เสิ่นม่านซูที่นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ เปลือกตากระตุกเล็กน้อย
ทางด้านเสิ่นเจิ้นกวงพยักหน้าเอ่ยว่า “สระน้ำบัดซบนั่น กล้าดีอย่างไรถึงเกือบคร่าชีวิตม่านซูของข้า ข้าได้สั่งให้คนไปถมจนราบเรียบร้อยแล้ว โชคดีที่วันนั้นซูฉินอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์คงไม่อาจจินตนาการได้”
“แม่ทัพเสิ่น ความจริงแล้ว...วันนั้นข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย”
จวินมั่วหานเอ่ยด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น หลังจากพูดจบก็หันไปมองเสิ่นม่านซู ในดวงตามีแววเ็าปรากฏขึ้น
เสิ่นม่านซู ในเมื่อเ้ากลับใจอย่างไร้เยื่อใย เช่นนั้นข้าก็จำต้องไร้คุณธรรมเช่นกัน
หัวใจของเสิ่นเจิ้นกวงกระตุกวูบ
เขามองบุตรสาวที่ก้มหน้าเงียบงัน ก่อนจะหันไปถามอย่างร้อนใจ “แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
จวินมั่วหานกล่าวอย่างจริงจัง “วันนั้นข้าเป็คนช่วยคุณหนูสามขึ้นมาจากน้ำ หลังขึ้นฝั่ง เสื้อผ้าของพวกเราทั้งสองคนเปียกชุ่ม และยังได้โอบกอดกัน…แม่ทัพเสิ่น หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ย่อมไม่เป็ผลดีต่อชื่อเสียงของคุณหนูสาม”
เสิ่นเจิ้นกวง “!!!”
หากเ้าไม่ใช่องค์ชาย ข้าคงโยนเ้าออกไปนานแล้ว!
แม่ทัพเสิ่นที่ถูกข่มขู่โกรธจนหนวดเคราสั่นระริก
เขาระดมสติทั้งหมดที่มียั้งมือที่อยากจะพุ่งไปตะบันหน้าองค์ชายเจ็ด
เสิ่นเจิ้นกวงหันไปมองบุตรสาวด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
หากเื่นี้เล่าลือออกไป ชื่อเสียงของม่านซูย่อมพังพินาศ
แต่เสิ่นม่านซูกลับเงยหน้าพลางเรียกให้เจ๋อหลันรินชา หลังจิบชาแล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า
“องค์ชายเจ็ด เหตุใดท่านไม่กล่าวความจริงเล่า”
“ทุกคำที่ข้ากล่าว ล้วนเป็ความจริง” จวินมั่วหานจ้องเสิ่นม่านซูไม่วางตา ทั้งที่เป็คนเดิม ทว่าลึกๆ ในใจ เขากลับรู้สึกว่าวันนี้เสิ่นม่านซูแตกต่างไปจากเดิม
เสิ่นม่านซูหัวเราะเบาๆ “ที่ริมสระวันนั้น แท้จริงแล้วองค์ชายกับซูฉินญาติผู้น้องของข้าไปทำสิ่งใดอยู่หลังโขดหินกันแน่ โอ๊ะ หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีอยู่ด้วยกันตามลำพังจะทำอะไรได้บ้าง ข้ายังไม่ออกเรือนจึงไม่อาจทราบรายละเอียดพวกนั้นได้”
คิ้วของเสิ่นเจิ้นกวงขมวดแน่นทันที
เขาจ้องจวินมั่วหานด้วยสายตาแข็งกร้าว “องค์ชายเจ็ด สิ่งที่ม่านซูกล่าวเป็ความจริงหรือไม่”
“แน่นอนว่าไม่จริง หากแม่ทัพเสิ่นไม่เชื่อ ก็สามารถเรียกญาติผู้นั้นออกมาได้เลย”
เสิ่นม่านซูส่ายหน้า “องค์ชายเจ็ดกำลังล้อเล่นอยู่หรือ ในเมื่อญาติผู้น้องของข้ากับท่านสนิทสนมถึงเพียงนั้น นางย่อมต้องเข้าข้างท่านอยู่แล้ว เช่นนั้นคำพูดของนางจะมีความหมายอันใด”
คราวนี้ จวินมั่วหานมองเสิ่นม่านซูด้วยแววตาประหลาดใจอย่างแท้จริง
เสิ่นม่านซูในอดีต เมื่ออยู่ต่อหน้าเขามักเขินอาย ขลาดเขลา ไหนเลยจะโต้แย้งได้ว่องไวถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้ดวงตาที่มองเขากลับไร้ซึ่งความอ่อนโยนโดยสิ้นเชิง
เขาขมวดคิ้วแน่น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือเป็เพราะว่านางเห็นเขากับฉินเอ๋อร์[1]…
จวินมั่วหานกล่าวด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “คุณหนูสาม ข้าได้อธิบายเื่นี้ไปแล้ว ใกล้จะถึงวันเกิดของเ้าแล้ว ข้าจึงให้ญาติผู้น้องของเ้าช่วยจัดเตรียมเพราะอยากให้เ้าประหลาดใจ เ้าก็เคยเชื่อเช่นนั้นไม่ใช่หรือ”
“ใช่ ก่อนหน้านี้ย่อมเชื่ออยู่แล้ว ใครให้ข้าโง่เองเล่า” เสิ่นม่านซูทอดถอนใจจากใจจริง
มิใช่ว่านางเอกเดิมในเื่โง่เขลาเช่นนี้หรอกหรือ
ในนิยายดราม่าเื่นี้ พระเอกทรมานนางเอกต่อเนื่องยี่สิบบท พอนางเอกเสียใจ เขาเพียงใช้คำพูดไม่กี่ประโยคปลอบ แล้วทุกอย่างก็จบ จากนั้นก็ทรมานต่อ ปลอบต่อ วนเวียนไม่รู้จบ
หากไม่เรียกว่าโง่ แล้วจะเรียกว่าอะไร
จวินมั่วหานหรี่ตามองเสิ่นม่านซูที่ดูคล้ายเป็คนแปลกหน้า รู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังหลุดจากการควบคุมมากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายเขาก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “คุณหนูสาม ไม่ว่าอย่างไร วันนั้นเ้าและข้าอยู่ในน้ำด้วยกัน ถือว่ามีการััร่างกายกันแล้ว นี่คือความจริง”
คราวนี้ เสิ่นเจิ้นกวงที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงกับกำที่เท้าแขนเก้าอี้จนแตก
ทำอย่างไรดี ข้าอยากจะต่อยองค์ชายอีกแล้ว!
เสิ่นเจิ้นกวงมองบุตรสาวด้วยความปวดใจ
แต่เสิ่นม่านซูกลับเงยหน้าอย่างสงบ มองจวินมั่วหานแล้วเอ่ยถาม “องค์ชายเจ็ด ท่านพูดเช่นนี้ มีหลักฐานหรือไม่”
“ตอนนั้นคุณหนูซูฉินก็อยู่ข้างๆ แท้ๆ องค์ชายเจ็ดนี่ช่างเป็ผู้สูงศักดิ์ที่ความจำเลอะเลือนจริงๆ ในเมื่อญาติผู้น้องของข้าสนิทสนมกับท่านถึงเพียงนั้น นางก็ย่อมไม่มีคุณสมบัติจะเป็พยานแล้ว ท่านว่าใช่หรือไม่เล่า”
จวินมั่วหาน “!!!”
ทางด้านเสิ่นเจิ้นกวงซึ่งเพิ่งบีบที่เท้าแขนเก้าอี้จนแตกก็ได้สติกลับมา รีบกล่าวเสริมทันที
“ถูกต้อง องค์ชายเจ็ด ต่อให้ท่านสูงศักดิ์เพียงใด ก็ไม่ควรกล่าววาจาเหลวไหลทำลายชื่อเสียงลูกสาวข้า!”
จวินมั่วหานมองเสิ่นม่านซูตรงหน้าที่ราวกับกลายเป็คนละคน ก็โกรธจนหัวเราะออกมา
เขากล่าว “คุณหนูสาม ในเมื่อเ้าบอกว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากญาติผู้น้อง และก็ไม่ใช่ข้าที่เข้าไปช่วย แต่เื่ที่เ้าตกน้ำยอมเป็ความจริงมิใช่หรือ เช่นนั้นเ้าบอกมาสิว่าใครกันแน่ที่ช่วยเ้าขึ้นมา”
ใครช่วยหรือ
เสิ่นม่านซูยิ้มอย่างสงบ รอยยิ้มของนางบางเบาดุจสายลมพัดผ่าน
จวินมั่วหานเห็นแล้วชะงักไปเล็กน้อย
เสิ่นม่านซูเอ่ยช้าๆ “ข้าเท้าลื่นและตกลงไปในสระจริง แต่ข้าว่ายน้ำเป็ แน่นอนว่าย่อมช่วยตัวเองได้”
ในเวลานั้น ไม่มีผู้ใดอยู่ในเหตุการณ์ นอกจากเสิ่นม่านซู องค์ชายเจ็ด และซูฉิน
เมื่อซูฉินไม่อาจเป็พยาน คำพูดของผู้ใดก็ล้วนไร้หลักฐานทั้งสิ้น
จวินมั่วหานขมวดคิ้ว “คุณหนูสาม เ้าว่ายน้ำไม่เป็ จะช่วยตัวเองได้อย่างไร เื่ระหว่างข้ากับญาติผู้น้องของเ้าเป็เพียงความเข้าใจผิด เ้าอย่าได้โกรธ ฟังข้าอธิบายก่อน”
“องค์ชายเจ็ด บางเื่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งดำมืด อีกอย่าง ใครบอกว่าข้าไม่มีหลักฐานเล่า”
เสิ่นม่านซูไม่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่เปลี่ยนเป็หม่นคล้ำของเขา หันไปถามบิดาแทน
“ท่านพ่อ แถวจวนแม่ทัพยังมีสระน้ำที่ค่อนข้างเป็ส่วนตัวอีกหรือไม่”
นางถามเช่นนั้นเพราะสระน้ำในจวนถูกถมจนราบไปแล้ว
เสิ่นเจิ้นกวงงงงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับด้วยความสงสัย
“ม่านซู เ้าจะเอาสระไปทำสิ่งใด”
ขณะเดียวกัน จวินมั่วหานก็มองเสิ่นม่านซูด้วยสายตาเย็นเยียบดุจสระน้ำลึก
เสิ่นม่านซูกลับกล่าวอย่างเรียบเฉย “ลูกจะไปว่ายน้ำเ้าค่ะ”
เสิ่นเจิ้นกวง “…”
ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้ ต่อให้จวินมั่วหานไม่เชื่อว่าเสิ่นม่านซูจะว่ายน้ำเป็ ก็ย่อมไม่อาจบังคับให้นางไปพิสูจน์จริงๆ ได้
คิดไปคิดมา เขาก็ยิ่งมั่นใจว่านางเพียงโกรธเื่ซูฉิน จึงแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้
จวินมั่วหานเป็คนมีความอดทนเสมอ เมื่อเสิ่นม่านซูอารมณ์ไม่ดี เช่นนั้นก็รอให้ปลอบจนหาย แล้วค่อยพูดถึงเื่การแต่งงาน
ด้วยเห็นแก่หน้าจวนแม่ทัพ เขายินดีทุ่มเวลาและความพยายามให้นางมากขึ้นอีกหน่อย
จวินมั่วหานหันไปกล่าวกับเสิ่นเจิ้นกวง “แม่ทัพเสิ่น คุณหนูสามคงใ ต้องพักฟื้น ข้าไม่รบกวนต่อแล้วกัน ขอตัว”
เสิ่นเจิ้นกวงกำลังจะพยักหน้า ทว่ากลับได้ยินบุตรสาวซึ่งอยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างเรียบเฉยขึ้นเสียก่อน
“องค์ชายเจ็ด ท่านบอกว่าจะไปก็ไปเช่นนี้เลยหรือ”
จวินมั่วหานหันกลับมา ในดวงตามีแววความหวังวาบผ่าน
เขารู้อยู่แล้วว่าเสิ่นม่านซูยังมีเขาอยู่ในใจ แต่เพียงหึงหวงเื่ซูฉินเท่านั้น
จวินมั่วหานมองเสิ่นม่านซูด้วยสายตาอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยถาม “คุณหนูสาม ยังมีเื่อื่นอีกหรือ”
เสิ่นม่านซูกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านกับญาติผู้น้องของข้าเป็เช่นนั้นแล้ว ไม่คิดจะให้สถานะนางเลยหรือ”
สีหน้าของจวินมั่วหานแข็งค้างในทันที ส่วนเสิ่นเจิ้นกวงกลับตกอยู่ในห้วงความคิด
จวินมั่วหานกำหมัดแน่น ก่อนเค้นคำพูดออกมาทีละคำ “ข้าบอกแล้วว่านั่นเป็เื่เข้าใจผิด คุณหนูสามไม่เชื่อข้าหรือ”
เสิ่นม่านซูก้มหน้าเล็กน้อย สีหน้าดูอ่อนโยนและเรียบร้อย แต่กลับส่ายหน้ากล่าว “ไม่เชื่อเ้าค่ะ”
จวินมั่วหาน “…”
[1] เอ๋อร์ เป็คำเรียกต่อชื่อ ผู้าุโจะใช้เรียกคนที่อายุน้อยกว่า เพื่อแสดงถึงความสนิทสนมและเอ็นดู