เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 37 ไร้ซึ่งหนทางหนี

    บทที่ 37 ไร้ซึ่งหนทางหนี

     

                ใต้บ่อน้ำรูปทรงกลมกลางหุบผาลึก

           หลงเหอกำลังจดจ้องไปที่จุดกึ่งกลางของก้นบ่อ ที่นั่นนั่งไว้ด้วยสิ่งที่โปร่งแสงสีฟ้าครามรูปร่างคล้ายมนุษย์ดำรงอยู่หลงเหอจึงค่อยๆ ขยับกายเข้าไปใกล้จนคนมองเห็นได้ชัดถนัดตา ว่าร่างโปร่งแสงนั้นกลับมีลักษณะที่เหมือนกับตนไม่ผิดเพี้ยนไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หู ตา จมูก ปาก ราวกลับชายหนุ่มกำลังส่องกระจกอยู่ก็ปาน หลงเหอขมวดคิ้วมุ่นพินิจมองร่างอันโปร่งแสงสีฟ้าครามอย่างนึกสงสัยทันใดร่างโปร่งแสงนั้นก็ได้ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วจ้องเข้าใส่นัยน์ตาของหลงเหอด้วยนัยน์ตาสีฟ้าครามอันลึกล้ำยากหยั่งถึงเมื่อเปิดขึ้น โลกในสายตาของหลงเหอก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสีขาวโพลนก่อนคนจะได้ยินเสียงกล่าวที่คล้ายเคยได้ยินในความฝันดังขึ้น “ทุกสรรพสิ่งย่อมก่อเกิดจากวัตถุธาตุทั้งสี่อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ บัดนี้ภาคร่างแห่งวารีธาตุคืนกลับแล้ว” จากนั้นหลงเหอก็สิ้นสติไป

            หลงเหอลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกลับพบว่าตนกำลังทิ้งร่างลงจากนภากาศ ก่อนที่จะบรรลุถึงหลุมลึกรูปทรงกลมที่ถูกตนใช้พลังสร้างไว้ก่อนหน้าคนก้าวเดินไปยังจุดกึ่งกลางหลุม แล้วนั่งขัดสมาธิลง ร่างก็เปล่งแสงสีฟ้าครามก่อนมีเส้นแสงพลังสี่สายพุ่งออกไปทั้งสี่ทิศมินานน้ำตกที่ไหลมาตามล่องลึกที่ถูกผ่าแยกก็เข้าท่วมเติมเต็มหลุมลึกรูปทรงกลมตำแหน่งที่ชายหนุ่มนั่งสมาธิอยู่แต่น่าแปลกน้ำที่ทะลักเข้ามากลับท่วมได้แค่เพียงครึ่งของหลุมส่วนบนเท่านั้น ที่ใต้ก้นหลุมกลับคล้ายมีม่านบางๆกั้นอยู่จนน้ำไม่อาจผ่านได้ และเกิดเป็นสภาพก้นบ่ออย่างที่เห็น จากนั้นหลงเหอก็ได้ลุกขึ้นยืนทิ้งไว้เพียงร่างโปร่งแสงสีฟ้าครามที่นั่งสมาธิอยู่ แล้วคนก็กระโดดทะยานร่างขึ้นจากบ่อแห่งนี้ไป

            หลงเหอสะท้านขึ้นเฮือกคนตื่นจากภวังค์ที่คล้ายจริง และคล้ายมิจริงอีกครั้ง ชายหนุ่มยังอยู่ในท่ายืนนิ่งค้างดังเดิมมันมองภาพตรงหน้าที่เมื่อครู่ยังมีร่างโปร่งแสงที่มีรูปลักษณ์คล้ายตนอยู่ แต่บัดนี้ร่างนั้นได้หายไปแล้วรวมทั้งเส้นแสงพลังทั้งสี่ทิศทางก็ได้เลือนหายไปด้วย คนจึงพึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบา

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน ฝันอันแปลกประหลาดนี้ เราเกี่ยวข้องอันใดกับบุคคลในฝันนั่น?”

            อ่อกกก หลงเหอสะท้านขึ้นมาทั่วสรรพางค์กาย พลังอันเย็นเยียบสายหนึ่งแล่นไปทั่วร่างของชายหนุ่มจนคนต้องทรุดร่างไปนอนกองอยู่ที่พื้นเนิ่นนานก่อนพลังอันเย็นเยียบสายนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นสบายโล่งโปร่ง คนคล้ายกลับพึ่งก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่หากนับตอนที่ได้รับอักขระศาสตร์จากเฟยหลงเมื่อครั้งที่อยู่ในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นดั่งสายลมอันแผ่วเบาให้ความรู้สึกกระปี้กระเป่า เช่นนั้นพลังเย็นเยียบสายนี้ก็เปรียบดั่งพายุกระหน่ำที่ทำให้คนรู้สึกคึกคะนองยิ่งหลงเหอรับรู้ผ่านทางร่างกายว่าขณะนี้ ร่างกายของมันคล้ายเข้มแข็งขึ้นกว่าเก่าก่อนอยู่อักโขขณะที่คนกำลังครุ่นคิด น้ำที่อยู่ส่วนบนของบ่อพลันท่วมทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว มวลน้ำมหาศาลที่เคยถูกพลังสายหนึ่งควบคุมอยู่บัดนี้เมื่อพลังนั้นหายไปมันก็ได้ไหลท่วมลงก้นบ่อ และกดทับคนที่อยู่ในนั้นจนมิอาจจะตั้งตัวได้

     

            ขณะที่บ่อน้ำกลางหุบผาลึกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เสียงขลุ่ยแห่งความสุขสันต์ของเด็กหนุ่มกลับบรรเลงไปโดยมิรู้เรื่องราวเสียงขลุ่ยที่ออกจากขลุ่ยไม้ไผ่เก่าๆ ผสานเข้ากับเสียงของน้ำตกที่ดังซ่าๆ สอดประสานเป็นท่วงทำนองที่ลงตัวอย่างดียิ่งบุรุษกลางคนนามเสี่ยวซา บิดาของมันที่กำลังขุดดินเพื่อทำแปลงผักอยู่นั้น ก็ผิวปากตามเป็นจังหวะที่เข้ากันอย่างไม่สะดุดแต่แล้วช่วงเวลาที่กำลังสุนทรีนี้ก็ได้หยุดชะงักลง เมื่อเสียงซ่าๆ ของน้ำตกที่เคยดังสะท้านไปทั่วหุบผาบัดนี้กลับเงียบหายไปอย่างกระทันหัน

            เซี่ยวเอ๋อ ลดขลุ่ยไม้ไผ่ลงจากปาก คนผินหน้าไปยังทิศทางของน้ำตก เช่นเดียวกับเสี่ยวซาบิดามันที่วางจอบขุดดินลงแล้ววิ่งไปยังทิศทางของน้ำตกอย่างเร่งรีบ เมื่อมาถึงก็พบว่าน้ำที่ตกลงมาจากที่เคยมีมวลมหาศาล บัดนี้กลับเหลือเพียงหยาดหยดโปรยปรายเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ภายในใจของเสี่ยวซาก็อดรู้สึกตื่นเต้นแปลกใจละคนหวาดเกรงขึ้นมามิได้ที่รู้สึกตื่นเต้นแปลกใจเป็นเพราะ มันและบุตรมีโอกาสที่จะออกจากหุบผาลึกแห่งนี้ได้แล้วส่วนความรู้สึกหวาดเกรงเป็นเพราะ คนภายนอกซึ่งก็คือกลุ่มโจรภูเขามันก็สามารถเข้ามาในนี้ได้เช่นกันเสี่ยวซาจึงได้แต่ภาวนาให้กลุ่มโจรภูเขาลืมเรื่องราวของมันกับบุตรไป คนจึงพอจะมีโอกาสคิดหาหนทางหลบหนีได้ทว่าคนพึ่งครุ่นคิด ที่ถ้ำหลังม่านน้ำตกพลันมีเสียงเอะอะดังลอดออกมาให้ได้ยิน เสี่ยวซาตื่นตระหนกจนเหงื่อไคลไหลท่วมร่างคนรีบหันหลังก่อนตะโกนก้องพร้อมทั้งวิ่งตะบึงไป

            “เซี่ยวเอ๋อออ เจ้าอยู่ไหน มาหาบิดาเร็ววววว”

     

            ณ ค่ายโจรภูเขา

            “พี่ใหญ่ มีรายงานจากสมุนที่ท่านส่งไปเฝ้าม่านน้ำตกในถ้ำใต้หุบผาลึกนั่น”

            บุรุษฉกรรจ์หนวดเคราดกครึ้ม รูปร่างกำยำล่ำสัน ที่ดวงตาของมันถูกปิดไว้ด้วยผ้าวงกลมสีดำข้างหนึ่งเมื่อได้ยินคนก็ลุกพรวดยืนขึ้นมาจากเก้าอี้ ก่อนกล่าวด้วยเสียงอันหยาบกร้าน

             “ว่ามา”

             “พวกมันรายงานว่า ม่านน้ำตกที่เคยมีมวลน้ำไหลทะลักลงมาอย่างมหาศาล บัดนี้ได้เงียบสงบลงจนเหลือเพียงหยาดหยดโปรยปรายเท่านั้น”

             บุรุษฉกรรจ์เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนก็หัวเราะราวบ้าคลั่ง

             “ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา ความคับแค้นในใจนับแปดปีของข้าก็ได้เวลาปลดปล่อยเสียทีพวกเจ้านำคนตามข้ามา ข้าจะไปตัดเนื้อเถือกระดูกมันให้สาสมกับที่มันทำให้ดวงตาของข้าต้องเป็นแบบนี้”

             “เฮ้ เฮ้ เฮ้”

             “ไป”

     

             วังหลวง แคว้นเหยียน

             “เสด็จพ่อ ลูกมิคิดว่าคนที่ลงมือจะเป็นมัน”

             “ทำไมเจ้าถึงได้มั่นใจขนาดนั้น”

             “เพราะ……. เพราะตอนนั้น มันพึ่งออกจากตำหนักของลูกไป”

             “เจ้าว่าอะไร!”

             “เสด็จพ่อได้ยินมิผิด มันคือสหายของลูก และมันได้รับบาดเจ็บ ลูกจึงให้คนนำมันไปรักษาที่ตำหนัก”

             “ยังไงมันก็เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงหนึ่ง ทั้งยังมีพยานรู้เห็นและชี้ตัวเป็นจุดเดียวถ้าเจ้าอยากให้มันพ้นผิดต้องมีหลักฐานที่มากกว่านี้”

            หลังจากเหตุการณ์อันวุ่นวายเกิดขึ้นในช่วงกลางดึกที่วังหลวงแคว้นเยียน เฟยหลงก็ได้ถูกคุมขังไว้ยังคุกใต้ดินเมื่อคืนชายหนุ่มไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ว่าเพราะอะไรตนจึงถูกทหารชุดเกราะมากมายเข้าปิดล้อมจับจนกระทั่งถึงตอนที่ตนคิดต่อสู้หลบหนี เป็นเหยียนจินอวี้ที่ปรากฏตัวขึ้นขอร้องไว้ และทำให้มันทราบศักดิ์ฐานะที่แท้จริงของนางและทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น เช่นนั้นเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เฟยหลงจึงยินยอมให้เหล่าทหารเข้ามาคุมตัวและขังเอาไว้ในคุกอันมืดมิดเหม็นอับแห่งนี้

            ขณะที่เฟยหลงกำลังนั่งสมาธิเพื่อทำจิตใจให้สงบ และเป็นการฝึกพลังญาณไปในตัวอยู่นั้นหน้าประตูทางเข้าคุกใต้ดินพลันมีบุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งยืนอยู่ และกล่าวขึ้น

            “เป็นผู้ใดส่งเจ้ามา”

            เฟยหลงเพ่งตามองไปยังต้นเสียง พบว่าผู้มาเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ หัวไหล่ผึ่งผายบุคลิกมีสง่าราศี อายุราวสามสิบเศษ มันสวมชุดคลุมสีแดง ปักเส้นสายสีทอง ช่วยส่งเสริมให้มันดูน่าเกรงขามขึ้นมาอีกหลายส่วน

            “ข้าเพียงบังเอิญติดรถม้ามากลับแม่นาง… องค์หญิงจินอวี้”

            “ปากแข็ง ข้ารู้ว่าเจ้าวางแผนการโดยอาศัยน้องหญิงเรา เพื่อลอบลงมือในครั้งนี้ยอมรับสารภาพมา มิเช่นนั้นก็จงเตรียมตัวรับทัณฑ์ทรมาน”

            “ผู้ใดที่เจ้าแผนการย่อมรู้อยู่เต็มอก กลับมิละอายใจใส่ความให้บุคคลอื่น”เสียงสตรีดังสอดแทรกขึ้น เป็นเหยียนจินอวี้ที่เดินเข้ามา และนางก็กล่าวต่อ

            “โชคดีที่มีองครักษ์สละชีวิตเข้ารับธนูลูกนั้นแทนเสด็จพ่อ มิเช่นนั้นบัลลังก์ทองคงว่างลงและคงสมใจใครบางคน”

            “น้องหญิง….”

            “มันคือคนของเรา หากท่านสงสัยมัน เช่นนั้นก็คงต้องสงสัยเราด้วยแล้ว”

            “น้องหญิงยังเยาว์วัยมิทันต่อโลก มีบุคคลมากมายที่ทำดีหวังผล นี่อาจเป็นแผนการของมันหรือผู้ที่บงการมันอยู่เบื้องหลังก็ได้”

            “ข้ามิทันโลก หรือรู้มิเท่าทันคนในวังกันแน่… มีราชโองการจากฮ่องเต้ให้ปล่อยตัวมันออกไป”

            “ประเสริฐ เช่นนั้นคงต้องให้น้องหญิงระวังตัวขึ้นมากกว่าเดิมแล้ว”

            “ระวังตัว? จากใครหรือ”

            บุรุษฉกรรจ์ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนก้าวเดินออกไป เฟยหลงที่นิ่งเงียบฟังคนทั้งสองสนทนากันอยู่นานสองนานจึงกล่าวขึ้น

            “นั่นพี่ชายท่านหรือ แม่นา… องค์หญิง”

            “มิผิด แต่มันเป็นพี่ชายบุญธรรม ที่บิดาเรารับเลี้ยงราวบุตรในอุทธรณ์ ตั้งแต่ครั้งที่มันยังเป็นทารก”

            “อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ กระหม่อมกลับต้องโชคร้ายมาเกี่ยวข้องกับศึกชิงบัลลังก์ซะแล้ว”

            “เป็นเราผิดเอง ที่ทำให้ท่านต้องมีส่วนเกี่ยวพันธ์กับเรื่องเหล่านี้”

            “มิเป็นไร เพราะกระหม่อมต้องออกไปจากที่นี่อยู่ดี”

            “ราชโองการครั้งนี้ยินยอมให้ปล่อยตัวท่าน เพราะข้าออกหน้ารับรองไว้ เพียงแต่มีเงื่อนไข”

             “เงื่อนไขอะไร”

             “ท่านจะต้องถูกควบคุมให้อยู่ภายในวังหลวงแห่งนี้ จนกว่าข้าจะหาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

             “เช่นนั้นกระหม่อมคงต้องฝ่าออกไป”

             “มิได้ แม้ท่านจะเก่งกาจเพียงไหน แต่ที่นี่ยังมีพยัคฆ์ซุ่ม มังกรซ่อนอยู่มากมายหากท่านหลบหนี นอกจากโอกาสสำเร็จจะน้อยนิดแล้ว ท่านต้องถูกมองว่าเป็นมือสังหารแน่แท้”

            เฟยหลงมีท่าทีครุ่นคิด มันรู้สึกว่าคำกล่าวของเหยียนจินอวี้มีเหตุผลอยู่ไม่น้อยแต่ด้วยความเป็นห่วงสหาย คนจึงมิอาจยินยอมได้ง่ายๆ เป็นเหยียนจินอวี้ที่คล้ายอ่านใจมันออกนางจึงได้กล่าวขึ้น

            “ท่านมิต้องเป็นห่วงสหายของท่าน ยังไงที่นี่ก็คือแคว้นเหยียน เราจะให้คนของทางการออกตามหามันให้อีกทาง”

            เฟยหลงรู้สึกคลายใจลง คนจึงกล่าวขึ้น

            “ตกลง กระหม่อมจะอยู่ที่วังหลวงแห่งนี้ไปก่อน และจะสืบหาร่องรอยเพื่อล้างมลทินนี้เอง”

     

     

              เซี่ยวเอ๋อเห็นบิดาของตนทั้งวิ่งตะบึงและตะโกนก้องมาอย่างแตกตื่น คนก็อดสงสัยและกล่าวถามขึ้นมามิได้

              “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไร หรือมีสัตว์ใหญ่พลัดหลงเข้ามา”

              “เซี่ยวเอ๋อ ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องหาที่หลบซ่อน”

              “มีอะไรหรือท่านพ่อ”

              “ไม่ต้องถามให้มากความ ไปเร็ว”

              “แล้วพี่ใหญ่หลงเหอเล่า ข้าเห็นมันที่บ่อน้ำตั้งแต่เมื่อวาน แต่คืนที่แล้วจนถึงตอนนี้กลับไม่เห็นมันเลยมันบอกว่าจะพาข้าออกไปที่โลกภายนอก”

              “มันคงอยู่ที่ไหนซักแห่งในหุบผาแห่งนี้ แต่เจ้าต้องรีบไปก่อน ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ไปเห็นโลกภายนอก”

               หนึ่งบิดา หนึ่งบุตร ต่างวิ่งไปเอาของสำคัญบางอย่างที่กระท่อม ก่อนจะพากันมุ่งสู่หุบผาทางทิศตะวันตกไปที่นั่นมีป่าไม้มากมายที่พอจะให้หลบซ่อน อีกทั้งที่แห่งนั้นยังเต็มไปด้วยหลุมพราง และกับดักล่าสัตว์หลายชนิดที่เสี่ยวซาได้เตรียมไว้สำหรับดักจับสัตว์ แต่ครั้งนี้มันหวังที่จะให้ดักจับคนแล้ว

             เสียงเฮโลของคนกลุ่มหนึ่งจากทิศทางของน้ำตกดังมาแต่ไกล กลุ่มโจรภูเขานับห้าสิบคนถูกนำมาด้วยบุรุษฉกรรจ์ตาเดียวอันเป็นหัวหน้าของพวกมัน ทั้งหมดต่างพุ่งร่างฝ่าม่านน้ำตกที่โปรยปรายลงมาได้อย่างง่ายดายบุรุษฉกรรจ์ตาเดียวเมื่อสามารถพาพวกพ้องผ่านม่านน้ำตกมาได้อย่างปลอดภัยคนก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

             “ฮ่าฮ่าฮ่า ตลอดแปดปี แปดปีที่ข้าต้องอดทนอดกลั้นต่อความคับแค้นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อได้จ้องมองนัยน์ตาที่บอดไปแต่วันนี้เวลาที่ข้ารอคอยได้มาถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะแก้แค้นมันคืนอย่างสาสมมมมม…..ไปลากคอมันมาให้ข้า หากผู้ใดค้นพบมันก่อน ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม”

              “เฮฮฮฮฮ เฮฮฮฮฮ”

             เสี่ยวซา และเซี่ยวเอ๋อ พากันหลบซ่อนในหลุมพรางที่ขุดเอาไว้ คนทั้งสองต่างตัวสั่นงันงกเมื่อทราบว่าโจรภูเขาได้เข้ามายังที่แห่งนี้และกำลังค้นหาตัวพวกมันอยู่ เนิ่นนานเสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งก็ได้มาป้วนเปี้ยนแถวหลุมพรางที่หนึ่งบิดาหนึ่งบุตรกำลังหลบซ่อนอยู่ และทันใดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ได้ดังขึ้นเป็นระยะๆ

             “อ๊ากกกกกก ช่วยข้าด้วย”

             “ที่นี่มีกับดัก อ่อกกกกกก”

             “อย่าขยับตัวโดยผลีผลาม ที่นี่มีหลุมพรางและกับดักอยู่”

             “แสดงว่ามันต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ ค้นหามันทุกซอกทุกตารางนิ้ว”

             เสียงโหวกเหวกโวยวายเริ่มดังห่างออกไปเรื่อยๆ จึงทำให้คนทั้งสองรู้สึกคลายใจลงไปได้บ้างแต่ทว่าพึ่งคลายใจลงไม่ทันไร เสียงพรึ่บก็ดังขึ้น เมื่อหญ้าที่ถูกนำมาปกปิดหลุมพรางถูกดึงออกอย่างรวดเร็วเซี่ยวเอ๋อตื่นตระหนกจนร้องเสียงหลงออกมา

            “หวาาาาา”

            เป็นชายผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มโจรภูเขาค้นพบคนทั้งสอง มันจึงตะโกนก้องออกไป

            “พวกมันอยู่ที่น….”

                 ฉึกกกก! คำว่านี่ยังไม่หลุดออกจากปาก ลูกดอกจากหน้าไม้ของเสี่ยวซาก็พุ่งเข้าปากทะลุออกท้ายทอยของมันแล้วโลหิตสดของโจรภูเขาผู้นี้พร่าพรมลงยังหลุมพรางส่งให้เซี่ยวเอ๋อต้องหวาดผวา เป็นบิดาของมันที่อุ้มร่างมันขึ้นก่อนกระโจนขึ้นจากหลุมพรางวิ่งหลบหนีไป

                 “พวกมันอยู่นั่น”

                 “ตามไปเร็ว”

                 “หยุดเดี๋ยวนี้”

     

                 เสี่ยวซาแบกร่างบุตรชายของตนเองก่อนวิ่งสลับไปมาตามดงไม้หลอกล่อเหล่าโจรภูเขาที่ไล่ติดตามมันย่อมมีความชำนาญในพื้นที่แห่งนี้มากที่สุด เช่นนั้นเหล่าโจรจึงตามตัวมันได้ยากเย็นยิ่งตลอดรายทางเสี่ยวซาจะกระตุ้นกับดักสัตว์ที่มันวางไว้ให้ทำงาน จนโจรภูเขาหลายรายต้องทอดร่างอันไร้วิญญาณในหลุมพรางและกับดัก ณ ป่าแห่งนี้

                  อ๊ากกกก อ่ออกก โอ้ยยยยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานของเหล่าโจรภูเขาดังมาเรื่อยๆ มิขาดสาย จนทำให้เซี่ยวเอ๋อเด็กหนุ่มวัยเก้าขวบต้องหน้าถอดสี

                 “ท่านพ่อ ข้ากลัว ฮือๆ”

                 “บิดาจะมิยอมให้เจ้าเป็นอะไรเจ้าต้องปลอดภัย”

                 เสียงลมหวือหวาดังขึ้นที่ด้านข้างของบุคคลทั้งสองก่อนมีเท้าข้างหนึ่งตวัดเตะเข้าที่ชายโครงของเสี่ยวซาอย่างเต็มเหนี่ยว คนล้มคะมำกลิ้งไปตามแรงกระแทกเซี่ยวเอ๋อก็กระเด็นหลุดจากมือบิดาไปกระทบถูกต้นไม้ใหญ่คนร้องโอยออกมาด้วยความเจ็บปวดเสี่ยวซาเหลียวมองไปยังผู้มาพบว่า บุคคลคนที่ทำร้ายตนเบื้องหน้าคือบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำเคราดกครึ้ม ใบหน้าหยาบกร้าน ที่ดวงตาของมันถูกปิดไว้ด้วยผ้าวงกลมข้างหนึ่ง เสี่ยวซาจดจำใบหน้านี้ได้อย่างแม่นยำเพราะมันคือหัวหน้าของเหล่าโจรภูเขา ผู้ที่ฆ่าล้างตระกูลตนนั่นเอง

                “ตัวบัดซบ หมดหนทางให้เจ้าหลบหนีแล้วฮ่าฮ่าฮ่า มาให้บิดาตัดเนื้อเลาะกระดูกให้หายคับแค้นใจซะดีๆ แต่เอ้ ดูท่าเจ้าจะมีบุตรอันประเสริฐเสียด้วยข้าเปลี่ยนใจไปตัดแขนตัดขามันเล่นเสียก่อน ค่อยหลงมือกับเจ้าก็ยังมิสาย ฮ่าฮ่าฮ่า”

                “เจ้าคนสามานย์ไปลงนรกซะ”

                กล่าวจบเสี่ยวซาพลันง้างหน้าไม้ยิงเข้าใส่หัวหน้าโจรภูเขาไปในทันทีแต่ทว่าหัวหน้าโจรภูเขาผู้นี้กลับเป็นผู้มีฝีมือมิต่ำต้อย ทั้งมันยังเป็นผู้ฝึกญาณคนหนึ่งจึงสามารถคว้ามือไปจับลูกดอกได้อย่างแม่นยำ ก่อนคนจะพุ่งร่างเข้าหาเสี่ยวซา ตวัดเตะใส่ใบหน้ามันคราหนึ่งจนโลหิตพุ่งออกจากปากเป็นหยาดหยด คนล้มคะมำนอนคว่ำอยู่บนพื้น เป็นหัวหน้าโจรภูเขาที่เงื้อฝ่าเท้าเหยียบลงไปที่แผ่นหลังของเสี่ยวซาคนก็หัวเราะอย่างสาสมใจ

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

                เซี่ยวเอ๋อวิ่งเข้าหาบิดาด้วยใบหน้าตื่นกลัวทั้งยังเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบเป็นทางยาว และคนยังหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก

                “ท่านพ่อ ปล่อยท่านพ่อข้าเดี๋ยวนี้นะ”

                เพี๊ยะ! “โอ๊ย” หัวหน้าโจรภูเขาตวัดหลังมือฟาดใส่เซี่ยวเอ๋อจนคนกระเด็นล้มกลิ้งไปไกลเสี่ยวซาที่ร่างอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมันกัดฟันตะโกนขึ้นมาอย่างรันทด

                “เซี่ยวเอ๋อ…..เจ้าคนสารเลว ลงมือได้แม้กระทั่ง…. อ่อออก”

                กล่าวยังมิทันจะจบ หัวหน้าโจรภูเขาก็ย่ำเท้ากระทืบใส่แผ่นหลังของมันอีกครั้ง

                “ฮ่าฮ่าฮ่า สาสม สาสมใจข้านักฮ่าฮ่าฮ่า”