บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 27 ค่ายกลระเบิดเพลิง

               เพราะหลิงป้ามองเห็นว่าที่นิ้วมือข้างซ้ายของหมิงอวี่นั้นกำลังนำแหวนสีดำวงหนึ่งขึ้นมาสวม

               หรือว่า ...

               ลมปราณในร่างกายของหมิงอวี่พลุ่งพล่านขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปในแหวนสีดำเขาผสานมือและขยับโดยไม่หยุดเลย ในตอนที่เขาหยุดลงก็เหมือนกำลังท่องคาถาอะไรอยู่

               วินาทีต่อมา รอบข้างของหมิงอวี่ก็เกิดลายเส้นอักขระสีแดงรายล้อมขึ้นมามันค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ ตามที่หมิงอวี่ท่องคาถา จากนั้นลายอักขระเหล่านั้นก็เริ่มเผาไหม้!

                พริบตาเดียว ลายเส้นสีแดงทรงกลมก็ค่อยๆ ลอยตัวขึ้น!

                หมัดสีเลือดของผู้กล้าหกคนกำลังจะชกเข้ามาหมิงอวี่ก็สร้างลายเส้นอักขระเส้นสุดท้ายเสร็จพอดี เขาคุกเข่าลงแล้วกดแหวนสีดำที่มือลงกับพื้น!

                “ระเบิด”

               ทันใดนั้นเอง ลายเส้นสีแดงอันงดงามก็ปะทุพลังงานธาตุไฟออกมารอบๆ แล้วดับลงแสงสีทองประกายแดงปรากฏขึ้นมาแทน แล้วก็ระเบิดไปสามร้อยหกสิบองศา!

                 “ตู้ม!”

                คลื่นอันทรงพลังกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นหลิงป้าหรือว่าลู่หยวนคง รวมถึงคนอื่นๆต่างต้องถอยร่นไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อเลี่ยงคลื่นพลังงานนั้นชั่วคราว

               เปลวเพลิงคงสภาพอยู่อย่างนั้นต่อเนื่องสามถึงสี่นาทีจึงได้สลายหายไปทุกคนต่างมองเห็นว่าท่ามกลางเปลวไฟที่ระเบิดนั้น บริเวณจุดศูนย์กลางยังคงอยู่ในสภาพเดิมหมิงอวี่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย

               แต่ผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกทั้งหกคนนั้นต่างถูกไฟเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านแต่ละคนนอนอยู่กับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดยังทำไม่ได้เลยลมหายใจของพวกเขาหมดสิ้นไปแล้ว

               ลู่หยวนคงอึ้งไป หลวงจีนยุทธ์ทั้งสามคนตกตะลึง แม้แต่หลิงป้าเองก็ตกใจเหมือนกัน

               มีแค่เฮยจีคนเดียวเท่านั้นที่ยิ้มออกมา เพราะค่ายกลระเบิดเพลิงนี้นางเป็นคนสอนหมิงอวี่เองกับมือ

               ถูกต้อง เมื่อครู่หมิงอวี่ใช้ค่ายกลระเบิดเพลิง ยิ่งเขาใช้ลมปราณมากขึ้นเท่าไรค่ายกลระเบิดเพลิงก็จะมีอานุภาพร้ายแรงขึ้นเท่านั้น

               ครั้งนี้หมิงอวี่ใช้ลมปราณสองในสามส่วน ก็แทบจะไปถึงระดับสูงสุดของค่ายกลระเบิดเพลิงแล้ว

               เป็นเพราะอยู่ในวงล้อมของค่ายกลระเบิดเพลิง จึงทำให้ผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นหกถึงแก่ชีวิต!

                ถ้าจะบอกว่าใครที่ตกตะลึงมากที่สุด ก็น่าจะเป็นลู่หยวนคงแล้ว!

                เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเขาคิดว่าหมิงอวี่ไม่มีความสามารถในการรับมือกับสายสืบในร้านตลาดมืด ที่แท้หมิงอวี่กลับมีความสามารถมากขนาดนี้อีกทั้งยังสามารถสร้างลายเส้นอักขระได้อย่างแข็งแกร่งขนาดนี้จะเล่นงานเจ้าโจรพวกนั้นย่อมทำได้ง่ายๆ เลย

               ดังนั้น สิ่งที่หมิงอวี่พูดนั้นมันเป็นจริงทุกประการคนพวกนั้นคิดจะฆ่าเขาจริงๆ!

                ลู่หยวนคงยังบอกหมิงอวี่ไปอีกว่า ควรอภัยให้คนอื่นตอนนี้พอนึกย้อนกลับไปแล้วมันน่าขำสิ้นดี?

               เขายังบอกอีกว่าหมิงอวี่แรงอาฆาตแรงมาก แต่ว่าพวกเขาเพิ่งจะพบกันแท้ๆหมิงอวี่กลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ถือว่าเป็นคนที่ใจดีมากทีเดียว

               พอคิดได้แบบนี้ ลู่หยวนคงก็หน้าแดง

               เมื่อหันกลับไปดูหลิงป้า สีหน้าของเขาดูแย่มาก          

               การล้อมโจมตีอย่างกะทันหันไม่เพียงไม่สำเร็จแต่ผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกทั้งหกคนของเขากลับถูกหมิงอวี่สังหารหมดพรรคเลือดพยัคฆ์ตอนนี้เหลือแค่หลิงป้าคนเดียวแล้ว

               หลิงป้าเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าหมิงอวี่จะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ค่ายกลระเบิดเพลิงมันเพียงพอที่จะทำให้เขาตกตะลึงใครจะไปรู้ว่าหลังจากนี้เจ้าหนูนี่จะมีไม้ตายที่น่ากลัวอะไรอีกไหม?

               ถ้าเป็นลู่หยวนคง หลิงป้าไม่ค่อยกลัวเท่าไรแต่ตอนนี้มีหมิงอวี่เพิ่มมาอีกคนหลิงป้าก็ไม่ได้มีความมั่นใจที่จะต่อสู้ต่อไปอีกแล้วเขาเลยตัดสินใจที่จะหนีโดยไม่ลังเล

               วินาทีที่หลิงป้าขยับ ลู่หยวนตงก็ตามไปในทันทีแต่หลิงป้าใช้กำลังทั้งหมดในการวิ่ง เมื่อเขาหันกลับมามองก็พบว่าลู่หยวนคงนั้นตามเขาไม่ทัน

               “คิดหนีหรือ?”

               แต่ในเวลาเดียวกัน หลิงป้าก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหน้าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามองก็พบเงาคนคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้

               เป็นชายหนุ่มผมยาวรูปงามคนหนึ่ง กำลังเดินเข้ามาท่ามกลางหิมะเขาสวมชุดสีดำซึ่งเด่นชัดมากเมื่ออยู่ท่ามกลางหิมะสีขาว ในมือของเขาถือง้าวเล่มใหญ่สีทองเหลืองอร่าม!

                “หลีกไป”  หลิงป้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชามาก เขาซัดหมัดออกไป

               ใครจะคิด ชายคนนั้นกลับกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศปลายเท้าเหยียบไปที่หลังหมัดแล้วยืนอยู่กลางอากาศเหนือหลิงป้า

               “รนหาที่ตาย!”

                หลิงป้ายิ้มแสยะ แล้วซัดหมัดออกไปอย่างรุนแรง แต่ว่ากลับได้ยินเสียง “ตู้ม!” ขึ้นมา กลับเป็นชายคนนั้นที่เหยียบอยู่บนคลื่นอากาศเหมือนเขายืนอยู่บนกำแพงที่มองไม่เห็นแล้วทะลวงไปด้านหลังของหลิงป้า

               หลิงป้าตกใจมาก “เป็นไปได้อย่างไร ...”

               เขาเพิ่งจะหันหลังกลับมามอง แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นกลับเป็นง้าวศึกที่แหลมคมไร้ความปราณีง้าวเล่มนั้นแทงทะลุหัวใจของหลิงป้าจนโผล่ออกมาด้านหลัง

               โจมตีทีเดียว ตายทันที!

                ชายคนนั้นตบไปที่หัวไหล่ของหลิงป้า แล้วพูดว่า “ต่อให้เจ้าไม่ตายข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าหนีไปได้หรอกนะ”

               พูดจบ ก็ใช้ฝ่ามือผลักไปที่หน้าอกของหลิงป้า ดึงเอาง้าวศึกที่เปื้อนเลือดออกมาแล้วเหวี่ยงออกไปทางด้านข้างทำให้เลือดสาดลงไปบนกองหิมะ

               และในเวลานี้เอง ก็มีคนสวมชุดสีดำอีกหลายคนเดินมา มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งจากนั้นก็พูดว่า“คุณชาย ขออภัยที่ข้าไร้ความสามารถ มาช้าไป ทำให้ท่านต้องลงมือด้วยตัวเอง”

               ระหว่างที่พูด คนที่อยู่ด้านหลังชายวัยกลางคนก็คุกเข่าข้างเดียวตามเหมือนเป็นการขอขมา

               “ไม่ต้องคิดมาก สำหรับคน ข้าจัดการไปแล้ว”

               ชายหนุ่มผมยาวผู้นั้นโบกมือ แล้วพูดว่า “พวกเจ้าค้นตัวศพอย่างละเอียดหาหัวหยวนจือให้เจอ หลัวจี เจ้าตามข้ามา”

               พูดจบเขาก็พาชายวัยกลางคนเดินมาหาพวกของหมิงอวี่เขากวาดสายตาไปรอบหนึ่ง แล้วคำนับจากนั้นก็พูดว่า “ทุกท่าน ข้าน้อยหานเฟิง ส่วนนี่พ่อบ้านของข้า หลัวชี”

               “เรียนทุกท่านตามตรง ข้ามาเพราะหัวหยวนจือ เมื่อครู่ตอนที่เรามาถึงน้องชายผู้นี้กำลังสู้อยู่กับคนของพรรคเลือดพยัคฆ์ เห็นว่าหลิงป้ากำลังจะหนีข้าเลยเข้าไปขวางข้าเห็นว่าเขากำลังจะลงมือข้าเลยฆ่าเขาทิ้ง ทุกท่านคงไม่ถือสาใช่หรือไม่?”

               ลู่หยวนคงและหลวงจีนยุทธ์อีกสามคนส่ายหัว ถึงแม้พวกเขาจะไม่ฆ่าใครแต่เมื่อครู่ตกอยู่ในอันตรายเกือบเอาชีวิตไม่รอด หลิงป้าตายก็สมควรแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเห็นใจอะไรนัก

               “น้องชายท่านนี้ล่ะ?” เห็นหมิงอวี่ไม่ตอบหานเฟิงก็มองมาแล้วยิ้มถาม

               หมิงอวี่ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ถือสาอยู่แล้ว”

               ถึงแม้เขาจะพูดแบบนี้ แต่ในใจของหมิงอวี่กลับนิ่ง

               ตั้งแต่เมื่อครู่ หานเฟิงมองทุกคนเหมือนกันหมด ดูปกติมากแต่ที่จริงแล้วมันไม่ปกติเลย

               มองจากมุมคนนอก ด้วยความงามของเฮยจี ไม่ว่าผู้ชายคนไหนต่อให้ไม่คิดอะไรกับนางแต่เพียงแวบแรกที่เห็นนางอย่างไรก็อดไม่ได้ที่จะต้องมอง ต่อให้เป็นแค่การมองแบบผ่านๆสายตาก็ยังคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

               แม้เป็นคนธรรมดาหน้าตาทั่วไป จากท่าทางที่ดูมีมารยาทอย่างหานเฟิง อย่างไรก็ต้องเอ่ยปากทักทายบ้างแต่ว่าเฮยจีที่งดงามเช่นนี้ หานเฟิงกลับไม่แม้แต่จะมองเลย!

               เวลาคนเราต้องการปกปิดซ่อนเร้นอะไรเอาไว้ต้องดูจากที่สิ่งที่เขาคนนั้นไม่ได้พูด ไม่ใช่ดูจากสิ่งที่เขาพูด!

                ลู่หยวนคงพูดขึ้นมาอย่างมีมารยาทว่า “ประสกหานเฟิง ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือไม่อย่างนั้น เกรงว่าหลิงป้าคงหนีไปได้อย่างแน่นอน”

               “ไม่เป็นไร” หานเฟิงโบกมือแล้วยิ้ม

               แต่ในเวลานี้เอง ชายชุดดำคนหนึ่งก็วิ่งมาแล้วก้มหน้าคำนับพร้อมพูดว่า“คุณชายหาน เราค้นตัวของหลิงป้าจนทั่วแล้ว แต่ไม่พบหัวหยวนจือเลยขอรับ”

               “หือ?” หานเฟิงหน้านิ่งขึ้นมาทันที“พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร ไม่รู้จักไปค้นหาที่อื่นด้วยหรืออย่างไร?”

               “ที่อื่นก็ค้นจนทั่วหมดแล้วขอรับ ไม่เจอหัวหยวนจือเลย”ลูกน้องคนนั้นตอบด้วยความตื่นตกใจ

               หานเฟิงชี้ไปที่ศพที่ถูกเผาหกศพแล้วก็ผู้กล้าที่ถูกลู่หยวนคงตีจนสลบไป จากนั้นพูดว่า “ทางนั้นเจ้าค้นแล้วหรือยัง?”

               “ขอ ... ขอรับ ข้าน้อยสะเพร่า จะไปค้นเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”

               ลูกน้องคนนั้นรีบนำคนไปค้นอย่างหวาดกลัว แต่ว่าถุงเก็บของและแหวนเก็บของทั้งหมดพวกเขาค้นจนทั่วแต่ก็ไม่เจอหัวหยวนจือเลย

               “เอ่อ ...”

               ทันทีทันใดนั้น พวกของลู่หยวนคงเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาหรือว่าข่าวที่ได้มานั้นเป็นข่าวปลอม? แต่ว่ามันไม่น่านะหากบนตัวของหลิงป้าไม่มีหัวหยวนจือ เขาก็ไม่น่าจะมาถึงปากทางขึ้นเขาหิมะแบบนี้

               ทุกคนเริ่มค้นหาซูหยวนจิ้งที่ถูกหมิงอวี่โยนขึ้นไปไว้บนต้นไม้ก่อนหน้านี้ก็ตามมาเขาไม่กล้าสบตาหมิงอวี่เลย แล้วก็เริ่มค้นหาไปพร้อมกับทุกคน

               แต่ว่าเมื่อผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามทุกคนค้นจนทั่วก็ไม่เจอหัวหยวนจือเลย แต่ละคนจึงรู้สึกหดหู่มาก

               แต่ว่าหานเฟิงกลับให้กำลังใจทุกคนว่า “ช่างเถอะต่อให้ไม่มีหัวหยวนจือ แต่ว่าในเมื่อทุกคนต่างเดินทางกันมาตั้งไกล คงไม่อยากกลับไปแบบนี้ใช่ไหม?”

               “ก่อนหน้านี้ข้าได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้วิธีการนี้อาจจะพอต้านความหนาวเย็นบนยอดเขาเซิงหานได้สักพักเพียงแค่ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้ดีมาก หากทุกท่านไม่รังเกียจก็เอาไปใช้ได้นะ”

               พูดจบเขาก็สั่งให้ลูกน้องของเขาหยิบกล่องหยกสีแดงออกมาสองกล่องแล้วยื่นให้กับหมิงอวี่กับลู่หยวนคง เมื่อเปิดกล่องหยกออกดูก็พบว่าภายในเป็นยาสีแดงเลือด

               “นี่คือยาชื่อหัวเกา เมื่อทาลงบนผิวหนังมันจะแผ่ความร้อนที่รุนแรงออกมาสามารถต้านทานความหนาวเย็นได้ เวลาขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานเราก็จะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น” หานเฟิงอธิบาย

               “แบบนี้ก็ดีน่ะสิ”

               ลู่หยวนคงคำนับขอบคุณ “ขอบคุณประสกน้อย”

               หลวงจีนยุทธ์ที่อยู่ด้านหลังต่างก็ยินดีเดิมคิดว่าคงไม่มีอะไรช่วยให้ขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานได้แล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหานเฟิงจะให้วิธีแก้ไขปัญหาแบบนี้มา

               หานเฟิงไม่ได้จะเก็บเอาไว้ใช้คนเดียว แต่กลับนำวิธีแบบนี้มาบอกทุกคนเขาเป็นคนใจกว้างจริงๆ

               แต่หมิงอวี่กลับนิ่ง ครึ่งชั่วยามก่อนเขาครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาตอนนี้เหมือนเขาจะคิดได้แล้ว ที่จริงการที่หัวหยวนจือหายไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้มันน่าจะอยู่บนตัวของหานเฟิง!