“กล่าวตามจริงใต้เท้าซุน ข้าผู้ด้อยาุโยังไม่พบต้นสายปลายเหตุแต่ประการใด แต่คดีนี้ข้าเห็นว่ามันแปลกอยู่มาก จึงเดินทางเข้าเมืองหลวงมาอีกครั้งเพื่อขอให้คดีนี้เข้ามาอยู่ในการดูแลของหน่วยตรวจการพิเศษ” โจวเฉิงตัดสินใจบอกความประสงค์ของตนเองออกมาให้ชัดเจน
“หากหน่วยตรวจการพิเศษของท่านรับเอาคดีนี้ไปพิจารณาพวกเราหรือจะกล้าขัดขวาง มีแต่จะวางใจได้โดยสมบูรณ์อีกด้วย หลายร้อยปีที่ผ่านไม่ว่าจะมีคดีแปลกประหลาดะเืขวัญพสกนิกรมากเท่าใด หากเป็คนของหน่วยตรวจการพิเศษรับเอาไปดูแลก็ล้วนแก้ไขได้ทั้งสิ้น ข้ายินดียิ่งนัก”
โจวเฉิงกวาดสายตาอันเฉียบคมของตนไปทั่วห้อง เพื่อมองหาคนทักท้วง แต่เหล่าขุนนางกลับก้มหน้านิ่ง บ้างก็หลบสายตาของชายหนุ่มไปไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับเขา
“หากไม่มีปัญหาอะไร ข้าผู้น้อยยังมีเื่ขอร้องเพิ่มอีกประการหนึ่งขอรับ ข้าเดินทางไปที่เมืองสือเจียมาแล้วคราหนึ่ง ในอำเภอซิ่งอันมีหอนางโลมหงไถที่ถูกทางการยึดเอาไว้จากทรัพย์สินของขุนนางต้องโทษ ที่นั่นมีเด็กกำพร้าอาศัยอยู่เป็จำนวนมากไม่มีคนดูแลที่แน่นอน ข้าคิดว่าหากคนร้ายคิดจะลงมืออีกครั้ง หอหงไถก็เป็จุดที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว”
“ผู้ตรวจการโจว้าให้พวกเราส่งคนไปคุ้มครองที่นั่นหรือ นั่นไม่ใช่ปัญหาแน่นอน”
“มิได้ขอรับ ที่คนร้ายเงียบหายไปก็อาจเป็ว่าพวกเขา้าดูให้แน่ชัดว่าที่นั่นไม่มีคนดูแลอยู่จริงๆ หากเราส่งคนออกไปมากก็จะเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นไปเปล่า ผู้น้อยเพียง้าให้ย้ายหอหงไถจากการเป็ทรัพย์สินแผ่นดินเข้ามาอยู่ในส่วนของฝ่ายตรวจการพิเศษแทน ภายหลังหากไม่เกิดเหตุร้ายแรงอะไร พวกเราอาจใช้ที่นั่นเป็ฐานที่มั่นของหน่วยตรวจการพิเศษทางแถบชายแดนตะวันออก เด็กที่อยู่ที่นั่นข้าโจวเฉิงจะเป็คนรับ่จัดการพวกเขาต่อไปเอง”
“หอนางโลมหงไถ.. สถานที่เช่นนั้นจะเหมาะสมกับตำแหน่งของท่านหรือใต้เท้าโจว” ซุนหม่าเซียนยังคงอึกอัก
เขารู้ดีว่าค่าใช้จ่ายเบี้ยหวัดทุกสิ่งทุกอย่างของหน่วยตรวจการพิเศษที่มีโจวเฉิงเป็ผู้นำนั้นได้รับมอบโดยตรงมาจากฮ่องเต้ทิ้งสิ้น การดูแลอันแสนพิเศษมายาวนานหลายร้อยปีจากอดีตฮ่องเต้หลายพระองค์ที่มีต่อหน่วยงานนี้ ทำให้ขุนนางขั้นเก้าอย่างซุนหม่าเซียนยังต้องให้หน้าอยู่บ้าง
บุรุษหนุ่มรูปลักษณ์น่าหวาดหวั่นอย่างโจวเฉิงแม้คำพูดและท่าทางจะดูสุภาพอ่อนโยน ไม่เคยยกตนข่มท่านว่าเป็คนสนิทใกล้ชิดกับฮ่องเต้ แต่ความพิเศษของพวกเขาแต่ละรุ่นหลายชั่วอายุคนที่สามารถแต่งตั้งผู้นำกันเองได้โดยอิสระนั่นอีกเล่า? แม้แต่องค์รัชทายาทยังต้องให้ฮ่องเต้ออกราชโองการแต่งตั้งเลย
ผู้ตรวจการพิเศษโจวเฉิงอยู่ในฐานะใดกันแน่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ซุนหม่าเซียนจึงยังลังเลที่จะให้ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ใช้หอนางโลมเป็ฐานที่มั่นสำรอง
“ข้าหาได้ใส่ใจกับเื่เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้” โจวเฉิงกล่าวตัดบท
ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจกับเื่สถานที่จริงตามที่กล่าว เขา้าจะสร้างหอหงไถขึ้นมาใหม่สักกี่หอก็สามารถทำได้ ส่วนเื่การใช้สถานที่เป็ที่มั่นทางแถบชายแดนนั้นเื่จริง เพราะหอหงไถอยู่นอกเขตกำแพงเมืองเวลาเข้าออกไม่จำเป็ต้องผ่านการตรวจตราของทหารป้องกันเมืองให้ยุ่งยาก และยังไม่ต้องไปทับซ้อนกับฝ่ายการทหารทางชายแดนอีก
หอหงไถเองก็มีความเสี่ยงสูง และที่สำคัญ..ที่นั่นมีเด็ก เด็กที่เขาอาจจะสามารถขยายขุมกำลังลับออกไปได้
“แม้ใต้เท้าโจวจะไม่มีตำแหน่งขั้นขุนนางชัดเจนแต่มีข้าราชสำนักคนใดไม่รู้บ้างว่าท่านก็คือขุนนางคนหนึ่ง การจัดสรรที่ดินเล็กๆ ที่อำเภอซิ่งอันมอบให้เป็ที่ดินศักดินาส่วนตัวกับใต้เท้าโจวก็ไม่แปลก เื่นี้ข้าจะจัดการให้เอง" หนึ่งในขุนนางฝ่ายการปกครองเสนอตัว
อันที่จริงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าอดีตผู้นำหน่วยตรวจการพิเศษที่ผ่านมาแต่ละรุ่นที่สถานที่พำนักแน่นอนอยู่ที่ใด เพราะไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหนก็มีขุนนางคอยต้อนรับขับสู้มาตลอด หากมีการขอพระราชทานที่ดินส่วนตัวให้กับโจวเฉิงอย่างชัดเจน คราวนี้พวกตนก็ยังมีโอกาสติดต่อเชื่อมความสัมพันธ์กับโจวเฉิงผู้นี้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
เห็นอีกฝ่ายไม่คัดค้าน ขุนนางหลายคนก็โล่งใจที่โจวเฉิงไม่ได้คบหายากเหมือนผู้ตรวจการพิเศษรุ่นก่อนๆ เื่การนำหอหงไถเข้าไปเป็ทรัพย์สินส่วนตัวของโจวเฉิงก็กลายเป็เื่แน่นอนไปโดยปริยาย
“เื่หอหงไถถูกเปลี่ยนผู้ปกครองในครั้งนี้ให้ปิดเป็ความลับเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน หากที่นั่นเป็เป้าหมายของกลุ่มกองโจรนั้นจะกลายเป็พวกเราทำเสียเื่เสียเอง ส่งข่าวไปยังเ้าเมืองสือเจียให้รู้เอาไว้ก่อนพวกเขาจะได้ไม่เข้ามาวุ่นวายกับการทำงานของใต้เท้าโจว” ซุนหม่าเซียนกำชับอีกครั้ง
“ตกลงเอาตามนี้ ข้าจะเดินทางย้อนกลับไปที่เมืองสือเจีย ระหว่างนี้ก็จะติดตามข่าวของคนกลุ่มนั้นไปด้วย เอาเป็ว่าหากหน่วยตรวจราชการพิเศษมีปัญหาอะไร ผู้ด้อยาุโก็จะขอความช่วยเหลือมาอีกครั้งก็แล้วกันขอรับ”
ร่างสูงในชุดสีม่วงประสานมือคำนับขุนนางผู้าุโกว่าตนเองทุกครั้งด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดทุกคนต่างก็อดขนลุกกับแววตาเย็นเยียบและรัศมีอันน่าเกรงขามของชายหนุ่มไม่ได้
จวบจนร่างบุรุษในชุดสีม่วงที่ปักลวดลายสัตว์หลายชนิดแตกต่างกันเกือบ 20 คน เดินติดตามโจวเฉิงพ้นห้องประชุมไปไกลแล้ว คนที่เหลืออยู่ในห้องประชุมใหญ่จึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาได้สะดวกมากขึ้น
……….
ร้านขนมสกุลหลี่เมืองสือเจีย
“ลูกนางคณิกา!” เด็กชายวัยราว 10-11 ปี สองสามคนวนเวียนกันเข้ามาด่าทอกลุ่มเด็กชายจากหอหงไถที่มาขายซาลาเปาอยู่หน้าร้านขนมสกุลหลี่หลายรอบ
เวลานี้เจียวจ้านกับพี่น้องอีก 4 คน เอาซาลาเปามานึ่งขายอยู่ที่หน้าร้านเถ้าแก่หลี่ได้ 6 วันแล้ว ซาลาเปาที่เนื้อแป้งผสมมันเทศมีเหลืองหอมน่ากิน อีกทั้งไส้เนื้อกระต่ายของพวกเขาก็แปลกใหม่รสชาติดียิ่งนักทำให้ซาลาเปาจากหอหงไถขายดิบขายดีจนมีคนมาเข้าแถวรอซื้อไม่น้อย
“เป่าซาน!! พวกเ้าเป็เด็กเกเรเหลือทนจริงๆ หากไม่ซื้อก็อย่ามาวุ่นวายที่นี่ จะมาก่อกวนอะไรนักหนา” เถ้าแก่เนี้ยหลี่ออกมาต่อว่ากลุ่มเด็กเกเรทั้งสามแทนเจียวจ้าน
“พวกข้าก่อกวนที่ใดกัน หรือเื่ที่เราพูดว่าเ้าพวกนี้เป็ลูกหญิงคณิกามันไม่จริง พวกเขามาจากหอหงไถไม่ใช่หรือ ซาลาเปาพวกนั้นก็คงจะสกปรกเหมือนพวกเขานั่นล่ะ” หงเป่าซานเด็กชายตาเล็กผิวขาวจัดรูปร่างสูงโปร่งยังคงเถียงไม่หยุด และไม่มีวี่แววว่าจะจากไปง่ายๆ
“พวกเราไม่ได้สกปรกนะ ซาลาเปาเหล่านี้เป็พี่สาวและท่านยายของพวกเราช่วยกันทำขึ้นมา ทุกขั้นตอนทำสะอาดไม่เชื่อก็ไปดูที่หอหงไถของเราก็ได้” เป็อี้ฝานเด็กชายวัย 7 ปีที่ตอบกลับ ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กน้อยแดงก่ำมีน้ำตาคลอเต็มสองตา เขาเพิ่งจะได้สลับเข้าเมืองมาครั้งแรก ไม่คิดว่าตนจะต้องมาได้ยินถ้อยคำไม่น่าฟังเหล่านี้
“พี่สาวเ้าเป็คนทำหรือ เช่นนั้นยิ่งแล้วใหญ่เลย ซาลาเปาพวกนี้ทำด้วยมือของหญิงคณิกาแน่นอน แหว่ะข้าแค่ได้ยินก็จะอาเจียนแล้ว ไม่รู้พวกท่านซื้อไปกินกันลงได้อย่างไร” เด็กชายยังไม่หยุดก่อกวน
หงเป่าซานเป็บุตรชายของร้านซาลาเปาเ้าเก่าที่ขายอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับร้านขนมสกุลหลี่ หลายวันที่ผ่านมาซาลาเปาของบิดาและมารดาขายได้น้อยลงทุกทีจนเมื่อวานก็ขายไม่ได้เลยสักลูก
เด็กชายได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ามีเด็กจากหอหงไถมาเช่าหน้าร้านขนมสกุลหลี่ขายซาลาเปาที่แปลกใหม่กว่าจึงชักชวนสหายเดินมาดู พอเห็นคนจำนวนมากพากันเข้าแถวรอซื้อซาลาเปาความอิจฉาและโกรธแค้น ทำให้หงเป่าซานตั้งใจก่อกวนให้ลูกหญิงคณิกาเหล่านี้ต้องอับอาย
“นี่เสี่ยวเป่า ซาลาเปาร้านเ้ากับของพวกเขาแตกต่างกัน แป้งก็คนละสี ไส้เนื้อก็คนละเนื้อ ต่างคนต่างขายกันไปสิ พวกเ้าทำเช่นนี้ไม่ถูกนะ”
บุรุษสูงวัยรู้จักหงเป่าซานดี เขาเองก็เป็ลูกค้าประจำของร้านซาลาเปาสกุลหง เมื่อได้ยินว่ามีซาลาเปาแบบใหม่ก็อยากจะทดลองชิม หากไม่อร่อยก็กลับไปอุดหนุนเ้าเดิมก็เท่านั้น แต่พอเห็นหงเป่าซานตั้งใจมากลั่นแกล้งเด็กกำพร้าจากหอหงไถ ชายชราก็อดตักเตือนด้วยความหวังดีไม่ได้