บทที่ 7 พาเ้าไปยังที่ที่มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้
ขณะเฮ่อจือหร่านกำลังลังเลว่าจะปฏิเสธเื่นี้อย่างไร โม่จิ่วเยี่ยพลันเอ่ยขึ้น
“มนุษย์ทุกคนล้วนมีความลับ หากเ้าไม่้าจะบอก ข้าก็จะไม่ซักไซ้ ตอนนี้สกุลโม่อยู่ในสภาพย่ำแย่ มารดาข้ากับเหล่าพี่สะใภ้ล้วนเป็คนที่น่าสงสาร ข้าเพียงอยากให้เ้าอย่าได้คิดทำเื่ไม่ดี”
เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยากคาดเดาเช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่กล้าและไม่้าจะเสี่ยงดวง ไม่ว่าตัวเขาจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แต่ไม่สามารถนำชีวิตของทุกคนในจวนมาเดิมพันได้
เขาเพียงหวังว่าคำพูดจริงใจของตนเองจะสามารถทำให้เฮ่อจือหร่านตระหนักได้ หากนางมีเจตนาคิดร้ายจริง ๆ โม่จิ่วเยี่ยหวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นแก่ความน่าสงสารของบรรดาพี่สะใภ้ และปล่อยพวกนางไป
ความสงสัยของโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านสามารถเข้าใจได้
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การกระทำของนางยังแปลกประหลาดจนเกินไป หากโม่จิ่วเยี่ยไม่นึกสงสัยต่างหาก จึงจะยิ่งทำให้นางกังวลมากขึ้น
“ข้าไม่ได้คิดร้ายต่อสกุลโม่ ท่านวางใจได้”
หลังมองโม่จิ่วเยี่ย นางเห็นว่าอีกฝ่ายได้เปิดเผยความในใจตัวเองออกมาแล้ว ดังนั้นเฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าตนเองก็สามารถเปิดเผยตัวตนได้เช่นกัน
หนทางการเนรเทศนั้นยาวไกล สักวันนางจะต้องนำเสบียงที่เก็บไว้ในมิติลับออกมาใช้ ย่อมไม่สามารถคิดหาข้ออ้างได้ตลอดเวลา
นางปรารถนาจะช่วยให้ชายหนุ่มรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ แต่ก็ไม่อยากใช้สมองทั้งหมดไปกับการหาข้ออ้างเพื่อปกปิด
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสติปัญญาของโม่จิ่วเยี่ย คงไม่ใช่เื่ง่ายที่จะปิดบังความจริงจากเขา
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่อจือหร่านจึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น
“คนทุกคนล้วนมีความลับ ข้าเองก็มี และเชื่อว่าท่านก็เช่นกัน ตามที่กล่าวไปเมื่อครู่ ข้าไม่ได้คิดร้ายกับสกุลโม่ ดังนั้นหวังว่าท่านจะให้เกียรติ ไม่ซักถามความลับของข้า ข้าขอยอมรับตามตรงว่าการที่จวนฮู่กั๋วกงถูกปล้นเกี่ยวข้องกับข้าจริง ๆ แต่เจตนาของข้ามีอยู่สองข้อ ข้อแรกคือข้าไม่้าให้ศัตรูได้สิ่งของเ่าั้ไปได้อย่างง่าย ๆ และอีกข้อคือ เพื่อเป็เสบียงซึ่งจะช่วยให้การถูกเนรเทศไม่ลำบากเกินไป”
เฮ่อจือหร่านอธิบายเพียงเท่านี้ ไม่อาจพูดได้มากกว่านี้อีก
เพราะหากโม่จิ่วเยี่ยซักถามไม่เลิก นางต้องเลือกไปจากที่แห่งนี้
เฮ่อจือหร่านมั่นใจว่าด้วยความสามารถของนาง ย่อมสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม ไม่จำเป็ต้องมาจมปลักที่นี่ ซ้ำยังถูกตั้งคำถามบ่อยครั้งอีก
ส่วนชีวิตของคนสกุลโม่หลังจากนั้น นางก็หมดหนทางจะช่วยแล้ว…
ผ่านไปนาน โม่จิ่วเยี่ยจึงเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น “ข้าสัญญาว่าจะไม่ถามเื่ความลับของเ้าอีก”
สัญชาตญาณของชายหนุ่มบอกว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้พูดปด
อีกทั้งการกระทำของนางล้วนทำไปเพื่อช่วยเหลือจวนฮู่กั๋วกง ไม่ได้คิดร้ายซ้ำเติมคนแต่อย่างใด
ส่วนเื่ที่นางขนย้ายสิ่งของออกไปได้อย่างไรนั้น แม้โม่จิ่วเยี่ยอยากจะรู้มากเพียงใดก็อดกลั้นไม่ให้เอ่ยปากถาม
คนทั้งสองเอ่ยสัญญาระหว่างกัน บรรยากาศในห้องหอพลันเงียบสงบลงชั่วขณะ
ไปนาน โม่จิ่วเยี่ยจึงถามว่า “ในเมื่อเ้าสามารถจะขนย้ายสิ่งของจากห้องเก็บของได้เช่นนั้น หากข้าพาเ้าไปยังที่ที่มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ เ้าจะนำข้าวของออกไปได้หรือไม่”
เฮ่อจือหร่านได้ยินว่ายังมีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ ดวงตาพลันเปล่งประกาย
แม้พื้นที่ในมิติลับของนางจะเต็มไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ แล้ว แต่ก็เป็สิ่งของที่ไม่มีประโยชน์มากนัก
หลังจากถูกเนรเทศไป ผู้ใดจะรู้ว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินอะไรบ้าง การมีทรัพย์สินอยู่ในมือมาก ๆ จึงสำคัญที่สุด
ทั้งนางยังเชื่อในตัวของโม่จิ่วเยี่ยเช่นกัน ในเมื่อเขาสัญญาว่าจะไม่ถามหาความลับของนางอีก ชายหนุ่มย่อมไม่เอ่ยถามแน่นอน
ตราบใดที่เขาไม่ซักไซ้ แม้จะใช้พื้นที่มิติปิดหูขโมยกระดิ่ง*[1] ก็ยังดีเสียกว่า
อย่างน้อยนางจะได้ไม่ต้องมีเื่ให้เก็บงำมากเกินไป
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด”
โม่จิ่วเยี่ยรับรู้ทันทีว่าสตรีผู้นี้พร้อมใจจะช่วยแล้ว
“ข้าตั้งใจจะขโมยของจากท้องพระคลัง ตราบใดที่เ้าขนย้ายสิ่งของออกไปได้ เื่เข้าไปก็ให้เป็หน้าที่ของข้า”
“ท้องพระคลังหรือ!?”
เฮ่อจือหร่านใ นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าความโลภของโม่จิ่วเยี่ยจะมีมากกว่านางเสียอีก เขาถึงกับขโมยของจากท้องพระคลังเสียแล้ว
เพียงแต่พื้นที่ในมิติลับของนางนั้นเล็กเกินไป คงใส่สิ่งของมีค่ามากมายขนาดนั้นไม่ได้
เมื่อเห็นเฮ่อจือหร่านกำลังลังเล โม่จิ่วเยี่ยจึงถามว่า “เป็อะไร หรือเ้าไม่กล้า”
“ข้าจะไม่กล้าได้อย่างไร ข้าเพียงคิดว่าสิ่งของมากมายในท้องพระคลังนั้น พวกเราจะนำพวกมันไปเก็บที่ใด”
“เก็บหรือ” โม่จิ่วเยี่ยพลันอยากเอ่ยถาม
เฮ่อจือหร่านตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ท่านสัญญาแล้วว่าจะไม่ถาม”
“ขออภัย ล่วงเกินไปแล้ว” โม่จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเปิดเผย รีบขอโทษนาง
ความคิดของเฮ่อจือหร่านจมเข้าสู่พื้นที่ในมิติลับ นางมองเวลา พบว่าตอนนี้เป็เวลาตีสองแล้ว
่เวลาที่พระราชโองการเนรเทศและยึดทรัพย์กำลังใกล้เข้ามาแล้ว
“ท่านรอข้าก่อน”
นางหันหลังเดินตรงไปยังห้องข้าง
จิตสำนึกพลันพาเข้าสู่มิติลับอีกครั้ง เฮ่อจือหร่านปวดใจเมื่อต้องนำสิ่งของที่ไม่สำคัญบางส่วนออกมา และวางทิ้งไว้เต็มห้องข้าง
ทว่าถึงแม้จะปวดใจ แต่เมื่อคิดว่าสามารถใช้สิ่งเหล่านี้แลกเปลี่ยนกับสมบัติในท้องพระคลังได้ นางก็โล่งใจแล้ว
หลังกลับเข้ามาในห้องหอ นางจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยซึ่งนั่งอยู่บนเตียง “ท่านยังเดินไหวหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยลุกขึ้นสวมรองเท้าอย่างว่องไว ปิดซ่อนสีหน้าเ็ปของเขาไม่ให้นางเห็น
เฮ่อจือหร่านกล่าวอย่างห่วงใย “ข้ามีความรู้ด้านการแพทย์ ขอข้าดูอาการท่านก่อนเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยกลับปฏิเสธ “ไม่เป็ไร พวกเราต้องรีบแล้ว”
ชายหนุ่มรีบเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบชุดดำออกมา
ชุดหนึ่งส่งให้เฮ่อจือหร่านและอีกชุดให้ตนเอง
ชุดนี้เป็ของโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านสวมแล้วค่อนข้างตัวใหญ่ แต่ก็ไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของนาง
โม่จิ่วเยี่ยคว้ากระบี่อ่อนซึ่งแขวนอยู่บนกำแพง จับมือเฮ่อจือหร่านะโออกทางหน้าต่างไปด้วยกัน
สองเท้าเฮ่อจือหร่านเพียงแตะพื้น กลับรู้สึกว่าร่างกายะโลอยขึ้นอีกครั้ง
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่คนรุ่นหลังยกย่องสรรเสริญ วิชาตัวเบาของเขามีชื่อเสียงไม่เป็สองรองผู้ใดจริง ๆ
เขาะโขึ้นลงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถทะยานออกนอกอาณาเขตจวนได้
เฮ่อจือหร่านคิดว่าในชาติก่อนทักษะของตนนั้นเยี่ยมยอดมาก แต่ก็เป็เพียงการเรียนรู้วิชาต่อสู้ประชิดตัว เมื่อเทียบกับฝีมือของบุรุษตรงหน้า เกรงว่าคงห่างชั้นกันหลายขุม
ในขณะเฮ่อจือหร่านชื่นชมโม่จิ่วเยี่ยอยู่ อีกฝ่ายก็พานางมายังลานในบ้านร้างแห่งหนึ่ง
เฮ่อจือหร่านฉงนใจ เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ท้องพระคลังที่ท่านเอ่ยถึงคือที่นี่หรือ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตอบ เพียงนำทางนางเข้าไปในห้องหนึ่ง
เขาเดินตรงไปยังเตาผิงที่สภาพทรุดโทรม ลงมือแซะก้อนอิฐออกมาสองสามก้อน ก็จะปรากฏช่องทางมืดสนิทต่อหน้าคนทั้งสอง
โม่จิ่วเยี่ยอธิบายเบา ๆ ว่า “ที่นี่คือทางลับไปยังท้องพระคลัง”
เฮ่อจือหร่านอยากถามเหลือเกินว่าชายหนุ่มรู้ได้อย่างไร แต่เมื่อนึกถึงคำขอร้องที่บอกเขาเมื่อครู่ว่าไม่ให้อีกฝ่ายถามความลับของตน ฉะนั้น นางก็ควรทำเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ คำถามทั้งหมดจึงถูกเก็บไว้ทันที
นางตามหลังโม่จิ่วเยี่ยเข้าทางลับ
คล้ายโม่จิ่วเยี่ยจะคุ้นเคยกับที่นี่เป็อย่างดี แม้มืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร แต่ชายหนุ่มกลับเดินนำไปได้โดยไม่ต้องคลำหาเส้นทาง
[1] ปิดหูขโมยกระดิ่ง หมายถึงคนโง่ที่หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่สำเร็จ