บทที่ ๒
ในรอยรำลึก
คุณหญิงเฟื้อเยี่ยมหน้ามองออกไปทางหน้าต่างห้องนอนเห็นสตรีร่างกะทัดรัดผู้มีใบหน้าแฉล้มอ่อนเยาว์สวมกระโปรงบานพลิ้วสีฟ้ามีดอกขาวพราวทั่วตัวเสื้อคอบัวแขนกุด เผยผิวผ่อง่ไหล่และแขนเรียวอิ่มเต็มช่างจรุงใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก...ขนาดตนเองสูงวัยจนย่างเข้าสู่ปลายคนยังอดชื่นชมความงามในสาวแรกรุ่นอย่างเดือนสิบมิได้...มองจนกระทั่งฝ่ายหญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งตอนหลังของรถโดยมีนายแสวงเป็สารถีขับออกไปจนลับตาพ้นเขตประตูรั้วไม้ของบ้าน
แล้วจิตก็ประหวัดไปถึงเสี้ยวหนึ่งของเดือนสิบในอดีตขณะที่แสงแดดยามสายของวันยังคงสาดส่องอยู่ทั่วอาณาบริเวณที่สายตาทอดผ่าน...นึกถึงชีวิตที่ผ่านมาของหญิงสาวมันช่างเหมือนโรงละครแห่งชีวิต...ละครที่พลิ้วผ่านไปตามกาลเวลาใครจะไปคิดว่าบัดนี้ในวัยหกสิบปีเธอจะรักและเอ็นดูพี่น้องสองคนที่มิได้สืบสายเืโดยตรงจากสกุลเทวาวันเสมอเหมือนเป็‘หลานในไส้’ ทีเดียว
เดือนสิบในปัจจุบันเป็สาวสะพรั่งวัยสิบแปดมีพี่ชายฝาแฝดนาม ‘เทียนเก้า’ ซึ่งเกิดก่อนหน้าราวสิบห้านาทีทั้งคู่เป็เด็กกำพร้าั้แ่อายุได้สองขวบทั้งที่ยังไม่ประสีประสาเมื่อเหมือนแม้นผู้เป็มารดาได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางน้ำจากการพลัดตกเรือขณะเดินทางกลับจากการไปทำบุญให้กับสามีผู้ล่วงลับไปแล้วโดยผู้ที่สัญจรร่วมลำเรือเล่าให้คุณหญิงเฟื้อฟังในภายหลังว่าเหมือนแม้นนั้นมีอาการคล้ายคนเหม่อลอยตลอดวันแลเห็นั์ตามีน้ำใสเอ่อคลอก็เดากันไปต่างๆนานาว่าเธออาจคิดถึงนายแทนผู้เป็สามีที่จากตายกันไปก่อนหน้าแต่บ้างก็ว่าเหมือนแม้นถูก ‘ผีผลัก’ อาจได้ยินเสียงเรียกของิญญานายแทนหรือเห็นภาพหลอนกวักมือไหวๆจนะโลงจากเรือขณะจอดเทียบท่า ใน่เวลาที่ตะวันชิงพลบ ท้องฟ้าเป็สีขมุกขมัวแกมทึบทึมแถมสายน้ำยังเชี่ยวกราก จนไม่มีใครกล้าเสี่ยงชีวิตะโลงน้ำตามไปช่วยได้แต่ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกเป็ทิวแถวและเฝ้ามองร่างของเหมือนแม้นค่อยๆดำดิ่งจมหายไปต่อหน้าต่อตา
จึงเป็อันว่าเหมือนแม้นตายตกไปตามนายแทนผู้เป็สามีซึ่งประกอบสัมมาชีพเป็ครูอัตราจ้างในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งไม่ห่างจากเรือนอาศัยนักั้แ่เหมือนแม้นครรภ์แก่ใกล้คลอด...นับแต่นั้นคุณหญิงเฟื้อจึงสั่งให้บ่าวเก่าแก่อย่างลุงสุขไปรับเหมือนแม้นย้ายกลับมาอยู่ร่วมชายคา หลังจากปีก่อนหน้าเหมือนแม้นได้ตัดสินใจออกเรือนย้ายไปอยู่กับนายแทนเป็การส่วนตัวทว่าคุณหญิงเฟื้อก็ไม่อาจหยั่งรู้ชะตาได้ว่าเหมือนแม้นนั้นจะอายุสั้นเพียงนี้ลูกฝาแฝดที่เกิดได้ไม่กี่ปี จึงต้องกลายเป็เด็กกำพร้าั้แ่เยาว์วัยยังดีที่ตอนนั้นได้แม่นมแช่ม ซึ่งเป็ผู้เลี้ยงดูคุณหญิงเฟื้อั้แ่ลืมตาดูโลกเป็ผู้อุ้มชูเด็กทั้งสองทำให้คลายกังวลไปได้มากโข แต่แม่นมแช่มเลี้ยงดูได้ปีเศษก็มีอันจากไปด้วยโรคชรา...นางบัวตองที่แต่เดิมทำหน้าที่แม่ครัวและดูแลความเรียบร้อยภายในเรือนเป็หลักจำต้องรับภาระดูแลเด็กฝาแฝดเพิ่มแต่คุณหญิงเฟื้อเห็นว่านางบัวตองเองก็อายุมากขึ้นทุกวันทำงานหนักจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด จึงอยากได้ใครอีกสักคนมาช่วยแบ่งเบาภาระนางบัวตองจึงชักชวนบัวศรี ลูกสาวที่อยู่ลำพูนให้มาช่วยเหลืองานในเรือน
คุณหญิงเฟื้อเห็นดีเห็นงามและชื่นชมในความขยันของบัวศรีอยู่ไม่น้อยเพราะเป็หัวเรี่ยวหัวแรงแทนนางบัวตองได้ทุกอย่าง แต่อนิจจา...พอเปลี่ยนมือจากแม่นมแช่มมาเป็นางบัวตองกับลูกสาวได้ไม่ถึงเดือนเด็กฝาแฝดก็ออกลูกโยเยมีอาการผวาและจับไข้แทบเว้นวันจนคุณหญิงเฟื้อเป็ทุกข์อยู่พักใหญ่จึงไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัดแห่งหนึ่งใกล้บ้านได้คำแนะนำว่าควรยกเด็กสองคนนั้นให้เป็ลูกของเธอโดยสมบูรณ์ อีกทั้งมีการจัดพิธี ‘ทำแม่ซื้อ’ ในวันเกิดของเด็กทั้งสองคนตามความเชื่อแต่โบราณว่าแม่ซื้อก็คือ‘เทวดา’ หรือิญญาที่คอยดูแลเด็กซึ่งเด็กทุกคนที่เกิดมาจะมีแม่ซื้อประจำวันเกิดคอยดูแลเพื่อปกปักรักษาไม่ให้เด็กเจ็บไข้ได้ป่วย...คุณหญิงเฟื้อเชื่อเช่นนั้นเพราะบางครั้งเคยเห็นเงารางๆคล้ายร่างที่มีหัวเป็ม้า มีผิวสีขาวนวลอันตรงกับลักษณะของแม่ซื้อในวันจันทร์ที่ชื่อว่า ‘วรรณนงคราญ’
นับจากนั้นเด็กสองคนก็กลับมาสุขภาพแข็งแรงอาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้นแทบวันเว้นวันนั้นหายขาดเป็ปลิดทิ้งแต่คุณหญิงเฟื้อก็ไม่เคยวางใจ ยังคงดูแลเด็กทั้งสองคนไม่ปล่อยให้คลาดสายตาโดยเฉพาะเวลาที่เด็กคู่นั้นไปวิ่งเล่นอยู่ท้ายเรือนทางฝั่งศาลาที่ติดกับริมแม่น้ำจำต้องมีใครสักคนตามไปประกบเพราะคุณหญิงเฟื้อเกิดความฝังใจบางสิ่งเกี่ยวกับสายน้ำที่ไหลผ่านอยู่ทางด้านหลังเรือน...สายน้ำที่พรากชีวิตของเหมือนแม้นนั้น...มันช่างคลับคล้ายกับการจากไปของสตรีอีกผู้หนึ่ง...สตรีผู้เป็แม่ของเหมือนแม้นและเป็ยายแท้ๆของเด็กฝาแฝดทั้งสอง
เมื่อภาพหนหลังในอดีตที่ลากยาวถอยลึกไปถึง่ที่ชีวิตเหมือนแม้นยังไม่เกิดผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึก...จู่ๆภาพในฝันที่คุณหญิงเฟื้อเห็นมาติดๆกันร่วมเดือนกลับค่อยๆปรากฏเข้ามาซ้อนทับในดวงความคิด
สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้น...แววตาคมกริบกำลังจ้องมองมา!
///////////////////////////////////////////////////