ตอนที่ ๒
เ้าสาวของขันที
คำกล่าวของฮูหยินจางเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงที่กลางอกของจางหรูอี้
ฟู่เหนียนชิงเกลียดชังลูกเลี้ยงเป็ทุนเดิม ั้แ่ที่จางหรูอี้ลืมตาดูโลกจวบจนอายุย่างเข้าสู่วัยสิบแปดปี ไม่มีวันใดเลยที่นางจะไม่คิดแผนร้าย เพื่อที่ตนจะได้เขี่ยนังเด็กน่ารังเกียจนี่ทิ้งไปให้พ้นตา หากไม่มีบิดานางคอยขัดขวาง จางหรูอี้ก็คงไม่แคล้วได้กลายเป็ขอทานนอนข้างถนนไปนานแล้ว
แต่ครานี้บิดานางทำตัวต่างออกไป จางหรูอี้รู้สึกได้ถึงความเฉยชา สายตาว่างเปล่ากับท่าทีนิ่งเฉยของผู้ที่เคยออกตัวปกป้องนางมันบ่งบอกได้ว่า การจับคู่ดูตัวในครั้งนี้ผู้เป็บิดานางก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
“ท่านพ่อ ที่นางพูดเป็ความจริงหรือ”
จางเฉาิเบนสายตาหนีไปทางอื่น ผิวหน้าสีคล้ำผสานกับริ้วรอยตามวัยดูตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็เช่นนั้นแต่เขาก็ยังไม่มีท่าทีจะยื่นมือเข้ามากางปีกปกป้องบุตรสาว
ท่าทางของบิดาทำให้นางต้องเ็ปใจยิ่งนัก นางข่มอารมณ์ขมขื่นไว้ข้างใน พยายามคุมเสียงสะอื้นให้คงที่ ก่อนจะเค้นคำถามทิ่มแทงใจบิดาออกมา
“เพราะเหตุใดท่านจึงต้องส่งข้าแต่งเข้าจวนขันที ข้าเองก็เป็บุตรสาวของท่านเช่นกัน ท่านจะลำเอียงเื่ใดก็ได้แต่ต้องไม่ใช่เื่นี้” น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยถ้อยคำตัดพ้อ
จางหรูอี้รู้เต็มอกอยู่แล้วว่าลูกอนุเยี่ยงนาง แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แต่ถึงกระนั้นนางก็ขึ้นชื่อว่าเป็ลูกในไส้ที่ครั้งหนึ่งบิดาเองก็เคยให้ความรักมาไม่น้อย ไยต้องหักหานน้ำใจกันถึงเพียงนี้
“หรูอี้...” จางเฉาิหันใบหน้ากลับมามองบุตรสาว แผงคิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนเป็ปม น้ำเสียงอ่อนยวบพลางทำทีจะก้าวขาลงไปปลอบบุตรสาว
ทว่าฟู่เหนียนชิงกลับยื่นมือเข้ามาขวางเอาไว้ พร้อมกับใช้สายตาข่มขู่เหลือบมองผู้เป็สามีเพื่อให้เขาทิ้งความคิดนั้นไปเสีย จากนั้นก็หันกลับมาฟาดสายตาใส่ลูกเลี้ยงตนอีกครั้ง
“มีอันใดไม่ดีกัน เ้าพินิจดูใต้เท้าเว่ยให้ดี” นางเดินลงบันไดหน้าเรือนรับรองที่สูงสามขั้น ตรงเข้าหาบุรุษร่างท้วม จัดการเอียงซ้ายเอียงขวาพิจารณาชายที่ยืนอยู่ด้านขวามือของจางหรูอี้
“ใต้เท้าเว่ยรูปงามภูมิฐานเช่นนี้ ตำแหน่งหน้าที่ก็เป็ถึงหัวหน้ากรมมหาดเล็ก มีหน้ามีตา ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าผู้ใด เลี้ยงดูภรรยาได้ทั้งชีวิต เ้าแต่งเข้าจวนไปมีหรือจะลำบาก จริงหรือไม่เ้าค่ะใต้เท้า”
นางหันไปแสดงกิริยาพูดจีบปากจีบคอกับบุรุษร่างอวบอ้วน สีหน้าที่ตอบรับของคนทั้งคู่ก็ช่างชวนให้อารมณ์ที่เยือกเย็นของจางหรูอี้ต้องะเิออกมา
“หากดีจนปานนั้น ไยท่านไม่ให้จางหรูหรันแต่งกับใต้เท่าเว่ยเสียเองเล่า ต้องลำบากมาจัดแจงให้ข้าไปทำไมกัน”
“เพราะข้า คู่ควรกับตำแหน่งพระชายาเท่านั้นอย่างไรเล่า” ผู้ที่เดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาทางด้านหลังของจางหรูอี้เอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กของสตรีนางนั้นจะเดินมาหยุดที่ด้านหน้านาง “ส่วนลูกอนุเช่นเ้า ได้แต่งกับใต้เท้าเว่ยก็เหมาะสมกันดีแล้วนี่”
สตรีวาจาร้ายนี้ก็คือ จางหรูหรัน บุตรสาวคนรองสกุลจาง น้องสาวต่างมารดาที่ถูกประคบประหงมมาโดยฟู่เนียนชิง จนกระทั่งนางเติบโตมาด้วยนิสัยหยิ่งผยอง
น้องสาวผู้นี้มีใจเสน่หาให้กับรัชทายาทมานาน แต่จ้าวฉางหลินกลับมีจางหรูอี้เป็นางในดวงใจผู้เดียวไม่คิดเป็อื่น จึงทำให้นางเกิดความริษยา
เมื่อสบโอกาสคราใดย่อมต้องหาเื่พี่สาวอยู่ร่ำไป และในครานี้มีหรือนางจะไม่ยินดี หากจางหรูอี้ยอมปลงใจแต่งออกไปก็เท่ากับได้กำจัดก้างชิ้นใหญ่ออกไปให้พ้นทาง
“ใต้เท้าจาง ฮูหยิน หากนางไม่เต็มใจก็ช่างเถิด ข้าเองก็ไม่้าฝืนใจผู้อื่น ส่วนเื่ที่เราคุยกันไว้เมื่อครู่ก็ถือซะว่าข้าไม่เคยพูดออกไปก็แล้วกัน” เว่ยกงกงยกมือขวาขึ้นวางมือทับบนหลังมือซ้ายพร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อม แต่ถ้อยคำนั้นกลับดูมีเลสนัย
“ใต้เท้าเว่ย อย่าพึ่งใจร้อนสิเ้าค่ะ” ฟู่เหนียนชิงรีบร้อนเอ่ยรั้ง “เอาเป็ว่าให้ข้าเจรจากับนางก่อน ท่านกลับไปรอฟังข่าวที่จวนเถิดเ้าค่ะ ไม่เกินวันพรุ่งต้องมีข่าวดีให้ท่านอย่างแน่นอน” รอยยิ้มชั่วร้ายเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“ได้” น้ำเสียงแหลมเล็กผิดกับขนาดของร่างกายตอบรับด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเดินตีคู่ไปกับบ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่เดินไปส่ง และยังคงไม่วายทิ้งหางตาไปให้กับจางหรูอี้พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ทำให้ดวงตาเล็กหยี๋ทั้งสองข้างปิดลงมา พลางหมุนคอมองตามนางจนกระทั่งเดินออกนอกประตูไป
“ท่านพ่อ” จางหรูอี้พยายามจะคุยกับบิดา ทว่าจางเฉาิกลับหลบหน้าหนีเข้าไปในเรือน
“ไม่ต้องตามไป เื่นี้พ่อเ้าเป็คนเห็นชอบเอง” ฟู่เหนียนชิงกล่าวเสียงเย็น
จางหรูอี้หยุดก้าวขาแล้วหันกลับมามองนางด้วยดวงตาขุ่นเคือง สองแม่ลูกไร้สามัญสำนึกคู่นี้ใช้วิธีอันใดทำให้บิดานางถึงกับเห็นพ้องต้องกันได้ถึงเพียงนี้
“ข้าไม่คิดจะแต่งงาน ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไรข้าก็ยังจะยืนยันคำเดิม” จางหรูอี้กล่าวอย่างหนักแน่น
“จิ๊ จิ๊ จิ๊” จางหรูหรันส่งเสียงจิ๊ปากพร้อมกับส่ายหน้าเนิบช้า ในขณะที่จ้องมองพี่สาวด้วยสายตาเวทนา
“นี่เ้ายังคิดเพ้อฝันว่าจะได้ครองคู่กับรัชทายาท อยู่อีกอย่างนั้นหรือ แต่น่าเสียดาย เ้าคงจะไม่ได้เข้ารับการคัดเลือกพระชายาในครั้งนี้แล้ว เพราะท่านพ่อจะส่งข้าไปแทนเ้า”
ใบหน้าเล็กเลื่อนเข้าใกล้ใบหูของพี่สาวที่มีความสูงมากกว่าเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบอย่างแ่เบาอย่างเสียดแทงว่า
“เื่ที่เ้าคุยกับรัชทายาทบนสะพานในสวนพฤกษา ดูท่าว่าคงจะไม่มีวันเป็จริงเสียแล้ว” นางดึงใบหน้ากลับ ก่อนจะหันไปสบตากับจางหรูอี้แล้ววาดรอยยิ้มเยอะเย้ยด้วยความสาแก่ใจ
“แล้วอย่างไร ถึงข้าจะไม่ได้เข้าคัดเลือก รัชทายาทจะเลือกเ้าอย่างนั้นหรือ จางหรูหรัน แผนสกปรกของพวกเ้าสองแม่ลูก ไม่มีวันสำเร็จแน่” จางหรูอี้กระแทกเสียงสวนกลับ
จากที่จางหรูหรันกล่าวมา นั่นหมายความว่านางคงลอบตามไปยังสถานที่นัดพบ และแอบฟังการสนทนาระหว่างนางกับจ้าวฉางหลินจึงได้รีบวางแผนขัดขวาง
“เช่นนั้นเ้าก็คอยดูว่าข้าจะทำได้หรือไม่” ฟู่เหนียนชิงข่มเสียง ก่อนจะหันไปยังบ่าวชายที่กำลังเดินออกมาจากมุมมืดข้างกำแพงแล้วออกคำสั่ง
“จับตัวนางไปขังไว้ที่เรือน ห้ามนางกับมู่ตานออกจากห้องนั้นเป็อันขาด จนกว่าข้าจะสั่ง”
“ขอรับ”
หลังรับคำสั่งบ่าวชายในเรือนสองคนก็เข้ามายืนขนาบข้างจางหรูอี้ ดึงแขนนางแล้วจัดการลากร่างผอมบางไปยังเรือนพักที่อยู่ด้านหลังสุดของจวน
นางถูกผลักเข้าไปในห้อง จากนั้นบ่าวทั้งสองก็ทำการล็อกประตูด้วยกุญแจขนาดใหญ่อย่างแ่า รวมถึงคอยจัดเวรยามเฝ้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็หน้าต่างหรือประตูหลัง ทุกจุดล้วนไม่มีทางที่นางจะหลบหนีออกไปได้
“คุณหนูเ้าค่ะ พวกเราจะทำเช่นไรกันดี” มู่ตานเกิดอาการตระหนก จับมือผู้เป็นายไว้แน่น
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องกลัว” จางหรูอี้ต้องทำหน้าที่ปลอบขวัญสาวน้อย ทั้งที่ตัวนางก็หวาดกลัวอยู่ไม่แพ้กัน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่พี่สาว คอยลูบศีรษะนางอย่างเบามือเพื่อให้ผู้ที่เด็กกว่าได้คลายกังวล
“ข้าจะไม่ยอมแต่งออกไปโดยง่ายแน่ หากนางอยากให้ข้าขึ้นเกี้ยวเ้าสาว ข้าก็จะทำให้ขันทีเฒ่าผู้นั้นต้องเจ็บแค้นนางไปจนตาย”
“แล้วท่านคิดจะทำเช่นไรหรือเ้าค่ะ” มู่ตานที่เริ่มผ่อนคลายจากััอันอ่อนโยนของนายหญิงน้อยกล่าวถาม
“...” จางหรูอี้จึงยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูเพื่อกระซิบแผนการ
...เวลาผ่านพ้นไปสองวันสองคืน จางหรูอี้เก็บตัวสงบเสงี่ยมอยู่แต่ภายในเรือนโดยไม่ได้ปริปากร้องขอหรืออ้อนวอนใดใด กระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามใน่เช้าตรู่ ฟู่เหนียนชิงก็ปรากฎตัวที่หน้าเรือน
“เปิดประตู” สิ้นเสียงออกคำสั่ง ผู้เฝ้ายามก็ทำหน้าที่ไขกุญแจหน้าเรือนหลังเล็ก
เมื่อประตูถูกเปิดออก แม่เลี้ยงผู้ร้ายกาจของนางก็เดินเข้ามาพร้อมกับหญิงรับใช้ที่มีอายุไล่เรี่ยกันกับนางอีกผู้หนึ่ง ในมือของหญิงผู้นั้นถือถาดที่ด้านในมีอาภรณ์สีแดงสลับเขียวลายมงคลมาด้วย
ฟู่เหนียนชิงเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้องโถง จ้องมองจางหรูอี้ที่สวมใส่เพียงชุดนอนสีขาว นั่งเหม่อมองออกไปที่ด้านนอกหน้าต่าง ครู่หนึ่งนางก็หันไปกำชับสาวใช้ที่ติดตามมาด้วยกัน
“แต่งตัวให้นาง อย่าให้ชักช้าจะเสียฤกษ์”
“เ้าค่ะ”
หลังจากหญิงรับใช้ขานรับคำสั่ง นางก็เดินเข้าไปหาจางหรูอี้ที่ยังคงนั่งนิ่งใช้สายตาแข็งกร้าวจ้องมองไปยังฟู่เหนียนชิงราวกับ้าที่จะฉีกทึ้งร่างแม่เลี้ยงผู้นี้ออกเป็ชิ้น ๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอด
“คุณหนูใหญ่ เชิญเถิดเ้าค่ะ”
ฟู่เหนียนชิงเชิดใบหน้าอย่างผู้กำชัยชนะ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเอียงศีรษะมาด้านข้าง มองจาง
หรูอี้ผ่านทางหางตา
“จางหรูอี้ วันนี้ต่อให้เ้าติดปีกก็ไม่อาจหนีงานแต่งครั้งนี้ไปได้”