ผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้าชุบน้ำยาปิดรอยสีทองบนแผ่นหลังเยี่ยซิงเหอแต่แสงยังเต้นอยู่ใต้ผ้า
ทุกครั้งที่ปราณในอกหมุนครบหนึ่งรอบเส้นซึ่งแตกจากรอยเสี้ยวดาวจะยาวขึ้นราวปลายเข็มความร้อนมิได้แผ่ออกอย่างไร้ทิศทางดังเมื่อก่อน มันกำลังหาทางของตนและนั่นทำให้ชายชรากังวลมากกว่าพลังซึ่งะเิแล้วดับ
“อย่าหมุนปราณอีก” เขาสั่ง
“ถ้าไม่หมุน มันจะหยุดหรือ”
“ไม่รู้”
“ถ้าเช่นนั้นการนั่งเฉยก็เสี่ยงเท่ากัน”
“ต่างกันตรงข้ายังมีเวลาคิดก่อนเ้าทำเรือนพัง”
เสียงขวานกับค้อนดังจากประตูเหนือชาวบ้านกำลังรื้อไม้จากคอกเก่าไปเสริมแนวรั้วนายพรานพบหลักค่ายกลอีกสองจุดก่อนเที่ยง แต่ยังไม่มีผู้ใดแตะมันชายหนุ่มจากเมืองปักหลักนอกประตู รอดูว่าชาวโม่เหอจะจัดการอย่างไร
เวลาของหมู่บ้านกำลังถูกใช้ไปทีละท่อนไม้ ทีละถุงเสบียงและทีละคน
ผู้เฒ่าโม่เปิดหีบใต้เตียง หยิบผ้าคาดเอวเก่ากับถุงทรายสองใบ“ตามข้ามา”
“ไปที่ใด”
“สอนอีกครึ่งคำให้ผู้ฝึกยุทธ์”
ลานหลังเรือนยาเคยใช้ตากสมุนไพร บัดนี้มีไม้กองเต็มช่างไม้สองคนกำลังนำเสาต้นหนึ่งซึ่งเตรียมไว้ซ่อมประตูมาตั้งกลางลานพวกเขาผูกคานขวาง ทำแขนไม้สองข้าง แล้วถ่วงฐานด้วยก้อนหิน
ผู้ใหญ่บ้านยืนดู สีหน้าไม่พอใจ “เสาต้นนี้ควรอยู่ประตูเหนือ”
“หากเด็กนี่ควบคุมแรงไม่ได้ ประตูสิบชั้นก็ช่วยพวกเ้าไม่ทัน”ผู้เฒ่าโม่ตอบ
“ต้องใช้ช่างสองคนทั้งบ่ายหรือ”
“หากไม่อยากใช้ทั้งบ่าย ก็ให้เขาชกกำแพงเรือนเ้าแทน”
ผู้ใหญ่บ้านมองเยี่ยซิงเหอ “ก่อนตะวันแตะสันเขาข้าต้องได้คนกับไม้คืน”
เขาพยักหน้า “ข้าจะไม่ทำให้เสียเวลามากกว่านั้น”
คำรับรองกลายเป็เส้นตายใหม่ หุ่นไม้ตรงหน้าไม่ใช่เพียงเป้าฝึกมันคือเสาประตูหนึ่งต้นกับแรงงานครึ่งวันซึ่งหมู่บ้านยอมเสียเพื่อให้เขาควบคุมพลังได้หากล้มเหลว ทุกคนจะจ่ายพร้อมเขา
ผู้เฒ่าโม่ให้ถอดผ้าพันแขนซ้าย แผลยังแดงเขาจึงผูกแขนนั้นไว้กับเอว “วันนี้ใช้หมัดขวา ห้ามใช้ปราณก่อนข้าอนุญาต”
เยี่ยซิงเหอตั้งเท้าตามคำสอน เขาเคยต่อยต้นไม้ เคยผลักหินและเคยชกชายซึ่งเยาะเย้ยยามเด็ก แต่ไม่เคยเรียนหมัดอย่างเป็แบบแผน
“กำปั้นเริ่มจากที่ใด” ผู้เฒ่าโม่ถาม
“หัวไหล่”
ไม้เท้าฟาดข้อพับเข่า เขาทรุดเกือบล้ม
“เริ่มจากพื้น” ชายชรากล่าว “เท้ายืมแรงดิน เอวเปลี่ยนทิศไหล่ส่ง แขนเป็เพียงทางสุดท้าย หากเริ่มจากหัวไหล่ เ้าก็เอาเนื้อไปชนไม้”
เยี่ยซิงเหอตั้งท่าใหม่ บิดส้นเท้า หมุนเอว แล้วปล่อยหมัด
กำปั้นกระแทกอกหุ่นดังทึบ หุ่นแกว่งเพียงเล็กน้อยแต่ความเจ็บแล่นจากข้อนิ้วขึ้นแขน
“แรงขาดตรงเอว” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
ครั้งที่สอง เขาหมุนเอวมากขึ้น ไหล่กลับนำก่อนสันหุ่นหมุนฟาดแขนไม้ใส่ขมับ เยี่ยซิงเหอก้มไม่ทัน ถูกกระแทกจนเซ
ช่างไม้สองคนหัวเราะ ผู้ใหญ่บ้านไม่หัวเราะเขามองเงาตะวันบนพื้นซึ่งสั้นลงเรื่อย ๆ
ครั้งที่สาม เยี่ยซิงเหอหลบแขนหุ่นได้ แต่หมัดออกช้าเกินไปครั้งที่สี่ เท้าหลังหลุดจากพื้น ครั้งที่ห้า แผลแขนซ้ายถูกสายคาดรัดจนเจ็บเขาแก้จุดหนึ่ง อีกจุดกลับผิด
“ข้ามีระดับรวบรวมปราณแล้ว” เขากล่าวหลังหายใจหอบ“เหตุใดหมัดยังแย่กว่าตอนไม่มีปราณ”
“เพราะก่อนมีปราณ เ้ามีเพียงร่างให้รับผิดชอบบัดนี้เ้ามีแรงอีกสายซึ่งพร้อมขัดขาทุกครั้งที่ใจรีบ”
ผู้เฒ่าโม่วางถุงทรายบนไหล่ขวา ให้เยี่ยซิงเหอชกโดยห้ามถุงตกครั้งแรกถุงหล่นก่อนหมัดถึงหุ่น ครั้งที่สองมันเลื่อนไปครึ่งฝ่ามือครั้งที่สามเขาเกร็งไหล่จนหมัดสั้นและไร้แรง
“ท่าน้าให้ข้าชกหรือแบกทราย”
“้าให้เ้ารู้ว่าแรงซึ่งส่ายไปทั่วมิใช่แรงของเ้า”
เยี่ยซิงเหอเก็บถุงขึ้น ตั้งใหม่ เขาลดไหล่ สูดลมหายใจและปล่อยหมัดสั้น หุ่นสั่น ถุงทรายไม่ตก
“อีกครั้ง”
เขาทำซ้ำจนจำได้ว่าจังหวะใดส้นเท้ากด จังหวะใดเอวหมุนและจังหวะใดแขนเพียงตามแรงมา เมื่อไม่พยายามทำลายหุ่น การเคลื่อนไหวกลับเรียบขึ้น
หลังผ่านไปหลายสิบหมัด ผู้เฒ่าโม่จึงกล่าว“นำปราณหนึ่งส่วนลงส้นเท้า อย่าให้ถึงกำปั้นก่อนเอวหมุน”
เยี่ยซิงเหอหลับตาชั่วครู่ รวบสายทองจากอกลงขาขวาปราณของเขาไม่ชอบเส้นทางนี้ มันพยายามวกกลับแผ่นหลัง เขาฝืนกดลงส้น
“หนึ่งส่วน” ชายชราเตือน
“ข้ากำลังใช้หนึ่งส่วน”
“หนึ่งส่วนของเ้าเสียงดังถึงหลังคาแล้ว”
พื้นใต้รองเท้าร้อนขึ้น เยี่ยซิงเหอปล่อยหมัดตามท่าที่ฝึก
สายทองไปถึงกำปั้นเร็วเกินเอว
เสียงะเิดังปัง หุ่นไม้ไม่พังแต่เยี่ยซิงเหอถูกแรงสะท้อนผลักกลับสามก้าว ข้อนิ้วแตก เืซึมปราณย้อนขึ้นหัวไหล่จนแขนขวาชา
ช่างไม้เลิกหัวเราะ ผู้ใหญ่บ้านก้มดูรอยร้าวบนพื้น
“นี่คือสิ่งที่เ้าทำในถ้ำ” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“รวบรวมสำเร็จแล้วคิดว่าทางที่สั้นที่สุดย่อมดีที่สุด”
“ข้าไม่ได้คิด มันไหลเอง”
“พลังซึ่งไหลเองก็คือพลังที่ผู้อื่นชักนำได้ค่ายกลบนเขาบังคับสัตว์ด้วยการให้ทางง่ายที่สุดเ้ายังอยากทำตัวเหมือนสัตว์ในวงอีกหรือ”
คำพูดกระแทกแรงกว่าหุ่นไม้ เยี่ยซิงเหอมองกำปั้นเืซึมเขาเคยคิดว่าตนเลือกใช้ปราณทอง แต่หลายครั้งมันตอบก่อนเขาสั่ง—เมื่อโกรธ เมื่อกลัวเมื่ออยากช่วย หากศัตรูรู้เงื่อนไขนั้นก็อาจสร้างเหตุให้เขาเปิดพลังในจุดซึ่ง้า
เขาแก้ด้วยการกดปราณไว้ทั้งหมด
หมัดถัดไปจึงเบาจนหุ่นแทบไม่ขยับ
“เบาเกิน” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“เมื่อปล่อยก็เร็วเกิน เมื่อกดก็เบาเกิน ท่าน้าสิ่งใด”
“ข้าไม่้าหมัด เ้าต่างหากต้องรู้ว่าหมัดนี้มีไว้ทำอะไร”
เยี่ยซิงเหอมองหุ่น มันเป็ไม้ไร้ชีวิตไม่มีชาวบ้านอยู่ด้านหลัง ไม่มีหมาป่ากำลังพุ่ง ไม่มีศิลาให้พิสูจน์การชกเพื่อทำลายเพียงอย่างเดียวจึงเหลือแต่ความอยากชนะของตน
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้าผูกเชือกแดงเส้นหนึ่งรอบอกหุ่น“สมมติว่านี่คือรอยค่ายกล เ้าต้องตัดแรงตรงเส้นนี้โดยไม่ให้เสาล้ม หากเสาล้มประตูเหนือเสียไม้หนึ่งต้น หากชกไม่ถึงรอยช่างสองคนเสียเวลาทั้งบ่ายโดยเปล่าประโยชน์”
เป้าหมายเปลี่ยน หมัดจึงเปลี่ยนตาม
เยี่ยซิงเหอตั้งเท้าใหม่ คราวนี้ไม่มองทั้งหุ่นมองเพียงเชือกแดง เขานำปราณลงส้น ปล่อยให้แรงขึ้นน่อง หมุนตามเอวแล้วหยุดสายทองไว้ตรงข้อศอกจนกำปั้นใกล้เป้าจึงคลาย
หมัดกระแทกเชือก
เชือกขาด แต่ไม้ไม่แตก
หุ่นแกว่งหนึ่งครั้งแล้วกลับมาตรง
ผู้ใหญ่บ้านผ่อนลมหายใจ ช่างไม้คนหนึ่งยิ้ม“อย่างน้อยเสายังกลับประตูได้”
เยี่ยซิงเหอกลับไม่พอใจ จุดซึ่งชกยังมีรอยบุบเล็กน้อยเขา้าตัดแรงให้แม่นกว่านั้น หากค่ายกลเชื่อมกับคนหรือสัตว์การทำลายทั้งวงอาจทำร้ายสิ่งซึ่งถูกผูกไว้
“อีกครั้ง” เขากล่าว
“พักก่อน” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
“ตะวันยังไม่แตะสันเขา”
“มือเ้าแตกแล้ว”
“ยังขยับได้”
ชายชรามองเขา “เ้ากำลังฝึกควบคุมหรือกำลังลงโทษตนเพราะหมู่บ้านเสียเวลา”
คำถามทำให้เยี่ยซิงเหอหยุดการแบกทุกสิ่งคนเดียวดูเหมือนความรับผิดชอบ แต่หากทำร่างตนพังคนอื่นก็ต้องเสียเวลารักษาและปกป้องเขามากกว่าเดิม
เขานั่งให้ช่างไม้พันข้อนิ้วใหม่ ดื่มน้ำแล้วช่วยทั้งสองตรวจฐานหุ่นแทนการชกต่อ ฐานหมุนฝืดเพราะหิมะเข้าเดือยเขาเห็นว่าทุกครั้งหุ่นเอียง แขนไม้จึงเหวี่ยงกลับต่างจังหวะสิ่งซึ่งดูเหมือนศัตรูเปลี่ยนท่า แท้จริงเกิดจากจุดหมุนใต้พื้น
การหมุนเปลี่ยนแรงโดยไม่ต้องเพิ่มแรง
เยี่ยซิงเหอมองมือช่างซึ่งบิดเชือกรอบเดือยสองเส้นอ่อนเมื่อพันคนละทิศกลับรัดแน่นกว่าหนึ่งเส้นหนาเขานึกถึงปราณทองสามสายซึ่งหมุนรอบรอยอุดตันในถ้ำ
มิใช่ผลักตรง
หมุนผ่าน
เขาลุกขึ้นก่อนผู้เฒ่าโม่สั่ง ตั้งเท้าโดยไม่แบกถุงทรายคราวนี้สายทองมิได้ถูกกดลงส้นเป็เส้นเดียว เขาแยกมันบางเท่าเส้นผมให้สายหนึ่งเกาะพื้น อีกสายหมุนตามเอวแล้วรวมกันเมื่อกำปั้นเหลือระยะหนึ่งชุ่นจากเชือกเส้นใหม่
“หยุดก่อน” ผู้เฒ่าโม่กล่าวทันที
แต่คำเตือนช้าไปครึ่งลมหายใจ
เยี่ยซิงเหอปล่อยหมัด
โลกเงียบลงชั่วขณะ
กำปั้นแตะอกหุ่นเบาราววางมือลงบนประตูปราณทองมิได้ะเิออกข้างหน้า หากหมุนเข้าเนื้อไม้เป็วงเล็ก แล้วพุ่งผ่านแกนกลาง
เสียงแตกดังจากภายใน
เชือกแดงขาดก่อน เปลือกไม้ด้านนอกยังสมบูรณ์อยู่หนึ่งลมหายใจจากนั้นรอยร้าวนับสิบก็วิ่งจากกลางอกไปถึงฐาน หุ่นไม้ทั้งตัวแยกออกเป็สองซีกล้มคนละข้างโดยไม่กระเด็น
เสาซึ่งควรกลับไปซ่อมประตูใช้ไม่ได้อีก
แรงสะท้อนกลับช้ากว่าครั้งก่อน ทว่าหนักกว่าเยี่ยซิงเหอรู้สึกเหมือนกระดูกแขนถูกบิดจากภายใน นิ้วทั้งห้าชา กำปั้นคลายเองปราณทองย้อนถึงหัวใจจนเขาทรุดเข่าข้างหนึ่ง
ผู้เฒ่าโม่กดมือบนหลังเขา ตัดการหมุนของปราณ “ข้าบอกให้หยุด”
“ข้าคิดว่าควบคุมได้แล้ว”
“เ้าควบคุมทิศได้ แต่ไม่รู้ปริมาณแรงหมุนไม่สูญหายเพียงเพราะไม่กระจาย มันรวมอยู่ข้างใน”
ผู้ใหญ่บ้านยืนมองไม้สองซีก ใบหน้าหนัก“ประตูเหนือขาดเสาหนึ่งต้น ช่างสองคนต้องกลับเข้าป่าพรุ่งนี้”
“ข้าจะไปตัดแทน” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ด้วยแขนเช่นนั้น?”
เขามองมือขวาซึ่งไม่รู้สึกแม้ถูกลมหนาว “เมื่อหาย ข้าจะชดใช้”
“หนี้ของหมู่บ้านไม่รอให้เ้าหาย” ผู้ใหญ่บ้านตอบ แต่ไม่ได้ด่าเขาสั่งช่างเก็บเศษไม้ที่ยังใช้ได้ “คืนนี้เราจะใช้คานสั้นค้ำไปก่อน”
คนสองคนแบกเศษหุ่นออกไปเวลาครึ่งวันที่เสียไปกลายเป็ช่องอ่อนในแนวรั้วจริง มิใช่ราคาซึ่งพูดแล้วจบ
เยี่ยซิงเหอนึกถึงคำของผู้เฒ่าโม่—หนึ่งหมัดต้องมีเจตจำนงเจตจำนงมิใช่เพียงความมุ่งมั่น หากต้องรวมถึงการรู้ว่าหมัดนั้นจะทำลายสิ่งใดใครอยู่หลังเป้าหมาย และผู้ใดจ่ายเมื่อเขาพลาด
* * *
ยามเย็น ผู้เฒ่าโม่แช่มือขวาของเขาในน้ำยาขมแขนยังชาไปถึงหัวไหล่ส่วนแขนซ้ายมีแผลเก่าคอยเตือนว่าเขาเหลือมือใช้งานแทบไม่ครบข้าง
“วันนี้ห้ามหมุนปราณ” ชายชรากล่าว “พรุ่งนี้ก็ห้ามชก”
“ถ้าค่ายกลทำงานคืนนี้?”
“เ้าช่วยด้วยตาและหัว ไม่ใช่ทุกคำตอบต้องเป็หมัด”
เสียงค้อนจากประตูเหนือดังเป็จังหวะลอดเข้ามาช่างสองคนยังไม่พัก พวกเขานำไม้ชิ้นเล็กจากหุ่นที่แตกมาประกบคานชั่วคราวทุกครั้งที่ค้อนตกเยี่ยซิงเหอรู้สึกเหมือนเสียงนั้นตอกย้ำราคาของการฝึกครั้งนี้ลงบนแขนตน
ชายหนุ่มจากเมืองโผล่ที่หน้าประตูเรือนยา เขามิได้ก้าวเข้ามาเพียงวางทวนไว้ข้างกรอบไม้ “ยามเหนือขาดคน ข้าจะเฝ้าถึงเที่ยงคืน”
ผู้เฒ่าโม่ปรายตามอง “เหตุใดผู้มาเยือนจึงช่วยงานหมู่บ้าน”
“เพราะหากประตูแตก ข้าก็อยู่ด้านในเหมือนกัน” เขาตอบก่อนมองเยี่ยซิงเหอ “และข้าอยากเห็นว่าคนซึ่งทำลายหุ่นได้ด้วยหมัดเดียวจะทำอย่างไรเมื่อถูกห้ามใช้หมัด”
“เขาจะไม่ออกไปให้เ้าเห็น” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้บดสมุนไพรเคาะโต๊ะ “เมื่อใช้มือไม่ได้ก็ทบทวนด้วยหัว บอกข้าว่าเหตุใดหุ่นจึงแตกจากข้างใน”
เยี่ยซิงเหอหลับตาเพียงครึ่งหนึ่ง ไล่ภาพั้แ่ส้นเท้ายึดพื้นเอวหมุน ศอกตามแรง จนถึงปราณทองซึ่งรวมตรงกำปั้น “เพราะแรงสามสายมาถึงพร้อมกัน”
“ผิดครึ่งหนึ่ง”
“อีกครึ่งคืออะไร”
“เ้ามองแต่แรงของตน ไม่มองสิ่งที่รับมัน หุ่นมีเชือกรัดรอบเอวมีรอยต่อใต้ทราย และมีฐานซึ่งฝังตื้นเ้าจึงบังคับแรงให้หมุนตามช่องว่างเ่าั้ได้ หากเป็คนกระดูกและปราณย่อมตอบโต้ หากเป็ภูผา ชั้นหินย่อมไม่เหมือนไม้หมัดเดิมมิได้ใช้ได้กับทุกสิ่ง”
เยี่ยซิงเหอลืมตามองผิวน้ำยา ความสำเร็จเมื่อครู่ยังมิใช่วิชาเพียงร่างกาย ทางเดินปราณ และจุดอ่อนประจวบกัน หากฝืนใช้กับทุกสิ่งความพ่ายแพ้ย่อมย้อนทำลายแขนเขาก่อน
เยี่ยซิงเหอพยักหน้า เขาหลับตาเพื่อพักสายตาแต่ทันทีที่ความมืดเข้ามา ภาพหุ่นไม้แตกจากภายในก็ปรากฏซ้ำ
มิใช่ภาพที่ดวงตาเห็น
เป็การเคลื่อนไหวซึ่งร่างกายจำได้ ส้นเท้า เอว ข้อศอกและกำปั้นเรียงต่อกัน ขณะเดียวกันปราณทองหมุนเป็วงรอบแกนเสียงหนึ่งดังแ่ในห้วงจิต คล้ายถ้อยคำซึ่งหลับอยู่ใต้ผนึกแล้วถูกแรงหมัดปลุก
สี่คำแรกเลือนราง เขาจับได้เพียงความหมายของดาราซึ่งหมุนมิใช่พุ่งตรง
สี่คำท้ายชัดขึ้น—ทลายบรรพต
เยี่ยซิงเหอลืมตา “ท่านพูดหรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่กำลังบดสมุนไพร “ข้าพูดว่าอย่าหมุนปราณ”
“มีชื่อหนึ่งอยู่ในหัวข้า”
มือซึ่งบดหยุด “ชื่ออะไร”
เมื่อเยี่ยซิงเหอเอ่ย ถ้วยน้ำยาบนโต๊ะเกิดระลอกทั้งที่ไม่มีลม
“หมัดดาราจักรทลายบรรพต”
แสงสีทองใต้ผ้าปิดหลังสว่างวาบแล้วความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็ท่วมขึ้นพร้อมกัน เขาพยายามยันโต๊ะแต่แขนขวาไร้ความรู้สึก ร่างจึงล้มลงก่อนผู้เฒ่าโม่จะคว้าไว้
เสียงบดสมุนไพร เสียงลมและเสียงค้อนซ่อมประตูไกลออกไปอย่างรวดเร็ว
ในความมืดซึ่งกลืนสติเขา เงาหอคอยสูงทะลุหมู่ดาวค่อย ๆ ปรากฏ