กองทัพทอดแถวยาวไปตามเส้นทางของทุ่งพกบ๋อง ด้านซ้ายและขวาเป็ป่าหญ้าสูงท่วมหัว ทั้งสันเขาก็ป่ายปีนได้ลำบาก ทางเดินเป็หนทางเส้นเดียวอันตรายยิ่งนัก ทัพหน้าวิ่งคะนองติดตามศัตรูออกไป กองหลังฝ่ายเสบียงยังลากจูงขยับตามแต่ก็ไม่สู้จะไปได้เร็วนัก ยังดีที่มีอิกิ๋มและลิเตียน สองคนผู้ผ่านศึกน้อยศึกใหญ่มามากแล้วคุมอยู่ เหล่าทหารจึงเป็ระเบียบไม่วุ่นวายเหมือนอย่างทัพหน้า
"ท่านอิกิ๋ม บัดนี้กองทหารของพวกเราล่วงเข้ามาถึงแดนศัตรูแล้ว อีกอย่างตอนนี้ก็ค่ำมืดเดินทางมิสู้จะสะดวกเลย"
ลิเตียนผู้ซึ่งติดตามโจโฉมาั้แ่ครั้งปราบโจรตั๋งโต๊ะกล่าวปรึกษาขึ้นกับนายทหารนามอิกิ๋มผู้เคร่งครัดวินัย
"ข้าเองก็กังวลเช่นเดียวกับท่านลิเตียน ยามกลางคืนทัพใหญ่เดินทางย่อมไม่มีในตำราศึก อีกทั้งแถบนี้พวกเราไม่คุ้นเคยกับชัยภูมิถือว่าเสียเปรียบศัตรูยิ่งนัก ช่างน่าเป็ห่วงเสียจริงๆ" อิกิ๋มว่าออกมาอย่างทอดถอนใจ
"ข้างทางเป็หญ้าแขมขึ้นสูงเช่นนี้ ถ้าหากว่าพวกเราถูกซุ่มโจมตีหรือไม่ก็พวกเล่าปี่ลอบเข้ามาจุดเพลิงเผาขึ้นที่ทางด้านหลัง พวกเราจะมิพากันตายเสียจนหมดสิ้นหรือท่าน" ลิเตียนหันมองทั้งซ้ายและขวา หัวใจเต้นรุนแรงขึ้นมาก เวลาค่ำมืดอย่างนี้ที่จริงควรจะตั้งทัพตั้งค่าย พักทหาร มากกว่าออกเดินตามสู้กับศัตรู ยิ่งกองเสบียงด้วยแล้วถือว่าเป็หัวใจของการศึกมิควรเลยที่จะพามาเสี่ยงด้วยเช่นนี้
"ที่ท่านลิเตียนพูดมานี้ชอบแล้ว ขอให้ท่านคุมกองเสบียงหยุดรออยู่ที่นี่ ข้าจะรับขับม้าไปตามหยุดห้ามแฮหัวตุ้นเอาไว้ มิให้ไปไกลมากกว่านี้"
ลิเตียนสั่งกองเสบียงคุมหน้าคุมหลังป้องกันการซุ่มโจมตีเอาไว้ ส่วนอิกิ๋มก็เร่งรุดตามขึ้นไปข้างหน้าจนถึงแฮหัวตุ้น
จอมทัพควบม้าฮึกเหิมดุจพยาราชสีห์กองทหารติดตามประหนึ่งไม่เกรงกลัวต่อความตาย
"แฮหัวตุ้น ท่าจงหยุดก่อน" อิกิ๋มะโดังไล่หลังมา ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่โจโฉมีต่ออิกิ๋มทำให้ทุกคนในกองทัพต่างมีความยำเกรงไม่เว้นแม้แต่แฮหัวตุ้นเอง
"ท่านอิกิ๋มควบม้าตามมาจากแนวหลังอย่างนี้มีเหตุการณ์อันใดผิดปกติหรือ" แฮหัวตุ้นดึงเชือกผูกม้าให้อาชาไนยหยุดลง
"มิได้ บัดนี้พวกเราเคลื่อนทัพเข้ามาสู่เขตแดนของเมืองซินเอี๋ย ซ้ำยังเป็เวลากลางคืน หนทางก็เดินยากลำบาก สองข้างทาง ข้างหนึ่งเป็เขา ข้างหนึ่งเป็ป่าหญ้าป่าแขม แม้ว่าข้าศึกแอบซุ่มจุดไฟวางเพลิงกองทัพจะแตกตื่น พวกเราจะเสียที ขอให้ท่านจงคิดไตร่ตรองดูก่อน" อิกิ๋มพูดเตือนสติ อิกิ๋มผู้นี้บุกเหนือลุยใต้ผ่านการศึกมามาก ทั้งพิชัยาก็เจนจบชำนาญ แฮหัวตุ้นได้ฟังก็ได้สติเห็นชอบด้วยจึงสั่งหยุดทหารเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนทัพต่อไปข้างหน้า
ขณะนั้นกวนเป๋งและเล่าฮองซึ่งคุมทหารอยู่คนละห้าร้อยนาย กำลังแอบซุ่มรออยู่สองข้างทาง
"ท่านเล่าฮอง ท่านว่าอาจารย์ขงเบ้งจะคาดการผิดหรือไม่" กวนเป๋งนั่งลงเหยียดแข้งขาออกหลังจากที่ยืนเมื่อยมานานั้แ่ตอนย่ำค่ำ
"ข้าเคยได้ยินพวกคนแถบนอกเมืองว่า ขงเบ้งผู้นี้มีปัญญามากนักสุดแต่คนธรรมดาอย่างพวกเราจะเข้าใจได้ ส่วนตัวข้าเองนั้นยังไม่ค่อยจะแน่ใจนักว่าจะเป็จริงอย่างนั้น" เล่าฮองเองก็ลงมาบ้าง
"พวกเรามารออยู่ที่นี่ก็นานมากแล้ว ท่านเล่าปี่และท่านจูล่งเองก็ออกไปทัพหน้าก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาเลยสักนิด ข้าว่าพวกเรานำทหารออกไปดูลาดเลาจะดีไหม" กวนเป๋งว่าออกมา ในใจคิดห่วงใยคนทั้งสองกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น และหากพลาดพลั้งต่อแฮหัวตุ้นจริงตัวเองและเล่าฮองก็พอจะเข้าต่อตีฟันฝ่าช่วยเหลือให้มีชีวิตรอดกลับออกมาได้
"อย่าเลยท่านกวนเป๋ง พวกเราอยู่ที่นี่ทำตามแผนของท่านขงเบ้งเถอะ แม้นหากมีอะไรเกิดขึ้น ท่านจูล่งก็ถือเป็ยอดคนมีฝีมือฉกาจคงจะช่วยเหลือท่านเล่าปี่เอาไว้ได้อย่างแน่นอน" เล่าฮองว่ากับกวนเป๋ง
เสียงหายใจทอดยาวออกมาจากโพรงนาสิก หวั่นใจยิ่งแล้ว การไม่รู้ข่าวคราวของทัพหน้าช่างทรมานเสียนี่กระไร กองสอดแนมก็ยังไม่กลับมา
ยังไม่ทันที่ความคิดจะวิ่งแล่นไปไกล กองทัพแฮหัวตุ้นก็ก้าวล่วงมาถึงที่พวกตนซุ่มซ่อน การคาดเดาของขงเบ้งนี้แม่นยำยิ่งนัก เป็ประจักษ์แก่สายตาก็คราวนี้ ยังดีที่ไม่ด่วนตัดสินใจออกไปจากที่ซุ่ม มิฉะนั้นแผนที่วางไว้ก็คงจบสิ้นลงเพราะความวู่วาม
กวนเป๋งและเล่าฮองเมื่อแลเห็นหัวขบวนทัพมีแฮหัวตุ้นนำมาหยุดอยู่ข้างหน้าก็ให้สัญญาณจุดเพลิงขึ้นพร้อมกัน กำลังเพลิงลุกไหม้ขึ้นอย่างมโหราน ลมเอื่อยๆ เมื่อตอนหัวค่ำ ตอนนี้กลายเป็มัจจุราชช่วยพัดโหมให้เปลวเพลิงนั้นดูน่ากลัวเข้าไปอีก กวนอูซึ่งคุมทหารลงไปโอบอยู่ข้างหลังครั้นเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นที่ทางทิศใต้ก็โห่ร้องยกทหารตีรุกเข้ามา พวกทหารของแฮหัวตุ้นก็ใ ทั้งเพลิงไหม้ทั้งศัตรูตีโอบจนต่างคนต่างวิ่งแตกตื่นกันอลหม่าน บ้างหนีจะปีนขึ้นเขาก็ถูกลูกธนูพุ่งเสียบทะลุตกลงมาตาย บ้างหนีไปไม่พ้นถูกครอกตายอยู่ในกองเพลิงเป็อันมาก จูล่งเห็นได้ทีดังนั้นจึงหันหลังกลับยกกองทหารเข้าตีกระหนาบอีกทาง แฮหัวตุ้นเลิกลักมิอาจควบคุมสถานการณ์อยู่สั่งทหารฝ่ายตนหนีถอยอย่างเร่งด่วน
จูล่งควบม้าเข้ามาปะทะ แฮหัวตุ้นได้แต่ปัดป้อง พละกำลังผิดกันนักกับตอนสู้กันครั้งแรก ที่แท้จูล่งแกล้งออมแรงเอาไว้กึ่งหนึ่งเพื่อหลอกล่อให้เป็ไปตามแผน กว่าแฮหัวตุ้นจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว
"เ้าบอดแฮหัว วันนี้เป็วันตายของเ้าแล้ว" จูล่งยันม้าขึ้นเสือกแทงหอกลงไปที่เป้าหมาย อีกฝ่ายโยกตัวหลบหวุดไปหวิดมาน่าหวาดเสียวยิ่งนัก
"เ้าคนต่ำช้ามิกล้าสู้กันซึ่งหน้า เป็แต่ใช้เล่ห์อุบายหลอกล่อ" แฮหัวตุ้นสวนหอกคืนกลับไปบ้าง แต่มิอาจจะฉีกเฉียดกายจอมทัพเกราะขาว
"ท่านขงเบ้งคาดการณ์แม่นยำ อย่าหวังว่าจะรอด" ทั้งสองผลัดกันรุกรับ ฝีมือไม่หนีกันมาก แต่ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเื่ขวัญกำลังใจ อีกฝ่ายแตกตื่นทหารสิบหมื่นจมกองไฟไปกว่าครึ่ง ที่เหลือก็หนีตายอันอลหม่าน
เมื่อรู้ตัวว่าเสียท่าก็มิอาจช้าอยู่ได้จอมทัพตาซ้ายบอดก็ขับม้าฝ่าเพลิงหนีออกไป อิกิ๋มเห็นแฮหัวตุ้นทิ้งทหารเสียดังนั้นก็ขับม้าหนีตามไปด้วยติดๆ
ลิเตียนที่คุมกองเสบียงอยู่ข้างหลัง ครั้นเห็นกวนอูตีโอบลงมาก็พุ่งเข้ารบเพื่อป้องกันเสบียงเป็สามารถ ง้าวัเขียวของนายทัพหน้าแดงฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง ลิเตียนยันไว้ได้แต่ก็หนักหนาเอาแรง นึกตริงตรองอยู่ในใจว่าหากยืดเยื้อต่อไปคงจะตกตายภายใต้น้ำมือของกวนอู ลิเตียนต้านได้ไม่นานเมื่อเห็นเกินกำลังของตนจะยั้งไหวก็ขับม้าเผ่นหนีหายไป
ด้านหน้าแฮหัวอันกับฮันโฮเห็นกองเสบียงถูกเพลิงเผาก็รีบวกกลับมาหวังจะช่วยป้องกันรักษา เตียวหุยที่รออยู่ก่อนก็พาทหารออกมาจากป่าอันหลิมเข้าสู้รบ เสียงตวาดลั่นของจอมทัพหน้าโฉดเล่นเอาพวกทหารศัตรูขวัญหนีดีฝ่อ แฮหัวอันถือดีพุ่งเข้าต่อสู้ แต่แค่สองเพลงเตียวหุยก็สวนทวนยาวเสียบเข้ากลางอกแฮหัวอันตกม้าลงมานอนแน่นิ่งสิ้นลมไปในทันที ฮันโฮที่มาด้วยกันเห็นท่าไม่ดีดังนั้นก็หวาดกลัวเตียวหุยเป็หนักหนา รีบควบม้าหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ในราตรีนั้นโลหิตไหลแดงฉาบไปทั่วทั้งแนวป่า ทหารฝ่ายเล่าปี่ไล่ล่าฆ่าฟันทหารของแฮหัวตุ้นอย่างไม่ปรานี ร่างไร้ิญญาแผ่หลาดาษดื่นไปดังขอนไม้ท่อน เปลวเพลิงที่ลุกโชกโชนเมื่อครู่ ค่อยมอดมิดดับลง ล่องระเหยไอควันขึ้นสู่ท้องฟ้าไปทั่วบริเวณราวกับกำลังสวดส่งิญญาให้กับเหล่าทหารทั้งสองฝ่ายที่พากันมาสิ้นอายุขัยลงเสียที่นี่
กองทหารสิบหมื่นของแฮหัวตุ้นเหลือกลับไปไม่ถึงครึ่ง กว่าจะรวบรวมพวกที่แตกตื่นและรอดตายได้ก็เกือบรุ่งสาง จิตใจของบอดแฮหัวคับแค้นสุดจะบรรยาย สัญญาที่ให้ไว้กับโจโฉเป็อันล้มเหลว ชักกระบี่ขึ้นมาหวังจะปาดคอหอยให้ดับดิ้นลงไปกลางทาง ยังดีที่ฮันโฮและอิกิ๋มเข้าหยุดยั้งห้ามปรามเอาไว้ได้ ลิเตียนว่าพวกเราพ่ายแพ้เล่าปี่คราวนี้เพราะดูแคลนปัญญาของขงเบ้งเกินไป ด้วยเห็นว่าพึ่งเติบโตเป็หนุ่มยังไม่แก่พรรษาจึงคิดว่าพิษร้ายไม่มี แท้จริงแล้วเป็ประดุลูกงูจงอางฤทธิ์กล้า ถึงแม้พึ่งบังเกิดออกมาก็สามารถฉกฆ่าพญาช้างสารได้ในทันที
อิกิ๋มจึงว่า "การศึกคราวนี้เป็บทเรียนดียิ่งแก่ตัวท่านและพวกเรา โชคดีที่ยังไม่สิ้นชีวิตไปเสียก่อน และการจะทำลายชีวิตที่พึ่งรอดพ้นมาได้นั้นยิ่งมิสมควรกระทำ ตัวท่านเป็แม่ทัพใหญ่ติดตามท่านโจโฉมาช้านาน หากมาฆ่าตัวตายเสีย ณ ที่นี้ ต่อไปใครจะช่วยท่านโจโฉออกทัพรบศัตรู"
"แต่ตัวข้าได้ลั่นวาจาออกไป หากแม้มิได้ตัวเล่าปี่ ขงเบ้ง ก็จะถวายศีรษะไปให้แทน" แฮหัวตุ้นเชิดคอขึ้นอย่างองอาจ ทั้งคำสัตย์จริงมิยอมผิดคำพูดที่เคยว่าเอาไว้
"อย่างนั้นพวกเรากลับไปให้ท่านอุปราชตัดสิน หากแม้ท่านจะถูกลงโทษประการใด ข้าอิกิ๋มจะขอร่วมด้วย"
อิกิ๋มปลอบจนแฮหัวตุ้นอ่อนลงก็พากันยกกลับนครฮูโต๋รายงานความปราชัยแก่โจโฉ
ครั้นเวลาเช้า ซุนเขียนออกมารับ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ทั้งหมดยกทัพกลับเข้าเมือง เหล่าทหารได้เก็บอาวุธและเสบียงของศัตรูที่หลงเหลือจากไฟเพลิงเมื่อคืนได้อย่างมากมาย เล่าปี่ทหารเฝ้าเมืองช่วยขนไปเก็บที่คลังหลัก แลพวกที่เหลือก็เข้ากินโต๊ะที่จัดเตรียมรับการกลับมาพร้อมชัยชนะ
"ท่านขงเบ้งอยู่ที่ใด" เล่าปี่ถามซุนเขียน
"รออยู่ด้านในแล้วขอรับ" ซุนเขียนเดินนำนายทัพนายกองทั้งหมดเข้าไปที่โถงประชุม ภายในจัดแต่งงานเลี้ยงอย่างมากมาย สุราอาหารพรั่งพร้อม เสียงเฮฮาก่อตัวขึ้นมาอย่างสนุก ราวกับว่าทุกคนลืมเื่เมื่อคืนที่แสนโหดร้ายไปจนหมดสิ้น
ผมนั่งรอที่ห้องโถงนี้ั้แ่เมื่อคืน เย่อิงเองก็คอยอยู่ใกล้ไม่ห่าง พอหน่วยสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวชัยชนะ ซุนเขียนก็โห่ร้องดีใจรีบเปิดไหสุราทันที ผมไม่เคยเห็นเขาเสียอาการอย่างนี้มาก่อน โดยปกติทุกครั้งที่เจอกันทั้งที่ประชุมและข้างนอก เขาดูเป็คนเรียบร้อยตามแบบฉบับผู้มีการศึกษา นึกไม่ถึงเลยว่าลึกๆ แล้วเขาเองก็เป็เพียงคนธรรมดาที่ดีใจเสียใจเป็
"เชิญท่าน เชิญๆ" ผมออกไปรับเล่าปี่ให้ขึ้นมานั่งแท่นสูงของเ้าเมือง
แต่ยังไม่ทันจะว่าอะไรต่อ เตียวหุยยิ้มแก้มปริ วิ่งโล่เข้ามาจับมือผมทั้งสองข้างกุมเอาไว้แล้วเขย่าไปมา
"สุดยอดไปเลยท่านขงเบ้ง พวกมันมาตามที่ท่านบอกไว้เป๊ะ เก่งขนาดนี้ทำไมไม่บอกกันั้แ่ตอนแรก" แล้วเสียงหัวเราะดังลั่นก็ตมออกมา ผมไม่รู้ว่าเตียวหุยจะมาไม้ไหน แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว ความจริงเขาคนนี้มีนิสัยเหมือนเด็ก ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด ชอบหรือไม่ชอบก็พูดออกมาตรงๆ ไม่ปกปิดเหมือนพวกผู้ใหญ่ที่ใส่หน้ากากเข้าหากัน
"ข้ากวนอูต้องขออภัยท่านขงเบ้งที่เคยล่วงเกิน ขอให้ท่านอย่าได้ถือโทษเลย" กวนอูว่าออกมา แล้วดันหลังให้เตียวหุยคำนับลงด้วย
จูล่งเห็นอย่านั้นก็หัวเราะออกมา เล่าปี่เองก็ดีใจที่น้องทั้งสองไม่คิดดื้อดึงเป็ปรปักกับผมอีก เตียวหุยพอได้กลิ่นเหล้าก็รีบวิ่งไปคว้าเอามาดื่ม ซุนเขียนจะไปเอาจอกมาให้แต่ก็ไม่ทัน เพราะเตียวหุยยกกระดกแบบนั้นไปทั้งไห จูล่งหัวเราะชอบใจตบมือเชียร์ใหญ่ กวนเป๋งเล่าฮองเมื่อสั่งทหารเสร็จก็เข้ามาร่วมงานเลี้ยงด้วย
เย่อิงดึงชายเสื้อสะกิดผม ผมเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องให้เธอพูดออกมา เราทั้งคู่ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปช่วยรบกลางป่ากลางเขา แต่หัวจิตหัวใจก็อ่อนเพลียอย่างมาก ค่ำคืนที่รอคอยฟังข่าวก็บีบเคล้นอยู่ตลอดเวลา จนรุ่งสางนี่แหละถึงโล่งอกเบาใจยิ้มออกมาได้ เย่อิงคงง่วงและเหนื่อยเต็มทีแล้ว ผมเองก็เช่นเดียวกัน
"ข้าต้องขอตัวกลับก่อน ขอให้ทุกท่านฉลองกันให้เต็มที่นะ" ผมยกมือขึ้นคารวะเล่าปี่แล้วแม่ทัพนายกองที่อยู่ในงานเลี้ยง เล่าปี่เข้าใจจึงดื่มขอบคุณให้ผมหนึ่งจอก
"ท่านขงเบ้งรีบกลับบ้านอย่างนี้ สงสัยอีกไม่ช้าพวกเราคงจะได้ยินข่าวดีเป็แน่ ฮ่าๆ" เตียวหุยพูดออกมาเสียงดังหลังจากวางไหเหล้าลง เย่อิงหน้าแดงก่ำจนต้องก้มหน้าลงเพราะความอาย ผมเองไม่ค่อยเข้าใจที่เตียวหุยพูดก็เลยไม่ได้ตอบอะไร อาการง่วงเข้าเล่นงานจึงรีบขอตัวออกมาโดยเร็ว