ตอนที่ 4 พร์ของศิษย์น้อง
หลี่เพ่ยเพ่ยรีบกลับห้องพักของตนเอง แล้วรีบนำตำรามานั่งอ่านให้สมองหายคิดฟุ้งซ่าน ตอนนี้ในหัวสมองของหลี่เพ่ยเพ่ยมีแต่ศิษย์พี่หญิงเต็มไปหมด กว่าจะเริ่มทำสมาธิได้ก็ใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วยาม
หลี่เพ่ยเพ่ยกำลังฝึกฝนรวบรวมลมปราณเพื่อไปยังขั้นที่สอง ยิ่งร่างกายมีพร์มากเท่าใด พลังลมปราณที่ดูดซับได้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการนั่งสมาธิ คนที่มีพร์มาก ก็ยิ่งดูดซับพลังลมปราณได้รวดเร็วมาก และยิ่งได้โอสถสมุนไพรมาช่วยทะลวงชีพจร ยิ่งทำให้หลี่เพ่ยเพ่ยใช้เวลาเร็วขึ้นในการก้าวข้ามขั้นที่สอง
จากการคาดคะเนของหลี่เพ่ยเพ่ย การที่จะก้าวไปยังขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ อาจจะต้องใช้เวลาถึงสามเดือนหรือห้าเดือน การก้าวไปถึงขั้นสาม ก็ยิ่งใช้เวลานานกว่านี้ไปอีกมากนัก แต่ถ้าใช้โอสถที่ปรุงขึ้นจากศิษย์พี่หญิงจ้าว หลี่เพ่ยเพ่ยคาดเดาว่าใช้เวลาไม่เกินแปดเดือน จะก้าวไปถึงขั้นสามได้ แล้วขั้นสามนี่แหละที่หลี่เพ่ยเพ่ยจะสามารถเริ่มปรุงยาได้ด้วยตนเอง
ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือส่งโอสถให้หลี่เพ่ยเพ่ยทุกเดือน การหลอมปรุงโอสถของศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือนับได้ว่าเป็อันดับหนึ่งของสำนัก จึงมีศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายมาขอให้ศิษย์พี่หญิงจ้าวปรุงเม็ดยาโอสถให้
การปรุงโอสถทุกครั้งจะต้องมีสิ่งของแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็เงื่อนไขที่ต้องนำมาแลกเพื่อให้ศิษย์พี่หญิงจ้าวปรุงยาโอสถให้
สามเดือนต่อมาหลี่เพ่ยเพ่ยฝึกฝนจนก้าวข้ามขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสองไปยังขั้นที่สาม พร์ของหลี่เพ่ยเพ่ยแพร่ไปทั่วทั้งสำนัก เพราะการฝึกฝนภายในระยะเวลาเพียงเท่านี้โดยปกติศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่จะทำได้เพียงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง แต่หลี่เพ่ยเพ่ยนั้นกลับพัฒนาตนเองไปถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสาม
“ศิษย์น้อง เ้าฝึกมาถึงรวบรวมลมปราณขั้นสามแล้ว ช่างมีพร์ยิ่งนัก ตามกฎสำนักหากก้าวข้ามรวบรวมลมปราณขั้นสามได้โดยไม่ถึงปี อาจารย์ทั้งสองจะต้องถ่ายทอดปราณเซียนเพื่อช่วยทะลวงชีพจรให้เ้าได้เลื่อนขั้นได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะในอนาคตเ้าจะต้องเป็ศิษย์เอกรุ่นที่ 9 ของสำนัก เ้าจงเตรียมพร้อมเถิด พลังลมปราณของอาจารย์ทั้งสองรุนแรงยิ่งนัก” ศิษย์พี่จ้าวลู่ซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลายเดือนมานี้ทั้งสองต่างพูดคุยกันมากขึ้น ศิษย์พี่จ้าวก็รู้สึกชินกับการมีหลี่เพ่ยเพ่ยอยู่ข้างกายนางมาตลอด หลี่เพ่ยเพ่ยไม่เพียงแต่ฝึกรวบรวมลมปราณ วิชากระบี่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย หลี่เพ่ยเพ่ยฝึกตามตำราที่หลังเขาทุกเช้า ตอนบ่ายก็ฝึกรวบรวมลมปราณ
ในวันนี้หลี่เพ่ยเพ่ยก็มาฝึกวิชากระบี่ตามเดิม แต่เมื่อมาถึงก็พบว่ามีศิษย์กำลังต่อสู้กันอย่างจริงจัง ผู้ฝึกตนสวมชุดสีขาวมีใบหน้าซีดเซียว ร่างกายสั่นสะท้าน จ้องมองมาที่หลี่เพ่ยเพ่ยด้วยความประหลาดใจ หลี่เพ่ยเพ่ยเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่ถึงครึ่งปี ก็สามารถก้าวข้ามไปถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสามเสียแล้ว
“คารวะศิษย์พี่ หยางซวี่ ศิษย์พี่จางเจิ้น” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยพร้อมส่งยาโอสถสมานแผลให้ทั้งสองอย่างคนมีน้ำใจ
“ศิษย์น้องหญิงหลี่ ขอบคุณเ้ามาก วันนี้มาฝึกวิชากระบี่หรืออย่างไร” ศิษย์พี่จางเจิ้นเอ่ยถาม
“เป็เช่นนั้น ศิษย์น้องมาฝึกวิชากระบี่”
“งั้นเ้ามาลองกับศิษย์พี่เสียหน่อย” ศิษย์พี่ชายหยางซวี่เอ่ยพร้อมพุ่งเข้ามาโดยที่ไม่ได้ให้หลี่เพ่ยเพ่ยได้เตรียมตัว แต่ไหนเลยหลี่เพ่ยเพ่ยจะสู้ผู้ฝึกตนรวบรวมลมปราณขั้นต้นระดับหนึ่งได้ โชคดีที่จางเจิ้นได้ช่วยเอาไว้ หลี่เพ่ยเพ่ยในตอนนี้เป็ผู้ที่มีแต่คนในสำนักอิจฉาริษยา ด้วยพร์ และไหนจะกระบี่เทพเมฆาที่เป็กระบี่ของเ้าสำนักคนแรก
“หยางซวี่ เ้าทำเกินไปแล้วนะ ศิษย์น้องอยู่ระดับรวบรวมลมปราณ ไยเ้าถึงกลั่นแกล้งนางเช่นนี้”จางเจิ้นเอ่ยขึ้นเมื่อหยางซวี่ฟาดฝ่ามือใส่หลี่เพ่ยเพ่ยจนลอยละลิ่ว
“พวกเ้าหยุดเดี๋ยวนี้” ศิษย์พี่หญิงจ้าวเหาะเหินมารับร่างที่ลอยละลิ่วของหลี่เพ่ยเพ่ยไว้ได้ทัน
“คารวะศิษย์พี่หญิงจ้าว” หยางซวี่กับจางเจิ้นเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“หยางซวี่เ้าบังอาจทำร้ายคนของข้า” ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือเอ่ยด้วยใบหน้าขึ้นสีเือย่างไม่พอใจอย่างมาก
“ศิษย์พี่หญิงจ้าว ศิษย์น้องเพียงแค่อยากจะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับศิษย์น้องหญิงหลี่เพ่ยเพ่ยเพียงเท่านั้น” หยางซวี่รีบเอ่ยอย่างแก้ตัว
“ข้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เ้าไม่ต้องมาแก้ตัว ไว้ข้าจะมาสะสางบัญชีกับเ้า” ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือรีบอุ้มหลี่เพ่ยเพ่ยที่หมดสติไปพักที่ห้องพักของศิษย์พี่หญิงจ้าว
ศิษย์พี่หญิงถ่ายทอดพลังลมปราณเพื่อรักษาอาการาเ็ของหลี่เพ่ยเพ่ยให้อย่างร้อนรน
หลี่เพ่ยเพ่ยถึงแม้จะมีพร์เป็เลิศ แต่การต่อสู้กับขั้นรวบรวมลมปราณขั้นต้น ไหนเลยหลี่เพ่ยเพ่ยจะเป็คู่ต่อสู้ได้ รวบรวมลมปราณพื้นฐานห่างไกลจากข้างต้นนัก
"ศิษย์พี่หญิง ลำบากท่านแล้ว" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกตัว
"ศิษย์น้องหลี่ ข้าจะช่วยเ้าฝึกฝน ข้าจะปรุงโอสถให้เ้า" ศิษย์พี่หญิงจ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ศิษย์พี่หญิงจ้าว ข้าอยากลงเขา ข้า้าไปเอาสิ่งของสำคัญที่คฤหาสน์ตระกูลจาง" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยคิดถึงหยก ก่อนที่ท่านพ่อจะตกหน้าผาตายเคยมอบไว้ให้กับหลี่เพ่ยเพ่ย
"ศิษย์น้องเ้ามีเวลาเดือนนึงในการลงเขา เดือนหน้าอาจารย์ทั้งสองจะทะลวงจุดชีพจรทั้งร่างกายให้แก่เ้า ถ้าเ้าไม่เตรียมพร้อม ถ้าลมปราณย้อนกลับเ้าอาจจะพิการ แต่ถ้าทะลวงสำเร็จเ้าจะเป็ศิษย์เอกรุ่นที่ 9"
"ศิษย์พี่หญิงจ้าว ท่านวางใจข้าใช้กระบี่บินได้แล้ว ไม่เกิน 3 วันข้าจะกลับมาแน่นอน"
"ก็ได้ ศิษย์พี่ให้เวลาเ้าสามวัน เ้าจงรีบกลับมา อย่าให้ใครรู้ว่าเ้าลงเขา"
"ขอบคุณมากศิษย์พี่ ข้าจะเดินทางแต่เช้ามืด"
"แต่อาการาเ็ของเ้า"
"ศิษย์พี่หญิงจ้าวท่านอย่างได้กังวล ศิษย์น้องดีขึ้นมากแล้ว" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางกุมมือศิษย์พี่หญิงจ้าวเอาไว้อย่างอ่อนโยน
"ก็ได้ ข้าจะรอเ้ากลับมา นำโอสถพวกนี้ติดตัวไปด้วย" ศิษย์พี่หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางยกยิ้มออกมาอย่างใจดี
เมื่อถึงเวลาเช้ามืดหลี่เพ่ยเพ่ยใช้วิชาเหินฟ้าขี่กระบี่บินไปยังคฤหาสน์ตระกูลจาง และรีบไปที่ห้องของตนเพื่อนำหยกแกะสลักลวดลายหุบเขาและมีคำว่าหลี่อยู่กลางหยก หยกอันนี้หลี่เพ่ยเพ่ยหวงแหนเป็อย่างมากเพราะท่านแม่ของหลี่เพ่ยเพ่ยได้มอบไว้ให้ตอนที่หลี่เพ่ยเพ่ยอายุได้ 13 ปี และได้เอ่ยกล่าวไว้ว่า ท่านพ่อได้ให้กับท่านแม่เป็ของแทนใจ หลี่เพ่ยเพ่ยจึงใช้ป้ายหยกนี้เป็ตัวแทนของบิดาของนาง หลังได้หยกมาแล้วหลี่เพ่ยเพ่ยก็กลับไปที่หน้าผา ที่เจอศิษย์พี่หญิงจ้าวครั้งแรก
ครั้งนี้หลี่เพ่ยเพ่ยใช้วิชาควบคุมกระบี่บินเพื่อไปยังที่ใต้หน้าผาอันสูงชัน เผื่อค้นหาร่องรอยของบิดานาง เผื่อจะเจอโครงกระดูกของผู้เป็บิดา เพราะผาที่สูงชันมาก จนไม่มีใครสนใจที่จะตามร่างไร้ิญญาของบิดาของหลี่เพ่ยเพ่ยขึ้นมา และภายในคฤหาสน์ก็สั่งห้ามไม่ให้พูดถึงท่านพ่อของหลี่เพ่ยเพ่ย
เมื่อลงมาถึงใต้หน้าผาแล้วกลับไม่พบอะไรนอกจากลำธารสายน้ำ และถ้ำที่กว้างใหญ่ หลี่เพ่ยเพ่ยเดินเข้าไปเพื่อสำรวจภายในถ้ำ เถาวัลย์ปกคลุมไปทั่วทั้งผนังราวกับไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่มาก่อน เมื่อเดินเข้าไปก็พบแท่นหินขนาดใหญ่เหมือนเอาไว้เพื่อฝึกฝนวิชา ด้านล่างใต้หน้าผานี้ไร้โครงกระดูก ถ้าตายต้องพบศพ ถ้าอยู่ต้องเห็นคน หลี่เพ่ยเพ่ยเดินลึกเข้าไปในถ้ำ
ภายในถ้ำกว้างใหญ่และลึกยิ่งนัก ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกถึงความเย็น และพลังลมปราณอันหนาแน่นจนทำให้หลี่เพ่ยเพ่ยคิดว่าหรือบิดาของนางไม่ได้ตาย แต่อาศัยและฝึกฝนอยู่ภายในถ้ำนี้ ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งััได้ถึงพลังลมปราณ ยิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกร่างกายเ็ปเหมือนเส้นลมปราณจะแตกออกเป็เสี่ยง ๆ เหงื่อก็ไหลออกมาเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง
หลี่เพ่ยเพ่ยจึงลองใช้วิธีดูดซับพลังลมปราณภายในถ้ำ และเดินต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อเข้ามาลึกจนถึงแท่นแผ่นหยกอีกแผ่นหนึ่ง เส้นลมปราณของหลี่เพ่ยเพ่ยกำลังขยับขยายตัวเหมือน้าปลดปล่อยพลังลมปราณออกมา หลี่เพ่ยเพ่ยจึงปล่อยพลังลมปราณจาก์และปฐี เพื่อทะลวงก้าวข้ามขั้นที่สามไปยังขั้นที่สี่ และห้าอย่างต่อเนื่อง
พลังปราณ์ภายในถ้ำนี้มีไม่สิ้นสุด และไหลเวียนเข้าสู้ร่างกายเหมือนร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ยเป็หลุมดำที่จะดูดพลังลมปราณไว้ตลอดกาลโดยไม่สิ้นสุด แล้วยังมีการค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังลมปราณภายในจากร่างกายหมุนเวียนออกมาเหมือนพลังลมปราณหมุนเวียน ที่ได้จากแหล่งพลังงานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องซ้ำ ๆ ไม่หมดไป อันมีแหล่งกำเนิดมาจากธรรมชาติ
เวลาเลื่อนผ่านไปแต่หลี่เพ่ยเพ่ยกลับยังไม่สามารถควบคุมพลังปราณ์ภายในถ้ำที่มีไม่สิ้นสุด เส้นลมปราณของหลี่เพ่ยเพ่ยแตกเป็เสี่ยง ๆ และรวบรวมเข้าใหม่ หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ จนหลี่เพ่ยเพ่ยก้าวข้ามขั้นรวบรวมลมปราณพื้นฐานระดับ 9 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ช่างเป็การพลิกชีวิต ลิขิตชะตาของตนเองได้โดยแท้
พอผ่านรวบรวมลมปราณพื้นฐานระดับ 9 หลี่เพ่ยเพ่ยรู้สึกถึงความเ็ปร่างกายลึกไปถึงกระดูก แต่ความเ็ปนี้ก็ไม่ได้ทําให้หลี่เพ่ยเพ่ยละความพยายามแม้แต่น้อยที่จะดูดพลังลมปราณเข้าไปอีก ทั้งยังตื่นตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตนเองในครั้งนี้ โลหิตภายในร่างกายร้อนระอุ ร่างกายเ็ปทรมาน แต่ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเป็อย่างมาก
เมื่อหลี่เพ่ยเพ่ยควบคุมพลังภายในถ้ำได้แล้วจึงลุกขึ้นจากแท่นแผ่นหยก และเดินลึกเข้าไปอีก หลี่เพ่ยเพ่ยตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ชายชราปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าโดยที่หลี่เพ่ยเพ่ยไม่ทันตั้งตัว
“ท่านผู้าุโ... ขออภัยที่ข้าเข้ามารบกวนท่าน” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างตะกุกตะกักเสียงสั่นเครือ
“ข้ารอเ้า รอเ้ามานานเหลือเกิน ผู้ที่มีสายเืแห่งตระกูลจาง ร่างกายของข้าจวนจะรอไม่ไหวอยู่แล้ว... มานี่เ้าเข้ามานี่” ชายชราเอ่ยเรียกให้หลี่เพ่ยเพ่ยเข้าไปหา หลี่เพ่ยเพ่ยเข้าไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนที่ชายชราจะคว้าแขนของหลี่เพ่ยเพ่ย พร้อมถ่ายทอดพลังลมปราณพร้อมทะลวงชีพจรทุกจุดให้หลี่เพ่ยเพ่ย
ทั้งยังถ่ายทอดเคล็ดวิชาคัมภีร์ผนึกมาร แต่เพื่อไม่ให้มีการแย่งชิงเคล็ดวิชา เลยถูกเปลี่ยนชื่อเป็ “เชิญเทพจิบชา” เหมือนวิชาฝึกฝนลมปราณทั่วไป เคล็ดวิชานี้จึงถูกถ่ายทอดให้บรรพชนตระกูลจางเท่านั้น แต่หลี่เพ่ยเพ่ยมีข้อยกเว้น เพราะนางคือสายเืบริสุทธิ์ของตระกูลจาง และตระกูลหลี่
“เ้าจงจำไว้ เคล็ดวิชาคัมภีร์ผนึกมาร 1. ดับจันทรา 2.พลิกทลายปฐี 3.จันทราคืนดารา 4.เด็ดดอกไม้ะเืถึงดวงดาว ท่าที่ 4 ถ้าไม่ถึงยามคับขันห้ามใช้เด็ดขาด เพราะเป็กระบวนท่าฝืนชะตา ยกระดับพลังฝึกฝนขึ้นโดยฝืนชะตาฟ้า หลังจากใช้แล้ว เ้าจะสูญสิ้นสัมปชัญญะ พลังลมปราณเหือดแห้ง ถึงแม้เ้าไม่ตาย แต่ทว่าระดับพลังฝึกฝนก็ยังคงลดลง”
หลี่เพ่ยเพ่ยตอนนี้เหงื่อทั่วตัว สิ่งปฏิกูลใต้ิัล้วนถูกขับออกมาจากร่างกายทั้งหมด ตอนนี้ร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ยเปลี่ยนแปลงไป กระดูกแข็งแกร่ง ร่างกายมีลำแสงเปล่งประกาย และก้าวข้ามขั้นรวบรวมลมปราณพื้นฐาน ระดับ 9 ขึ้นเข้าสู่ลมปราณขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 10 ถ้าอยู่ที่สำนักก็ต้องเปลี่ยนเป็ชุดเขียวเรียบร้อยแล้ว
แต่ท่านผู้าุโยังไม่หยุดถ่ายทอดพลังลมปราณให้ แถมยังทะลวงชีพจรให้เป็ระยะ ๆ เพื่อที่หลี่เพ่ยเพ่ยเพิ่มระดับการฝึกฝนของตนเองขึ้นไปอีก
หลี่เพ่ยเพ่ยได้โชคชะตา์กำหนด ทำให้นางบรรลุขั้นเซียนโดยไม่ต้องฝึกฝน แล้วหลี่เพ่ยเพ่ยก็พบว่าระดับเซียนยังมีอีกมากมาย แต่บนดวงดาวที่เราอยู่มีคนฝึกฝนถึงแค่ขั้นเซียนแถมยังเป็เซียนเทียมมิใช่เซียนแท้ แถมระดับฝึกฝนยังมีสร้างิญญา สร้างร่างเซียน สร้าง์ของตนเอง เพื่อนำร่างเซียนขึ้นสู่์ ขอบเขตเทวะเทพ เป็เทพมีตำหนักอยู่บน์
ท่านผู้าุโจาง บอกเล่าถึงดาวดวงอื่น และระดับฝึกฝนอื่น ๆ อีกมากมาย โลกแห่งผู้ฝึกฝนนั้นกว้างใหญ่ เราเป็เพียงมดปลวกตัวเล็ก ๆ ก็เพียงเท่านั้น
ตอนนี้ระดับฝึกฝนของหลี่เพ่ยเพ่ยเท่ากับเซียนเทียม นางมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แต่ระดับฝึกฝนของนางกลับเทียบเท่าเซียนเทียม ที่ผู้ฝึกฝน ต่างใช้เวลาฝึกฝนไม่ต่ำกว่า 800 ปี ช่างเป็โชคชะตาที่ขโมย์มาโดยแท้ เ้าสำนักเมฆาคีรีคนแรก ใช้เวลาฝึกฝน 800 กว่าปี ถึงจะอยู่ในระดับเซียนเทียม ซึ่งบนดวงดาวนี้ ต่างเข้าใจว่า ฝึกฝนถึงขั้นเซียน ก็จะกลายเป็เซียนะ แต่เป็การเข้าใจผิดอย่างมหันต์