เช้าวันรุ่งขึ้น เขานำเหรียญทองแดงสิบเหรียญซึ่งเป็สมบัติทั้งหมดที่มีติดตัว พร้อมกับสะพายกระเป๋านักเรียนมุ่งหน้าไปยังร้านอินเทอร์เน็ต
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้าน เขาก็ได้กลิ่นควันบุหรี่ แต่ดูเหมือนว่ากลิ่นบุหรี่ที่นี่จะไม่ฉุนจมูกเท่ากับร้านอินเทอร์เน็ตในชาติก่อน
ฉินซือหยางไม่เคยสูบบุหรี่ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ามันแตกต่างกันยังไง
ร้านอินเทอร์เน็ตแห่งนี้ค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม ดูเหมือนไม่ค่อยได้ตกแต่งอะไรมากนัก นอกจากทาสีผนังและติดสติกเกอร์ลวดลายต่าง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูดีกว่าที่พักของฉินซือหยางมาก
เพราะบนเพดานมีหลอดไฟถึงสองดวง ไม่ใช่ตะเกียง แต่เป็หลอดไฟไฟฟ้า
ในเขตปลอดภัย สำหรับฉินซือหยางแล้ว คนที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ล้วนเป็ผู้มีอันจะกิน และผู้ที่สามารถเปิดร้านที่ใช้ไฟฟ้าได้นั้น ยิ่งต้องเป็มหาเศรษฐี
ย่านยากจนแถบชายขอบของเขตปลอดภัยแบบนี้ ไม่มีใครสามารถจ่ายค่าบริการร้านอินเทอร์เน็ตได้ แต่กลับมีร้านอินเทอร์เน็ตแห่งหนึ่งมาเปิดอยู่ที่นี่
ในฐานะร้านอินเทอร์เน็ตเพียงแห่งเดียวในบริเวณใกล้เคียง ฉินซือหยางได้ยินมาว่าเ้าของร้านมีเส้นสายอยู่บ้าง และดูเหมือนว่าในร้านก็มักจะมีคนแปลก ๆ เข้ามาใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง
"เปิดเครื่องครับ ครึ่งชั่วโมงก็พอ!"
ฉินซือหยางยื่นเหรียญทองแดงสิบเหรียญให้เขา นี่คือค่าจ้างจากการทำงานพิเศษในห้องสมุดโรงเรียนตลอดทั้งสัปดาห์ของเขา
การขาดแคลนทรัพยากรไฟฟ้าทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตมีราคาแพงมาก ในตอนที่ยื่นเหรียญทองแดงสิบเหรียญออกไป ใจของฉินซือหยางก็เ็ปราวกับเืหยด
ผู้ดูแลร้านร่างท้วมวัยสามสิบกว่าที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์จ้องมองฉินซือหยางอยู่สองสามวินาที ก่อนจะชี้ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
"เครื่องนั้น ไปได้"
หลังจากฉินซือหยางนั่งลง ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขากำลังคาบซิการ์มวนเล็กพลางพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างขะมักเขม้น
ตอนนั้นเองที่ฉินซือหยางเพิ่งจะเข้าใจว่า ทำไมกลิ่นบุหรี่ในร้านอินเทอร์เน็ตของโลกนี้ถึงได้หอมกว่าในชาติก่อนมากนัก
เพราะค่าบริการร้านอินเทอร์เน็ตนั้นแพง คนที่มีเงินเหลือมาพอที่จะที่นี่ได้ โดยทั่วไปแล้วก็คือคนที่มาเพื่อค้นหาข้อมูลหรือทำข้อตกลงซื้อขายบางอย่าง
บุหรี่ที่พวกเขาสูบย่อมมีคุณภาพสูงกว่าบุหรี่ราคาถูกในร้านอินเทอร์เน็ตชาติก่อนอยู่มาก
ส่วนข้อตกลงซื้อขายที่ว่านั้นเป็แบบไหน ฉินซือหยางก็ไม่อาจรู้ได้
ฉินซือหยางเปิดคอมพิวเตอร์ แต่เครื่องนี้ทำงานช้ามาก รอถึงสองนาทีกว่าหน้าจอหลักจะปรากฏขึ้น
ช่วยไม่ได้ คอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่านี้ราคาก็ย่อมไม่ใช่แค่นี้
เขารีบเข้าสู่เว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับผู้มีพลังลำดับชื่อว่าค่ายสังหารเทพเพื่อตรวจสอบลำดับที่ปรากฏขึ้นแล้วในปัจจุบัน กระทู้ที่ปักหมุดอยู่บนสุดคือสถิติเกี่ยวกับพลังลำดับที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว เขาจึงรีบคลิกเข้าไปทันที
ั้แ่วันขึ้นปีใหม่ปี 2005 จนถึงตอนนี้ เป็เวลาห้าปีเต็ม มีลำดับที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วหลายพันชนิด
และทุกคนก็ถูกปลุกพลังขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ไม่ได้แปลกประหลาดเหมือนกับฉินซือหยาง
กระทู้หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า [มนุษย์จะกลับมายึดครองดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้ยังไง?] ดึงดูดความสนใจของฉินซือหยาง
[พลังที่ถูกปลุกขึ้นมาในตอนนี้ ไม่มีหวังจะสังหารเทพเ้าให้สิ้นซากได้เลย]
[เทพเ้ากินคนเพื่อฟื้นฟูตัวเองได้ แต่มนุษย์กลับไม่สามารถกินเทพเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้ แล้วจะสู้ได้ยังไงกัน?!]
[ถ้ามีพลังลำดับที่สามารถกินเทพเ้าแล้วแข็งแกร่งขึ้นได้ก็คงจะดี!]
[ปลุกพลังมาแล้วหลายพันลำดับ แต่กลับไม่มีอันไหนที่เกี่ยวข้องกับการกินเทพเลยแม้แต่อันเดียว สิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง]
ดังนั้น...
จึงไม่มีใครมีวิธีการปลุกพลังเหมือนเขา และไม่มีใครมีพลังลำดับเหมือนเขาเช่นกัน
ฉินซือหยางกลืนน้ำลายและพึมพำกับตัวเองว่า "หรือว่า...ฉันคือผู้ถูกเลือกเพียงหนึ่งเดียว?!"
พลังลำดับผู้กลืนกินเทพเ้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากปรากฏสู่โลกภายนอกเมื่อไหร่ จะต้องสร้างความสั่นะเืไปทั่วทั้งเขตปลอดภัยอย่างแน่นอน!
แต่เมื่อสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ความคิดเห็นหนึ่ง เขาก็เริ่มลังเล
[นี่ ถ้านายปลุกพลังลำดับที่กินเทพแล้วแกร่งขึ้นได้จริง ป่านนี้คงโดนจับไปวิจัยแล้ว! จะมีโอกาสมานั่งพิมพ์คอมเมนต์อยู่ตรงนี้ได้ยังไง!]
ถูกจับไปวิจัยงั้นเหรอ…
หลังจากได้ทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพลังลำดับแล้ว เขาก็รู้ว่าพลังลำดับ [ผู้กลืนกินเทพเ้า] ของเขานั้นเป็สิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันหา
ผู้มีพลังลำดับนับหมื่นนับแสนในค่ายสังหารเทพล้วนปรารถนาที่จะมีพลังลำดับที่สามารถย่อยสลายเทพเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเองได้
ฉินซือหยางคิดได้อย่างรอบคอบว่า ดูเหมือนตัวเองจะยังไม่มีความแข็งแกร่งที่คู่ควรกับลำดับอันน่าอัศจรรย์นี้
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนธรรมดาย่อมไม่มีความผิด แต่การสมบัติล้ำค่าเกินตัวนั้นคือหายนะ’
หากคนคนหนึ่งมีทรัพย์สมบัติที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถของตน ก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอันตรายได้ง่าย
อาจมีคนอิจฉาและสังหารเขา แต่ความเป็ไปได้ที่มากกว่านั้นคือ จะมีคนที่ละโมบในพลังของเขาและจับตัวเขาไปทำการวิจัย
หากแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ผู้คนจะมองคุณเป็วีรบุรุษ แต่หากแข็งแกร่งกว่าคนอื่นมากจนเกินไป ผู้คนจะมองคุณเป็หายนะ
ฉินซือหยางตัดสินใจแน่วแน่ในทันที ‘จะต้องเก็บเื่นี้เป็ความลับอย่างถึงที่สุด หากพูดออกไป ผลลัพธ์อาจเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!
ต้องรวยเงียบ ๆ!’
ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ นี่คือสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคต คอมพิวเตอร์ก็พลันกลับสู่หน้าจอใส่รหัสผ่าน พร้อมกับข้อความปรากฏขึ้นมาว่า
[หมดเวลาใช้งานแล้ว หาก้าใช้ต่อ กรุณาชำระเงินเพิ่มที่เคาน์เตอร์]
เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ซื้อด้วยเหรียญทองแดงสิบเหรียญได้หมดลงแล้ว นี่คือความลำบากของคนไม่มีเงิน
ต่อให้พลังลำดับของคุณจะทรงพลังแค่ไหน ก็ต้องออกจากระบบเมื่อถึงเวลาอยู่ดี
โชคดีที่ใน่เวลาสั้น ๆ เพียงครึ่งชั่วโมง ฉินซือหยางก็ได้ข้อมูลที่เขา้าแล้ว เหรียญทองแดงสิบเหรียญนั้นไม่ถือว่าสูญเปล่า
อย่างน้อยเขาก็ได้รู้ว่า ห้ามให้ใครล่วงรู้เกี่ยวกับลำดับผู้กลืนกินเทพเ้าเด็ดขาด
ฉินซือหยางสะพายกระเป๋าเป้และเดินออกจากร้านอินเทอร์เน็ต ท่ามกลางสายตาสงสัยของผู้ดูแลร้านร่างท้วม
หลังจากออกมาจากร้านอินเทอร์เน็ต อากาศก็สดชื่นขึ้นมากทันที ปราศจากกลิ่นควันบุหรี่และกลิ่นน้ำมันแปลก ๆ มีเพียงกลิ่นฝุ่นดินธรรมดา
แต่เนื่องจากไม่มีแสงไฟส่องสว่าง สภาพแวดล้อมโดยรอบจึงมืดสนิท ทำให้ฉินซือหยางต้องใช้เวลาปรับสายตาสักพัก กว่าจะมองเห็นเส้นทางอันมืดมิดได้ชัดเจน
เขามองผ่านกระจกนิรภัยของเขตปลอดภัยออกไป ก็เห็นหมู่ดาวเต็มท้องฟ้าซึ่งปรากฏให้เห็นตลอดทั้งปี รวมถึงเทพเ้าขนาดมหึมาที่ล่องลอยผ่านไปเป็ครั้งคราว
ฉินซือหยางรู้สึกสับสนขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อจากนี้ จะทำอะไรดี? จะไปที่ไหน?
จะไปที่ทางออกของเขตปลอดภัย หรือจะไปโรงเรียน?
ในค่ายสังหารเทพบรรดาผู้มีพลังลำดับบอกว่า ที่ทางออกของเขตปลอดภัยในแต่ละวัน จะมีหน่วยผู้มีพลังลำดับที่คอยออกไปล่าเทพเ้าเข้าออกอยู่เสมอ
เพื่อส่งเสริมให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถตอบโต้เทพเ้าได้
รัฐบาลสหภาพได้ให้การสนับสนุนด้านนโยบายต่าง ๆ และจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้มีพลังลำดับ เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน
ผู้มีพลังลำดับจะต้องออกไปล่าเทพเ้านอกเขตปลอดภัย
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งล่าได้มากเท่าไร และยิ่งตัวใหญ่เท่าไร รางวัลที่ผู้มีพลังลำดับจะได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เพื่อเป็หลักฐานยืนยันว่าตนได้สังหารเทพไปจริง ผู้มีพลังลำดับจะนำชิ้นส่วนที่โดดเด่นที่สุดบนร่างกายของเทพเ้าเ่าั้กลับมาเป็เครื่องยืนยันในการรับรางวัล
ดังนั้นฉินซือหยางจึงคิดว่า การไปรอที่ทางออกของเขตปลอดภัย อาจจะมีโอกาสได้กัดเนื้อเทพเ้าสักคำ เพื่อพิสูจน์ว่าลำดับผู้กลืนกินเทพเ้านี้จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้จริงหรือเปล่า
หากการพิสูจน์สำเร็จ เขาก็อาจจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้!
เขาสามารถซ่อนตัวอยู่นอกเขตปลอดภัยเพื่อล่าเทพเ้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตัวเองกลายเป็ยอดฝีมือไร้เทียมทาน แล้วค่อยกลับเข้ามาในเขตปลอดภัยเพื่อทุกสิ่ง
ลำดับของเขาทรงพลังอย่างยิ่งยวด สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้ในระหว่างการล่าเทพเ้า เรียกได้ว่าเป็เครื่องจักรนิรันดร์
แต่ฉินซือหยางก็ได้ตรวจสอบหน้าต่างข้อมูลในหัวอีกครั้ง และวิเคราะห์ทักษะของตนเองอย่างใจเย็น ก่อนจะส่ายหัว
'คำอธิบายของทักษะ ‘ดื่มโลหิต’ คือ สามารถย่อยได้แม้กระทั่งกินเนื้อเทพเ้าสด ๆ แต่ไม่ได้บอกว่าจะดูดซับได้หรือไม่ได้ ย่อยก็ส่วนย่อย ดูดซับก็ส่วนดูดซับ เื่นี้ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ถ้าไม่สามารถดูดซับได้ ก็หมายความว่าตนเองจะไม่สามารถได้รับสารอาหารที่จำเป็จากการกินเทพเ้าได้'
หากมีความเป็ไปได้นี้ ต่อให้เขาสังหารเทพไปมากมายนับไม่ถ้วน เขาก็จะต้องอดตายอยู่นอกเขตปลอดภัย
วีรบุรุษก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความหิวโหย
ฉินซือหยางเลิกคิดว่าจะไปที่ไหน เพราะเขามีเพียงตัวเลือกเดียว นั่นคือไปโรงเรียน
การไปที่ทางออกของเขตปลอดภัยเพื่อเสี่ยงโชค อาจมีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นได้จริง แต่ในปฏิทินจันทรคติวันนี้เขียนไว้ว่า
'ฤกษ์ไม่ดี ห้ามทำการมงคลทั้งปวง'
ซึ่งหมายความว่าวันนี้อาจจะไม่เหมาะกับการทำอะไรที่ต้องพึ่งพาโชคช่วย
โดยปกติฉินซือหยางไม่ใช่คนงมงาย แต่เมื่อเจอเื่ที่ไม่เป็วิทยาศาสตร์อย่างการกลับชาติมาเกิดและวันสิ้นโลกมาแล้ว การจะงมงายขึ้นมาบ้างก็ดูสมเหตุสมผล
เมืุ่์เจอเื่ที่เกินความเข้าใจ ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะงมงายขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาโชคดีจนแข็งแกร่งขึ้นที่ทางออกของเขตปลอดภัยได้จริง
การจะเปลี่ยนพลังนั้นให้กลายเป็อาหารก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เื่ที่จะทำได้ในทันที
แต่ที่โรงเรียนกลับไม่มีปัญหานี้
ที่โรงเรียนมีอาหารกลางวัน มีอาหารเย็น ถ้าไม่มีโรงเรียน ฉินซือหยางก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดอยู่ในเขตปลอดภัยอันเสื่อมโทรมแห่งนี้ได้ยังไง
ที่สำคัญกว่านั้น วันนี้คือวันศุกร์
วันเสาร์และวันอาทิตย์โรงเรียนจะหยุด ซึ่งหมายความว่าโรงอาหารจะปิด และเขาจะไม่สามารถไปขอข้าวกินฟรีได้
หากพลาดอาหารของวันนี้ไป ตัวเขาที่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เหรียญเดียวก็จะต้องอดอาหารไปอีกสองวันนั่นไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเลย
เขาไม่เพียงแต่ต้องไปโรงเรียน แต่วันนี้เขายังต้องหน้าด้านขอให้ป้าแม่ครัวตักอาหารให้เยอะหน่อย เพื่อที่จะได้มีพอกินสำหรับหนึ่งถึงสองมื้อใน่สุดสัปดาห์
ป้าแม่ครัวก็รู้ว่าเขาเป็เด็กกำพร้า ดังนั้นจึงมักจะทำเป็มองไม่เห็นเวลาที่เขาขออาหารเพิ่ม
ใน่สุดสัปดาห์ โรงเรียนจะหยุด แต่สำนักงานผู้มีพลังลำดับกลับไม่หยุดพัก ซึ่งก็เป็เื่ที่เข้าใจได้
ผู้มีพลังลำดับต้องนำซากเทพเ้าไปส่งมอบให้รัฐบาลสหภาพเพื่อแลกกับทรัพยากร ไม่ต่างอะไรกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องรับผิดชอบกำไรขาดทุนด้วยตนเอง
ในเมื่อต้องรับผิดชอบเอง เวลาทำงานและวันหยุดจึงไม่ค่อยแน่นอนนัก
ดังนั้น พรุ่งนี้และมะรืนนี้ ฉินซือหยางก็ยังคงสามารถไปเสี่ยงโชคที่ทางออกของเขตปลอดภัยได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การไปโรงเรียนคือทางออกที่ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจจะไปเรียนหนังสือเลยแม้แต่น้อย
บนถนนสายหลักอันมืดมิด ทุก ๆ หลายสิบเมตรจะมีไฟถนนที่ไม่สว่างนักอยู่หนึ่งดวง ซึ่งส่องสว่างได้เพียงระยะสองสามก้าวเท่านั้น
ในสายตาของฉินซือหยาง เหตุผลเดียวที่ไฟถนนเหล่านี้มีอยู่ก็เพื่อบอกให้คนเดินถนนรู้ว่า ถนนเส้นนี้คือถนนสายหลักของพื้นที่ชายขอบเขตปลอดภัย นอกเหนือจากนั้นก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
แม้แต่หลอดไฟในร้านอินเทอร์เน็ตยังสว่างกว่าไฟถนนหลายเท่าตัว
ฉินซือหยางเดินไปตามถนนสายหลักอันมืดมิดได้สิบกว่านาทีก็ถึงโรงเรียน
ฉินซือหยางในชาติก่อนเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมธรรมดา ๆ ในอำเภอเล็ก ๆ สภาพของโรงเรียนก็ไม่ได้ดีนัก ในโลกนี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก หรืออาจจะแย่กว่าโรงเรียนในชาติก่อนเสียด้วยซ้ำ
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะที่ชายขอบของเขตปลอดภัย มีโรงเรียนเพียงแห่งเดียวคือโรงเรียนจวีอัน
โรงเรียนจวีอันครอบคลุมระบบการศึกษา 12 ปี ั้แ่ระดับประถมไปจนถึงมัธยมปลาย
เด็ก ๆ ที่ชายขอบเขตปลอดภัยจะเข้าเรียนตอนอายุหกถึงเจ็ดขวบ และจะออกจากที่นี่เมื่ออายุสิบแปดปี อาจกล่าวได้ว่าที่นี่คือบ้านหลังที่สองของพวกเขา