เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงเข้ามาในจวนแม่ทัพยามโพล้เพล้มาพร้อมกับความโกลาหลที่พัดกระหน่ำราวกับพายุฤดูร้อน แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดแสงสีส้มหม่นลงบนลานกว้าง เผยให้เห็นภาพที่ทำให้บ่าวไพร่ทั่วทั้งจวนต้องแตกตื่น แม่ทัพเฉินหยาง ผู้เกรียงไกรบัดนี้ถูกหามลงจากหลังม้าในสภาพที่ชุดเกราะสีเงินเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตและดินโคลน ใบหน้าคมเข้มที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ซีดเซียวและเต็มไปด้วยร่องรอยของการพ่ายแพ้ในบ้านของตนเอง
เม่ยเหลียน ยืนมองภาพนั้นจากระเบียงไม้ชั้นบนของเรือนเอก นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความรู้สึกที่แล่นพล่านอยู่ในอกช่างซับซ้อนและรุนแรง... มันคือความสะใจที่เข้มข้นราวกับสุราแรงรสเลิศ ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัวที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นางมองดูสามีที่เคยเหยียบย่ำหัวใจของนางนอนหมดสติอยู่บนเปลหาม ความโอหังของเขาถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของ "ชู้รัก" ที่เขามองว่าเป็เพียงพรานป่าต่ำต้อย
"ท่านแม่ทัพ! ท่านพี่เฉินหยาง!" เสียงหวีดร้องของ อนุชิง ดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่วิ่งเข้าไปเกาะขอบเปลหามอย่างขวัญเสีย นางร้องไห้ฟูมฟายราวกับโลกจะถล่มทลายลงตรงหน้า
เม่ยเหลียนเหยียดยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก นางปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งสงบเยี่ยงฮูหยินเอกผู้ทรงเกียรติ ก่อนจะก้าวเดินลงบันไดไม้จันทน์ทีละขั้นอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวของนางดูสง่างามทว่าแฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่สั่นประสาทผู้ที่พบเห็น "ถอยไปอนุชิง! ยิ่งเ้ากรีดร้องเช่นนี้ ท่านพี่จะยิ่งอาการทรุดหนัก บ่าวรับใช้! รีบหามท่านแม่ทัพเข้าไปในห้องตำรา และตามหมอหลวงมาให้เร็วที่สุด!"
คำสั่งที่เฉียบขาดของเม่ยเหลียนทำให้ความวุ่นวายเริ่มสงบลง นางเดินเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้สติของสามี กลิ่นคาวเืคละคลุ้งปะทะจมูก แต่นางกลับไม่รู้สึกรังเกียจ ทว่าความรู้สึกหนึ่งกลับผุดขึ้นมาในใจ... ความสะใจที่ได้เห็นพยัคฆ์ร้ายถูกถอนเขี้ยวเล็บด้วยฝีมือของชายที่นางมอบ "กายา" ให้ยามรัตติกาล
ภายในห้องตำราที่เต็มไปด้วยตำราพิชัยา แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างให้เห็นแผลฉกรรจ์ที่ต้นขาของเฉินหยาง รอยแผลที่เกิดจากกับดักนายพรานช่างดูน่าเวทนาสำหรับแม่ทัพที่ผ่านศึกเหนือใต้มานับครั้งไม่ถ้วน เม่ยเหลียนนั่งลงข้างเตียงไม้ พลางรับอ่างน้ำและผ้าขาวจากสาวใช้มาถือไว้เอง นางเริ่มปลดชุดเกราะและอาภรณ์ของเขาออกอย่างช้าๆ
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของนางััลงบนผิวพรรณที่เย็นเฉียบและชื้นเหงื่อของเฉินหยาง นางกลับอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับััของ อาซาน... ััของสามีช่างแข็งกระด้างและไร้ชีวิตชีวา ผิดกับอ้อมกอดที่รุ่มร้อนดุจเปลวเพลิงของพรานหนุ่มที่ทำให้นางรู้สึกซ่านสยิวไปถึงขั้วหัวใจ ความรู้สึกเริ่มกัดกินมโนธรรมของนางทีละน้อย เมื่อนางเช็ดเืออกจากร่างกายของสามี แต่ในหัวกลับจินตนาการถึงหยาดเหงื่อที่อาซานพรมลงบนแผ่นหลังของนางในกระท่อมกลางป่า
"เ้า... เม่ยเหลียน..." เสียงแหบพร่าของเฉินหยางดังขึ้นเบาๆ เขาพยายามจะลืมตาขึ้นมองภรรยาเอกที่กำลังปรนนิบัติอยู่
"ท่านพี่ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยเ้าค่ะ ท่านเสียเืไปมาก" เม่ยเหลียนตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอย่างเสแสร้ง นางซับน้ำอุ่นลงบนอกแกร่งของเขาอย่างแ่เบา ทว่าแววตาของนางกลับจ้องมองเขาด้วยความว่างเปล่า
"พรานป่าผู้นั้น... มันไม่ใช่คนธรรมดา..." เฉินหยางพึมพำด้วยความแค้น "มันวางกับดักราวกับเป็นักรบที่เชี่ยวชาญ... ข้าจะ... ข้าจะฆ่ามัน..."
เม่ยเหลียนชะงักมือเล็กน้อย นางรู้สึกได้ถึงความร้อนแรงของ "รสสวาท" ที่อาซานทิ้งไว้ในจิติญญาของนาง มันทำให้ใจนางสั่นระรัวด้วยความกังวลว่าความลับนี้อาจจะถูกเปิดเผย แต่ในขณะเดียวกัน ความฉลาดของนางก็ทำให้นางรู้ว่าต้องรีบดำเนินการขั้นต่อไป นางก้มลงกระซิบชิดใบหูของสามีที่กำลังสะลึมสะลือ "ท่านพี่พักผ่อนเถิดเ้าค่ะ เื่พรานป่าผู้นั้น... ข้าจะจัดการให้ท่านเอง"
คำพูดของนางแฝงไปด้วยความหมายซ่อนเร้นที่เฉินหยางไม่มีวันเข้าใจ นางไม่ได้หมายถึงการจัดการฆ่าทิ้ง แต่หมายถึงการ "ปกป้อง" ชายที่เป็เ้าของหัวใจและร่างกายของนางอย่างแท้จริง
เมื่อเฉินหยางหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย เม่ยเหลียนก็เดินออกจากห้องตำรา นางพบกับอนุชิงที่ยืนรออยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าสงสัย "ท่านพี่เม่ยเหลียน... ท่านคุยอะไรกับท่านพี่เฉินหยางหรือเ้าคะ? และเหตุใดแววตาของท่านถึงดูมีความสุขนักในยามที่สามีาเ็เช่นนี้?"
เม่ยเหลียนเดินเข้าหาอนุชิงอย่างคุกคาม นางจ้องลึกลงไปในดวงตาของอนุคนโปรดด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก "ความสุขของข้าคือการได้เห็นความจริงปรากฏอนุชิง... ความจริงที่ว่าอำนาจที่ท่านพี่ถือครองอยู่นั้นมันช่างเปราะบางนัก และเ้า... ที่เคยคิดว่าจะครองหัวใจเขาได้ตลอดไป ก็ควรเตรียมตัวรับพายุที่กำลังจะมาถึงไว้ให้ดี"
นางเดินเลี่ยงออกมา มุ่งหน้าไปยังสวนหลังจวนที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดของรัตติกาล เม่ยเหลียนหยิบจี้หยกเรียบๆ ของอาซานออกมาลูบไล้ ความเย็นของหยกช่วยเตือนสติให้นางรู้ว่าต้องรีบส่งสัญญาณให้อาซานรู้ว่าเฉินหยางพ่ายแพ้และกำลังคลั่งแค้น
นางเดินไปที่ริมสระบัวที่เงียบสงบ แสร้งทำเป็นั่งลงชมจันทร์ ทว่ามือขวากลับหยิบกระจกบานเล็กออกมาสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันสลับไปมาทางทิศของป่าท้ายจวน... สัญญาณลับที่มีเพียงนางและอาซานเท่านั้นที่เข้าใจ
ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่แผวเบาราวกับลมพัดผ่านก็ดังขึ้นข้างหูนาง "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องส่งสัญญาณมา... ยอดรักของข้า"
เม่ยเหลียนสะดุ้งสุดตัว นางหันกลับไปพบกับเงาร่างกำยำที่คุ้นเคย อาซาน ลอบเข้ามาในจวนได้อย่างไร้ร่องรอย เขาในชุดดำสนิทดูเคร่งขรึมและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม เขาเดินเข้ามาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง ััที่หยาบกร้านแต่เร่าร้อนของเขาพาดผ่านรอบเอวบาง สร้างความรู้สึกซ่านสยิวจนนางแทบจะยืนไม่อยู่
"ท่านบ้าไปแล้วหรืออาซาน! ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมา และทหารก็ยังคงตรวจตราอยู่ทั่วจวน!" เม่ยเหลียนกระซิบด้วยความหวาดกลัวที่ผสมปนเปไปกับความรัญจวน
"ความเสี่ยงคือรสชาติที่ทำให้ 'รสสวาท' ของเราหอมหวานขึ้นมิใช่หรือ?" อาซานตอบพลางซุกไซ้จมูกโด่งคมลงบนซอกคอระหงของนาง เขาขบเม้มติ่งหูของนางเบาๆ จนเม่ยเหลียนเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว "ข้าเพียงอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าผีเสื้อของข้ายังปลอดภัยดีอยู่ในกรงทองแห่งนี้... หรือว่าเ้าเริ่มใจอ่อนให้สามีที่าเ็ผู้นั้นแล้ว?"
"ข้าไม่มีวันใจอ่อนให้ชายที่เห็นข้าเป็เพียงเครื่องมือ..." เม่ยเหลียนหันกลับมาประจันหน้ากับเขา นางมองดูใบหน้าคมเข้มของชู้รักที่เต็มไปด้วยความดุดันและเสน่ห์ที่ลึกลับ "แต่ท่านต้องระวัง เฉินหยางแค้นท่านมาก เขาจะกลับมาล่าท่านทันทีที่อาการดีขึ้น"
"ให้เขามาเถิด... เพราะในคืนนี้ ข้าจะเป็ฝ่าย 'ล่า' ความปรารถนาของเ้าแทน" อาซานรวบร่างบางเข้าไปในเงาของศาลาริมน้ำที่มืดมิด เขาบดจูบนางอย่างรุนแรงและโหยหา เป็จุมพิตที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและการที่เหนือกว่ากฎศีลธรรมใดๆ
เม่ยเหลียนตอบสนองเขาด้วยแรงอารมณ์ที่เท่าเทียมกัน นางหลับตาลงพรางปล่อยให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมอดไหม้ไปในเพลิงกามที่อาซานจุดขึ้นอีกครั้ง ภายในจวนที่สามีกำลังาเ็ปางตาย ฮูหยินเอกกลับกำลังเริงรักอยู่กับชู้รักในเงามืด... ความซับซ้อนของอารมณ์ (Erotic x Emotion) นี้เองที่เป็เครื่องยืนยันว่านางได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งศีลธรรมไปแล้วอย่างสมบูรณ์
จังหวะรักที่สอดประสานกันท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ช่างเป็ท่วงทำนองที่แสนสั้นทว่าตราตรึง อาซานมอบบทเรียนแห่งความสยิวซ่านที่ละเมียดละไมสลับกับความดิบเถื่อนให้นางจนร่างบางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนเขา ทุกััของเขาคือการประกาศชัยชนะเหนือเฉินหยางอย่างแท้จริง
ก่อนที่อาซานจะลอบจากไป เขาได้ทิ้งประโยคหนึ่งที่ทำให้นางต้องนิ่งอึ้ง "เม่ยเหลียน... อีกไม่นาน ข้าจะไม่ได้มารับเ้าเพียงชั่วรัตติกาล แต่ข้าจะพาสตรีของข้าออกไปจากกรงขังนี้ตลอดกาล เตรียมตัวไว้ให้ดี"
เขาสลายไปในความมืดราวกับเป็เพียงภาพฝัน เม่ยเหลียนยืนนิ่งอยู่ริมสระบัว กายานางยังคงสั่นสะท้านด้วยความรัญจวนซ่านสยิวที่ค้างคา นางจัดแจงอาภรณ์ให้เข้าที่แล้วก้าวเดินกลับสู่เรือนเอกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยแผนการที่เหนือชั้นกว่าเดิม
รัตติกาลในจวนแม่ทัพบัดนี้ไม่ได้มีเพียงกลิ่นคาวเืของความพ่ายแพ้ แต่ยังมีกลิ่นอายของรสสวาทต้องห้ามที่กำลังจะกลายเป็ชนวนเหตุของเหตุการณ์ที่ะเืเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดิน เม่ยเหลียนรู้ดีว่าศึกครั้งนี้... นางไม่ได้เพียงสู้เพื่อความรัก แต่สู้เพื่อ "ชีวิตใหม่" ที่นางเลือกเอง