวกเขาเข้าเมืองหลวงด้วยเรื่องที่ว่า ลั่วจิ่งเฉินต้องเข้าร่วมสอบเคอจวี่ แล้วก่อนหน้านี้คนผู้นี้ยังสอบได้อันดับหนึ่งติดต่อกันถึงสองครั้งหากครั้งนี้ยังได้อันดับหนึ่งอีก ก็เท่ากับสอบได้อันดับหนึ่งถึงสามครั้งต่อเนื่องขอรับ”
“อันดับหนึ่งสามครั้งต่อเนื่องเช่นนั้นหรือปณิธานแน่วแน่ไม่เบา คนประเภทนี้อยู่ในเมืองหลวง กลับไม่ดึงดูดความสนใจของพวกนั้นเลยหรือ?”
เวินจ้านไม่เชื่อว่าเหล่าขุนนางบุ๋นเมื่อเห็นต้นกล้าที่ดีเช่นนี้จะไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“ท่านโหวกล่าวได้ถูกต้องขอรับคนพวกนั้นมีใจอยากสืบประวัติของลั่วจิ่งเฉินจริง เพียงแต่ลั่วจิ่งเฉินค่อนข้างถ่อมตนและไม่ค่อยออกไปไหนช่วงนี้เป็นเพราะเรื่องของจวนสกุลเยี่ยนจึงได้ออกไปข้างนอกขอรับอีกทั้งสถานที่ไปบ่อยที่สุดก็คือจวนสกุลเฉียน”
เฉียนจี้หวั่ง?
“ใช่ผู้ที่ไปอำเภอเฉาก่อนหน้านี้หรือไม่?”
นายกองหงเงยหน้าขึ้นก่อนจะก้มศีรษะลง “ขอรับ”
หรือท่านโหวจะรู้อะไรเข้า?
เนื่องจากนายกองหงก้มหน้าอยู่เวินจ้านจึงไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์ที่ซุกซ่อนในแววตาของเขา ก่อนจะสั่งการออกไป “ไปสืบดูว่าใครเป็นผู้บริจาคบ้านตรงถนนทิศใต้ให้แก่คนสกุลลั่วข้าอยากรู้สถานการณ์โดยรวม”
นายกองหงรับคำสั่งก่อนจะรีบตรงไปยังจวนสกุลเฉียน เนื่องจากท่านโหวมีเรื่องมากมายให้ต้องทำจึงจำเรื่องของบ้านทางถนนทิศใต้ไม่ได้ว่าเป็นมาเช่นไร หากแต่เขากลับไม่เคยลืม การที่บ้านหลังนี้ถูกส่งมอบให้ผู้อื่นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถามให้ชัดเจน
เมื่อเฉียนจี้หวั่งเห็นนายกองหงอยู่ในห้องตำราก็ตกใจเล็กน้อย
เฉียนจี้หวั่งรีบปิดประตูด้วยความรู้สึกกังวล “ไหนเจ้าบอกว่าหากมิใช่เรื่องจำเป็นอย่าได้พบเจอกัน แล้วเกิดอะไรขึ้น?”
นายกองหงไม่ได้อ้อมค้อมจึงถามออกไปโดยตรง “เกิดอะไรขึ้นกับบ้านหลังนั้น? เหตุใดจึงให้คนนอกเข้าพักอาศัย? แม้ข้าจะให้เจ้าช่วยแต่เจ้าก็กลับทำเรื่องเกินกว่าเหตุเช่นนี้อย่างนั้นหรือ? บ้านหลังนั้นเป็นของนายน้อยนะ!”
เมื่อเฉียนจี้หวั่งได้ยินคำถามจึงเข้าใจสาเหตุการมาเยือนในครั้งนี้ของนายกองหง “เรื่องนี้ข้ารู้ขอบเขตดีเขายังไม่ถือสา แล้วเจ้าจะสนใจอันใดกัน?”
“อันใดคือเขายังไม่ถือสา เจ้าพูดมาให้ชัดเจนไม่ได้หรืออย่างไร?”
เฉียนจี้หวั่งที่เห็นท่าทีแข็งกร้าวของนายกองหงเช่นนี้ก็พานทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาบ้าง “นายกองหงเจ้ามาโวยวายกับข้าเพื่อสิ่งใดกันแน่? เจ้าเป็นคนสั่งให้ข้าไปอำเภอเฉาที่นั่นมีอะไร เจ้าจะไม่รู้เชียวหรือ?”
“ข้าย่อมรู้ดีเพียงแต่ว่า…”
เพียงแต่ว่าหลายปีมานี้เขาไม่เคยไปตรวจสอบเองเรื่องราวเป็นไปอย่างไร ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่เขาจะควบคุมได้อีกต่อไป อีกทั้งนายน้อยยังจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้เขาปรารถนาเพียงต้องการให้นายน้อยมีชีวิตรอดปลอดภัยก็เท่านั้น
“ในเมื่อเจ้าก็รู้อยู่แล้วเหตุใดยังจะถามให้มากความอีก เจ้ารู้เพียงแค่ว่าสิ่งที่ข้าทำ ล้วนเพื่อผลประโยชน์ของนายน้อยพวกเจ้าก็พอ” เฉียนจี้หวั่งกล่าวอย่างรำคาญใจก่อนจะไล่นายกองหง “ในเมื่อไม่มีอันใดแล้ว ก็กลับไปทำหน้าที่ของตนเสียอย่าให้ผู้อื่นรู้ว่าขุนนางบุ๋นพบปะขุนนางบู๊บ่อยนัก เดี๋ยวเกิดคำครหาขึ้นอีก”
“เจ้าคิดว่าข้าอยากมาหรืออย่างไรก็เพราะท่านโหวพบว่ามีคนอาศัยอยู่บ้านตรงถนนทิศใต้ จึงให้ข้ามาสืบดู หากข้าบอกท่านโหวไปตามตรงเจ้าคิดว่าท่านโหวจะมาเยือนที่นี่เองหรือไม่”
เฉียนจี้หวั่งนึกถึงเวินจ้านก็แอบหวาดกลัวขึ้นมาในใจ เวินจ้านมีอำนาจมากเกินไป ทุกครั้งที่พบกัน เขาจึงมักรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงทุกครั้งไป “เพราะเหตุใดกันหรือเขารู้แล้วว่าบ้านหลังนั้นเป็นสมบัติของสกุลเวิน?”
“ท่านโหวย่อมไม่ทราบแต่สำหรับของที่เคยเห็น ย่อมจำได้อยู่บ้าง ตอนนี้ท่านโหวพบที่แห่งนี้แล้วคงเลี่ยงไม่รายงานไม่ได้”
เฉียนจี้หวั่งได้ยินดังนั้นก็เดินวนเวียนไปมาเมื่อทบทวนเสร็จจึงได้ถามขึ้น “ท่านโหวรู้เรื่องนายน้อยแล้วหรือไม่?”
เมื่อนายกองหงถูกถามเรื่องนี้สีหน้าจึงไม่ดีเท่าใดนัก “ย่อมไม่รู้!”
ตอนที่เกิดเรื่องกับนายน้อยขึ้นทั้งยังไม่รู้ว่าเป็นหรือตายนายน้อยเคยกำชับไม่ให้พวกเขาบอกเรื่องนี้กับท่านโหว เขาคือคนของนายน้อยย่อมภักดีต่อนายน้อย
“หากไม่รู้เรื่องเช่นนั้นเจ้าก็บอกไปว่าบ้านหลังนี้นายน้อยของพวกเจ้ามอบให้ข้า ส่วนข้านั้นค่อนข้างถูกใจลั่วจิ่งเฉินจึงให้พวกเขายืมบ้านอาศัยอยู่ชั่วคราว”
นายกองหงเห็นเฉียนจี้หวั่งมั่นใจถึงเพียงนี้ก็หัวเราะในใจเบาๆ หวังว่าเมื่อถึงเวลาที่ท่านโหวบุกมาถึงที่ เจ้าจะยังสบายใจเช่นนี้ได้อยู่
…...
ด้านเวินจ้านที่กลับถึงบ้านก็เปลี่ยนเป็นชุดลำลองตัวบาง ก่อนจะเห็นฮูหยินยกถ้วยน้ำแกงร้อนๆ เข้ามาให้ จึงยื่นมือไปรับ
“เรื่องพวกนี้เหตุใดเจ้าต้องทำเองด้วยไม่ให้พวกบ่าวทำเล่า” ความห่วงใยใส่ใจเช่นนี้ทำให้สตรีตรงหน้าหัวเราะออกมาเบาๆ
“ท่านน่ะ อายุก็ปูนนี้แล้วยังทำตัวหวานเลี่ยนอีก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ข้าทำเองได้”
ฉินอี๋ฮูหยินโหวยิ้มเล็กๆ ก่อนจะยื่นผ้าชุบน้ำหมาดๆ ให้เวินจ้าน
“ท่านโหว? ท่านโหว?” ฉินอี๋เรียกเวินจ้านอยู่หลายครั้งเขาถึงเรียกสติคืนได้ “ท่านโหว คิดสิ่งใดอยู่เจ้าคะ? เหตุใดถึงจ้องข้าเช่นนี้อยู่กันมาก็ปูนนี้แล้ว”
เวินจ้านยกมือขึ้นเกลี่ยหางตาของฮูหยินเบาๆ “คงเพราะดวงตาหงส์คู่นี้ของฮูหยินเรียวยาวสวยงามนัก จึงทำให้ข้าลุ่มหลงไปชั่วขณะ”
ฉินอี๋ยกกำปั้นทุบใส่เขาเบาๆ “ท่านนี่ทำตัวอย่างกับเด็กแรกรุ่นเราก็อายุปูนนี้แล้ว ยังจะมาปากหวานอยู่อีก”
เวินจ้านกุมมือของนาง “วันนี้ข้าเจอเด็กหนุ่มสองคนพวกเขาเองก็มีดวงตาหงส์เช่นกับเจ้า ทำให้ข้าเองก็ตกตะลึงไปชั่วขณะเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินอี๋ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที “พวกเด็กๆที่จวนเราไม่มีผู้ใดที่มีดวงตาเหมือนข้าสักคน แต่ละคนมีแต่ตาดุดันเยี่ยงเสือเหมือนท่านทั้งนั้นแล้วเด็กหนุ่มที่ท่านพูดถึงว่ามีดวงตาหงส์เช่นข้านี่เป็นเช่นไรกัน? ข้ายังไม่เคยพบเจอมาก่อน”
เวินจ้านนึกย้อนไปถึงสองพี่น้องสกุลลั่วแม้ว่าจะมีดวงตาแบบเดียวกัน แต่ก็ยังมีความต่างกัน
“คนโตเป็นบุรุษที่สุภาพและสง่าผ่าเผยส่วนอีกคนกลับเป็นเด็กโผงผางใจร้อน”
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเช่นนี้ฉินอี๋ก็หลุดขำ “มีอย่างที่ไหนถึงอธิบายรูปลักษณ์คนเช่นนี้ทว่าฟังจากความหมายของท่านโหว เกรงว่าท่านคงจะถูกใจเด็กสองคนนี้มากเป็นแน่”
“แต่ละคนกล้าหาญไม่เบา”
คนหนึ่งกล้าเผชิญหน้ากับเขาอย่างเปิดเผยส่วนอีกคนหนึ่งเจ้าความคิดมีอุบายแยบยล สองพี่น้องคู่นี้ หากอบรมสั่งสอนอย่างดี ก็จะกลายเป็นยอดคนผู้เป็นเสาหลักให้แคว้นต้าชางได้แต่ก่อนอื่น คงต้องจัดการเรื่องที่ทั้งคู่ทำให้กลายเป็นความลับก่อนจึงจะดี
-----