การวิ่งหนีจากเปลวเพลิงที่เผาผลาญหมู่บ้านหลินเจียงดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดหลี่เฟิ่งวิ่งเข้าไปในความมืดมิดของป่าทึบราวกับิญญาที่ถูกขับไล่ไม่เหลียวหลังกลับไปมองซากปรักหักพังที่เคยเป็บ้านเรือนของเขาอีกเลยเสียงกรีดร้องและกลิ่นควันยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาทและปลายจมูกราวกับมีดที่กรีดแทงลงบนเนื้อหนังที่บอบบางของเขา
เขาวิ่งไปจนกระทั่งปอดแทบจะะเิขาที่อ่อนล้าแทบจะก้าวไม่ออกอีกต่อไป ในที่สุดร่างกายที่หมดสิ้นเรี่ยวแรงก็ล้มลงกองกับพื้นดินที่เย็นชื้นใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ลมหายใจหอบถี่รุนแรงจนรู้สึกเ็ปไปทั่วทรวงอก เขาพยายามปรับลมหายใจให้เป็ปกติแต่หัวใจยังคงเต้นรัวดุจกลองศึกที่รัวกระหน่ำไม่หยุด
ความมืดมิดของป่ากลางคืนโอบล้อมเขาไว้ราวกับอ้อมกอดของความโดดเดี่ยวที่เยือกเย็น เสียงแมลงยามค่ำคืนดังระงมปะปนกับเสียงใบไม้เสียดสีกันยามลมพัดผ่านและเสียงคำรามแ่เบาของสัตว์ป่าที่อยู่ห่างไกลออกไปทุกเสียงล้วนทำให้หลี่เฟิ่งรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่คุ้นเคยกับการอยู่ลำพังในป่าลึกแบบนี้ชีวิตทั้งชีวิตของเขาถูกหล่อหลอมมากับการอยู่ร่วมกับผู้คนในหมู่บ้านที่อบอุ่น
ความหนาวเย็นของอากาศยามค่ำคืนเริ่มกัดกินเข้ามาในกระดูกเสื้อผ้าที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อและน้ำตาทำให้ร่างกายสั่นสะท้านเขาพยายามกอดตัวเองไว้แน่น เพื่อหาความอบอุ่นที่ไม่มีอยู่จริงดวงตาพร่ามัวไปด้วยความเ็ปและความเหนื่อยล้า แต่ก็ไม่อาจหลับลงได้ภาพของป้าหลี่ ลุงหวงและชาวบ้านอีกหลายคนที่ล้มตายผุดขึ้นมาในห้วงความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขารู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่กดทับอยู่ในอก
ความหิวโหยเริ่มคืบคลานเข้ามาเขาไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่ก่อนที่หมู่บ้านจะถูกโจมตีท้องของเขาร้องครวญครางอย่างน่าสมเพช แต่ในสภาพการณ์เช่นนี้จะให้เขาไปหาอะไรกินได้เล่า? รอบกายมีแต่ต้นไม้และพุ่มไม้รกทึบที่มองไม่เห็นแม้แต่ผลไม้ป่า
หลี่เฟิ่งพยายามขยับตัวไปพิงลำต้นไม้ใหญ่เพื่อหาที่พักพิงเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองหาแสงจันทร์ที่ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆดำทะมึนและมองหาดวงดาวที่เคยส่องแสงนำทางแต่คืนนี้มีเพียงความมืดมิดและความอ้างว้างเท่านั้นที่เหลืออยู่
เขาหลับตาลงภาพของหมู่บ้านหลินเจียงที่เคยร่มเย็นปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ภาพของลานกว้างที่เด็กๆวิ่งเล่น หัวเราะกันอย่างสดใส ภาพของลำธารใสสะอาดที่เขาเคยนั่งตกปลาภาพของบ้านหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวทุกภาพล้วนเป็ความทรงจำที่สวยงามแต่บัดนี้มันกลับเป็เพียงอดีตที่ถูกเผาผลาญไปแล้ว
ความสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจหลี่เฟิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงเหวที่ไร้ก้นบึ้งเขาจะรอดไปได้อย่างไรในป่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้?เขาจะเอาชีวิตรอดจากความหิวโหยความหนาวเหน็บ และสัตว์ร้ายได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุดเขาจะแก้แค้นให้ชาวบ้านที่ล้มตายได้อย่างไรในเมื่อตัวเขาเองยังอ่อนแอไร้กำลังเพียงนี้?
น้ำตาที่เคยแห้งเหือดไปแล้วเริ่มไหลรินลงมาอีกครั้งมันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวแต่เป็หยาดน้ำตาแห่งความเ็ปรวดร้าวที่ไม่อาจบรรยายได้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็เพียงใบไม้เล็กๆ ที่ปลิวไปตามกระแสลมอย่างไร้ทิศทางไร้จุดหมาย
แต่แล้ว...ในความสิ้นหวังอันมืดมิดนั้น ประกายไฟเล็กๆ ก็เริ่มปะทุขึ้นในใจของเขา
มันคือภาพใบหน้าของ ลุงหวง ที่เต็มไปด้วยความเสียสละในวินาทีสุดท้ายภาพที่ดวงตาของลุงหวงจ้องมองมาที่เขา ราวกับจะบอกว่า "หนีไป!มีชีวิตรอดให้ได้! แล้วกลับมา!"
ใช่...เขาจะต้องมีชีวิตรอด เขาจะต้องไม่ตายที่นี่! เขาจะต้องไม่ยอมแพ้!
เพลิงแค้นที่เคยลุกโชนในตอนแรกเริ่มหวนกลับมาอีกครั้งมันไม่ใช่เพลิงที่เผาผลาญเขาให้มอดไหม้ แต่เป็เพลิงที่ให้ความอบอุ่น ให้กำลังใจและให้ทิศทางแก่เขา หลี่เฟิ่งกัดริมฝีปากแน่น บังคับตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งเขามองไปรอบตัว มองหาอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้เขามีชีวิตรอด
เขานึกถึงคำสอนเล็กๆน้อยๆ ของไป๋เฟิงเื่การเอาชีวิตรอดในป่า การแยกแยะพืชกินได้จากพืชมีพิษการหาแหล่งน้ำ และการสร้างที่กำบังชั่วคราวความรู้เ่าั้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ราวกับเป็แสงสว่างเล็กๆ ในความมืดมิด
เขาพยายามรวบรวมเศษไม้แห้งและใบไม้แห้งมาวางกองรวมกันใต้ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านหนาแน่นพอจะบังลมได้บ้างใช้ก้อนหินที่แหลมคมพยายามขุดดินให้เป็หลุมตื้นๆ พอจะใช้เป็ที่กำบังชั่วคราวได้เขาใช้เวลาหลายชั่วยามในการก่อสร้างที่พักพิงอันแสนหยาบง่ายนี้แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้ แต่จิตใจของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เมื่อสร้างที่กำบังเสร็จเขาคลานเข้าไปนอนขดตัวอยู่ข้างในใช้ใบไม้แห้งที่รวบรวมมาได้ห่มร่างกายให้ความอบอุ่นแต่ความหนาวก็ยังคงกัดกินเข้ามา เขาได้ยินเสียงแกรกกรากอยู่ไม่ไกลนักเสียงของอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดทำให้เขาต้องเปิดดวงตาขึ้นมามองอย่างระแวง
มีดสั้นปริศนาที่ไป๋เฟิงให้มายังคงถูกกำไว้แน่นในมือมันไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาดราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของเขา
หลี่เฟิ่งข่มตาหลับลงอย่างยากลำบากเขาไม่ได้หลับอย่างสนิท แต่เป็การหลับๆ ตื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแปลกๆ เขาก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมา กำมีดในมือแน่นและจ้องมองไปในความมืดด้วยสายตาที่คมกริบ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
ในระหว่างที่เขาหลับตาภาพของนักฆ่าชุดดำที่มีสัญลักษณ์รูปดวงตาบนหลังมือก็ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึกมันเป็ภาพที่ชัดเจนและฝังลึก หลี่เฟิ่งจดจำมันไว้ในทุกอณูของจิติญญาเขาปฏิญาณกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาจะต้องมีชีวิตรอด จะต้องแข็งแกร่งขึ้นและจะต้องตามหาไอ้พวกสารเลวพวกนั้นให้พบเพื่อให้พวกมันชดใช้ในทุกหยดเืที่หลั่งลงบนแผ่นดินของหมู่บ้านหลินเจียง
เช้าวันรุ่งขึ้นแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาระหว่างกิ่งไม้ที่หนาทึบ หลี่เฟิ่งลืมตาขึ้นเขารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่ภายในใจกลับมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าเมื่อวานเขาจะต้องออกไปจากป่าแห่งนี้ เขาจะต้องไปให้ถึงโลกภายนอกที่ไป๋เฟิงเคยเล่าให้ฟังและตามหาความจริงเื้ัโศกนาฏกรรมครั้งนี้ให้จงได้
เขาคลานออกมาจากที่กำบังชั่วคราวมองดูสภาพป่าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สภาพอากาศที่แม้จะสว่างขึ้นแต่ก็ยังคงความเย็นชื้นอยู่ ความหิวโหยยังคงบีบรัดแต่ตอนนี้มันไม่ได้ทำให้เขาสิ้นหวังอีกต่อไปแล้ว กลับกันมันกลายเป็แรงผลักดันให้เขาต้องออกไปหาอาหารและน้ำ
หลี่เฟิ่งเริ่มเดินเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆใช้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่มีสำรวจหาแหล่งน้ำและพืชผักที่พอจะกินได้เขาระมัดระวังทุกก้าว ไม่้าเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าที่ไม่เป็มิตร
หนึ่งวันผ่านไปสองวันผ่านไป...การดิ้นรนเอาชีวิตรอดในป่าลึกเป็บททดสอบที่โหดร้ายที่สุดที่หลี่เฟิ่งเคยเผชิญเขากินผลไม้ป่าที่พบเจอ ดื่มน้ำจากลำธารเล็กๆ และหลับนอนอย่างหวาดระแวงในทุกค่ำคืนร่างกายของเขาอ่อนแอลง แต่จิตใจของเขากลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ทุกครั้งที่รู้สึกท้อแท้ภาพความทรงจำของหมู่บ้านหลินเจียงก็จะปรากฏขึ้นมา ทำให้เขามีแรงลุกขึ้นสู้ต่อมันไม่ใช่แค่การเอาชีวิตรอดอีกต่อไป แต่เป็การเตรียมตัวสำหรับการแก้แค้น!
หลี่เฟิ่งคือเงาเดียวในพงไพรร่างกายเขาอาจจะอ่อนแอ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้เขาเดินหน้าต่อไปในป่าที่กว้างใหญ่ ราวกับเงาที่กำลังตามล่าเหยื่อและในใจของเขามีเพียงเป้าหมายเดียว คือการมีชีวิตรอดและกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกพรากไป!