‘เฉียวเฟิงเ้าได้เปิดผนึกเศษความทรงจำและความรู้สึกของท่านจ้าวหมื่นมารแล้ว’ มารน้อยรีบพูด เสียงของมันดังก้องในห้วงจิตของเฉียวเฟิง
ขณะที่ความเ็ปได้ถาเข้าใส่เฉียวเฟิง จนตัวมันทรุดกาย พานลี่และมารดาของตัวมันรีบเข้าประคองร่าง
โดยที่ตอนนี้จิติญญาของเฉียวเฟิงเข้าสู่โลกแห่งระบบ หรือห้วงจิตของตัวเองแล้ว
และแม้จะอยู่ในห้วงจิต เฉียวเฟิงก็ยังต้องทนรับกับความเ็ปทางความรู้สึกนี้
‘ความเ็ปนี้มันอะไรกัน’ เฉียวเฟิงพูดกับตัวเอง มือข้างหนึ่งกุมศีรษะ ไม่ช้าเ้ามารน้อยก็พูดต่อ มันเร่งอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เฉียวเฟิงรับรู้
‘ทุกปรารถนาของท่านจ้าวหมื่นมารมาจากคนสี่คน ตอนนี้เป็ไปได้ว่า เ้าอาจจะได้บังเอิญเจอหนึ่งในสี่คน ที่มีความสำคัญยิ่งกับจ้าวหมื่นมารที่นี่ หรือไม่คนคนนั้นก็อยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้ เฉียวเฟิงเ้าจำได้หรือไม่ เหตุการณ์นี้คล้ายๆ เช่นครั้งแรก ที่พบมารดาเมื่อแปดปีก่อน ส่วนความเ็ปที่เ้าได้รับ มันคือความรู้สึกของท่านจ้าวหมื่นมาร ที่มีต่อคนคนนั้นใน่เวลาหนึ่ง’ เ้ามารน้อยรีบพูดพลางทำหน้าวิเคราะห์ มันสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้จากเศษเสี้ยวความทรงจำและการตระหนักรู้อันพิเศษที่ได้รับ นับั้แ่วันแรกที่ถือกำเนิดเป็ระบบ
เฉียวเฟิงตอนนี้แม้จะอยู่ในห้วงมิติที่สร้างขึ้นในจิติญญาของตัวเอง แต่ความเ็ปนี้เป็ของจริง มันซึมลึกไปถึงแก่นดวงิญญา เป็ความทุกข์ โศกเศร้า ปรารถนา ความยึดมั่น และ…
"ความรัก"
ฝึบ…..
‘ที่นี้ที่ไหน’ เฉียวเฟิงมองดูโดยรอบ จากนั้นเห็นร่างสตรีนางหนึ่งนอนอยู่ที่พื้นสภาพเสื้อผ้าฉีกขาด ผิวพรรณนางกระจ่างตายิ่ง เฉียวเฟิงราวกับคุ้นเคยกับสตรีนางนี้เป็อย่างดี
ระหว่างเฉียวเฟิงมองไปที่นาง ซึ่งเป็ภาพที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ในถ้ำมืด
แสงสว่างค่อยๆ สาดส่องเข้ามาในถ้ำแห่งนี้ เฉียวเฟิงมองสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น เสียงหัวใจของเฉียวเฟิงเต้นแรงอย่างประหลาด มันค่อยๆ เดินไปใกล้ยังสตรีผู้นั้นอย่างช้าๆ
แสงสว่างในถ้ำก็ค่อยๆ สว่างมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเฉียวเฟิงคล้ายรู้สึกเย็นวาบ เหงื่อคล้ายซึมไหลทั่วร่างกาย ทั้งๆ ที่ ที่นี่ไม่น่าใช่โลกแห่งความจริง
หากแต่ความรู้สึกและััต่างๆ ของเฉียวเฟิงกับให้ความรู้สึกราวกับว่า มันอยู่ในโลกแห่งความนึกคิดและความทรงจำนี้จริงๆ
ขาของเฉียวเฟิงตอนนี้ไม่รู้ทำไม ตัวมันไม่กล้าก้าวต่อ มือสั่นจนไม่อาจจะหยุดได้ ทั้งๆ ที่ สตรีที่มัน้ารู้ว่านางคือใครอยู่ตรงหน้ามันไม่ถึงสิบก้าวแล้ว
ในหัวใจขอเฉียวเฟิงตอนนี้รู้สึกราวกับว่าหากเดินไปอีกก้าว คำตอบที่ได้นั้นจะทำให้ตัวมันเ็ปอย่างแสนสาหัส
และในระหว่างนั้นเอง ในขณะที่ขาของเฉียวเฟิงไม่อาจจะมีก้าวต่อไป มีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวพร้อมสายลมกระโชกแรง ตัวมันผู้นี้มีรูปร่างองอาจแต่ทั้งตัวมีแต่ผ้าพันแผล มันสวมหน้ากากเหล็กดำปิดบังใบหน้า พร้อมผ้าคลุมสวมทับปิดปังร่างกาย
มือเท้าของมันผู้นี้สั่นสะท้านเช่นเดียวกับเฉียวเฟิง แต่ละก้าวของมันราวกับหนักหมื่นชั่ง ก้าวแต่ละก้าวเวลาบุรุษผู้นี้เดิน ยากราวกับบนเศษดินหินตรงนี้ดังคมมีดที่บาดลึก แต่ไม่ใช่เนื้อหนังหากแต่เป็ ‘หัวใจ’ ภายใต้หน้ากากเหล็กดำอันมืดมิด ไม่อาจปกปิดซึ่งสายตาของบุรุษผู้นี้ ที่แฝงเอาไว้ด้วยความกังวลและความกลัวที่ลึกล้ำ ที่ทำให้ตัวบุรุษผู้นี้ยากที่จะก้าวขาต่อไปข้างหน้าได้
บุรุษสวมหน้ากากผู้นี้หยุดยืนตรงหน้าร่างของสตรีนางนั้น
ร่างจากมันฝืนเดินก้าวเชื่องช้าไปหานาง ร่างของมันสั่นไหวอ่อนแรง คล้ายไร้กำลังเหลือ ไร้จิติญญา ไร้จิตใจ มีแต่ความโศกเศร้าอันมากมาย มันคุกเข่าลง ทรุดกาย เสียงของบุรุษผู้นี้มันสั่นเครือและแ่เบา
“ท่…า.น..อ.า..จารย์..” น้ำตาของบุรุษหน้ากากเหล็กไหลริน โดยมันไม่อาจจะห้ามได้ แม้มันสุดแสนจะพยายามกลั้นฝืน แต่สุดท้ายก็กลั้นเอาไว้ไม่ไหว…
ตัวมันไม่ได้ชอบน้ำตา เพราะมันไม่ปรารถนาซึ่งความโศกเศร้า มือของมันพยายามที่จะแตะััใบหน้าของร่างสตรีที่นอนโทรม แต่ไม่รู้ทำไม มันกลับหยุดมือไม่กล้าัันาง
คล้ายมันรู้ตัวดี ว่าตัวมันนั้นแสนต่ำต้อยเพียงไร ไม่ช้ามันก็ถอนมือกลับช้าๆ
จากนั้นถอดผ้าคลุมสีดำของมัน คุมร่างกายของสตรีนางนั้น ก่อนจะกัดฟันอย่างโกรธแค้น พร้อมพูดหนึ่งประโยค ด้วยน้ำเสียงที่อาฆาตแค้นสุดหยั่ง
"!!!ไอ้เดรัจฉานปราชญ์กระบี่ ยาาาาาาาาาาาาก"
บุรุษหน้ากากเหล็กร่ำร้อง น้ำตาไหลอาบ
มันกรีดร้องพร้อมกำหมัดแน่นและค่อยๆ ก้าวถอยออกมาช้าๆ หน้ากากเหล็กแม้จะปิดบังใบหน้าได้ แต่ไม่สามารถจะปิดซ่อนความรู้สึกโศกเศร้า โกรธแค้น และอาฆาตสุดหยั่งผ่านดวงตาของมันได้
เฉียวเฟิงที่ยืนดูภาพทั้งหมดและรับรู้ความรู้สึกของบุรุษหน้ากากเหล็ก มันรู้ดีว่าความรู้สึกนี้ของบุรุษหน้ากากเหล็กคืออะไร
ภายใต้หน้าเหล็กอันน่ากลัวมีสายธารน้ำตาที่ไม่อาจจะบังคับให้มันหยุดไหลได้อยู่
“ข้ามองเห็นมันน้ำตาของเ้า… จ้าวหมื่นมาร”
และตอนนี้เฉียวเฟิงก็รับรู้แล้วว่าสตรีนางนี้คือใคร “เ้าคือ… สวีอี้เฟย…ยอดหญิงงามสตรีในใจตลอดกาลของจ้าวหมื่นมารใช่หรือไม่”
เฉียวเฟิงพูดพลางมองไปที่ร่างสตรีที่มีผ้าคลุมปิดกาย
แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมัน นี่ไม่ใช่โลกแห่งความจริง อาจจะเป็เพียงห้วงความฝัน หรือความทรงจำอันปวดร้าวของบุรุษผู้หนึ่ง
ตอนนี้เฉียวเฟิงตัวมันคล้ายไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเื่ราวที่พบเห็นนี้คืออะไร มันไม่อาจปะติดปะต่อเื่ราวได้
และตอนนี้ในหัวใจเฉียวเฟิง มันอยากรู้นัก ไอ้บุรุษชั่วคนใดที่ทำให้ร่างของนาง์ เช่นสวีอี้เฟยนาง์ต้องมาแปดเปื้อนคราบคาวหยาบช้าเช่นนี้
ไม่รู้ทำไมตอนนี้ความโกรธแค้นและอาฆาตปรากฏนั้น ได้ปรากฏในใจของเฉียวเฟิงโดยที่มันแทบไม่รู้สึกตัวเลย
ไม่ช้าภาพก็ตัดผ่าน เื่ราวตรงนี้คล้ายจบลง
จากนั้นห้วงมิติที่ราวกับความฝันนี้ก็คล้ายสั่นสะท้านทั่ว ราวกับโลกคลั่ง ไม่ช้าเศษซากแห่งความทรงจำของจ้าวหมื่นมารก็แตกออก
เื่ราวใหม่ปรากฏ
โดยในครั้งนี้ภาพฉายมาที่ยอดเขาสูงอันตระการตา
มีบุรุษสองคนที่อยู่บนนั้น หนึ่งยอดคนชุดขาวสง่างามดูสูงส่ง ลอยตัวพร้อมกระบี่บิน 4 เล่ม ส่องประกายล้ำค่า เพียงแค่เห็นก็รู้ว่ากระบี่นี้วิเศษแค่ไหน
ส่วนอีกหนึ่งบุรุษ นั่นคือบุรุษหน้ากากเหล็ก ผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้าเก่าขาด หากแต่ร่างกายองอาจนัก มันแบกกล่องั์ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองไว้ด้านหลัง แขนซ้ายขวาที่พันผ้าพันแผลต่างถือกล่องเหล็กขนาดยาวสาม่แขนไว้ทั้งสองข้าง
ดวงตาของบุรุษหน้ากากเหล็กเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และความโกรธแค้นของบุรุษหน้ากากเหล็กก็ส่งต่อมาถึงเฉียวเฟิง ดวงตามันแทบร้อนเป็ไฟ หัวใจของบุรุษหน้ากากเหล็กตอนนี้เ็ปเกินทนไหว เฉียวเฟิงรับรู้ได้ว่า ตอนนี้มีแต่การสังหารบุรุษตรงหน้านี้เท่านั้นที่จะทำให้ บุรุษหน้ากากเหล็กปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้ออกไปจากใจ…
เ็ปเหลือแสน เคืองแค้นสุดหยั่ง ตัวมันและไอ้บุรุษลอยฟ้าตรงหน้ามิอาจมีชีวิตร่วมโลกเดียวกัน