หลังจากซื้อของในร้านสะดวกซื้อเสร็จ รติชาจึงค่อยๆ ก้าวฝีเท้าเรื่อยเฉื่อยไปตามถนนทางเดินสาธารณะ ที่บริเวณข้างๆ นั้นเป็บึงบัว ผิดกับอีกฟากของถนนซึ่งมีบรรดารถมากมายขับสวนทางกันไปมา
สายลมเย็นที่พัดผ่านพลอยทำให้จิตใจหญิงสาวพลันผ่อนคลาย พลางมองสิ่งที่อยู่รอบกายรวมถึงเสียงครึกครื้นของบรรดาคนที่พากันมาออกกำลังกายเพื่อเป็การเปลี่ยนบรรยากาศหลังจากที่ต้องนั่งอุดอู้ทำงานอยู่แต่ในห้องมาทั้งวัน
ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่นั้นจู่ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของหญิงสาวก็ได้สั่นเตือนขึ้น รติชาล้วงโทรศัพท์ออกมาอ่านชื่อของสายเรียกเข้า ก่อนจะรีบกดตอบรับสายนั้นทันควัน
"ฮัลโหลค่ะแม่"
"อยู่ไหนลูก กินข้าวรึยัง"
"ลงมาซื้อบะหมี่ค่ะ กำลังจะกลับห้องแล้ว ...แม่กินรึยังอ่ะ"
"แม่กินแล้วจ้ะ ว่าแต่เราเถอะกินแต่บะหมี่แบบนี้จะเอาสารอาหารที่ไหนไปเลี้ยงสมอง"
ผู้เป็มารดาเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโทรมาแล้วได้ยินคำตอบเดิมๆ ซ้ำๆ แบบนี้
"แค่บางครั้งค่ะแม่วันนี้รีบ แหะๆ"
หญิงสาวทำได้เพียงส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ ไปตามสายอย่างหมดหนทางจะอธิบาย นี่เป็เวลาปกติที่แม่ของเธอจะโทรมาไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบเป็ประจำ
"รติชา รู้ใช่ไหมว่าลูกลืมอะไร"
"ลืมอะไรหรอคะ"
อึ๊ย เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงแบบนี้ทำไมทำเอาเธอรู้สึกเสียวสันหลังชอบกลนะ
"ไหนเราบอกจะกลับมาเยี่ยมแม่ไงลูก นี่ก็จะถึงงานแต่งพี่ชายเราแล้วนะ ไหนจะต้องตัดชุดอีก นี่ยังไม่รวม..."
เสียงเจื้อยแจ้วแฝงด้วยคำตำหนิของหญิงวัยกลางคน ที่ลอดผ่านปลายสายมาแบบไม่ขาด่ ส่งผลให้คนฟังถึงกับต้องเอาโทรศัพท์ที่จ่ออยู่ข้างหู ถอยห่างออกอย่างไวตามสันชาตญาณ
"โธ่แม่ล่ะก็ ่นี้หนูงานยุ่งมากๆ เลย เดี๋ยวพอเคลียร์งานเสร็จนะ จะกลับไปนอนกอดให้แม่บ่นจนคอแห้งไปเลยดีป่ะ"
หญิงสาวกล่าวพลางทำหน้าทะเล้นกอปรกับหัวเราะคิกคักหยอกล้อผู้เป็มารดา แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ปลายสายทวีความอารมณ์เสียมากขึ้น
เธอรู้ว่าสิ่งที่ทำให้ผู้เป็มารดาอารมณ์เสียเป็เพราะอยากเจอหน้าเธอ ั้แ่เรียนจบเริ่มทำงาน เธอแทบจะไม่มีเวลากลับบ้านเลย มากสุดก็ประมาณสองเดือนจะไปเยี่ยมครั้งนึง และทุกครั้งที่เธอไปก็จะซื้อของไปฝากผู้เป็บุพการีตลอด
ใครจะไปคิดล่ะว่า ยิ่งเธอซื้อไปบ่อยเท่าไหร่ เธอกลับยิ่งโดนอีกฝ่ายบ่นเป็สิบเท่าแบบไม่มีเว้นวรรค หาว่าเธอใช้เงินเก่งบ้างล่ะไม่รู้จักอดออมบ้างล่ะ แต่เธอก็รู้ว่าที่ตนถูกบ่นเพราะพ่อกับแม่รวมถึงพี่ชาย้าให้เธอเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็จริงๆ
มันยิ่งทำให้เธออบอุ่นใจ รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาพบกับครอบครัวที่แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากและบางครั้งจะไม่มีเวลาให้กันบ้าง แต่พวกเราทุกคนก็ใส่ใจกันเสมอ
"เดี๋ยวเถอะนะเรา ยังจะกล้ามายอกย้อนแม่อีก! ชอบเอาแต่เล่นแบบนี้ไงถึงไม่รีบหาลูกเขยมาให้แม่สักที"
"หูย ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลยแม่อ่ะ ชอบโยงมาเื่นี้อีกละ"
พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้ผู้เป็ลูกรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา จากปากที่ยกยิ้มในตอนแรกก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ยู่ย่นอย่างชัดเจน
ทำไมต้องอยากให้เธอมีแฟนกัน!
"เอ้า! เกี่ยวสิถ้าเราไม่มีสามี แล้วเมื่อไหร่แม่กับพ่อจะได้อุ้มหลานล่ะ พี่ชายลูกก็บ่นๆ อยู่นะ ว่าจะได้มีลูกไว้เล่นด้วยกัน"
"..."
"พี่เราก็จะแต่งงานแล้วนะ ลูกควรไปหาแฟนมาเปิดตัวให้แม่ได้แล้ว ยัยป้าสรข้างบ้านจะได้เลิกมาอวดลูกเขยกับแม่สักที"
ทันทีที่ได้ยินคำพูดที่น่าตื่นเต้นแบบนั้นทำเอารติชาได้แต่ถอนหายใจแล้วยกมือบีบขมับตัวเอง
รติชาทำงานอาชีพเป็ฟรีแลนซ์ ตอนนี้ก็อายุยี่สิบแปดปีแล้ว อายุห่างจากพี่ชายของเธอสองปี แต่แม้จะห่างกันไม่มากแต่สำหรับทุกคนรติชายังคงเป็เด็กน้อยเสมอ หญิงสาวแว่นหนาเตอะที่ใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าที่ควรจะเป็
นานๆ ทีเธอจะคุยกับคนในบริเวณห้องพักเพียงเวลาเอาขยะไปทิ้งเท่านั้น แม้เ้าตัวจะมีเพื่อนอยู่บ้างแต่เธอเป็คนที่ไม่ค่อยออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงมากนัก วันๆ เอาแต่ปั่นงานที่ได้รับมาตัวเป็เกลียว เพื่อจะส่งให้ทันตามที่กำหนดนัดหมายไว้กับลูกค้า และนั่นก็เป็สาเหตุหนึ่งทำให้ผู้หญิงอย่างเธอไม่ค่อยดูแลตัวเอง ทั้งเื่ร่างกายและเื่อาหารการกิน
รติชาจัดว่าเป็สาวที่รูปร่างดีทีเดียว หน้าตาก็ไม่ขี้หลิวขี้เหร่ออกไปทางน่ารักมากกว่าสวยคม มีดวงตาที่กลมโต มีแก้มนิดๆ และด้วยความตัวเล็กจึงทำให้หญิงสาวดูไม่แก่แม้จะไม่ค่อยได้ผักผ่อนก็ตาม
เธอรับงานแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็พี่เลี้ยงเด็ก ครูติวเตอร์ ออกแบบวาดรูป แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือการทำงานนั่งโต๊ะ จะให้ไปปั้นหน้ายิ้มกับคนในที่ทำงานทุกวันคงไม่ไหว จึงเลือกมาทำงานฟรีแลนซ์แทน ถึงคนอื่นจะบอกว่าเป็งานที่ไม่มั่นคง แต่รติชาก็ไม่ได้เถียงแต่บางครั้งผลตอบแทนที่เธอได้มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
การทำงานแบบรัดตัวส่งผลให้หญิงสาวไม่มีเวลาแม้แต่ที่จะนั่งเหงาโหยหาแฟนเลยสักนิด เธอคิดเสมอว่าแค่งานเธอก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว เมื่อคิดได้แบบนั้นทำไมเธอจะต้องไปหาเอาภาระมาเพิ่มให้วุ่นวายจนชีวิตประจำวันของตัวเองบกพร่องกันล่ะ
"แล้วพ่อหนุ่มหน้าใสข้างๆ ห้องเราล่ะ ตอนแม่ไปเยี่ยม แม่เห็นนะที่พวกลูกคุยกันน่ะ"
"แม่...อิภพมันเป็เก้ง! บอกกี่รอบแล้ว ทำไมไม่เชื่อกันเลย"
ภพเป็หนุ่มนายแบบรุ่นน้องหุ่นเซี๊ยะที่เข้ามาอาศัยอยู่ทีหลัง พวกเรารู้จักกันเพราะเอาขยะไปทิ้งพอดี หลังจากนั้นชายหนุ่มก็จะคอยแวะเวียนมาเล่น มานั่งดูหนังกับเธอเสมอ จนทำให้หญิงสาวได้รู้ความลับที่ไม่มีใครรู้
ว่านายแบบหนุ่มที่สาวๆ ต่างพากันกรี๊ดกร๊าดแท้จริงแล้วเป็ชายหัวใจสาวโดยแท้ จนทำให้เธอรู้สึกว่ามีน้องสาวเพิ่มมาอีกคนโดยไม่รู้ตัว
"คุณพระ! หล่อตี๋ นิสัยก็ดี หุ่นก็ดี แม่นึกว่าจะมีลูกเขยซะแล้ว น่าเสียดาย"
"หึหึ ถ้าหนูแต่งกับมันมีหวังฟ้าผ่าตายพอดี"
"เฮ้อ"
เสียงสิ้นหวังของปลายสาย ทำเอาคนฟังถูกใจถึงกับขำพรืดออกมาเป็การใหญ่
"ถึงหนูไม่มีลูกเขยไปให้ แต่ถ้าอยากได้หลานล่ะก็ได้นะ สมัยนี้เค้ามีทำกิฟต์กันแล้ว จะเอาแบบลูกครึ่ง หรือโอปป้าก็ได้ ฮ่าๆๆ"
คำพูดของลูกสาวผู้เป็ที่รักทำเอาคนที่อยู่ปลายสายถึงกับหนักใจในสิ่งที่ได้ยิน
"ลูกรักฟังแม่นะ หนูจะปิดกั้นคนที่เข้ามาในชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ชีวิตคนเรามันสั้นนะลูก กว่าเราจะรู้ตัวว่าควรจะทำให้มันเกิดขึ้น ความสุขนั้นก็ได้หายไปจนไม่สามารถไคว่คว้ากลับมาได้อีกแล้ว ลูกจะเอาความคิดตอนไปอยู่กับป้าของลูกมาใช้แบบนี้ไม่ได้"
"..."
คำพูดนั้นทำให้รติชาที่กำลังก้าวฝีเท้าอยู่พลันชะงัก ถึงเธอจะอายุยี่สิบแปดปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เคยผ่านการมีแฟนมาก่อน เหตุผลเพราะตอนเด็กแม่และพ่อของเธอต้องไปทำงานหาเงินยุ่งมาก จนมักจะกลับดึกเสมอ ส่วนพี่ก็ถูกส่งไปเรียนโรงเรียนชายล้วนกับลูกพี่ลูกน้องั้แ่ม.ต้น
ส่งผลให้หญิงสาวต้องอยู่กับญาติซึ่งก็คือพี่สาวของแม่ ป้าของเธอเป็สาวแกร่งหย่ากับสามีและเลี้ยงลูกเอง เพราะสามีแอบไปคบเด็กในที่ทำงาน แล้วเกิดเลยเถิดจนป้าจับได้ เื่ที่เกิดขึ้นทำให้ป้าไม่เปิดใจให้ใครอีกเลย
ป้าของรติชาทำอาชีพทนายความ คอยรับปรึกษาปัญหาพวกคดีเกี่ยวกับการหย่าร้าง ผู้หญิงประเภทสามีนอกใจไปมีชู้
รติชาที่พอเลิกเรียนหรือแม้กระทั่ง่วันหยุด ก็จะรับหน้าที่เป็ผู้ช่วยเอาน้ำมาเสริฟให้ลูกความของป้า อีกทั้งมักจะอยู่ฟังรวมไปถึงดูสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากครอบครัวของลูกความด้วยตลอด ไม่ว่าจะเป็การทะเลาะ ร้องไห้ หรือตบตี
หญิงสาวเข้าใจดีว่าปัญหาต่างๆ มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว ถึงแม้ว่าป้าจะคอยสอนและแนะนำสิ่งที่ถูกต้องเสมอเวลามีลูกความมา แต่เธอก็อดเก็บเอาสิ่งเ่าั้มาคิดไม่ได้
ขนาดตอนรติชาเด็กๆ แม่ค่อนข้างยุ่งอยู่กับการทำงานไม่มีเวลาดูแลพ่อ จนถึงขั้นพ่อแอบไปมีกิ๊ก แต่ดีที่แม่ฉลาดจับได้ก่อน กอปรกับพ่อเป็คนที่เดาออกง่ายเวลาทำผิดกับแม่ เื่เลยไม่ถึงขั้นบานปลายหรือเลยเถิดมากนักเหมือนคู่ของป้า นี่ขนาดพ่อที่รักแม่มากยังเคยเกือบทำตัวเหลวไหลออกนอกลู่นอกทาง นับประสาอะไรกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ที่จะผ่านเข้าในชีวิต เธอจะไว้ใจคนคนนั้นได้ยังไง
รติชาได้แต่ลอบถอนหายใจก่อนจะตอบปลายสายกลับไปด้วยน้ำเสียงคึกคัก
"โห่ ชีวิตคนเรามันไม่สั้นขนาดนั้นหรอกน่าแม่ แม่ดูละครดราม่าเยอะไปใช่ไหมเนี่ย หนูอายุเพิ่งจะเท่าไหร่เอง อีกอย่างหนูทำประกันไว้แล้วแม่ไม่ต้องห่วงนะ"
"รติชาอย่าเอาความตายมาล้อเล่น แม่ไม่ชอบ!"
เฮือก!
เสียงเข้มขึ้นของปลายสายทำเอารติชาถึงกับหน้าเสียอยู่ครู่นึง รู้สึกว่าตัวเองนั้นเผลอเล่นเยอะเกินไป
"ขอโทษค่ะแม่ หนูจะไม่พูดอีกแล้ว"
รติชาพูดพลางยกมือที่ถือถุงหิ้วตบปากตัวเองเบาๆ ลืมไปว่าแม่ของเธอเป็คนที่เดินทางสายขาวมาก มีงานบุญจัดที่วัดไม่ได้ต้องคอยไปรวมด้วยช่วยกันตลอด เลยติดคำพูดที่เหมือนจะเป็เทศนาเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่มีค่ามากแค่ไหนมาบอกเธอบ่อยๆ
"เข้าใจก็ดี แล้วก็อย่าทำงานจนดึกดื่นนะลูก พอถึงงานแต่งพี่เราจะมาโวยวายว่าตากล้องถ่ายรูปออกมาขี้เหร่ไม่ได้นะ"
ถึงจะรู้สึกเคืองที่ลูกของตนพูดไม่รู้จักกาละเทศะ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเล่นมุกตบท้ายประโยค เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเศร้ากับสิ่งที่เธอพึ่งกล่าวไป
ซึ่งมันก็ได้ผลชะงัด สิ้นเสียงคำพูดประโยคสุดท้ายทำเอาคนที่ยืนทำหน้าง่อยไม่ไหวติ่งอยู่ ก็เริ่มยกยิ้กมาอีกครั้ง
"แหม ก็ที่หนูทำงานหนักขนาดนี้ เพราะจะเก็บเงินซื้อของขวัญให้ที่บ้านไงคะ หนูให้ร้านส่งของไปให้แล้วด้วย รับรองถ้าพวกแม่เห็นจะต้องร้อง ว๊าว! ชัวร์"
รติชาพูดเน้นเสียงที่ประโยคสุดท้ายเพื่อให้ฟังดูน่าสนใจและตื่นเต้น
"ไม่เห็นต้องลำบากเลยลูกเอ๊ย จำที่แม่บอกไม่ได้หรอ เก็บ.."
"เก็บเงินไว้ใช้ในยามจำเป็!"
กว่าผู้เป็มารดาจะได้เอ่ยสอนจบ ผู้เป็ลูกสาวก็ได้พูดขัดขึ้นมาก่อนเสียแล้วคล้ายกับรู้ทันอีกฝ่าย
"หนูรู้ค่ะแม่ เอาเป็ว่าไว้เจอกันที่งานนะคะ คิดถึงแม่น๊า ม๊วะ! ฝากหอมพ่อแบบเน้นๆ ให้ด้วยนะคะ คิกๆ เจอกันค่ะ"
ก่อนจะวางสายรติชาไม่วายเอ่ยคำพูดหยอกล้อผู้เป็มารดา จนทำให้ปลายสายที่ฟังถึงกับส่ายหน้าและหัวเราะเบาๆ เพราะความแสบของลูกสาว
อิอิ อยากให้ลูกมีแฟนดีนัก เจอประโยคฝากหอมแบบนี้ไปเป็ยังไงล่ะคะ คุณจันทิรา
รติชายกยิ้มในใจพรางยัดโทรศัพท์ใส่ลงในกระเป๋ากางเกงตามเดิม ก่อนจะเริ่มเดินอีกครั้ง
ระหว่างทางเธอก็คิดถึงของขวัญที่ส่งไปให้ทางบ้านล่วงหน้า ซึ่งมันคือโทรทัศน์สามมิติ หญิงสาวคิดว่าน่าจะดีถ้าคนในบ้านได้คลายเครียดด้วยสิ่งที่คล้ายๆ กับโลกในจินตนาการ ถึงแม้ว่าจะจับต้องไม่ได้ก็ตาม
หญิงสาวคิดว่าถ้ากลับไปเธอจะเอาหนังที่มีสัตว์ประหลาดติดไม้ติดมือไปด้วย รับรองที่บ้านจากเงียบๆ คงได้คึกคักมากมายแน่ๆ หึหึ
บึ๊มมม!!!
ขณะที่รติชากำลังเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์เบาๆ อยู่นั้น จู่ๆ ประสาทหูของเธอก็ััได้ถึงเสียงบางอย่างที่ดังสนั่นกึกก้อง จนทำให้เ้าตัวสะดุ้งตัวโหยงจนปล่อยถุงที่ถืออยู่หลุดมือทันทีอย่างลืมตัว
เฮื๊อกก!! กะ เกิดอะไรขึ้นน่ะ!?
เอี๊ยดดดดดด~
เสียงล้อรถเสียดสีบนถนนลาดยางส่งผลให้ บนถนนมีกลิ่นเหม็นของยางรถและควันรถลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
'กรี๊ดดดดด~'
'เห้ยยย หลบเร็วรถยางะเิคนขับคุมไม่ได้แล้ว!'
เสียงกรี๊ดร้องผู้คนพากันใรีบวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก
รถกระบะที่ขับมาด้วยความเร็วแต่เกิดยางะเิกระทันหัน จนทำให้เสียหลักบิดไปเบือนมาอยู่บนถนน ทุกอย่างเกิดขึ้นไว้มาก รติชาที่พอตั้งสติได้ก็รีบย้ายร่างของตนออกไปจากพื้นที่ตรงนั้นทันที
แต่แล้วก็เหมือน์กลั่นแกล้ง เมื่อหญิงสาววิ่งได้ไม่กี่ก้าว ทั้งที่คิดว่ารถคันนั้นไม่น่าจะมาในทิศทางที่เธออยู่ แต่ชั่วพริบตาเดียวรถกระบะกลับย้ายเป้าหมายมาทางเธอ ราวกับสัตว์ร้ายที่พุ่งตรงมาขย่ำเหยื่อ จนหญิงสาวไม่อาจหลีกหนีได้ทัน!
โครมมม!!!
'เฮ้ยยย! คนโดนชนๆๆ กรี๊ดดด!!'
ร่างเล็กลอยขึ้นเหนือกลางอากาศราวกับขนเป็ด ตอนนี้สติของรชิตาเลือนหายไปกว่าครึ่ง ตัวเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น รับรู้เพียงความเจ็บร้าวกำลังแผ่ซ่านเข้าไปถึงข้างในแกนกระดูก ราวกับร่างกายกำลังจะแตกเป็เสี่ยงๆ
ตู้มมม!!
เสียงร่างบางกระแทกลงไปสู่ผืนน้ำ ก่อนที่สายน้ำจะค่อยๆ กลืนร่างหญิงสาวจมหายลงไปทีละนิดๆ จากน้ำที่เคยใสบัดนี้ได้ถูกย้อมไปด้วยสีเืแดงสดของหญิงสาว
ขณะที่สติกำลังจะดับลง เธอไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้เลย เธอหวนคิดถึงคำที่ผู้เป็มารดาพูดเอาไว้
เธอภาวนาขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพียงแค่ความฝัน ที่เมื่อตื่นขึ้นจะได้เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของทุกคนในครอบครัวมายืนรอตัวเองอยู่ที่หน้าบ้าน
'แม่คะ ความสุขนี้หนูไม่อาจคว้ามันไว้ได้อีกแล้ว'
น้ำที่โอบรอบร่างเล็กเย็นะเืแค่ไหนหญิงสาวไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้ว เปลือกตาของหญิงสาวค่อยๆ ปิดลงช้าๆ เหลือเพียงร่างที่ไร้ิญญาที่ตอนนี้ค่อยๆ จมดิ่งลงไปในก้นบึงที่เงียบสะงัด