ท่ามกลางกระแสฝูงชนที่หลั่งไหลอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางเมือง หนิงหลง หญิงสาวผู้มีดวงตาเรียวสวยและบรรยากาศรอบตัวที่ดูเคร่งขรึมผิดจากปกติ กำลังก้าวเดินด้วยความเร่งรีบ รองเท้าส้นสูงของเธอกระทบพื้นเป็จังหวะรัวเร็วสม่ำเสมอ ในมือถือแท็บเล็ตที่ปรากฏรายการสิ่งของยาวเหยียดที่ต้องจัดเตรียม
สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องที่ป้ายลดราคาเหมือนหญิงสาวคนอื่น แต่เธอกำลังคำนวณปริมาณแคลอรี่ สารอาหาร และอายุการเก็บรักษาของสินค้าทุกชิ้นที่วางอยู่ตรงหน้า
‘เวลาเหลือไม่มากแล้ว...’ เธอคิดในใจพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ‘วันนี้ต้องกวาดซื้อของเข้ามิติให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะพวกของสดและอาหารสำเร็จรูปคุณภาพดี อ้อ... จริงสิ แวะไปโซนร้านอาหารด้วยดีกว่า สั่งอาหารปรุงสุกรสชาติเยี่ยมเก็บเอาไว้บ้าง ในโลกที่กำลังจะพังทลายลง อาหารเลิศรสพวกนี้จะกลายเป็เพียงความทรงจำที่ประเมินค่าไม่ได้’
ความกังวลลึกๆ เกี่ยวกับ 'วันสิ้นโลก' ที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำให้เธอแทบไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะมุ่งหน้าไปยังโซนภัตตาคารหรู เสียงทุ้มต่ำที่มีความกังวานและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“หนิงหลง... ใช่คุณจริง ๆ ด้วย”
การพบกันที่คาดไม่ถึง
หนิงหลงชะงักเท้า กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ให้ความรู้สึกสะอาดและเข้มแข็งลอยมาปะทะจมูกก่อนที่เธอจะทันได้หันกลับไปเสียอีก หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย พลางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเ้าของเสียงนั้น
เบื้องหน้าของเธอคือชายหนุ่มที่ดูโดดเด่นจนทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง เขามีรูปร่างสูงสง่า น่าจะราว 185 เิเได้ ผิวสีเข้มเล็กน้อยจากการกรำแดดช่วยส่งเสริมให้ใบหน้าคมเข้มนั้นดูดุดันและทรงอำนาจ คิ้วหนาพาดเฉียงรับกับดวงตาสีดำสนิทที่ดูนิ่งลึกยากจะคาดเดาความหมาย เขาอยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลตัดเย็บประณีตที่ช่วยขับเน้นบุคลิกภูมิฐานและสง่างามดั่งพญาราชสีห์
“ใครคะ? ...ขอโทษนะคะ เรารู้จักกันด้วยเหรอ?” หนิงหลงเอ่ยถามพร้อมสำรวจใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างพยายามค้นหาความทรงจำ
ชายหนุ่มหลุดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาของเขาฉายแววขบขันและเอ็นดู “จำไม่ได้จริงๆ เหรอครับ? ผมไง... เด็กผู้ชายใส่แว่นหนาเตอะ เพื่อนห้อง B ที่เคยรวบรวมความกล้าเอาของขวัญวันวาเลนไทน์ไปให้คุณ”
หนิงหลงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ภาพในอดีตสมัยมัธยมเริ่มผุดขึ้นมาเป็ฉากๆ ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“อ้อ! จำได้แล้ว! คุณคือเพื่อนห้องข้างๆ ที่ซุ่มซ่ามตกบันไดจนขาหักคนนั้นใช่ไหมคะ?”
ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด “ใช่ครับ เื่น่าอายของผมเนี่ย หนิงหลงยังจำแม่นเหมือนเดิมเลยนะครับ”
“ฮะฮะฮ่า ขอโทษทีค่ะ พอดีภาพนั้นมันติดตาน่ะค่ะ แล้วตอนนั้นเป็ยังไงบ้างคะ? ฉันจำได้ว่าคุณหายไปพักใหญ่เลย”
“ขาซ้ายหักน่ะครับ ผมมันซุ่มซ่ามเองจริงๆ แหละ ต้องเข้าเฝือกพักฟื้นอยู่ที่บ้านนานเป็อาทิตย์เลย... แต่จะว่าไป ่นั้นแม้ขาจะหัก ผมยังแอบไปดูหนิงหลงเดินแบบด้วยนะ แต่ตอนนั้นคนเยอะมาก ผมสู้แรงแฟนคลับคุณไม่ไหว เลยไม่มีโอกาสเข้าไปทักทายเลยครับ”
หนิงหลงรู้สึกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อยกับคำสารภาพซื่อๆ นั้น
“ขอบคุณนะคะที่ยังอุตส่าห์ไปให้กำลังใจ... แล้วนี่คุณกำลังจะไปไหนคะ?”
“กำลังจะไปหาอะไรทานพอดีครับ ร้านที่อยู่ข้างหน้านี้รสชาติค่อนข้างดีทีเดียว ผมแวะมาทานบ่อยๆ เวลาว่าง”
“บังเอิญจังค่ะ ฉันก็กำลังจะไปร้านนั้นเหมือนกัน”
ชายหนุ่มสบตาเธออย่างมีความหมาย ก่อนจะเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ถ้าอย่างนั้น... เป็เกียรติให้ผมได้เป็เ้ามือเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อได้ไหมครับ? ถือว่าเป็การชดเชยเวลาที่ไม่ได้เจอกันหลายปี และผมเองก็อยากคุยกับคุณต่ออีกหน่อย”
หนิงหลงนิ่งคิดเพียงอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้ม “ยินดีค่ะ”
มื้ออาหารและบทสนทนาภายใต้หน้ากากแห่งความเงียบสงบ
ภายในร้านอาหารบรรยากาศหรูหรา พนักงานนำทั้งคู่ไปยังโต๊ะริมหน้ากระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทัศนียภาพของท้องถนนภายนอกได้อย่างชัดเจน แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาดูสับสนวุ่นวาย ขัดกับบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็ส่วนตัวภายในร้าน
“ว่าแต่... ฉันเสียมารยาทจัง ลืมถามชื่อจริงๆ ของคุณไปเลย” หนิงหลงเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
“ผมชื่อ โจวเทียนหยาง ครับ เรียกเทียนหยางเฉยๆ ก็ได้ครับ”
“ได้ค่ะ เทียนหยาง”
พนักงานในชุดเครื่องแบบเรียบร้อยเดินเข้ามาที่โต๊ะพร้อมสมุดจดออเดอร์ “สวัสดีครับคุณลูกค้า รับออเดอร์อะไรดีครับ?”
หนิงหลงสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วเหมือนคนที่วางแผนมาแล้ว “ฉันขอสเต็กปลาซอสกระเทียม ลอบสเตอร์อบชีส ของหวานเอาเป็เครมบรูเล่ ส่วนเครื่องดื่มขอน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งค่ะ” เธอหันไปทางชายหนุ่ม “เทียนหยางล่ะคะ?”
“ผมขอเหมือนคุณหนิงหลงเลยครับ ยกเว้นของหวาน... พอดีผมไม่ค่อยถนัดรสหวานเท่าไหร่”
เมื่อพนักงานเดินจากไป ความเงียบสั้นๆ ถูกแทรกด้วยบทสนทนาที่ลื่นไหล หนิงหลงจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าพลางนึกสงสัยในใจ “จะว่าไป หลังจากเรียนจบ่นั้น ฉันก็ไม่เห็นคุณอีกเลยนะคะ คุณหายไปไหนมา?”
“ครอบครัวผมต้องย้ายไปต่างเมืองกะทันหันครับ ผมเลยต้องย้ายตามไปเรียนต่อที่นั่น เพิ่งจะมีโอกาสได้ย้ายกลับมาประจำการที่นี่เมื่อปีที่แล้วเอง”
“อ้อ มิน่าล่ะ... แล้วตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่คะ? ท่าทางคุณดูภูมิฐานขึ้นมากเลย”
มู่เทียนหยางวางมือลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง “ผมรับราชการทหารครับ ตอนนี้ดำรงตำแหน่ง พลเอก”
คำตอบนั้นทำให้หนิงหลงถึงกับชะงัก ช้อนในมือแทบจะร่วงลงพื้น เธอหรี่ตามองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง ตำแหน่งพลเอกในวัยเพียงเท่านี้... เขาต้องมีทั้งความสามารถและอิทธิพลที่ล้นเหลือแน่นอน
“อ้อ... ที่แท้ก็เป็ถึงท่านนายพลนี่เอง มิน่าล่ะ ออร่าความดุถึงแผ่ออกมาขนาดนี้”
เทียนหยางหัวเราะแก้เขิน “อย่าเรียกท่านนายพลเลยครับ ฟังดูห่างเหินชอบกล สำหรับคุณ... ผมยังเป็เพื่อนคนเดิมเสมอ เรียกเทียนหยางเหมือนเดิมนั่นแหละดีแล้ว”
เขาหยิบนามบัตรสีเข้มขอบทองดูเรียบหรูออกจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วส่งให้เธอ “นี่นามบัตรของผมครับ มีเบอร์ติดต่อส่วนตัวอยู่ด้านหลัง ถ้ามีเื่เดือดร้อน หรือมีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้... อย่าเกรงใจนะครับ ผมยินดีรับใช้คุณเสมอ”
หนิงหลงรับนามบัตรมาถือไว้ นิ้วเรียวััลวดลายบนกระดาษอย่างแ่เบา แต่ในหัวของเธอกลับทำงานอย่างหนัก ‘ตำแหน่งพลเอก... นี่มันไม่ใช่เื่เล่นๆ เลยนะ ใกล้วันสิ้นโลกแบบนี้ กองกำลังทหารจะเป็กลุ่มที่มีอำนาจการจัดการและทรัพยากรมากที่สุด ถ้าฉันผูกมิตรกับเขาไว้ อย่างน้อยความปลอดภัยของครอบครัวในอนาคตก็น่าจะมีหลักประกันเพิ่มขึ้น’
“ขอบคุณค่ะ นี่นามบัตรของฉันค่ะ” เธอส่งนามบัตรของตนเองกลับไปให้เขาเช่นกัน
อาหารเลิศรสถูกนำมาเสิร์ฟ ทั้งคู่พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใน่ที่ขาดการติดต่อไปอย่างออกรส หนิงหลงพบว่ามู่เทียนหยางไม่ใช่แค่ทหารที่บ้าอำนาจ แต่เขามีวิสัยทัศน์และไหวพริบที่น่าทึ่ง เมื่อมื้ออาหารจบลง เทียนหยางขอตัวกลับไปปฏิบัติภารกิจด่วนที่กองทัพ โดยกำชับให้เธอระวังตัวและติดต่อเขาหาก้าอะไร
การจัดเตรียมที่ไร้จุดจบ
หลังจากแยกจากมู่เทียนหยาง หนิงหลงไม่ได้กลับบ้านในทันที เธอใช้เวลาที่เหลือสั่งอาหารชุดใหญ่จากร้านชื่อดังอีกหลายแห่ง โดยเน้นอาหารที่คงสภาพได้นานและให้พลังงานสูง ทุกอย่างถูกส่งไปยังจุดรับของที่เธอเตรียมไว้ ก่อนที่เธอจะแอบเก็บพวกมันเข้าไปใน 'มิติส่วนตัว' อย่างรวดเร็วเมื่อไม่มีคนเห็น
เธอขับรถตระเวนซื้อของใช้อุปโภคบริโภค อุปกรณ์เดินป่า ยาสามัญประจำบ้าน และเชื้อเพลิงจนเต็มคันรถครั้งแล้วครั้งเล่า ความเหนื่อยล้าทางกายไม่ได้ทำให้เธอหยุดนิ่ง เพราะแรงกดดันจากนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะนั้นรุนแรงกว่ามาก
คฤหาสน์ตระกูลเฟย: ความอบอุ่นท่ามกลางมรสุมที่กำลังจะมา
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วงเมื่อหนิงหลงขับรถกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟย ทันทีที่ก้าวเข้าไปในตัวบ้านที่โอ่อ่า เจียวเจียว สาวใช้คนสนิทที่รับใช้เธอมานานก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ
“คุณหนูคะ กลับมาแล้วเหรอคะ? คุณท่านกับคุณเฟยหลงกำลังรออยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ ดูเหมือนจะมีเื่สำคัญจะคุยด้วยนะคะ”
“ขอบคุณมากจ้ะเจียวเจียว เดี๋ยวฉันตามไป” หนิงหลงตอบรับพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ดูผ่อนคลายที่สุด เธอไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องวิตกกังวลจนเกินเหตุในตอนนี้
เมื่อเดินเข้าไปในห้องรับแขก เธอพบกับ คุณพ่อเฟย ประมุขของบ้านที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ และ เฟยหลง น้องชายของเธอนั่งอยู่อีกด้าน
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ วันนี้ทำไมเลิกงานเร็วจังคะ?” หนิงหลงเอ่ยทักทายพลางเดินเข้าไปกอดผู้เป็พ่อ
คุณพ่อเฟยลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเอ็นดู “สวัสดีลูกรัก พอดี่นี้โปรเจกต์ใหญ่ๆ เพิ่งจบไป งานเลยไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ พ่อเลยคิดว่ากลับมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับลูกๆ น่าจะดีกว่า”
“สวัสดีจ้ะเฟยหลง วันนี้ว่างเหมือนคุณพ่อเหรอ?” เธอหันไปทักทายน้องชายที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับหนังสือในมือ
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล่มหนา แววตาของเขาดูเรียบเฉยแต่ซ่อนความอบอุ่นเอาไว้ “ครับพี่ ่นี้ที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีวิจัยอะไรด่วน ผมเลยกลับมาพักผ่อนที่บ้านดีกว่า”
หนิงหลงมองดูภาพความสงบสุขตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเศร้าปนกัน เธอรู้ดีว่าอีกไม่นานโลกใบนี้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสุขสบายในคฤหาสน์แห่งนี้อาจกลายเป็อดีต แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอสาบานกับตัวเองว่าจะต้องใช้ทุกอย่างที่มี ทั้งมิติส่วนตัว และสายสัมพันธ์ใหม่อย่างพลเอกมู่เทียนหยาง เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอให้รอดพ้นจากวันสิ้นโลกที่กำลังจะมาถึงนี้ให้ได้
…………………….