แสงแดดยามเช้าอาบลงทั่วท้องทุ่งกว้างตอนที่สเตซี่เดินออกมาจากประตูกระท่อมเพื่อชมความงามยามที่แสงสีทองอาบท้องทุ่งนั้น ในยามนี้ทั่วทั้งหุบเขาอึงอลด้วยเสียงขับขันของนกไพรที่อึงอลขึ้นรับวันใหม่ สายน้ำในลำธารเปลี่ยนเป็สีเงินยวงยามต้องแสงดวงอาทิตย์ยามนี้
หญิงสาวสูดหายใจลึกรับเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไว้เต็มปอด ก่อนจะดีดนิ้วสั่งเ้าเชฟเฟิร์ดให้ออกเวรตามเมื่อเธอเดินตรงไปยังคอกม้า
เวลาได้ผ่านไปสองวันแล้วนับแต่ที่เธอเดินทางเข้ามาพักอยู่ที่กระท่อมหลังนี้ วันแรกนั้นหมดไปกับการจัดเสื้อผ้าข้าวของที่ติดตัวมาให้เข้าที่เข้าทาง นอกจากนั้นก็ยังต้องล้างรถ ซึ่งก็ทั้งรถเทลเลอร์ที่บรรทุกม้ามากับรถสปอร์ตที่อาบฝุ่นไว้เต็มที่ ภายหลังจากเดินทางผ่านถนนดินลูกรังมาเป็ระยะทางยาวไกล เมื่อจัดการเื่รถและอื่น ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังต้องพาเ้าม้าหนุ่มตัวนั้นออกวิ่งเพื่อให้มันคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอีกด้วย
ในวันที่สองนั้น เธอได้ออกสำรวจเทือกเขาทางภาคตะวันออก แทบจะไม่ได้กลับมาบ้านทั้งวันเลยด้วยซ้ำทัศนียภาพของภูมิประเทศแถบนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเธออย่างเหลือล้น มันทำให้เธอออกจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและค่ำมืดลงอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากทำอาหารง่าย ๆ ขึ้นกินเองแล้ว สเตซี่ก็ไปให้อาหารหมากับสุนัข และอยู่ตรงระเบียงนั่นจนแสงแห่งยามทิวาวัลย์ลาลับ
มันเป็่เวลาแห่งความสุขสงบอย่างที่สุด เป็ครั้งแรกในเวลาหลายสัปดาห์ที่สเตซี่มีความรู้สึกว่าตนเองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ได้อยู่ในแวดล้อมของธรรมชาติที่บริสุทธิ์สงบ ท่ามกลางหุบเขา ความเศร้า ความกังวลใจที่ถมทับอยู่ดูจะเรียนหายไปหมดสิ้น ดูมันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าที่ยังได้มีชีวิตอยู่
เธอรู้ว่าตนเองได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่แยกตัวออกมาเสียจากโลกภายนอก แม้ว่าใจหนึ่งเธอไม่ได้คิดที่จะทอดทิ้งสังคมนั้นมาด้วยความเต็มใจ และก็รู้ดีว่าในที่สุดเวลาเช่นนี้จะต้องมาถึงอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
เมื่อค่ำวันวานเธอได้เขียนจดหมายถึงคาร์เตอร์ เพื่อจะบอกให้เขารู้ว่า บัดนี้เธอได้เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางอย่างเรียบร้อยปลอดภัยแล้ว และเช้าวันนี้เธอก็วางแผนไว้ว่าจะขี่ม้าไปตามถนนสายใหญ่ เพื่อหาตู้ไปรษณีย์ซึ่งอาจจะมีตั้งอยู่ในบริเวณนี้และจัดการส่งจดหมายเสียซึ่งน่าจะดีกว่าและประหยัดเวลากว่าจะเข้าไปส่งถึงในเมือง
สเตซี่ออกจากมั่นใจอยู่ว่า ตอนที่ขับรถมายังกระท่อมหลังนี้นั้นเธอไม่ได้เห็นตู้ไปรษณีย์แม้แต่ตู้เดียว แต่ว่าตอนนั้นเธอกำลังตั้งสติอยู่กับเส้นทางตรงหน้าและกับรถคันที่ขับนำอยู่จึงอาจจะทำให้คลาดสายตาไปก็เป็ได้
เธอเดินเข้าไปในคอกทางประตูด้านข้าง เอื้อมไปหยิบสายบังเหียนและเดินเข้าไปใกล้เ้าม้าสีแดง ซึ่งเริ่มจะเดินหนีไปยังฝั่งตรงข้าม แต่สเตซี่ไม่สนใจกับขาทั้งสี่ที่หุ้มข้อไว้ด้วยสีขาวราวสวมถุงเท้า หรือใบหูที่กระดิกกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา เธอยังเดินเข้าไปหามันเรื่อย ๆ ดิอาโบลพ่นลมออกมาทางจมูกพรืดใหญ่และออกวิ่งเหยาะ ๆ ไปรอบ ๆ แถมยังเหลียวกลับมามองสเตซี่ด้วยท่ายโสเสียอีกเมื่อเห็นเธอเปล่งเสียงหัวเราะอย่างขบขันมันก็เชิดหน้าไปเสียทางหนึ่ง
“เอาละ ดิอาโบล เช้า ๆ ที่อากาศดีอย่างนี้อย่ามัวแต่เล่นอยู่เลย” ขณะเธอพูดก็เดินเข้าไปหามันช้า ๆ “เราออกไปสูดกลิ่นอายของหอม ๆ ในูเากันดีกว่า”
ดิอาโบลยืนกระสับกระส่ายเมื่อเห็นเธอเดินเข้าไปใกล้และสเตซี่ก็ยังพูดกับมันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลปลอบโยน มันมองเธออย่างระแวงเมื่อสเตซี่เข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าและยื่นมือออกไปให้ดิอาโบลยื่นจมูกมาสูดดมกลิ่นจากมือนั้นอย่างรีๆ รอๆ เหมือนจะสำรวจให้แน่ใจเสียก่อนว่าใช่เ้าของมันจริงหรือไม่ ก่อนจะเป่าลมใส่หน้าเธอเบา ๆ
หลังจากนั้นมันก็ยอมรับเหล็กคาดปากกับสายบังเหียนยืนเงียบๆ ขณะที่สเตซี่คาดสายรัดหน้าท้องลง หลังจากนั้นเธอก็หยิบอานกับผ้าปูขึ้นพาดหลังมันอีกชั้น ก่อนจะจัดการผูกรัดให้แ่าขึ้น อันที่จริงสเตซี่ไม่ค่อยเข้าใจในปฏิกิริยาที่เ้าดิอาโบลมีต่ออาน และบังเหียนเท่าไหร่นักเพราะบางครั้งมันก็ยอมรับได้โดยสงบ แต่บางครั้งมันก็ทำราวกลับว่ามันเป็ม้าหนุ่มที่ไม่เคยรู้จักทั้งสองสิ่งนี้มาก่อน
ภายหลังจากที่คาดสายรัดใต้ท้องกระชับแน่นพอแก่ความ้าแล้ว เธอก็จูงมันเดินออกมาสู่ลานโล่งก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นนั่ง พร้อมกับผิวปากเรียกเ้าคาฮุนให้ออกวิ่งตามไปด้วย เมื่อเธอเริ่มบังคับม้าให้วิ่งลงไปตามแนวดิ่งสู่ถนนใหญ่ แม้ว่าดิอาโบลจะเบื้องกายหนี เมื่อเ้าคาฮุนออกวิ่งเคียงข้างไป แต่มันก็ไม่ได้สร้างปัญหาลำบากใจให้กับสเตซี่แม้แต่น้อย
แสงแดดที่ส่องรอดกิ่งและใบไม้ที่ประสานกันอยู่ ตกต้องเป็ดวงลงบนแผ่นหลังสีทองแดงของม้าพันธุ์อาหรับและบนความขาวผ่องของเสื้อตัวสั้นที่ผู้ขี่สวมใส่อยู่ สำหรับเ้าคาฮุนนั้นจะออกวิ่งล่วงหน้าไปก่อนเพื่อสำรวจเส้นทางทั้งภาพและเสียงต่าง ๆ
สเตซี่นั้นรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เ้าดิอาโบล้าในยามนี้คือไม่ออกวิ่งอย่างเต็มกำลัง ดังนั้นเธอจึงกระตุ้นให้มันเริ่มต้นด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเส้นทางสายใหญ่ ซึ่งเมื่อลงสู่ถนนแล้วสเตซี่ก็บังคับม้าให้วิ่งช้าลงและบังคับให้มันเลี้ยวไปตามทางที่เข้าสู่ตัวเมือง ดิอาโบลไม่พอใจอย่างยิ่งกับการวิ่งแบบนี้ มันจึงเริ่มแผลงฤทธิ์ ด้วยการก้าวไปข้างๆ และดึงหัวไปทางนั้นเพื่อให้สายบังเหียนที่แน่นกระชับคลายลง
เมื่อเป็เช่นนี้ สเตซี่ก็ไม่มีโอกาสได้ชมความงามธรรมชาติ เพราะต้องคอยกังวลอยู่แต่จะบังคับม้าตลอดเวลา เ้าคาฮุนยังคงวิ่งนำอยู่ข้างหน้า แต่ก็คอยหันกลับมามองว่านายสาวยังคงตามมันมาอยู่ เพียงแต่ว่าขณะนี้สเตซี่จำเป็ต้องมอบความสนใจทั้งหมดให้กับม้าตัวนั้นที่เริ่มจะพบหน้าโผนหลัง และตอนนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นว่าอานกำลังจะหลุดเลื่อนลง สงสัยว่าสายรัดใต้ท้องจะหลวมตอนที่ขี่มาจากกระท่อม
เธอกระตุกสายบังเหียนเพื่อให้มันหยุดวิ่ง เมื่อดิอาโบลหยุดอยู่กับที่แล้ว สเตซี่ก็เหวี่ยงร่างลง และตอนนี้เองที่มันถือเป็โอกาสวิ่งหนีไม่ยอมให้เธอเข้าใกล้อีก แต่เนื่องจากสเตซี่ยังคงถือสายบังเหียนไว้เธอจึงค่อย ๆ เดินช้า ๆ ไปหามันแต่ก็กลับถูกมันดึงด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า
เนื่องจากเธอกำลังตั้งใจจะจัดการกับเ้าม้าพยศตัวนี้สเตซี่จึงไม่ได้ยินเสียงรถที่วิ่งมาข้างหลัง จนกระทั่งเมื่อเข้ามาอยู่ในระยะประมาณร้อยหลาแล้ว พอเธอหันหลังไปมองว่ารถอยู่ตรงไหน เ้าดิอาโบลก็วิ่งผ่านหน้าไปแล้ว แต่สัญชาตญาณทำให้สเตซี่รั้งสายบังเหียนไว้เต็มที่ บังคับให้มันวิ่งกลับมาในลักษณะครึ่งวงกลม
เนื่องจากเ้าดิอาโบลเป็ม้าที่มีสัญชาตญาณเกเร และประกอบกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกวนประสาททำให้การควบคุมมันทำได้ยากยิ่งขึ้น สเตซี่ไม่สนใจกับรถที่เข้ามาจอดลงใกล้ตัว เพราะขณะนั้นเธอจะต้องบังคับเ้าตัวแสบไว้ไม่ให้มันวิ่งหนีไปไหนได้ ทั้งนี้เพราะรู้ดีด้วยว่า ในพื้นที่อันเป็ท้องทุ่งกว้างไกลเช่นนี้ ถ้ามันลงหนีได้แล้วเื่จะตามจับมันกลับมาให้ได้อย่างทันท่วงที ย่อมเป็ไปไม่ได้แน่ และยิ่งในอารมณ์เช่นนี้ด้วยแล้ว มันอาจจะวิ่งหนีไปเป็ไมล์ทีเดียวกว่าจะหยุดและหาทางกลับเข้าคอกอีกครั้ง
จากปลายหางตา สเตซี่จำได้ทันทีว่าเป็บุรุษผมดำร่างสูงสง่าก้าวลงจากรถคันนั้น และกำลังเดินตรงเข้ามาหาทั้งที่มีคนอยู่เต็มทั้งโลก แต่ทำไมจะต้องเป็คอร์ด ฮาร์ริส ด้วยก็ไม่รู้ เพราะในยามนี้เขาดูจะเป็คนสุดท้ายที่เธออยากจะพบหน้าในโลกนี้
“รู้สึกว่าคุณกำลังมีปัญหานี่ครับ คุณอดัมส์” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล
“ช่างสังเกตจังเลยนะคะ” สเตซี่พูดด้วยน้ำเสียงเหยาะๆ ผสมอยู่กับความโมโหที่ต้องจับเ้าม้าแสนกลที่กำลังลากเธอถูลู่ถูกังอยู่
ดูเหมือนเขาไม่สนใจเท่าไหร่นักว่าเธอจะพูดอะไรในเมื่อคอร์ด ฮาร์ริส เดินอ้อมมาทางข้างหลังดึงบังเหียนมาเสียจากมือและทำมือเป็สัญญาณให้เธอถอยลงไปยืนข้างหลัง