ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที 5 บทที่ 121 แกน่ะ... ไม่คู่ควร

            "เจียงจืออวี๋ ฉันรู้จักเธอ" 

            "อาจารย์เคยให้ฉันดูวิดีโอต่อสู้ของเธอเธอคือหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสู่การเป็นแชมป์ของฉันอย่างแน่นอน" 

            เมื่อได้ยินถ้อยคำที่โพล่งออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเจียงจืออวี๋ยังคงรักษาสีหน้าเย็นชาไว้เหมือนเดิมเธอไม่มีทีท่าว่าจะเปิดปากพูดด้วยเลยสักนิด 

            "ขอแนะนำตัวหน่อย ฉันชื่อมอนเต้ อีธาน มอนเต้" 

            "จำชื่อนี้ไว้ให้ดี เพราะในอีกห้าสิบปีข้างหน้าฉันนี่แหละจะเป็นคู่ปรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ" 

            ไป๋ฉางเซิงที่ขดตัวอยู่รอบกายเจียงจืออวี๋เพื่อปกป้องเธอมองดูมอนเต้ที่ยืนแสดงละครอยู่ไกล ๆ แล้วถึงกับทนไม่ไหว 

            ไม่ใช่ละไอ้หมอนี่มันจะขี้เก๊กอะไรขนาดนั้นวะ? 

            ไอ้คู่ปรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบห้าสิบปีอะไรนั่นน่ะทำไม?แกมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าจะก้าวไปถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้อย่างมั่นคงน่ะ? 

            ไป๋ฉางเซิงไม่เข้าใจเจียงจืออวี๋เองก็ไม่เข้าใจทั้งคู่ต่างสบตากันและเห็นแววตาของความระอาในดวงตาของอีกฝ่าย 

            แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือคำพูดของมอนเต้กลับเรียกเสียงเชียร์จากกลุ่มนักศึกษาบนอัฒจันทร์ได้อย่างล้นหลาม 

            ถึงขนาดที่มีนักศึกษาผมทองบางคนเป็นแกนนำตะโกนเรียกชื่อมอนเต้เสียงดังสนั่น 

            ในวัยที่ยังเต็มไปด้วยความคึกคะนองแบบนี้ยิ่งแสดงออกได้เบียวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับความนิยมมากเท่านั้น พูดง่าย ๆคือใครเก๊กได้ถึงบทบาทกว่า ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่าเสมอ 

            ไป๋ฉางเซิงหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเลื้อยพุ่งไปข้างหน้าหลายเมตร เขามองไปยังมอนเต้แล้วค่อย ๆ เอ่ยปากออกมาว่า: 

            "ใคร ๆ ก็อยากเป็นคู่แข่งของพวกเรา แต่ความจริงแล้วคู่แข่งเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราก็คือตัวเอง" 

            น้ำเสียงนั้นราบเรียบดูไม่องอาจดุดันเท่ามอนเต้แต่สิ่งที่แสดงออกมากลับเป็นการเมินเฉยต่ออีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง 

            แกบอกว่าแกเป็นคู่ปรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันงั้นเหรอ?แต่ฉันกลับรู้สึกว่าแกไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็นคู่แข่งของฉันด้วยซ้ำ 

            ที่สำคัญที่สุดคือคนที่พูดประโยคนี้ไม่ใช่เจียงจืออวี๋ แต่เป็นสัตว์อสูรของเธอ 

            แม้จะไม่รู้ว่าทำไมไป๋ฉางเซิงถึงพูดได้แต่เห็นชัดว่าคำพูดที่ออกจากปากเขาได้ผลดีกว่าให้เจียงจืออวี๋เป็นคนพูดเองหลายเท่านัก 

            หลังจากความเงียบงันชั่วอึดใจบนอัฒจันทร์ก็พลันระเบิดเสียงโห่ร้องที่ดังยิ่งกว่าเมื่อครู่ซะอีก 

            และในครั้งนี้เสียงเชียร์ส่วนใหญ่มาจากเหล่านักศึกษาของสุ่ยมู่

            ในสนามเหย้าของสุ่ยมู่เรื่องฝีมือจะสู้ได้ไหมค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยเรื่องขวัญกำลังใจต้องไม่เป็นรองและคำพูดของไป๋ฉางเซิงก็ถูกใจพวกเขาเป็นที่สุด 

            ทางด้านมอนเต้เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฉางเซิง เขาก็หรี่ตาลงทันทีความรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นอย่างบอกไม่ถูกพุ่งพล่านขึ้นในใจเจตจำนงแห่งการต่อสู้ในแววตาแทบจะเอ่อล้นออกมา 

            ถ้าคำพูดนี้มาจากเจียงจืออวี๋เขาคงไม่รู้สึกอะไรขนาดนี้ แต่คนที่พูดกลับเป็นแค่สัตว์เลี้ยงวิญญาณตัวหนึ่ง 

            ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สัตว์เลี้ยงวิญญาณกล้ามาดูถูกเขาแบบนี้? 

            มอนเต้สะบัดมือขวาเรียกโล่สีทองอันหนักอึ้งและกระบี่ยักษ์ออกมาทันทีที่มีอุปกรณ์เสริมพลัง กลิ่นอายรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปทันทีมันคือความรู้สึกที่มั่นคงดั่งขุนเขา แต่กลับแฝงไปด้วยความคมกล้าอย่างประหลาด 

            การวิวัฒนาการของวิถียุทธ์ในแต่ละประเทศบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินนั้นได้รับอิทธิพลมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมในระดับหนึ่งแม้ว่าทุกคนจะเดินตามเส้นทางพื้นฐานสามสายอย่าง พลังเลือด ควบคุมสัตว์อสูรและเวทมนตร์ แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยกลับมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก 

            ยกตัวอย่างเช่นวิถียุทธ์พลังเลือดมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ต่าง ๆ ในอาณาจักรเทียนเฉาจะเดินตามแนวทางฟื้นฟูวิถียุทธ์โบราณ โดยใช้ทักษะยุทธ์ผสานกับการระเบิดพลังเลือด 

            แต่วิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในทวีปตะวันตกกลับใช้‘ความศรัทธา’ เป็นตัวกระตุ้นพลังเลือดยิ่งความศรัทธาแรงกล้าเท่าไหร่อานุภาพของพลังเลือดที่ระเบิดออกมาก็จะยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น 

            เหมือนกับมอนเต้ในตอนนี้ตราบใดที่เขายังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าตัวเองสามารถเอาชนะเจียงจืออวี๋ได้พลังการต่อสู้ของเขาก็จะอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุด 

            มันมีกลิ่นอายของพลังจิตอยู่บ้างแต่มันก็เป็นเพียงแค่นั้นแหละ 

            หลังจากฟังคำอธิบายจากเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจถึงจุดตายของมอนเต้ทันที รวมถึงรู้ว่าตัวเองควรทำยังไง 

            เขาแค่ต้องทำให้ความมั่นใจของหมอนี่เริ่มสั่นคลอนแม้จะเพียงนิดเดียวก็ตาม 

            ทันทีที่อาจารย์ผู้ควบคุมการแข่งขันประกาศเริ่มไป๋ฉางเซิงก็พุ่งทะยานร่างออกไปทันที เปิดฉากโจมตีก่อนเป็นคนแรก 

            ร่างที่ยาวเกือบยี่สิบเมตรใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้ามอนเต้หางของเขาสะบัดฟาดออกไปอย่างแรงพร้อมกับที่ลูกไฟขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นข้างกายอย่างรวดเร็ว 

            มอนเต้มองดูการโจมตีที่โหมกระหน่ำเข้ามาแต่กลับไม่หลบเลี่ยงเขาเพียงแค่ยกโล่ยักษ์ที่บดบังร่างไปกว่าครึ่งขึ้นมาตั้งรับไว้เบื้องหน้า 

            วินาทีต่อมารัศมีสีทองจาง ๆ ก็แผ่ออกมาคุ้มครองรอบกายของเขา 

            "ปัง!" 

            เสียงกระแทกอันหนักอึ้งดังขึ้นไป๋ฉางเซิงรู้สึกราวกับว่าการฟาดหางครั้งนี้ปะทะเข้ากับก้อนเหล็กกล้านอกจากจะเกิดเสียงดังสนั่นแล้ว มอนเต้กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด 

            สถานการณ์นี้เหนือความคาดหมายของไป๋ฉางเซิงไปไม่น้อย 

            ด้วยพลังเลือดของเขาในตอนนี้การโจมตีเต็มกำลังต่อให้เป็นก้อนเหล็กจริง ๆ ก็ต้องเกิดรอยบุบ 

            เป็นไปไม่ได้ที่ไอ้หมอนี่จะแข็งกว่าเหล็กซะอีก? 

            ในใจเริ่มระแวดระวังขึ้นมาบ้างแต่ไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่หยุดโจมตี 

            ลูกไฟที่ควบแน่นอยู่ข้างกายถูกซัดออกไปอย่างดุดันปะทะเข้ากับโล่ใบนั้นอย่างจัง ลูกไฟระเบิดออกเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งกลืนกินร่างของมอนเต้เข้าไปทั้งตัว 

            ด้วยพลังจิตวิญญาณของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้แม้จะยังไม่สามารถเร่งอุณหภูมิของลูกไฟให้สูงเกินพันองศาได้แต่เจ็ดถึงแปดร้อยองศาก็ต้องมีแน่นอน ถ้าคนธรรมดาโดนเข้าไปในระยะประชิดแบบนี้ต่อให้ไม่ตายทันที อย่างน้อยก็ต้องโดนเผาจนบาดเจ็บสาหัส 

            แต่มอนเต้ยังคงนิ่งเฉยปล่อยให้เปลวไฟแผดเผาร่างกายอยู่อย่างนั้น 

            เฮ้ยนาย...ไม่กลัวตายจริง ๆ เหรอ? 

            ไป๋ฉางเซิงมองดูมอนเต้ที่ถูกเปลวเพลิงกลืนกินพลางลังเลว่าควรจะสลายเปลวไฟทิ้งดีไหมเพราะถ้าเกิดมีคนตายขึ้นมาในการประลองมันจะไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ 

            แต่ในวินาทีต่อมาเสียงของเจียงจืออวี๋ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง 

            "เสี่ยวไป๋ ถอยออกมา!" 

            แม้จะไม่เข้าใจว่าทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบทำไมเจียงจืออวี๋ถึงสั่งให้ถอย แต่ด้วยความเชื่อมั่นที่มีให้เธอไป๋ฉางเซิงไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว รีบถอยกะทันหันออกมาทันที 

            จากนั้นเขาก็เห็นแสงสีทองวาบหนึ่งฟาดฟันออกมาจากกองเพลิงอย่างรวดเร็วทิ้งรอยภาพติดตาไว้ในอากาศ และฟันลงตรงตำแหน่งที่เขาเคยอยู่เมื่อครู่อย่างแม่นยำ 

            "เคร้ง!" 

            แสงสีทองฟันลงบนลานประลองยุทธ์ที่สร้างขึ้นจากโลหะผสมทิ้งรอยแตกร้าวเล็ก ๆ ไว้ทันที 

            เมื่อเห็นแบบนั้นหนังตาของไป๋ฉางเซิงก็กระตุกวูบ 

            ลานประลองยุทธ์โลหะผสมนี่ถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานระดับแม่ทัพยุทธ์มันสามารถรับแรงโจมตีเต็มกำลังจากแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นได้สบาย ๆโดยไม่เกิดความเสียหายเลย 

            แต่ตอนนี้ลานประลองยุทธ์กลับถูกดาบของอีกฝ่ายฟันจนแตกร้าวนั่นหมายความว่าการโจมตีเมื่อครู่อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลาง! 

            ถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ ต่อให้มีเกล็ดมังกรบวกกับเกราะศิลาคุ้มกาย เขาก็คงต้านทานไม่ไหวและยังไงก็ต้องบาดเจ็บแน่ ๆ 

            ไม่สิพลังเลือดของหมอนี่เห็น ๆ อยู่ว่าแค่หนึ่งหมื่นนิด ๆแล้วเอาแรงที่ไหนมาสร้างการโจมตีที่รุนแรงกว่าพลังเลือดของตัวเองหลายเท่าได้ขนาดนี้? 

            เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นจากด้านหลังอีกครั้ง 

            "นั่นคือทักษะยุทธ์พิเศษของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ ‘ปราการศักดิ์สิทธิ์’" 

            "เมื่อเปิดใช้งานจะสามารถต้านทานการโจมตีที่รุนแรงกว่าขีดจำกัดของตัวเองได้หลายเท่าภายในสองวินาทีขณะเดียวกันยังสามารถดูดซับแรงโจมตีของคู่ต่อสู้มาเป็นของตัวเองเพื่อสวนกลับไปได้ด้วย" 

            "ในระดับเดียวกัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพังการป้องกันนี้" 

            "ดังนั้นการถอยหลบจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด" 

            เปลวไฟสลายไปมอนเต้เดินออกมาพร้อมโล่ทองคำและกระบี่ยักษ์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสเขามองมาที่ไป๋ฉางเซิงแล้วส่ายหน้าช้า ๆ 

            "แกน่ะ... ไม่คู่ควร ให้เจียงจืออวี๋เข้ามาเองเถอะ!"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน