ระบบเปลี่ยนชีวิต

    บทที่ 11 : หญิงสาวอัจฉริยะ

    หญิงสาวอัจฉริยะ
    ---[ระบบเปลี่ยนชีวิต]
    ผู้ใช้: ไป๋เฉิน
    อายุ: 18 ปี
    เลเวล: 1 (40/100)
    คำอธิบาย: คุณขาดคะแนนเป็นจำนวน 60 คะแนน เพื่อเพิ่มระดับเลเวลของคุณ
    คำแนะนำ: หากคุณอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นไปตามที่ตัวเองปราiถนา จงทำภารกิจที่ระบบมอบให้!
    [ภารกิจ]
    ภารกิจที่ 4: ช่วยเหลือหญิงสาวอัจฉริยะที่กำลังจะตาบอด (คะแนนที่ได้รับ 30 คะแนน)
    ภารกิจที่ 5: นอนหลับพักผ่อน 1 คืน (คะแนนที่ได้รับ 5 คะแนน)
    คำอธิยาย: คุณสามารถทำภารกิจไหนก่อนก็ได้ หลังทำภารกิจเสร็จสิ้น คุณมีโอกาสได้รับสิทธิ์การสุ่ม เพื่อได้รับทักษะพิเศษหรืออุปกรณ์วิเศษบางอย่างที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้ดียิ่งขึ้น! ---
    ไป๋เฉินมองดูหน้าต่างระบบด้วยความพึงพอใจ เพราะเหลืออีกเพียง 60 คะแนนเท่านั้นที่เขาจะเลื่อนระดับเลเวล แต่เขาก็รู้สึกประหลาดใจที่ภารกิจที่ 5 นั้นง่ายมาก ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก
    เขาพลันกดดูข้อมูลภารกิจที่ 5
    ---[ภารกิจที่ 5: นอนหลับพักผ่อน 1 คืน]
    คำอธิบาย: วันนี้คุณทำภารกิจไปติดต่อกันหลายภารกิจ อาจจะทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า คุณจึงจำเป็นที่จะต้องนอนหลับเพื่อผักผ่อนให้เพียงพอ
    รางวัลภารกิจสำเร็จ: ได้รับคะแนน 5 คะแนน
    ผลเสียหากภารกิจล้มเหลว: ไม่มี---
    เมื่อดูข้อมูลภารกิจที่ 5 เสร็จ ไป๋เฉินก็ยิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนว่าระบบเปลี่ยนชีวิตนี้ จะใส่ใจดูแลเกี่ยวกับชีวิตของเขาจริงๆ จากนั้นเขาก็กดตรวจสอบข้อมูลของภารกิจที่ 4 ต่อ เพื่อดูว่าหญิงสาวอัฉริยะที่กำลังจะตาบอดตอนนี้เธออยู่ที่ไหน
    ---[ภารกิจที่ 4: ช่วยเหลือหญิงสาวอัจฉริยะที่กำลังจะตาบอด]
    คำอธิบาย: หญิงสาวผู้เป็นอัจฉริยะในด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เธอกำลังจะตาบอด อารมณ์ของเธอในช่วงนี้จะเศร้าหมองอย่างมาก การมองเห็นสำหรับเธอแล้วก็คือชีวิต หากเธอสูญเสียการมองเห็นไป อาจจะทำให้เธอมีความคิดฆ่าตัวตายขึ้นมา หากคุณนำแว่นตาวิเศษไปมอบให้กับเธอที่สวนสาธารณะซิงเซียง เธอจะรู้สึกขอบคุณคุณอย่างมาก
    รางวัลภารกิจสำเร็จ: ได้รับคะแนน 30 คะแนน
    ผลเสียหากภารกิจล้มเหลว: คะแนน -30 คะแนน---
    เขาสังเกตจุดที่ลูกศรสีเขียวชี้ไป โดยที่ไม่ได้สนใจที่จะดูรายละเอียดของภารกิจ เพราะเขาเคยดูมันมาแล้ว นอกจากมอบแว่นตาวิเศษให้กับเธอ ภารกิจนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก
    เรียกได้ว่ามันก็เป็นแค่ภารกิจง่ายๆ เหมือนกับภารกิจที่ผ่านๆ มา
    จุดที่ลูกศรสีเขียวชี้ไปนั้น เป็นตรงหน้าของเขา ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเขาพอดี เขากวาดสายตามองไปที่ด้านหน้าในทันที
    ทันใดนั้นเขาก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสูทสีขาว เธอนั่งเหม่อลอยอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนยาว
    แม้จะอยู่ไกลออกไปหลายเมตร แต่ไป๋เฉินก็สามารถมองเห็นได้ว่าเธอมีรูปร่างที่ไร้ที่ติ ขาของเธอเรียวยาวได้รูปอยู่ภายใต้ถุงน่องสีดำ เธอใส่กระโปรงสีขาวที่ยาวเหนือเข่าเล็กน้อย
    ใบหน้าของเธอนั้นสวยราวกับเป็นนางฟ้าที่อยู่บนสวรรค์ เธอมีผิวสีขาวเนียน ดวงตาทั้งคู่ของเธอเป็นสีน้ำตาล เหมือนสีคาราเมล ดูสวยงามมาก
    ผมยาวของเธอเองก็เป็นสีน้ำตาล เธอรวบผมเอาไว้ข้างหลัง เป็นหญิงสาวสวยผมทรงหางม้าคนหนึ่ง
    “สวย...” ริมฝีปากของไป๋เฉินถึงกับต้องอ้าออกขึ้นด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองไปที่เธออย่างโง่งมพักหนึ่ง
    หัวใจของเธอเขาต้องเต้นแรงขึ้นมา เขารู้สึกเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้เห็นผู้หญิงที่สวยมากขนาดนี้ในชีวิต
    ผ่านไปพักหนึ่ง ไป๋เฉินก็กลับมาเป็นปกติ เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “เธอสวยมากจริงๆ”
    เขายอมรับว่าไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เพราะตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป เขาก็ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือนจำ จะไปมีโอกาสได้พบเห็นสาวสวยได้ยังไง?
    เขาคิดว่าผู้ชายที่ได้แต่งงานกับเธอคนนี้ คงจะโชคดีเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าเธอทั้งเป็นสาวสวยและเป็นอัฉริยะ หากบอกว่าผู้ชายที่ได้แต่งงานกับเธอแล้ว ไม่เรียกว่าโชคดี มันก็คงจะเป็นเรื่องที่แปลกอย่างมาก
    “น่าเสียดายที่พวกเราอยู่คนละโลกกัน” ไป๋เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
    ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยหลงรักผู้หญิงคนไหนหรือเคยคบกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากที่จะมีแฟนหรือแต่งงาน
    เพียงแต่ตอนนั้น เขากำลังมุ่งมั่นตั้งใจเรียน เพื่อตอบแทนความคาดหวังของพ่อแม่ของเขา จึงไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ก็เท่านั้น
    ในช่วงที่เขาอยู่ในเรือนจำ มันทำให้เขาคิดได้และเป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาเสียใจมากที่สุด ที่ในชีวิตไม่อาจที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นของตัวเองขึ้นมาได้ เหมือนกับที่พ่อและแม่ของเขาสร้าง จนมีเขาซึ่งเป็นพยานรักเกิดขึ้นมา
    กับสิ่งที่เขาพึมพำออกมานั้น มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาและหญิงสาวอัจฉริยะนั้นอยู่คนละโลกกัน เขาไม่มีอะไรที่จะไปเทียบกับเธอได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฐานะ หน้าตา ไม่มีอะไรเลยสักอย่างที่จะทำให้เขาสามารถยืนเคียงข้างเธอได้ นี่เป็นเหตุผลที่เขาถอนหายใจออกมาในตอนแรกเช่นเดียวกัน
    ไป๋เฉินพลันส่ายหน้าไปมา เขาเลือกที่จะเลิกคิดเรื่องนี้ในที่สุด “รีบทำภารกิจให้เสร็จ แล้วกับบ้านดีกว่า”
    เขาพลันยกกระป๋องโคล่าดื่มจนหมดในรวดเดียว จากนั้นเขาก็ลุกออกจากม้านั่ง โยนกระป๋องใส่ถังขยะ เขามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย
    เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอื่นอยู่ เขาก็ส่งความคิดไปที่แหวนมิติสีขาวที่สวมอยู่ที่นิ้วชี้ของตัวเอง
    ทันใดนั้นแว่นตากรอบสีทองอันสวยงามก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเขา
    เห็นได้ชัดว่าในช่วงที่เขาได้แว่นตาวิเศษมา เขาได้เอามันใส่ไว้ในแหวนมิติ และตอนนี้ มันไม่ได้อยู่ในลักษณะโปร่งแสงอีกแล้ว แต่อยู่ในลักษณะที่ใครๆ ก็มองเห็นได้ เป็นเหมือนแว่นตาปกติธรรมดาอันหนึ่ง
    ไป๋เฉินจ้องมองแว่นตาอยู่สักพัก เขาก็นำมันใส่ไว้ในถุงเสื้อแขนยาว เสื้อที่เขาใส่วันนี้เป็นเสื้อแขนยาวสีดำและภายในก็ใส่เสื้อยืดเอาไว้ ส่วนกางเกงนั้นเป็นกางเกงยืนส์สีดำ ซึ่งรวมๆ ราคาทั้งหมดของเสื้อผ้าก็เพียง 300 กว่าหยวนเท่านั้น
    อาจะบอกได้ว่าเขาจัดอยู่ในหมวดชายหนุ่มอายุ 18 ปีที่ดูธรรมดา ถึงแม้ว่าใบหน้าออกจะหล่อเหลาอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม
    จบบทที่ 11