อสุรกายยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นอยู่เหนือหัว ความสูงของมันแรกเริ่มเดิมทีอยู่ที่ราวสองเมตร กระนั้นเมื่อรวมกับดาบที่ถูกชูขึ้นสู่ผืนฟ้า ความสูงของมันจึงเพิ่มพูนทวียิ่งขึ้นกลายเป็สามเมตร
ดาบเล่มั์ได้ถูกตวัดออกไปด้วยเรี่ยวแรงอันมหาศาล แรงที่ว่านั้นมีมากมายใกล้เคียงกับการร่วงหล่นของอุกกาบาต
พลันคมดาบใกล้เข้าถึงตัว ออร่าสีมรกตทั้งหมดได้หลวมรวมกันอยู่ที่คมดาบและมือทั้งสองข้างในเสี้ยววินาที
ดาบทั้งสองพลันเข้าปะทะกัน กระนั้นกลับเป็ฝ่ายของกวีที่มิอาจต้านทานพลัง ร่างกายพลันลอยละลิ่วปลิวออกไป ศัตรูมีพลังเหนือล้ำยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้มากนัก
“อ้ากกก !!”
เสียงกรีดร้องได้เริ่มต้นก้องกังวาน ความเ็ปที่ส่งผ่านแทรกซ่านไปทั่วแขนแผ่ลามไปทั่วิั
ความเ็ปที่พอกพูนขึ้นมามากล้นจนเกินทน เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานให้ลดน้อยลง ใบหน้าของบาทหลวงเฒ่าจึงปรากฏขึ้นมาอยู่ในหัวของเขา ไฟแห่งความแค้นได้ถูกปลุกให้ลุกโชติ่อีกครั้ง จนยามนี้กระทั่งพระผู้มาโปรดก็มิอาจทำให้จิตใจของเขาเย็นลงได้อีก
“หยุดเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มอันน่ารังเกียจของแกสักทีไอ้เศษสวะ !!!”
ร่างกายของกวียังคงล่องลอยอยู่บนห้วงอากาศ และในอีกไม่นานนัก เขาจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน หากไม่เร่งลงมือทำอะไรสักอย่าง หลังของเขาจะไถลไปกับพื้นลาน ความเ็ปและาแจะเพิ่มพูนทวีขึ้นอีกนับไม่ถ้วน และในท้ายที่สุด พลม้าเร็วทั้งสองก็จะเสียบแทงทะลุร่างกายของเขาจนกลายเป็รูพรุน
“เท้า25% แขน75% !!”
กวีเร่งเปล่งเสียงะโ พลันสองเท้าใกล้ร่อนลง สองมือกำดาบแน่นพร้อมปักลงสู่พื้นลานประลองด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
ร่างกายเริ่มต้นไถลไปข้างหลัง แม้จะเคลือบออร่าไว้ที่เท้าเอาไว้บางส่วน หากแต่ด้วยแรงผลักอันมากมายมหาศาล ทำให้ิัใต้เท้าจึงถลอกปอกเปิกจนก่อเกิดเป็แผลเล็กแผลน้อย
“หยุดสิวะไอ้หอกหักกก !!”
เสียงะโของเขายังคงก้องกังวานอยู่ร่ำไป และแล้ว กวีได้หยุดชะงักลงอยู่ ณ ขอบลานประลอง ด้วยความเหนื่อยล้าอันมากล้น ทำให้ตนจึงล้มลงและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ณ เบื้องล่าง
เพียงแต่ว่า ความโชคร้ายกลับยังไม่หมดเพียงเท่านั้น
“นี่พวกแก.. กะจะเล่นกันให้ตายไปข้างเลยรึไงวะ ?”
ท่ามกลางเสียงะโโห่ร้องของเหล่าผู้ชม ร่างกายของกวีที่ยามนี้ไร้ซึ่งพลังแม้แต่จะลุกขึ้นยืน เสียงร้องของเขากลับมิอาจส่งถึงผู้ใด
สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือสองพลม้าเร็วที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง พวกมันช่างราวกับนักรบแดนเถื่อน และยังมีะุเพลิงที่ไล่ตามมาติดๆ ร้อนแรงจนสามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดม้วยมรณาแค่เพียงเสี้ยววินาที
ใน่เวลาตัดสินความเป็ความตาย กวีมิอาจเคลื่อนไหวได้อย่างทันท่วงที โชคชะตาคงกำหนดมาให้เขาต้องตายอย่างน่าอเนจอนาถ
ชายหนุ่มตัดสินใจยินยอมละทิ้งดาบ แววตาของเขาแลดูสิ้นหวัง แม้จะพยายามสักเพียงใดกระนั้นทุกอย่างกลับสูญเปล่า และในอีกไม่นาน ชีวิตของเขาคงสิ้นสุดลงพร้อมกับศีรษะที่ขาดสะบั้นออกจากคอ
ดวงตาของกวีค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า คงถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมจำนนต่อชะตากรรมอันโหดร้าย
หรือในบางที ฮูโม่ก็อาจเปล่งวาจาเพื่อสั่งการให้เหล่าม้าเร็วหยุดชะงักอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็ทางเลือกใด มันก็ไม่สำคัญกับเขาอีกต่อไป
ทว่า ทุกสิ่งกลับผิดคาดไปจากที่คิดไว้ในคราแรกมากนัก
“ทำไมพวกมันถึงไม่เข้ามาโจมตีเรากันล่ะ ?”
วาจาที่แฝงเอาไว้ด้วยความงวยงงได้ถูกเปล่งขึ้น ในขณะที่ั์ตายังคงจดจ้องมองไปข้างหน้า เหล่าพลม้าเร็วทั้งสองได้หยุดอยู่ ณ ริมขอบสนาม พวกมันฟาดฟันไปรอบ ๆ แม้ไม่มีสิ่งใดอยู่ก็ตาม
ทันใดนั้น ะุเพลิงั์ได้พุ่งตรงเข้ามาหากวี แต่แล้วรูปลักษณ์ของมันกลับสูญสลายหายไปอย่างไร้ซึ่งสาเหตุ
ช่างน่าประหลาด
พลันได้เห็นถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มจึงฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
“อย่าบอกนะว่า พวกมันไม่สามารถออกมาจากสนามประลองได้น่ะ !”
การค้นพบครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่เขา
หากจะให้คาดเดาตามสิ่งที่เห็น เหล่ากองทัพแห่งความตายมีระยะโจมตีและการเคลื่อนไหวได้เพียงภายในสนาม
หากเป็เช่นนี้ ในเมื่อตนนั้นมีอิสระ ไม่จำเป็ต้องกังวลว่าจะถูกพลพรรคโครงกระดูกไล่ตาม ไฉนจึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการหลบหนีไปเสีย
แต่แล้วตัวเขากลับแปรเปลี่ยนความคิดไปในทันที
“ดูเหมือนว่า.. คงจะไม่ได้สินะ..”
กวีกล่าวพลางกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วทุกสารทิศปรากฏเหล่าพลซุ่มยิงกำลังเล็งปลายศรมาทางนี้ และหากเมื่อใดที่เขาคิดหลบหนี ยามนั้นคงถึงคราที่ต้องสิ้นชีวีโดยที่ปลายเท้ายังมิทันได้ััอิสรภาพ
“คงมีแต่ต้องสู้ต่อสินะ”
เขากล่าวพลางเผยยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น ไม่มีทางเลือกใดอีก ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการโค้นล้มาาผู้ควบคุมความตาย
แต่แล้วใครคือาาผู้ควบคุมความตายกันล่ะ ?
หากใช้เพียงลางสังหรณ์และอุปมาตามรูปลักษณ์ที่มองเห็น ภาพแรกที่นึกออกคงเป็เ้าปีศาจร่างใหญ่ แข็งแกร่งและสูงส่ง ทรงสง่าดั่งหินผา ความน่าเกรงขามที่พลันแผ่ขยายออกมาจากร่างกายล้วนแล้วเป็ของจริง
ทว่ากลับเป็เพราะเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง กวีกลับไม่คิดว่ามันจะเป็าาผู้ควบคุมความตายแต่อย่างใด
“โครงกระดูก? ความตาย? ผู้ควบคุม? หินผา?”
ทันใดนั้น แววตาของเขาได้ถูกจุดประกายเปลวเพลิงแห่งการตระหนักรู้ กวีได้ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ใน่เวลาอันสั้น
รอยยิ้มอันชั่วร้ายได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แววตาจดจ้องมองไปยังเหล่าพลทหารโครงกระดูกทั้งหลาย มือข้างขวาได้กำดาบเอาไว้แน่นขนัดจนมองเห็นเป็เส้นเืผุด
ห่างไกลออกไป ณ จุดยอดสุดของหอคอย
“ไอ้หนูนี่ รู้สึกว่ามันจะดวงดีเอาตัวรอดได้จนถึงตอนนี้เลยสินะ แต่ขอชั้นดูหน่อยเถอะ ว่าแกจะกำจัดาาผู้ควบคุมความตายได้ยังไง”
ฮูโม่บ่นพึมพำพลางหัวเราะอยู่ในใจ สำหรับเขา ตัวกวีคงเปรียบได้เพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง และหากเมื่อใดที่มันผุพังจนไร้ซึ่งหนทางเยียวยารักษา เมื่อนั้นเ้าเฒ่าจะโยนมันทิ้งลงสู่ถังขยะในทันทีโดยไร้ซึ่งเยื่อใย
ณ สนามประลอง
กวีในยามนี้สามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ทว่าในขณะเดียวกัน เหล่าพลม้าเร็วทั้งสองกลับยังคงฟาดฟันอากาศอยู่ ณ ที่เดิมมิได้เปลี่ยนแปลง
“เอาล่ะ ก่อนอื่นเลย มาลองใช้ความคิดกันสักหน่อยดีกว่า”
เขากล่าวพลางเริ่มต้นครุ่นคิด
ใน่เวลาก่อนหน้านี้ บางสิ่งบางอย่างแลดูจะผิดสังเกต เหตุใดเ้าปีศาจร่างั์จึงไม่หลบหลีกการขว้างปาดาบของเขา มันเพียงแค่หยิ่งผยองและมองกวีเป็แค่มดปลวก หรือบางทีก็อาจเป็เพราะเหตุผลอื่นกันแน่
.
< จะว่าไปพอมาคิด ๆ ดูแล้ว พวกมันทั้งหมดเป็เพียงแค่โครงกระดูกที่ทำตามคำสั่งที่ได้รับ หลักฐานก็คือพวกมันไม่สามารถออกมาจากลานประลองได้ ส่วนคำสั่งที่ได้รับก็คงจะเป็.. จงพุ่งเข้าโจมตีจนกว่าจะดับลมหายใจของศัตรูได้สำเร็จ >
.
ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น กลับมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นมาภายในหัวของเขา
.
< เดี๋ยวก่อนๆ งั้นถ้าคำสั่งคือ ‘พุ่งเข้าโจมตี’ แล้วทำไมถึงมีแค่เ้าพลม้าเร็วที่เข้ามาโจมตีใส่เราล่ะ ? >
.
หนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ในขณะเดียวกัน ศัตรูเองก็ยังมิได้ลงมือกระทำการสิ่งใด พลม้าเร็วทั้งสองยังคงฟาดฟันอากาศอันว่างเปล่า ในขณะที่ศัตรูตนอื่นก็มิได้เคลื่อนไหวหรือลงมือทำสิ่งใดที่ผิดสังเกต
ทำให้เขาจึงฉุกคิดได้อีกครั้ง
.
< เข้าใจล่ะ หากการคาดเดาของเราไม่ผิดพลาด โครงกระดูกแต่ละชนิดอาจมีความสามารถรวมไปถึงคำสั่งที่ได้รับที่แตกต่างกันสินะ >
.
ในความคิดของกวี เหล่าพลทหารแต่ละประเภทล้วนแล้วมีความแตกต่าง
คำสั่งของพลม้าเร็วคือ ‘จงพุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่าย’
สำหรับพลโล่ทั้งสามคือ ‘จงสร้างลูกบาศก์หากเมื่อใดที่เหล่าพลม้าเร็วได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต’
ส่วนจอมเวทก็อาจเป็ ‘จงสร้างะุเพลิงั์เพื่อคอยสนับสนุนพลม้าเร็วและปั่นป่วนศัตรูจากระยะไกล’
และสุดท้ายก็คือเ้าพลธนู ‘จงยิงศรออกไปเมื่อศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะการโจมตี’
ความคิดหลากหลายอย่างปรากฏขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด แต่แล้วหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ความคิดเห็นอันแตกต่างกลับปรากฏพร้อมสร้างความขัดแย้งในสมองของกวีขึ้นอีกครั้ง
.
< ไม่ใช่สิ เดี๋ยวก่อนๆ งั้นถ้าโครงกระดูกแต่ละประเภทได้รับคำสั่งที่แตกต่างกัน แล้วเ้าร่างั์ได้รับคำสั่งแบบไหนกันล่ะ ? >
.
หลากหลายความคิดกำลังผสมปนเปกันอยู่ในหัว แต่แล้วรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยเลศนัยก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“โอเค งั้นมาลองทดสอบสมมุติฐานกันหน่อยดีกว่า”
เมื่อสิ้นเสียง กวีจึงก้มเก็บก้อนหินขนาดพอดีมือขึ้นมา และจึงขว้างมันออกไปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ข้ามผ่านเหล่าพลม้าเร็วทั้งสอง ที่ยามนี้ก็ยังคงฟาดฟันห้วงอากาศอันว่างเปล่าไม่เคยแปร
ก้อนหินพุ่งทะยานกระทบเข้ากับศีรษะของเ้าั์อย่างแม่นยำ แต่ก็เป็ไปดั่งที่คิด เพียงแค่ก้อนหินคงมิอาจสร้างแม้กระทั่งรอยขีดข่วนให้แก่มัน
ทว่าเป้าหมายของกวีกลับแตกต่างออกไป เมื่อนั้นรอยยิ้มอันน่าสยดสยองได้ปรากฏขึ้น ณ ริมฝีปากของเขา
“งั้นต่อไปก็.. เพิ่มพลังไปที่สองเท้า100%”
พลันถ้อยคำสิ้นสุดลง เท้าทั้งสองได้เปล่งประกายแสงสีมรกตขึ้นมาอีกครั้ง
ร่างกายของเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว ข้ามผ่านเหล่าพลม้าเร็วทั้งสอง จนเมื่อพวกมันรู้สึกตัวอีกครั้ง ร่างกายของกวีก็อยู่ห่างออกไปแล้วมากมายนับร้อยเมตร
ท่ามกลางแววตาของบรรดาผู้ชมที่จับจ้อง บางสิ่งได้พุ่งทะยานเข้าหากองทัพโครงกระดูกด้วยความเร็วประหนึ่งเสียง ทว่าเป้าหมายกลับหาใช่เ้าปีศาจร่างั์ หากแต่เป็เ้าปีศาจจอมเวทที่ยืนอยู่ ณ ด้านหลังของมันอีกทีหนึ่ง
พลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งเข้ามาใกล้ เ้าปีศาจร้ายได้ยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียว
ด้วยพละกำลังมหาศาล เ้ายักษาพลันเร่งตวัดดาบเข้าใส่บางสิ่งที่ใกล้เข้ามาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด
บางสิ่งได้ถูกคมดาบเข้าเชือดเฉือน บรรดาผู้ชมต่างเฝ้ามองว่ามันคือสิ่งใด
หรืออาจเป็เรือนร่างของกวี บางทีชายหนุ่มผู้น่าสงสารคงบ้าคลั่งจนเสียสติไปแล้ว
หากแต่ว่าทุกคนกลับคิดผิดไปอย่างมหันต์
“ดาบ ?”
ฮูโม่และเหล่าผู้ชมต่างเอื้อนเอ่ยถ้อยคำขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง บางสิ่งที่ถูกทำลายหาใช่เรือนร่างของกวี หากแต่มันคือดาบขนาดกลางแค่เพียงเล่มเดียว
บางสิ่งได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ในครั้งนี้มาจากด้านซ้ายของเ้าจอมเวทโครงกระดูก
ด้วยสายตาของพลธนูที่แม่นยำยิ่งกว่าคนธรรมดา ตัวมันมิได้มีลางสังหรณ์ที่หยั่งรู้ถึงอนาคต แท้จริงแล้ว มันแค่เพียงสามารถััได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เร็วกว่าคนอื่นเพียงไม่กี่เสี้ยววิ
ปลายศรพุ่งไปยังบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา เป็การโจมตีที่เด็ดขาดและแม่นยำจนสิงโตก็มิอาจหลบพ้น
แม้ว่าเ้าปีศาจร่างั์จะมีการโจมตีที่แลดูทรงพลัง ทว่ากลับนำพามาซึ่งข้อด้อยในเื่ความเร็ว พลันตวัดดาบไปแล้วครั้งหนึ่ง กระบวนท่าต่อไปจำต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อเริ่มต้นโจมตีอีกครั้ง เพราะฉะนั้น การมีพลซุ่มยิงคอยสนับสนุนอยู่ ณ แนวหลังจึงสมเหตุสมผลเป็ที่สุด
เพียงแต่ การจะรับมือกับผู้ที่มากไปด้วยปัญญากลับเป็อีกเื่หนึ่ง
“เสื้อ ?”
บรรดาผู้ชมต่างเปล่งวาจาขึ้นมาเป็เสียงเดียวกัน บางสิ่งที่ปลายศรทิ่มแทงหาใช่เรือนร่างของกวี หากแต่เป็เสื้อของเขาเพียงแค่ผืนเดียว
ใน่เวลาที่ทุกคนยังคงตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า บางสิ่งได้ปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้งจากด้านหลังของเ้าจอมเวทโครงกระดูก
ทว่าในครั้งนี้ กลับมิใช่ถุงเท้าหรือกางเกงใน หากแต่เป็กวีที่ร่างกายท่อนบนล่อนจ้อนและในมือไร้ซึ่งอาวุธใดๆ
“เพิ่มพลังไปที่มือ100% เลิกเล่นแล้วกลับลงหลุมไปซะไอ้สวะ !!”
กวีเปล่งเสียงะโด้วยความสะใจ มือทั้งสองข้างเปล่งประกายแสงสีมรกตพลางเข้าบีบคอของเ้าจอมเวทอย่างรุนแรง
“แผล่ะ !!”
ศีรษะของจอมเวทโครงกระดูกได้แหลกละเอียดเป็ผุยผง เหล่ากองทัพแห่งความตายจึงค่อย ๆ สิ้นลงก่อนจะสูญสลายหายไปจนหมดสิ้น
ในชั่วพริบตาทั่วทุกหนแห่งได้เงียบเสียงเป็ป่าช้า และแล้วชัยชนะก็ได้ตกเป็ของกวีโดยสมบูรณ์
แท้จริงแล้ว เ้าปีศาจร่างใหญ่หาใช่าาผู้ควบคุมความตาย ตัวมันมิได้แตกต่างไปจากองครักษ์ผู้ปกป้องาา และาาผู้ควบคุมความตายที่แท้จริง..
‘ก็คือจอมเวทโครงกระดูก’
กวีค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังทิศทางที่มีหอคอยตั้งตระหง่าน แววตาจดจ้องมองขึ้นไป ณ จุดยอดสุด ที่แห่งนั้นมีฮูโม่ที่ยามนี้กำลังมองต่ำลงมาราวกับว่ามันกำลังเย้ยหยันอีกฝ่าย
“ชั้นชนะแล้ว ทีนี้ก็ปล่อยชั้นไปซะ !!”
เสียงของกวีพลันก้องกังวานขึ้นมา ทุกสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปก็เพื่อ่เวลานี้โดยเฉพาะ เป็่เวลาที่ตนนั้นจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
แต่แล้วรอยยิ้มอันชั่วร้ายกลับปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของบาทหลวงเฒ่า มันแทบมิได้สนใจกวี แววตาของมันจับจ้องไปยังบรรดาผู้ชมและจึงกล่าวขึ้น
“ท่านผู้ชมผู้มีเกียรติทุกท่าน ได้โปรดรับฟังในสิ่งที่กระผมกำลังจะกล่าวด้วยขอรับ !!”
ถ้อยคำนั้นหมายถึงสิ่งใด มิใช่ว่ากวีสมควรได้รับการปล่อยตัวหรอกหรือ
กระนั้นบาทหลวงเฒ่ากลับหมางเมินประหนึ่งว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตน ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้งและจึงเอ่ยพูดขึ้น
“การชำระบาปเมื่อครู่นับว่าประสบผลสำเร็จเป็อย่างสูง ความโสมมที่แทรกซึมผ่านิัของเด็กชายผู้น่าสงสารยามนี้ได้เลือนหายไปบ้างแล้ว”
กวีมิได้เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเ้าจิ้งจอกเฒ่าร้อยหน้าได้เริ่มเปล่งวาจาขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้เป็เพียงแค่ส่วนหนึ่งของการชำระบาปเท่านั้น เพื่อให้ท่านผู้กล้าหลุดพ้นจากวงจรอันน่าเศร้า ทำให้ตัวเขาจำต้องรับการทดสอบอีกสิบสองอย่างขอรับ !!”
บาทหลวงเฒ่าประกาศกร้าวออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด เสียงะโโห่ร้องได้เริ่มต้นก้องกังวานขึ้นมาจากทั่วทุกบริเวณ หากแต่การแสดงออกผ่านสีหน้าของกวีในยามนี้กลับแลดูสิ้นหวังยิ่งนัก
“หมดหน้าที่ของชั้นแล้วใช่ไหม งั้นชั้นขอตัวก่อน”
เสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาช่างเป็เสียงน่าคุ้นชินเสียนี่กระไร พลันกวีแหงนมองขึ้นไป เ้าของเสียงของชายผู้ที่กล่าวก็คืออิลไค
พลันสิ้นสุดถ้อยคำ ตัวเขาจึงก้าวเดินจากไปด้วยกันกับทั้งโมมิยะและเซโน่ หากแต่พวกเขากลับไม่แม้แต่จะสละเวลาสักนิดเพื่อชายตามองมาที่กวี
ความหวังที่มีอยู่เพียงน้อยนิดได้ดับสูญหลงเหลือเพียงความสิ้นหวัง เหตุใดกันชะตาจึงจำต้องกลั่นแกล้งเขาอย่างไม่ปราณีและไร้เยื่อใย
ในเวลาต่อมา ณ เรือนจำใต้ดินอันมืดมิด
พลันทุกสิ่งได้สิ้นสุดลง กวีจึงถูกลากกลับมายังเรือนจำอันเป็ที่ซุกหัวนอน ร่างกายแนบชิดติดกับกำแพง ขาทั้งสองข้างถูกพันธนาการโดยโซ่ตรวนเหล็กกล้าขึ้นสนิม
ชายผู้หนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามาหา มันคือบาทหลวงเฒ่าผู้มีนามว่าฮูโม่ ชายหนุ่มส่งสายตาจ้องมองด้วยความเจ็บแค้น หากวันนี้จำต้องฆ่าใครสักคน ตัวเขานั้นคงยื่นมือเข้าบีบคอมันผู้นี้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
รอยยิ้มโสมมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเ้าปีศาจ แววตาจ้องมองต่ำลงมาราวกับกำลังมองดูหนอนหรือแมลงตัวจ้อย
“ทำได้ดีมากเ้าของเล่น”
พลันได้ยินคำเชยชมที่น่าสังเวช กวีพลันพุ่งตรงเข้าหาฮูโม่ด้วยความบ้าคลั่งดั่งสัตว์ป่า สองมือยื่นไปเบื้องหน้าประหนึ่ง้าบีบคออีกฝ่าย กระนั้นกลับช่างน่าเสียดาย ด้วยโซ่ตรวนที่ล่ามเท้าทั้งสองจึงมิอาจแม้แต่จะยื่นปลายนิ้วเข้าไปใกล้
ดวงตาของทั้งคู่จดจ้องมองกันและกันในระยะประชิด ฮูโม่ส่งยิ้มให้แก่ชายหนุ่มอย่างเย้ยหยัน ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและพร้อมกันนั้นจึงกล่าวขึ้น
“เป็อะไรของแก ทั้ง ๆ ที่แกได้สร้างความบันเทิงให้บรรดาชนชั้นสูงพวกนั้นตั้งมากมาย ไม่คิดว่ามันจะเป็เื่ที่น่ายินดีบ้างเลยรึไง”
ได้ยินถ้อยคำจากปากโสมมของมัน พลันทำให้กวีเดือดดาลขึ้นมาจนผู้ใดก็มิอาจหยุดยั้งได้อีก
“จริงสิ ในเมื่อแกสร้างความดีความชอบ งั้นชั้นก็ต้องให้รางวัลกับแกสินะ”
เ้าเฒ่านรกเกิดความคิดบรรเจิด ความดีความชอบ? รางวัล? ตัวกวีนั้นมิอาจคาดเดาได้เลยว่ามัน้าสื่อถึงสิ่งใด
“แกหมายความว่ายังไง ?” ชายหนุ่มพลันเร่งเอ่ยถาม
เ้าบาทหลวงเฒ่าจึงไม่รีรอและเร่งเอ่ยตอบกลับไปว่า
“แกรู้รึเปล่า เพื่อให้ทุกสิ่งมีความสมดุล พระเ้าจึงสร้างให้ผู้ชายเปรียบดังลูกกุญแจ ส่วนผู้หญิงก็เปรียบเสมือนแม่กุญแจ ยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็คู่ตรงข้าม ความมืดและแสงสว่าง ความดีและความชั่ว ปีศาจร้ายและพ่อพระ ทั้งสิ่งที่ดีและเลวล้วนคงอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างสมดุลให้แก่กันและกัน”
ในขณะที่ว่ากล่าว ฮูโม่ทำมือข้างซ้ายประหนึ่งรูแม่กุญแจ และนิ้วชี้ข้างขวาประหนึ่งลูกกุญแจ ชายเฒ่าเสียบนิ้วชี้ข้างขวาเข้านิ้วข้างซ้ายที่ยามนี้คล้ายคลึงกับรู
เสียบเข้าและเสียบออก เสียบเข้าและเสียบออก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่ามัน้าจะสื่อถึงสิ่งใดสักประการหนึ่ง
กวีนั้นมิอาจเข้าใจถึงความหมายที่แน่ชัด กระนั้นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อตัวเขาย่อมมิใช่เื่ดีเท่าใดนัก
“แก้าจะพูดอะไรกันแน่..”
ในใจนั้นราวกับกำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความหวาดผวา ทันใดนั้น ข้างกายของฮูโม่พลันเริ่มต้นปรากฏแสงสว่างขึ้นมาอย่างเจิดจรัส มันช่างคล้ายคลึงยิ่งนัก กับครั้นเมื่อกองทัพแห่งความตายได้ปรากฏตัวขึ้นมาใน่เวลาก่อนหน้านี้
เมื่อแสงสว่างเลือนหายไป โครงกระดูกร่างใหญ่ได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ มันมิได้แตกต่างไปจากโครงกระดูกตนอื่น ร่างกายซูบผอมไร้ซึ่งเนื้อหนัง หากแต่ศีรษะของมันกลับเป็กะโหลกของหมีมิใช่มนุษย์
เ้าโครงกระดูกค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาหากวี เสียงเท้ากระทบพื้นดังกึกก้องเป็จังหวะอย่างน่าสะพรึง ชายหนุ่มจึงเร่งก้าวเดินถอยหลัง กระนั้นกลับถูกโซ่ตรวนหยุดยั้งทำให้ตนต้องล้มลง
เ้าปีศาจร้ายยังคงก้าวเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า กวีพยายามตะเกียกตะกายเพื่อหลบหนี เท้าของเขาได้เสียดสีกับโซ่ตรวนจนสายโลหิตเริ่มต้นหลั่งไหล
“ขอร้องล่ะ บอกชั้นทีว่าแกคิดจะทำอะไรกันแน่ !!”
เขาสิ้นหวัง ในใจมิอาจคงสติสัมปชัญญะให้หยุดนิ่งได้อีกต่อไป
“ก็อย่างที่ชั้นบอก” และแล้วฮูโม่ก็เริ่มกล่าว “ผู้ชายเปรียบดังลูกกุญแจ ส่วนผู้หญิงก็เปรียบเสมือนแม่กุญแจ และแกเองก็มีเหมือนกันใช่ไหมล่ะ..”
‘รูกุญแจน่ะ’
สิ้นเสียงของฮูโม่ เ้าปีศาจร้ายได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดกดศีรษะของกวีลงไปกับพื้น
แม้จะมิอาจมองเห็นว่ายามนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น กระนั้นกวีกลับได้ยินเสียงมือของมันค่อย ๆ ถลกกางเกงของเขาออก
“ได้โปรดบอกให้มันหยุดทีเถอะ !!”
เขาพยายามอ้อนวอนร้องขอชีวิต หากแต่ว่าทุกสิ่งกลับไม่สัมฤทธิผล ชายหนุ่มััได้ถึงบางสิ่งที่กำลังถูกสอดใส่เข้ามาผ่านรูทวารอย่างเชื่องช้า
“อ้ากกกกกกกกกก ;P#$%>o<#%@-..-!% :)”
เสียงกรีดร้องของกวีดังลั่นไปทั่วทั้งเรือนจำ หากแต่ช่างน่าสังเวชและเวทนา เพราะคงไม่มีใครอื่นได้ยินเสียง หรือต่อให้ใครสักคนจะได้ยินเสียง พวกเขาเ่าั้ก็มิอาจมอบความช่วยเหลือใด ๆ ให้แก่เขา
เมื่อนั้นฮูโม่ได้หันหลังใส่
“เกรงว่าชั้นคงไม่สามารถทนดูภาพอันอุจาดตาในตอนนี้ได้ เช่นนั้นก็คือให้สนุกกับการออกกำลังกายยามว่างก่อนมื้อค่ำก็แล้วกันนะเ้าของเล่น ส่วนชั้นก็คงต้องขอตัวก่อนล่ะ”
สิ้นสุดวาจาว่ากล่าว ฮูโม่ก้าวเดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
ในครู่ต่อมา ณ บริเวณที่ห่างไกลจนเสียงกรีดร้องส่งมาไม่ถึง
“จะว่าไป เ้านั่นมันมีชื่อว่าอะไรนะ ?”
บาทหลวงเฒ่าราวกับกำลังครุ่นคิด สมองของเขาบางครั้งก็เลอะเลือนเพราะ่อายุที่มากแล้ว
“แต่ก็ช่างเถอะ”
เฒ่านรกสลัดความคิดในหัวในเร็วพลัน สองเท้าก้าวเดินต่อไปพร้อมกล่าวและเย้ยยิ้มอย่างไม่สนพระสนเ้า
“ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมานั่งจำชื่อพวกของเล่น เพราะเมื่อใดที่ชั้นเบื่อแล้ว..”
‘มันก็ต้องตายอยู่ดี’