ขุนนางทุกคนที่ได้รับเชิญมารวมงานเฉลิมฉลองต่างนั่งในตำแหน่งที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ เสียงพูดคุยซุบซิบทั้งหมดเงียบลง
หยางลู่ดึงแขนหลานชายให้ลุกยืน พร้อมกับเสียงประกาศของขันทีเฒ่า “จักรพรรดินีเสด็จ”
เมื่อองค์ราชินีก้าวเข้ามาในงานเลี้ยง ขุนนางทุกคนต่างโค้งศีรษะถวายความเคารพอย่างนอบน้อม
หลี่หยางโค้งศีรษะลง มองเห็นเพียงปลายเท้าของราชินี ‘ตัวตนที่เปรียบเสมือนประธานาธิบดีของยุคสมัยนี้ จะมีหน้าตาเป็นเช่นไร? จะเป็นคุณยายที่ขี้โมโหหรือเป็นมนุษย์ป้าพูดยากกันนะ??’
ราชินีหมิงซินเดินไปยังโต๊ะหน้าสุดที่ถูกจัดไว้สูงกว่าขุนนางคนอื่นๆหลายช่วงตัว พระองค์ประทับยังที่นั่งเรียบร้อย จึงได้สั่งให้ข้าราชบริพารทั้งหมดเงยหน้าขึ้น
สิ่งแรกที่หยางหลี่หยางทำเมื่อแหงนหน้าขึ้น คือมองไปยังราชินีหมิงซินด้วยความสงสัย หากแต่สิ่งที่มันคิดไว้ล้วนไม่มีสิ่งไหนที่ตรงกับราชินีหมิงซินเลยแม้แต่น้อย สตรีที่กุมอำนาจสูงสุดของเมืองเหยี่ยชิง จากใบหน้ามีอายุไม่เกิน40ปี สวมใส่ชุดคลุมสีทอง มวยผมเกล้าสูง ปักด้วยปิ่นสีแดงทองรูปหงส์ ใบหน้ามีอายุแต่ยังคงความงดงามของสัดส่วนหู ตา จมูกและปากได้อย่างมั่นคง ดูงดงามมีอำนาจและน่าเกรงขาม แต่กับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆจักรพรรดินีนั้น ทำให้ใบหน้าของหลี่หยางต้องกลืนน้ำลายลงคอหลายอึก ‘มะ...แม่ทัพหญิงหมิงจิว!!! จริงสิ นางเป็นหลานสาวของราชินีหมิงซิน ไม่แปลกที่นางจะมาร่วมงานด้วย’
สถานที่จัดงานเลี้ยงคือสวนบุปผชาติ หากแต่เวลานี้ไม่มีดอกไม้ดอกใดที่ดึงดูดสายตาไปมากกว่า หลานสาวขององค์จักรพรรดินีหมิงจิวนอกจากจะงดงามจากภายนอกแล้ว ภายในนางยังแข็งกล้าไม่แพ้บุรุษ ด้วยวัยเพียง22ปี นางมีโอกาสเป็นแม่ทัพปราบผู้ก่อความไม่สงบตอนเหนือ อีกทั้งยังได้รับชัยชนะกลับมา เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้นางไปถึงหัวเมืองและดินแดนอื่นๆ
ความเงียบเข้าปกคลุมเหล่าเด็กหนุ่ม แม้แต่ผู้สูงอายุยังหมายหมั่นให้ลูกหลานในตระกูลคนใดคนหนึ่งไปแย่งชิงหัวใจของสตรีผู้นี้เพื่อมาเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลสืบต่อไป
ราชินีหมิงซินเห็นเช่นนั้น นางได้แต่ยิ้มออกมา งานเลี้ยงนี้นอกจากเพื่อความปรองดองของเหล่าขุนนางแล้ว นางยังถือโอกาสมองคนหนุ่มที่เหมาะสมเพื่อหาคู่ครองให้แก่หลานสาวอีกด้วย ‘วันนี้ตระกูลใหญ่ทั้ง7 พาบุตรชายมา5คนงั้นรึ ตระกูลซุน ตระกูลเสิ่น ตระกูลจง ตระกูลหาน และตระกูลหยาง’ ขณะคิดแววตาของราชินีหมิงซินมองไล่บุตรชายของทั้งห้าตระกูล ก่อนจะมาหยุดที่ตัวของหยางหลี่หยางเป็นคนสุดท้าย
จากนั้นองค์ราชินีได้กล่าวเริ่มงาน อาหารจานหลักปรุงแต่งด้วยวัตถุดิบล้ำค่าพร้อมด้วยสุราชั้นดีเลิศรส ถูกยกออกมาเลี้ยงรับรองแก่ขุนนางนักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงประสาน นางรำรูปโฉมงดงามออกมาร่ายรำสร้างความสำราญให้แก่ที่มอง
เหล่าขุนนางวางปัญหาบ้านเมืองและสนทนาถึงเรื่องต่างๆด้วยความครื้นเครงบนสีหน้า
ระหว่างการกินเลี้ยงพูดคุย ราชินีหมิงซินกระซิบถามแก่หลานสาว ‘หมิงจิว เจ้าคิดว่าลูกชายบ้านใด พอมีแววรับใช้ราชสำนักบ้าง??’ ราชินีใช้คำว่า ‘พอมีแววรับใช้ราชสำนัก’ เป็นฉากหน้าเพื่อทดสอบว่า บุรุษหนุ่มผู้ใดอยู่ความคิดของหลานสาวบ้าง
อีกฝ่ายตอบกลับโดยไม่รู้ถึงความนัยเรื่องนี้ “หลานเองไม่รู้จักพวกเขาเป็นการส่วนตัว เพียงแต่ได้ยินมาว่า บุตรชายตระกูลจง ถูกเรียกว่า เทียนฉายถงจื่อ เขามีความสามารถโดดเด่นในรุ่นเดียวกัน แต่ว่าบุตรชายตระกูลเสิ่นเองก็มีความสามารถในโลกมายาที่โดดเด่น ส่วนตระกูลหานได้ยินมาว่าอายุเพียง18ปี ก็สามารถเปิดร้านค้าสร้างกิจการใหญ่โต บุตรชายตระกูลซุน เก่งทั้งบู๋นและบู๊ หลานคิดว่าพวกเขามีความเหมาะสมที่จะรับราชการในวังหลวง”
ราชินีหมิงซินแย้มยิ้มเล็กน้อย “ดูเหมือนว่า จะมีคุณสมบัติกันทุกคนเลยสินะ ว่าแต่เหตุใดถึงไม่เอ่ยชื่อบุตรชายตระกูลหยางบ้างหรือเขาไม่มีคุณสมบัติเหมาะจะรับราชการ??”
หมิงจิวมองไปที่หยางหยาง ภาพของบุรุษที่นอนแกล้งตายอยู่ในสนามรบผุดขึ้นในหัวกอปรกับชื่อเสียงฉาวโฉ่ของคุณชายเจ้าสำราญ ทำให้น้ำเสียงที่กล่าวถึงบุรุษผู้นี้จึงแข็งกระด้างไม่อ่อนนุ่ม “ชื่อเสียงของบุตรชายตระกูลหยาง ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งหลานได้เห็นเขาในสนามรบด้วยแล้วนั้น เกรงว่าไม่เหมาะสมที่จะมารับราชการในวังหลวง”
ได้ยินดังนั้น ราชินีหมิงซินจับจ้องไปที่หยางหยางด้วยรอยยิ้มเล็กๆ “ชื่อเสียงของหนุ่มเจ้าสำราญ ข้าก็พอได้ยินมาบ้าง แต่วันนี้ได้พบหน้าเขาแล้ว ไม่คล้ายจะเป็นอย่างคำร่ำลือ ดูน่าสนใจดีไม่น้อย”
ในใจของหมิงจิวไม่เห็นด้วยกับคำพูดของจักรพรรดินี หากแต่เบื้องหน้านางทำได้แต่เออออตามไป
เห็นเช่นนั้นมุมปากของราชินีหมิงซินยกยิ้มเล็กๆ ก่อนจะกล่าวออกให้ขุนนางคนอื่นๆได้ยินอย่างทั่วถึง ทุกคนต่างเงียบเสียงพร้อมย้ายสายตามองไปที่จักรพรรดินีอย่างตั้งใจ
“ในวันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีของเมืองเหยี่ยชิง ข้าและขุนนาง วางยศศักดิ์ร่วมเฉลิมฉลองกันประหนึ่งครอบครัวก็มีความสุขมากแล้ว แต่ยิ่งได้เห็นลูกหลานของเหล่าตระกูลขุนนางใหญ่ที่ในอนาคตภาคหน้า พวกเขาจะช่วยธำรงรักษาดินแดนเหยี่ยชิงของเราให้สืบต่อกันตราบกาลนานตัวข้ายิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก ข้าจึงจะมีของขวัญจะมอบให้แก่คนหนุ่มมากความสามารถ” กล่าวถึงตรงนี้นางประสานสองมือเข้าด้วยกันจนเกินเสียง
คล้ายกับทุกอย่างที่ราชินีหมิงซินกล่าวมานั้น ถูกเตรียมการไว้ก่อนแล้ว ขันทีเฒ่าหยุดที่เบื้องหน้าโต๊ะอาหารของเหล่าขุนนางใหญ่ ก่อนจะประกาศ “ผู้ที่ตอบคำถามถูกใจราชินีหมิงซิน จะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง”
‘ตำลึง!!!’ หยางหลี่หยางรู้สึกสับสนกับค่าเงินที่ได้ยินเล็กน้อย พร้อมกับเสียงฮือฮาที่ค่อยๆดังขึ้น มันมองไปยังปฏิกิริยาของคนอื่นๆในงานที่กำลังทำการซุบซิบเมื่อได้ยินถึงรางวัลหมื่นตำลึง จากนั้นได้ถามออกด้วยความสงสัย “ท่านปู่ เงินทองที่ข้าใช้ซื้อของในเมืองเหยี่ยชิงมีหน่วยว่าเหรียญทองไม่ใช่หรือ??”
หลางลู่กล่าวตอบ “ตำลึงเป็นค่าเงินในโลกมายา เวลานี้1ตำลึงของโลกมายาเทียบค่าได้กับ10เหรียญทองของโลกจริง เท่ากับว่ารางวัลครั้งนี้มีค่าถึง หนึ่งแสนเหรียญทอง”“หะ...หนึ่งแสนเหรียญทอง!!” หยางหลี่หยางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดขุนนางคนอื่นๆถึงมีปฏิกิริยากับสิ่งที่ได้ยิน
หลี่หยางเคยใช้เหรียญทองซื้อของบนถนนสายการค้า อาหารในโรงเตี๊ยมที่หรูที่สุดของเมืองเหยี่ยชิง เฉลี่ยอยู่ที่มื้อละสามเหรียญทอง นั้นหมายความว่าสามารถกินอาหารหรูได้มากกว่าสามหมื่นครั้ง และที่สำคัญสามารถซื้อวัตถุดิบทำโคล่าได้มากกว่า3ล้านขวด
คงจะมีเพียงหลี่หยางที่คิดนำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมาใช้ในโลกจริง หากแต่ในความคิดของทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนคิดว่าจะใช้หนึ่งหมื่นตำลึงทำสิ่งใดในโลกมายา
จากนั้นราชินีหมิงซิน ปรายสายตามองไปยังบุรุษในชุดเกราะเงิน ผู้ถูกจ้องมองรีบตรงเข้ามาหาทันที
“เขาคือแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดินเหยี่ยชิง นามว่า มู่อวิ้นเจียง เขาถูกขนานนามเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเหยี่ยชิง” หยางลู่บอกกล่าวแก่หลี่หยาง
ชายหนุ่มพยักหน้าทำความเข้าใจ “ในเมืองหลวง อัครมหาเสนาบดี เฉินเฟยแข็งแกร่งที่สุด แต่ในแผ่นดินคนๆนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่า”
มู่อวิ้นเจียงโค้งศีรษะทำความเคารพ “ราชินีมีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้พะยะค่ะ”
อีกฝ่ายยกยิ้มด้วยมุมปากพร้อมกล่าว “ข้ารู้ดีว่า วันนี้ไม่ควรรบกวนท่าน เพียงแต่เรื่องนี้มีแต่ท่านแม่ทัพใหญ่ที่ทำได้ ช่วยนำซิงเทียนมาที่นี่ได้หรือไม่”
อีกฝ่ายรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ตอบรับคำ จากนั้นมู่อวิ้นเจียงหายเข้าไปส่วนลึกของวังหลวง
หลี่หยางกล่าวถามด้วยความสงสัย “ซิงเทียนที่ว่าคืออสูรกายในตำนาน ที่มีใบหน้างอกออกมากลางอก นมกลายเป็นดวงตา สะดือกลายเป็นปาก สองมือจับโล่และขวานไว้ใช่หรือไม่??”
หยางลู่พยักหน้า “ถูกต้อง”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางแทบหงายหลัง “เหวอ!! มีอสูรกายอยู่ในวังหลวงจริงๆหรือท่านปู่!!!”
อีกฝ่ายส่ายหน้าไปมา “ใช่ที่ไหนเล่า มันคือรูปปั้นที่ทวีปหลานเทียนเฉิง(ดินแดนแห่งท้องนภา)ส่งให้แก่ราชินีหมิงซินเมื่อปีก่อน”
หยางหลี่หยางพลันถอนหายใจโล่งอก ‘โลกนี้ให้ของขวัญกันเป็นรูปปั้นอสูรกายงั้นรึแปลกจริงๆ’‘ซิงเทียนนั้นเป็นอสูรกายในตำนานเล่าขานของโลกที่เราจากมา แสดงว่าที่นี่ก็มีเรื่องเล่าบังเอิญเหมือนกันสินะ’
“ท่านปู่ บนโลกนี้มีอสูรกายซิงเทียนอยู่จริงไหม??”
หยางลู่ส่ายหน้าเบาๆ “ประติมากรรมซิงเทียน ได้รับอิทธิพลมาจากโลกมายา จึงริเริ่มสร้างขึ้นในโลกจริง มันแสดงถึงอำนาจและความแข็งแกร่ง”
ได้ยินเช่นนั้นในใจของหยางหลี่หยางคิด ‘โลกมายาอีกแล้ว’
ไม่นานนักมู่อวิ้นเจียงในสภาพที่ไร้ชุดเกราะ แบกรูปปั้นซิงเทียนไว้บนหลัง เม็ดเหงื่อเกาะกุมบนใบหน้าจนเปียกชุม มัดกล้ามขยายขนาดประหนึ่งการยกรูปปั้นซิงเทียนจำต้องใช้กำลังทั้งหมดที่มี
“หนักขนาดนั้นเชียว??” หลี่หยางมองวิเคราะห์รูปปั้นหินสีทองอร่าม ที่มีความกว้างครึ่งเมตร ความสูงเมตรครึ่ง มันเทียบได้กับขนาดตัวของเด็กวัย11-12ปีเท่านั้น
แต่เสียงของหยางลู่ก็ได้คลายความสงสัยนั้นลง “รูปปั้นซิงเทียนสร้างขึ้นด้วยศิลาทอง มีน้ำหนักรวมกว่าสองหมื่นชั่งและมีความแข็งแกร่งกว่าเล็กกล้าทั่วไปหลายสิบเท่า ว่ากันว่าช่างฝีมือที่สร้างรูปปั้นนี้ขึ้นมาใช้เวลาถึง10ปีเต็มในการแกะสลัก”
‘สองหมื่นชั่งก็ประมาณหนึ่งหมื่นกิโลกรัม ราวๆรถยนต์5คันวางซ้อนทับ’ คิดได้เช่นนั้นดวงตาของหลี่หยางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “คะ...คนจริงๆหรือนั้น แบกน้ำหนักกว่าหนึ่งหมื่นกิโล...เอ่อแบกน้ำหนักถึงสองหมื่นชั่งไว้บนหลัง แถมยังเดินได้อีก”
“เพราะแบบนี้ มู่อวิ้นเจียงถึงแข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเหยี่ยชิง”
รูปปั้นซิงเทียนถูกวางลง ข้างๆโต๊ะจัดเลี้ยงให้ทุกคนได้ชมถึงความงาม จากนั้นเป็นขันทีเฒ่าที่ได้กล่าวแทนความประสงค์ของราชินี “ราชินีมีคำถามว่า หากองค์ราชินีไม่ต้องการเห็นรูปปั้นซิงเทียนอีก พวกท่านจะทำอย่างไรกับมัน??”
คนแรกที่ราชินีหมิงซินต้องการฟังคำตอบคือคนที่นางคาดหวังมากที่สุดในกลุ่มตระกูลใหญ่‘ปัญหาเดียวกันแต่ได้รับเวลาที่น้อยกว่า ดูสิว่าบุตรชายคนเล็กของตระกูลซุนจะให้คำตอบแบบใด’ คิดได้เช่นนั้นราชินีกล่าวถามด้วยตัวเอง “ซุนหวง เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร??”
ซุนอู่โหวผู้เป็นพ่อ เป็นถึงอัครเสนาบดีตรวจราชการ บิดาได้ชื่อว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ลูกไม้ก็คงหล่นไม่ไกลต้น ซุนหวงยืนขึ้นประสานสองมือเหยียดตรงไปด้านหน้าและกล่าวตอบอย่างมั่นใจ “หากจักรพรรดินี ไม่ต้องการเห็นรูปปั้นซิงเทียน กระหม่อมก็จะทำให้มันหายไป”
แน่นอนว่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ราชินีหมิงซินต้องการ สิ่งที่นางต้องการรู้คือวิธีต่างหาก จักรพรรดินีถามด้วยรอยยิ้ม “หายไปด้วยวิธีใดรึ??”
วิธีที่จะทำให้รูปปั้นที่มีน้ำหนักกว่าสองหมื่นชั่งหายไปคือแก่นแท้ของคำถามนี้
ซุนหวงสะอึกให้กับคำถามนี้ของอีกฝ่าย แน่นอนว่าการจะย้ายสิ่งของที่หนักถึงสองหมื่นชั่งและไม่สามารถทำลายได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พริบตานั้นในหัวของซุนหวงฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมา หากตอบได้ไม่ดีก็อาจกล่าวอ้างได้ว่าเป็นเพราะเวลาคิดที่สั้นกระชับ ด้วยเหตุนี้บุตรชายตระกูลซุนจึงไม่รั้งรอที่จะตอบคำถาม“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมก็จะขอร้องให้แม่ทัพมู่ช่วยเหลือ แม่ทัพมู่มีความสามารถยกรูปปั้นซิงเทียนได้ก็ย่อมสามารถทำมันให้หายไปจากสายตาของพระนางได้ ต่อให้แม่ทัพมู่เรียกร้องสิ่งใด ให้ซุนหวงผู้นี้เป็นทาสรับใช้ หากแต่มันคือความประสงค์ของจักรพรรดินีแล้วนั้น เป็นหมูเป็นหมา ซุนหวงก็ยินยอมทำอย่างเต็มใจ”
คำตอบของซุนหวงแสดงออกถึงความภักดีเป็นอย่างมาก แม้แต่บิดาซุนอู่โหวยังไม่สามารถหุบยิ้มได้ เมื่อเห็นถึงความเฉลียวฉลาดของบุตรชาย